พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 333 (เล่ม 76)

เป็นธรรมอาศัยเหตุเกิดขึ้น " ดังนี้ โดยนัยมีอาทิอย่างนี้ บัณฑิตพึงทราบว่า
รูปทั้ง ๒ (อุปจยรูป และสันตติรูป) ไม่ตั้งขึ้นแต่สมุฏฐานอะไร ๆ ดังนี้.
อีกอย่างหนึ่ง ในข้อว่า สมุฏฐหนติ นี้ พึงทราบเนื้อความอย่างอื่น
ต่อไป มาติกานี้ของเนื้อความนั้นว่า กมฺมชํ (รูปเกิดแต่กรรม) กมฺมปจฺจยํ
(มีกรรมเป็นปัจจัย) กมฺมปจฺจยอุตุสมุฏฺฐานํ (รูปมีอุตุเป็นสมุฏฐานเกิดแต่
กรรมเป็นปัจจัย).
อาหารสมุฏฐานํ (รูปมีอาหารเป็นสมุฏฐาน) อาหารปจฺจยํ
(มีอาหารเป็นปัจจัย) อาหารปจฺจยอุตุสมุฏฺฐานํ (รูปมีอุตุเป็นสมุฏฐานเกิด
แต่อาหารเป็นปัจจัย).
อุตุสมุฏฺฐานํ (รูปมีอุตุเป็นสมุฏฐาน) อุตุปจฺจยํ (มีอุตุเป็นปัจจัย)
อุตุปจฺจยอุตุสมุฏฺฐานํ (รูปมีอุตุเป็นสมุฏฐานเกิดแต่อุตุเป็นปัจจัย).
จิตฺตสมุฏฺฐานํ (รูปมีจิตเป็นสมุฏฐาน) จิตฺตปจฺจยํ (มีจิตเป็น
ปัจจัย) จิตฺตปจฺจยอุตุสมุฏฺฐานํ (รูปมีอุตุเป็นสมุฏฐานเกิดแต่จิตเป็นปัจจัย).
บรรดาสมุฏฐานแห่งรูปทั้ง ๔ เหล่านั้น รูป ๘ อย่าง มีจักขุประสาท
เป็นต้น รวมกับหทยวัตถุ ชื่อว่า กัมมชะ (เกิดแต่กรรม) รูปมีอาทิอย่างนี้
คือ ผม หนวด งาช้าง ขนหางม้า ขนหางจามรี ชื่อว่า กรรมปัจจัย
(เกิดแต่กรรม) รูปมีอาทิอย่างนี้ว่า จักรรัตนะ อุทยานและวิมานของพวกเทวดา
ชื่อว่า กัมมปัจจยอุตุสมุฏฐาน (รูปมีอุตุเป็นสมุฏฐานเกิดแต่กรรมเป็น
ปัจจัย).
สุทธัฏฐกรูปตั้งขึ้นแต่อาหาร ชื่อว่า อาหารสมุฏฐาน (มีอาหาร
เป็นสมุฏฐาน) กพฬิงการาหารเป็นปัจจัยแก่รูปสันตติแม้ทั้ง ๒ คือ อาหาร
สมุฏฐาน และอุปาทินนรูป เป็นปัจจัยให้เกิดอาหารสมุฏฐาน และอนุบาล

333
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 334 (เล่ม 76)

กรรมชรูป เพราะฉะนั้น กรรมชรูปอันอาหารหล่อเลี้ยงไว้นี้ ชื่อว่า อาหาร
ปัจจัย (มีอาหารเป็นปัจจัย) บุคคลเสพวิสภาคาหารเดินอยู่กลางแดดย่อมเกิด
โรคเกลื้อนดำเป็นต้น (ตกกระ) นี้ชื่อว่า อาหารปัจจยอุตุสมุฏฐาน (รูปมี
อุตุเป็นสมุฏฐานเกิดแต่อาหารเป็นปัจจัย).
สุทธัฏฐกรูปตั้งขึ้นแต่อุตุ ชื่อว่า อุตุสมุฏฐาน (มีอุตุเป็นสมุฏฐาน)
อุตุแม้ในสุทธัฏฐกะนั้น ก็ยังรูป ๘ อย่างอื่นให้ตั้งขึ้น นี้ ชื่อว่า อุตุปัจจัย
(มีอุตุเป็นปัจจัย) อุตุแม้ในรูป ๘ อย่างอื่นนั้น ย่อมยังรูป ๘ อย่างอื่นให้ตั้งขึ้น
นี้ชื่อว่า อุตุปัจจยอุตุสมุฏฐาน (รูปมีอุตุเป็นสมุฏฐานมีอุตุเป็นปัจจัย)
ด้วยประการฉะนี้ อุตุย่อมอาจเพื่อสืบสันตติรูป ๓ เท่านั้น เลยจากนี้ไป อุตุ
ไม่อาจเพื่อสืบต่อ ข้อความนี้สมควรแสดง แม้โดยอนุปาทินนรูปเช่น พลาหโก
(เมฆ) ชื่อว่า มีอุตุสมุฏฐาน เพราะมีอุตุ สายฝนชื่อว่า มีอุตุเป็นปัจจัย
เมื่อฝนตกแล้ว พืชทั้งหลายย่อมงอกขึ้น แผ่นดินย่อมส่งกลิ่น ภูเขาย่อมปรากฏ
เป็นสีเขียว น้ำทะเลย่อมมากขึ้น ด้วยอาการอย่างนี้ก็ชื่อว่า อุตุปัจจยอุตุ-
สมุฏฐาน (รูปมีอุตุเป็นสมุฏฐานเกิดแต่อุตุเป็นปัจจัย).
สุทธัฏฐกรูปตั้งขึ้นแต่จิต ชื่อว่า จิตตสมุฏฐาน (รูปมีจิตเป็น
สมุฏฐาน) คำว่า " ธรรมทั้งหลายคือจิตและเจตสิกซึ่งเกิดภายหลัง เป็นปัจจัย
แก่กายนี้ซึ่งเกิดก่อน ด้วยอำนาจปัจฉาชาตปัจจัย" นี้ ชื่อว่า จิตตปัจจัย
(รูปมีจิตเป็นปัจจัย). คำที่ท่านกล่าวไว้ว่า " ย่อมแสดงรูปช้างบ้าง แสดงรูป
ม้าบ้าง แสดงรูปรถบ้าง แสดงรูปกระบวนทัพต่าง ๆ บ้างในอากาศ คือ
กลางหาว" นี้ ชื่อว่า จิตตปัจจยอุตุสมุฏฐาน (รูปมีอุตุเป็นสมุฏฐานเกิด
แต่จิตเป็นปัจจัย).
ข้อว่า ปรินิปฺผนฺนํ ได้แก่ รูป (เกิดแต่กรรม) ๑๕ รูป ชื่อว่า
ปรินิปผันนะ รูป (ไม่ได้เกิดแต่กรรม) ๑๐ รูป ชื่อว่า อปรินิปผันนะ

334
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 335 (เล่ม 76)

อธิบายว่า ถ้ารูปธรรมที่เป็นอปรินิปผันนะ (รูปที่ไม่เกิดแต่กรรม) รูปเหล่านั้น
ก็ชื่อว่า อสังขตรูป (รูปที่กรรมไม่แต่งขึ้น) แต่กายวิการของรูปเหล่านั้นนั่น-
แหละ ชื่อว่า กายวิญญัตติ. วจีวิการของรูปเหล่านั้นแหละชื่อว่า วจีวิญญัตติ
ช่องว่าง ชื่อว่า อากาศธาตุ ความเบาแห่งรูป ชื่อว่า ลหุตา ความอ่อน
แห่งรูป ชื่อว่า มุทุตา. ความควรแก่การงานของรูป ชื่อว่า กัมมัญญตา
ความเกิดขึ้นแห่งรูป ชื่อว่า อุปจยะ ความเป็นไปแห่งรูป ชื่อว่า สันตติ.
อาการคือความแก่ของรูป ชื่อว่า ชิรตา อาการที่รูปมีแล้วกลับไม่มี ชื่อว่า
อนิจจตา. รูปทั้งหมดดังกล่าวมานี้เป็นอปรินิปผันนะ (ไม่ได้เกิดแต่กรรม)
เป็นสังขตะ (มีปัจจัยแต่งขึ้น) ทั้งนั้นแล.
พรรณนารูปกัณฑ์
ในอัฏฐสาลินีอรรถกถาธรรมสังคหะ
จบเท่านี้

335
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 336 (เล่ม 76)

นิกเขปกัณฑ์
ติกะ
[๖๖๓] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน ?
กุศลมูล ๓ คือ อโลภะ อโทสะ อโมหะ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์
สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ อันสัมปยุตด้วยกุศลมูลนั้น, กายกรรม วจีกรรม
มโนกรรม อันมีกุศลมูลนั้นเป็นสมุฏฐาน สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็น
กุศล.
ธรรมเป็นอกุศล เป็นไฉน ?
อกุศลมูล ๓ คือ โลภะ โทสะ โมหะ และกิเลสที่ตั้งอยู่ฐานเดียวกัน
กับอกุศลมูลนั้น, เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ อัน
สัมปยุตด้วยอกุศลมูลนั้น. กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อันมีอกุศลมูลนั้น
เป็นสมุฏฐาน สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นอกุศล.
ธรรมเป็นอัพยากฤต เป็นไฉน ?
วิบากแห่งกุศลธรรมและอกุศลธรรม ที่เป็นกามาวจร รูปาวจร
อรูปาวจร โลกุตระ คือ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์
ธรรมเป็นกิริยา ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล ไม่ใช่กรรมวิบาก, รูปทั้งหมด และ
อสังขตธาตุ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นอัพยากฤต.
[๖๖๔] ธรรมสัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นไฉน ?
สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ อันสัมปยุตด้วยสุขเวทนา
เว้นสุขเวทนานั้น ในกามาวจรจิต รูปาวจรจิต โลกุตรจิต อันเป็นที่เกิด
แห่งสุขเวทนา สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมสัมปยุตด้วยสุขเวทนา.

336
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 337 (เล่ม 76)

ธรรมสัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นไฉน ?
สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ อันสัมปยุตด้วยทุกขเวทนา
เว้นทุกขเวทนานั้น ในกามาวจรจิตอันเป็นที่เกิดแห่งทุกขเวทนา สภาวธรรม
เหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมสัมปยุตด้วยทุกขเวทนา.
ธรรมสัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เป็นไฉน ?
สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ อันสัมปยุตด้วยอทุกขมสุข-
เวทนา เว้นอทุกขมสุขเวทนานั้น ในกามาวจรจิต รูปาวจรจิต อรูปาวจรจิต
โลกุตรจิต อันเป็นที่เกิดแห่งอทุกขมสุขเวทนา สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า
ธรรมสัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา.
[๖๖๕] ธรรมเป็นวิบาก เป็นไฉน ?
วิบากแห่งกุศลธรรมและอกุศลธรรม ที่เป็นกามาวจร รูปาวจร
อรูปาวจร โลกุตระ คือ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์
สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นวิบาก.
ธรรมเป็นเหตุแห่งวิบาก เป็นไฉน ?
กุศลธรรมและอกุศลธรรม ที่เป็นกามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร
โลกุตระ คือ เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า
ธรรมเป็นเหตุแห่งวิบาก.
ธรรมไม่เป็นวิบากและไม่เป็นเหตุแห่งวิบาก เป็นไฉน ?
ธรรมเป็นกิริยา ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล ไม่ใช่กรรมวิบาก, รูปทั้งหมด
และอสังขตธาตุ สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมไม่เป็นวิบากและไม่เป็นเหตุ
แห่งวิบาก.

337
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 338 (เล่ม 76)

[๖๖๖] ธรรมอันเจตนากรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหาทิฏฐิเข้ายึด
ครองและเป็นอารมณ์ของอุปาทาน เป็นไฉน ?
วิบากแห่งกุศลธรรมและอกุศลธรรม ประเภทที่ยังมีอาสวะ ซึ่งเป็น
กามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร คือ เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ และ
รูปที่กรรมแต่งขึ้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมอันเจตนากรรม ที่สัมปยุต
ด้วยตัณหาทิฏฐิเข้ายึดครองและเป็นอารมณ์ของอุปาทาน.
ธรรมอันเจตนากรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหา ทิฏฐิไม่เข้ายึดครอง
แต่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน เป็นไฉน ?
กุศลธรรมและอกุศลธรรม ประเภทที่ยังมีอาสวะ ซึ่งเป็นกามาวจร
รูปาวจร อรูปาวจร คือ เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์, ธรรมเป็นกิริยา
ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล ไม่ใช่กรรมวิบาก และรูปที่กรรมมิได้แต่งขึ้น
สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมอันเจตนากรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหาทิฏฐิไม่เข้า
ยึดครองแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน.
ธรรมอันเจตนากรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหา ทิฏฐิไม่เข้ายึด
ครองและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน เป็นไฉน ?
มรรคและผลของมรรคที่เป็นโลกุตระ และอสังขตธาตุ สภาวธรรม
เหล่านี้ชื่อว่า ธรรมอันเจตนากรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหาทิฏฐิไม่เข้ายึดครองและ
ไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน.
[๖๖๗] ธรรมเศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของสังกิเลสเป็นไฉน ?
อกุศลมูล ๓ คือ โลภะ โทสะ โมหะ และกิเลสที่ตั้งอยู่ฐานเดียวกัน
กับอกุศลมูลนั้น, เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ อันสัมปยุตด้วยอกุศลมูลนั้น,
กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อันมีอกุศลมูลนั้นเป็นสมุฏฐาน สภาวธรรม
เหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของสังกิเลส.

338
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 339 (เล่ม 76)

ธรรมไม่เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของสังกิเลส เป็นไฉน ?
กุศลธรรมและอัพยากตธรรม ประเภทที่ยังมีอาสวะ ซึ่งเป็นกามาวจร
รูปาวจร อรูปาวจร คือ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์
วิญญาณขันธ์ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมไม่เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของ
สังกิเลส.
ธรรมไม่เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของสังกิเลส เป็นไฉน ?
มรรคและผลของมรรคที่เป็นโลกุตระ และอสังขตธาตุ สภาวธรรม
เหล่านี้ชื่อว่า ธรรมไม่เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของสังกิเลส.
[๖๖๘] ธรรมมีวิตกมีวิจาร เป็นไฉน ?
เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ อันสัมปยุตด้วยวิตกและวิจาร เว้น
วิตกและวิจารนั้น ในกามาวจรจิต รูปาวจรจิต โลกุตรจิต อันเป็นที่เกิด
แห่งธรรมมิวิตกมีวิจาร สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมมีวิตกมีวิจาร.
ธรรมไม่มีวิตกแต่มีวิจาร เป็นไฉน ?
เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ อันสัมปยุตด้วยวิจาร เว้นวิจารนั้น
ในรูปาวจรจิต โลกุตรจิต อันเป็นที่เกิดแห่งธรรมไม่มีวิตกแต่มีวิจาร สภาว-
ธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมไม่มีวิตกแต่มีวิจาร.
ธรรมไม่มีวิตกไม่มีวิจาร เป็นไฉน ?
เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ ในกามาวจรจิต รูปาวจรจิต
อรูปาวจรจิต โลกุตรจิต อันเป็นที่เกิดแห่งธรรมไม่มีวิตกไม่มีวิจาร,
รูปทั้งหมดและอสังขตธาตุ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมไม่มีวิตกไม่มีวิจาร.
[๖๖๙] ธรรมสหรคตด้วยปีติ เป็นไฉน ?

339
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 340 (เล่ม 76)

เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ อันสัมปยุตด้วยปีติ เว้นปีตินั้น
ในกามาวจรจิต รูปาวจรจิต โลกุตรจิต อันเป็นที่เกิดแห่งปีติ สภาวธรรม
เหล่านี้ชื่อว่า ธรรมสหรคตด้วยปีติ.
ธรรมสหรคตด้วยสุขเวทนา เป็นไฉน ?
สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ อันสัมปยุตด้วยสุขเวทนา
เว้นสุขเวทนานั้น ในกามาวจรจิต รูปาวจรจิต โลกุตรจิต อันเป็นที่เกิด
แห่งสุขเวทนา สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมสหรคตด้วยสุขเวทนา.
ธรรมสหรคตด้วยอุเบกขาเวทนา เป็นไฉน ?
สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ อันสัมปยุตด้วยอุเบกขาเวทนา
เว้นอุเบกขาเวทนานั้น ในกามาวจรจิต รูปาวจรจิต อรูปาวจรจิต โลกุตรจิต
อันเป็นที่เกิดแห่งอุเบกขาเวทนา สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมสหรคตด้วย
อุเบกขาเวทนา.
[๖๗๐] ธรรมอันโสดาปัตติมรรคประหาณ เป็นไฉน ?
สัญโญชน์ ๓ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส
[๖๗๑] บรรดาสัญโญชน์ ๓ นั้น สักกายทิฏฐิ เป็นไฉน ?
ปุถุชนในโลกนี้ ผู้ไร้การศึกษา ไม่ได้เห็นพระอริยเจ้า ไม่ฉลาดใน
ธรรมของพระอริยเจ้า ไม่ได้ฝึกฝนในธรรมของพระอริยเจ้า ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ
ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้ฝึกฝนในธรรมของสัตบุรุษ ย่อมเห็นรูป
เป็นตน หรือเห็นตนมีรูป เห็นรูปในตน เห็นตนในรูป ย่อมเห็นเวทนาเป็นต้น
หรือเห็นตนมีเวทนา เห็นเวทนาในตน เห็นตนในเวทนา ย่อมเห็นสัญญา
เป็นตน หรือเห็นตนมีสัญญา เห็นสัญญาในตน เห็นตนในสัญญา ย่อมเห็น
สังขารเป็นตน หรือเห็นตนมีสังขาร เห็นสังขารในตน เห็นตนในสังขาร

340
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 341 (เล่ม 76)

ย่อมเห็นวิญญาณเป็นตน หรือเห็นตนมีวิญญาณ เห็นวิญญาณในตน เห็นตน
ในวิญญาณ ทิฏฐิความเห็นไปข้างทิฏฐิ ป่าชัฏคือทิฏฐิ กันดารคือทิฏฐิ
ความเห็นเป็นข้าศึกต่อสัมมาทิฏฐิ ความผันแปรแห่งทิฏฐิ สัญโญชน์คือทิฏฐิ
ความยึดถือ ความยึดมั่น ความตั้งมั่น ความถือผิด ทางชั่ว ทางผิด ภาวะที่ผิด
ลัทธิเป็นบ่อเกิดแห่งความพินาศ การถือโดยวิปลาส มีลักษณะเช่นว่านี้ อันใด
นี้เรียกว่า สักกายทิฏฐิ.
[๖๗๒] วิจิกิจฉา เป็นไฉน ?
ปุถุชนเคลือบแคลงสงสัยในพระศาสดา ในพระธรรม ในพระสงฆ์
ในสิกขา ในส่วนอดีต ในส่วนอนาคต ทั้งในส่วนอดีตและส่วนอนาคต ใน
ปฏิจจสมุปปาทธรรมที่ว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัยธรรมนี้จึงเกิดขึ้น การเคลือบ
แคลง กิริยาที่เคลือบแคลง ความเคลือบแคลง ความคิดเห็นไปต่าง ๆ นานา
ความตัดสินอารมณ์ไม่ได้ ความเห็นเป็นสองแง่ ความเห็นเหมือนทางสองแพร่ง
ความสงสัย ความไม่สามารถจะถือเอาโดยส่วนเดียวได้ ความคิดส่ายไป ความ
คิดพร่าไป ความไม่สามารถจะหยั่งลงถือเอาเป็นยุติได้ ความกระด้างแห่งจิต
ความลังเลใจ อันใด นี้เรียกว่า วิจิกิจฉา.
[๖๗๓] สีลัพพตปรามาส เป็นไฉน ?
ความเห็นว่า ความบริสุทธิ์ย่อมมีได้ด้วยศีล ด้วยพรต ด้วยศีลพรต
ของสมณพราหมณ์ในภายนี้แต่ศาสนานี้ ดังนี้ ทิฏฐิ ความเห็นไปข้างทิฏฐิ
ป่าชัฏคือทิฏฐิ กันดารคือทิฏฐิ ความเห็นเป็นข้าศึกต่อสัมมาทิฏฐิ ความผันแปร
แห่งทิฏฐิ สัญโญชน์คือทิฏฐิ ความยึดถือ ความยึดมั่น ความตั้งมั่น ความ
ถือผิด ทางชั่ว ทางผิด ภาวะที่ผิด ลัทธิเป็นบ่อเกิดแห่งความพินาศ การ
ถือโดยวิปลาส อันมีลักษณะเช่นว่านี้ อันใด นี้เรียกว่า สีลัพพตปรามาส.

341
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 342 (เล่ม 76)

[๖๗๔] สัญโญชน์ ๓ นี้ และกิเลสที่ตั้งอยู่ฐานเดียวกันกับสัญโญชน์
๓ นั้น, เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ อันสัมปยุตด้วยสัญโญชน์ ๓ นั้น,
กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อันมีสัญโญชน์ ๓ นั้นเป็นสมุฏฐาน สภาว-
ธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมอันโสดาปัตติมรรคประหาณ.
ธรรมอันมรรคเบื้องสูง ๓ ประหาณ เป็นไฉน ?
โลภะ โทสะ โมหะ ที่เหลือ และกิเลสที่ตั้งอยู่ฐานเดียวกันกับโลภะ
โทสะ โมหะ นั้น, เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ อันสัมปยุตด้วยโลภะ
โทสะ โมหะ นั้น, กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อันมีโลภะ โทสะ โมหะ
นั้นเป็นสมุฏฐาน สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมอันมรรคเบื้องสูง ๓ ประหาณ.
ธรรมอันโสดาปัตติมรรค และมรรคเบื้องสูง ๓ ไม่ประหาณ
เป็นไฉน ?
กุศลธรรมและอัพยากตธรรมที่เป็นกามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร
โลกุตระ คือ เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์, รูปทั้งหมด และอสังขตธาตุ
สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมอันโสดาปัตติมรรค และมรรคเบื้องสูง ๓ ไม่
ประหาณ.
[๖๗๕] ธรรมมีสัมปยุตตเหตุ อันโสดาปัตติมรรคประหาณ
เป็นไฉน ?
สัญโญชน์ ๓ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส.
บรรดาสัญโญชน์ ๓ นั้น สักกายทิฏฐิ เป็นไฉน ฯลฯ นี้เรียกว่า
สักกายทิฏฐิ.
วิจิกิจฉา เป็นไฉน ? ฯลฯ นี้เรียกว่า วิจิกิจฉา.
สีลัพพตปรามาส เป็นไฉน ? ฯลฯ นี้เรียกว่า สีลัพพตปรามาส.

342