อนึ่ง โลกิยะและโลกุตรธรรมแม้เป็นไปในภูมิ ๔ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ก็ตรัสไว้ด้วยทุกะทั้ง ๖ เหล่านี้ คือ
๑. สติและสัมปชัญญะ (ทุกะที่ ๓๐)
๒. ปฏิสังขานพละและภาวนาพละ (ทุกะที่ ๓๑)
๓ สมถะและวิปัสสนา (ทุกะที่ ๓๒)
๔. สมถนิมิตและปัคคาหนิมิต (ทุกะที่ ๓๓)
๕. ปัคคาหะและอวิกเขปะ (ทุกะที่ ๓๔)
๖. สีลสัมปทา ทิฏฐิสัมปทา (ทุกะที่ ๓๖).
ว่าด้วยนิทเทสทิฏฐิวิสุทธิทุกะ
พึงทราบวินิจฉัยในนิทเทสทิฏฐิวิสุทธิ ต่อไป
บทว่า กมฺมสฺสกตญาณํ (ญาณเป็นเครื่องรู้ว่าสัตว์มีกรรมเป็นของ
ตน) ได้แก่ ปัญญาเป็นเครื่องรู้ว่า นี้เป็นกรรมของตน นี้ไม่ใช่กรรมของตน
บรรดากรรมทั้ง ๒ เหล่านั้น กรรมที่ตนทำแล้วหรือผู้อื่นทำแล้วจงยกไว้ อกุศล
กรรมแม้ทั้งหมดไม่ใช่ของตน เพราะเหตุไร ? เพราะทำลายอรรถ และเพราะ
ให้เกิดอนรรถ ส่วนกุศลกรรมชื่อว่าเป็นกรรมของตน เพราะทำลายอนรรถ
และเพราะให้เกิดอรรถ ในข้อนั้น เหมือนบุรุษมีทรัพย์มีโภคะ เดินทางไกล
ในระหว่างทาง เมื่อเขาประกาศเล่นงานนักษัตรในบ้านและนิคมเป็นต้น ก็มี
ได้คิดว่า เราเป็นอาคันตุกะ (แขก) พึงอาศัยใครหนอเล่นงานนักษัตร เมื่อ
เล่นนักษัตรโดยทำนองที่ต้องการ ย่อมผ่านทางกันดารโดยสบาย ฉันใด สัตว์
เหล่านี้ตั้งอยู่ในกัมมัสสกตญาณนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน กระทำกรรมอันเป็น
วัฏฏคามีมาก เสวยความสุขด้วยความสุข บรรลุพระอรหัตแล้วเหลือจะคณนา.