พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 253 (เล่ม 76)

อนึ่ง เพราะรูปนี้แม้ทั้ง ๒ (อุปจยะและสันตติ) เป็นชื่อของรูปที่เกิด
อย่างเดียวกัน ฉะนั้นในนิทเทสนี้ บัณฑิตพึงทราบ (ลักขณาทิจตุกะของรูป
ทั้ง ๒ นั้น) ว่า
อาจยลกฺขโณ รูปสฺส อุปจโย อุปจยรูปมีความเริ่มเกิดเป็นลักษณะ
ปุพฺพนฺตโต รูปานํ อุมฺมุชฺชาปนรโส มีการยังรูปทั้งหลายให้เกิดดุจขันธ์
อันเป็นส่วนเบื้องต้นเป็นรส นิยาตนปจฺจุปฏฺฐาโน ปริปุณฺณภาวปจฺจุ-
ปฏฺฐาโน วา มีการมอบให้เป็นปัจจุปัฏฐาน หรือมีความบริบูรณ์เป็นปทัฏฐาน
อุปจิตรูปปทฏฺฐาโน มีรูปที่เกิดแล้ว (คือรูปที่ถึงอุปาทขณะ) เป็นปทัฏฐาน.
ปวตฺติลกฺขณา รูปสฺส สนฺตติ สันตติรูปมีความเป็นไป (คือ
เป็นไปด้วยอำนาจความสืบต่อ) เป็นลักษณะ อนุปฺปพนฺธนรสา มีการสืบ
ต่อกันโดยลำดับ (คือการสืบต่อด้วยอำนาจรูปเบื้องต้นและเบื้องปลาย) เป็นรส
อนุปฺปจฺเฉทปจฺจุปฏฺฐานา มีความไม่ขาดจากกัน (มีความไม่ขาดจากรูป
เบื้องต้นและเบื้องปลาย) เป็นปัจจุปัฏฐาน อนุปฺปพนฺธรูปปทฏฺฐานา มีรูป
ที่สืบต่อกันเป็นปทัฏฐาน.
อรรถกถาชรตานิทเทส
พึงทราบวินิจฉัยในนิทเทสแห่งชรตา ต่อไป.
ที่ชื่อว่า ชรา ด้วยอำนาจแห่งรูปที่แก่. ในนิทเทสแห่งชรานี้ มีความ
ขยายสภาวะว่า อาการแห่งการคร่ำคร่า ชื่อว่า ความคร่ำคร่า. อาการทั้ง ๓
มีคำว่า ฟันหัก เป็นต้น มีการขยายกิจคือล่วงกาลผ่านวัยไปทีเดียว อาการ
๒ ข้างปลาย เป็นการขยายความตามปกติ (คือเป็นไปตามธรรมชาติ).
จริงอยู่ ด้วยบทว่า ชรานี้ พระองค์ทรงแสดงชรานี้โดยสภาวะ เพราะ
เหตุนั้น คำว่า ชรานี้ จึงเป็นการอธิบายสภาวะของชรานั้น. ด้วยบทว่า

253
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 254 (เล่ม 76)

ชิรณตา นี้ ทรงแสดงโดยอาการ. เพราะฉะนั้น คำว่า ชิรณตา นี้ จึงเป็น
อธิบายอาการของรูปชิรณตานั้น. ด้วยบทว่า ความมีฟันหลุด นี้ ทรงแสดง
โดยกิจคือการทำภาวะที่ฟันและเล็บหลุดโดยกาลผ่านวัย. ด้วยบทว่า ปาลิจฺจํ
ความมีผมหงอกนี้ ทรงแสดงโดยกิจ คือ ความที่ผมและขนทั้งหลาย
หงอก. ด้วยบทว่า มีหนังเป็นเกลียว นี้ทรงแสดงโดยกิจ คือกระทำเนื้อ
ให้เหี่ยว แล้วทำหนังให้ย่นเป็นเกลียว. เพราะฉะนั้น บททั้ง ๓ มีฟันหลุด
เป็นต้นนี้ เป็นการขยายความถึงกิจที่ล่วงกาลผ่านวัยแห่งรูปนั้น. ด้วยบททั้ง ๓
เหล่านั้น พระองค์ทรงแสดง ปากฏชรา คือ ความแก่ที่ปรากฏโดยอำนาจ
แห่งการเห็นวิการรูปเหล่านี้. เหมือนอย่างว่า ทางที่น้ำบ่าไป หรือลมพัดไป
ย่อมปรากฏโดยการพังทะลายหญ้าและต้นไม้เป็นต้น หรือว่า ทางที่ไฟไหม้เตียน
โล่งไปย่อมปรากฏ ทางมีน้ำเป็นต้นผ่านไปแล้วนั้นยังปรากฏ แต่น้ำเป็นต้น
เหล่านั้นมิได้ปรากฏให้เห็นอยู่ ข้อนี้ฉันใด ทางที่ชราผ่านไปแล้ว โดยอำนาจ
แห่งความแตกหักในอวัยวะ มีฟันหลุดเป็นต้น ย่อมปรากฏ เพราะบุคคลลืม
ตาดูก็รู้ได้ แต่สภาวะมีฟันหลุดเป็นต้น ลืมตาดูรู้ไม่ได้ ชราก็รู้ไม่ได้ เพราะ
ชราจักขุวิญญาณรู้ไม่ได้.
ก็ด้วยประเภทบทเหล่านี้ว่า ความเสื่อมอายุ ความหง่อมแห่ง
อินทรีย์ทั้งหลาย ดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงความแก่โดยปกติอัน
สิ้นไปแห่งอายุ ด้วยสำคัญแห่งการแก่รอบแห่งอินทริย์มีจักษุเป็นต้น แจ่มแจ้ง
แล้วโดยล่วงกาลผ่านวัยทีเดียว ด้วยเหตุนั้น พึงทราบสองประการหลังนี้ว่าเป็น
นิทเทสโดยปกติแห่งชรตานั้น. ในอาการทั้งสองเหล่านั้น เพราะอายุของบุคคลผู้
ถึงความแก่แล้ว ย่อมเสื่อมลง ฉะนั้น จึงตรัสชราโดยมุ่งถึงผลว่า ชรา อายุโน
สํหานิ (ชราคือความเสื่อมแห่งอายุ) ดังนี้ อีกอย่างหนึ่ง เพราะเวลาที่คนยัง

254
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 255 (เล่ม 76)

เป็นหนุ่ม อินทรีย์ทั้งหลาย มีจักขุเป็นต้นผ่องใสสามารถรับอารมณ์แม้ละเอียด
ของตนได้โดยง่ายนั่นแหละ แต่เมื่อถึงความชราแล้วอินทรีย์ทั้งหลายก็จะหง่อม
งกเงิ่น ไม่คล่องแคล่ว ไม่สามารถจะรับอารมณ์แม้อันหยาบของตนได้ฉะนั้น
จึงตรัสชราโดยผลูปจารนัยว่า ความหง่อมแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย ดังนี้.
ว่าโดยชรา ๒ อย่าง
ก็ ชรานี้นั้นทรงยกขึ้นแสดงไว้อย่างนี้ว่า ชราแม้ทั้งหมดมี ๒ อย่าง
คือ ปากฏชรา (ชราปรากฏ) ปฏิจฉันนชรา (ชราปกปิด). บรรดาชรา ๒
เหล่านั้น ชราในรูปธรรมทั้งหลาย ชื่อว่า ปากฏชรา เพราะแสดงความ
แตกหักเป็นต้น ในอวัยวะมีฟันเป็นต้น แต่ชราในอรูปธรรมทั้งหลาย ชื่อว่า
ปฏิจฉันนชรา เพราะไม่แสดงพิการเช่นนั้น.
อีกอย่างหนึ่ง ยังมีชราอีก ๒ อย่าง คือ
อวีจิชรา (ชราไม่มีคลื่น)
สวีจิชรา (ชรามีคลื่น).
ในชรา ๒ อย่างเหล่านั้น พึงทราบว่า ชราที่ชื่อว่า อวีจิชรา เพราะ
ความต่างกันแห่งวรรณะเป็นต้น ภายในระหว่าง ๆ เป็นชราที่รู้ได้ยาก ดุจชรา
ของแก้วมณี ทองคำ เงิน แก้วประพาฬ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์เป็นต้น ดุจชรา
ของสัตว์มีชีวิตทั้งหลายในเวลาที่เป็นมันททสกะเป็นต้น และดุจชราของสิ่งไม่มี
ชีวิตทั้งหลายมีในเวลาที่มีดอก มีผล และหน่อเป็นต้น ได้แก่ นิรันตชรา.
ส่วนชราที่ชื่อว่า สวีจิชรา เพราะความต่างกันแห่งวรรณะเป็นต้น ภายใน
ระหว่าง ๆ ในสิ่งเหล่าอื่นตามที่กล่าวแล้ว นอกจากนั้นเป็นของรู้ได้โดยง่าย
ดังนี้.

255
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 256 (เล่ม 76)

ว่าโดยลักขณาทิจตุกะวของชรตารูป พึงทราบว่า
รูปปริปากลกฺขณา รูปสฺส ชรตา ชรตารูป มีความหง่อมแห่ง
รูปเป็นลักษณะ อุปนยรสา มีการน้อมเข้าไปใกล้ความตายเป็นรส สภา-
วานปคเมปิ นวภาวาปคทปจฺจุปฏฺฐานา มีความปราศจากของใหม่แม้ยัง
ไม่ปราศจากภาวะของตนเป็นปัจจุปัฏฐาน วีหิปุราณภาโว วิย ปริปจฺจ-
มานรูปปทฏฺฐานา มีรูปที่หง่อมอยู่ดุจข้าวเหนียวเก่าเป็นปทัฏฐาน.
อรรถกถาอนิจจตานิทเทส
พึงทราบวินิจฉัยในนิทเทสแห่งอนิจจตารูปต่อไป.
รูปที่ชื่อว่า ขโย (ความสิ้นไป) ด้วยอำนาจแห่งการถึงความสิ้นไป
ที่ชื่อว่า วโย (ความเสื่อมไป) ด้วยอำนาจแห่งการเข้าถึงความเสื่อม ที่ชื่อว่า
เภโท (ความแตกไป) ด้วยอำนาจแห่งความแตก.
อีกอย่างหนึ่ง รูปที่ชื่อว่า ขโย เพราะอรรถว่า เป็นที่สิ้นไป ที่ชื่อว่า
วโย เพราะอรรถว่า เป็นที่เสื่อมไป ที่ชื่อว่า เภโท เพราะอรรถว่า เป็น
ที่แตกดับไป เพราะรูปถึงอาการนั้นแล้วย่อมสิ้นไป ย่อมเสื่อมไป และย่อม
แตกไป ความแตกไปนั่นเอง เรียกว่าปริเภท (ความทำลายไป) เพราะทรง
เพิ่มบทด้วยอุปสรรค.
สภาวะที่ชื่อว่า อนิจจัง เพราะอรรถว่า ไม่เที่ยงคือมีแล้วหามีไม่.
ภาวะแห่งอนิจจังนั้น ชื่อว่า อนิจจตา (ความไม่เที่ยง) ชื่อว่า อันตรธาน
เพราะอรรถว่า เป็นที่อันตรธาน จริงอยู่ รูปถึงมรณะแล้วย่อมอันตรธาน คือ
ย่อมถึงความไม่เห็น รูปเท่านั้น ถึงความไม่เห็นอย่างเดียวก็หาไม่ เบญจขันธ์
แม้ทั้งหมดก็อันตรธานไป เพราะฉะนั้น รูปนี้แหละ พึงทราบว่าเป็น
ลักษณะความไม่เที่ยงแห่งขันธ์แม้ทั้ง ๕ ก็เมื่อว่าโดยลักขณะเป็นต้น พึงทราบว่า

256
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 257 (เล่ม 76)

ปริเภทลกฺขณา รูปสฺส อนิจฺจตา อนิจจตารูปมีความทำลายเป็น
ลักษณะ สํสึทนรสา มีการจมลงเป็นรส ขยวยปจฺจุปฏฺฐานา มีความ
สิ้นไปเสื่อมไปเป็นปัจจุปัฏฐาน ปริภิชฺชมานรูปปทฏฺฐานา มีรูปที่กำลัง
ทำลายไปเป็นปทัฏฐาน.
ว่าด้วย ชาติ ชรา มรณะดุจปัจจามิตร ๓ คน
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอาชาติ (ความเกิด) ชรา (ความแก่)
แสดงไว้ในหนหลังแล้ว แต่ในที่นี้ทรงถือเอามรณะ (ความตาย) ธรรมทั้ง ๓
เหล่านี้ เป็นเช่นกับปัจจามิตร ผู้เงื้อดาบขึ้นประหารสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้.
เหมือนอย่างว่า ปัจจามิตร ๓ คน เที่ยวแสวงหาช่องประทุษร้ายบุรุษ บรรดา
ปัจจามิตร ๓ คนนั้น คนหนึ่งพูดอย่างนี้ว่า การพาบุรุษนี้ออกเข้าไปสู่ดง
เป็นหน้าที่ของเรา คนที่ ๒ พูดว่า ในเวลาที่บุรุษนั้นถึงดงแล้ว การ
โบยตีให้ล้มลงบนแผ่นดินเป็นหน้าที่เรา คนที่ ๓ พูดว่า จำเดิมแต่
เวลาที่บุรุษนั้นล้มลงที่ดงแล้ว การเอาดาบตัดศีรษะเป็นหน้าที่ของเรา ดังนี้
ฉันใด ธรรมเหล่านี้มีชาติเป็นต้น เห็นปานนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ชาติ เป็น
เช่นกับปัจจามิตรผู้นำบุรุษออกให้เข้าไปสู่ดง เพราะให้สัตว์บังเกิดในที่นั้น ๆ.
ชรา เป็นเช่นกับปัจจามิตรผู้โบยตีบุรุษผู้ถึงดงแล้วให้ล้มลงยังแผ่นดิน เพราะ
กระทำขันธ์ที่เกิดขึ้นแล้วให้ทุรพล ให้อาศัยคนอื่น ให้มุ่งไปสู่เตียงนอน.
มรณะ เป็นเช่นกับปัจจามิตรผู้เอาดาบตัดศีรษะของบุรุษผู้ล้มลงที่ดง เพราะ
ยังขันธ์ทั้งหลายซึ่งถึงชราแล้วให้ถึงความสิ้นชีวิต ดังนี้.

257
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 258 (เล่ม 76)

อรรถกถากพฬิงการาหารนิทเทส
พึงทราบวินิจฉัยในนิทเทสแห่งกพฬิงการาหาร ต่อไป
อาหารที่ชื่อว่า กพฬิงการ เพราะถูกการทำให้เป็นก้อน (เป็นคำข้าว)
ชื่อว่า อาหาร เพราะอรรถว่าย่อมถูกกลืนกิน. อธิบายว่า บุคคลทำคำข้าวแล้ว
ย่อมกลืนกิน. อีกอย่างหนึ่ง ที่ชื่อว่า อาหาร เพราะอรรถว่า ย่อมนำมาซึ่ง
รูป.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงยกชื่อขึ้นแสดงด้วยอำนาจแห่งวัตถุอย่าง
นี้แล้ว เพื่อจะทรงแสดงอาหารนั้นนั่นแหละด้วยสามารถแห่งวัตถุอีก จึงตรัส
คำมีอาทิว่า โอทโน กุมฺมาโส (ข้าวสุก ขนมสด) ดังนี้ จริงอยู่ อาหาร
๑๒ อย่าง มีข้าวสุกเป็นต้น มีน้ำอ้อยเป็นที่สุด เป็นวัตถุแห่งอาหารที่ทรง
ประสงค์เอาในที่นี้. อาหารมีรากไม้และผลไม้เป็นต้นที่ไม่ได้ตรัสไว้ในพระบาลี
ก็รวมเข้าในเยวาปนกธรรม.
บัดนี้ เพื่อจะแสดงอาหารเหล่านั้นมีรากไม้ผลไม้เป็นต้นโดยควรแก่
สัตว์ทั้งหลายพึงกระทำ จึงตรัสคำว่า ยมฺหิ ยมฺหิ ชนปเท (ในชนบทใด ๆ)
เป็นต้น. ในพระบาลีนั้น อาหารที่ชื่อว่า มุขาสิยํ (อันเป็นของใส่ปาก) เพราะ
อรรถว่า พึงกลืนกิน คือ พึงบริโภคทางปาก. ที่ชื่อว่า ทนฺตวิขาทนํ (ของ
ขบเคี้ยว) เพราะอรรถว่า อันสัตว์พึงขบเคี้ยวด้วยฟัน. ที่ชื่อว่า คลชฺโฌ-
หรณียํ (ของกลืนกิน) เพราะอรรถว่า อันสัตว์พึงกลืนกินทางลำคอ.
บัดนี้ ทรงประสงค์เพื่อแสดงอาหารนั้นด้วยสามารถแห่งกิจ จึงตรัส
คำเป็นต้นว่า กุจฺฉิวิตฺถมฺภนํ (เป็นของอิ่มท้อง). จริงอยู่ อาหารนั้นมีราก
ไม้และผลไม้เป็นต้น หรือมีข้าวสุกและขนมสดเป็นต้น อันสัตว์กลืนกินแล้ว
ย่อมอิ่มท้อง นี้เป็นกิจของอาหารนั้น.

258
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 259 (เล่ม 76)

บทว่า ยาย โอชาย สตฺตา ยาเปนฺติ (สัตว์ทั้งหลายเลี้ยงชีวิตด้วย
โอชาใด) มีคำอธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงอาหารอันเป็นวัตถุ
ด้วยบททั้งปวงในหนหลังแล้ว บัดนี้ ทรงประสงค์เพื่อแสดงโอชาเท่านั้นอัน
สำเร็จแล้ว (อันเกิดขึ้นแล้ว) จึงตรัสคำว่า ยาย โอชาย สตฺตา ยาเปนฺติ
นี้ไว้.
ถามว่า ก็บรรดาอาหารที่เป็นวัตถุและโอชาเหล่านี้ กิจของวัตถุเป็น
อย่างไร กิจของโอชาเป็นอย่างไร ? ตอบว่า วัตถุและโอชาเหล่านั้น มีการ
บำบัดอันตราย และการรักษาร่างกายเป็นกิจ จริงอยู่ อาหารที่เป็นวัตถุย่อม
นำอันตรายออกแต่ไม่อาจเพื่อรักษาร่างกาย อาหารที่เป็นโอชาย่อมรักษาร่าง
กาย แต่ไม่อาจเพื่อนำอันตรายออกไป. อาหารแม้ทั้ง ๒ รวมกันแล้วย่อมอาจ
แม้เพื่อรักษา ย่อมอาจแม้เพื่อนำอันตรายออกไป.
ถามว่า ก็อะไรเล่า ชื่อว่า เป็นอันตราย.
ตอบว่า เตโชธาตุ อันเกิดแต่กรรม.
จริงอยู่ เมื่อวัตถุมีข้าวสุกเป็นต้นไม่มีภายในท้อง เตโชธาตุอันเกิดแต่
กรรมตั้งขึ้นจับเยื่อกระเพาะอาหาร ย่อมยังบุคคลให้พูดว่า ข้าพเจ้าหิวแล้ว จง
ให้อาหารเถิด ในเวลาที่กินอาหารแล้ว เตโชธาตุอันเกิดแต่กรรมนั้นก็ละเยื่อ
กระเพาะอาหารไปจับวัตถุ (ที่เป็นอาหาร). ทีนั้นสัตว์ก็มีจิตสงบ.
เหมือนอย่างว่า ฉายารากษส (รากษสผู้จับสัตว์เข้าไปสู่เงา) จับ
สัตว์ผู้เข้าไปสู่เงา เอาตรวนทิพย์ล่ามไว้ เบิกบานใจอยู่ในที่อยู่ของตน ในเวลา
หิวก็มากัดกินที่ศีรษะ สัตว์นั้นย่อมร้องเพราะถูกกัดกินนั้น พวกมนุษย์ฟังเสียง
ร้องนั้นก็พากันมาจากที่นั้น ๆ ด้วยสำคัญว่า ในที่นี้มีสัตว์ผู้ได้รับทุกข์ ฉายา-
รากษสนั้นก็จับมนุษย์ที่มาแล้ว ๆ เคี้ยวกินแล้วสบายใจในที่อยู่ของตนฉันใด
คำอุปไมยเป็นเครื่องเปรียบเทียบนี้ พึงทราบฉันนั้น.

259
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 260 (เล่ม 76)

ก็เตโชธาตุอันเกิดแต่กรรม เปรียบเหมือนฉายารากษส. เยื่อกระเพาะ-
อาหารเปรียบเหมือนสัตว์ที่ถูกฉายารากษสเอาตรวนทิพย์ล่ามไว้, วัตถุมีข้าว
สุกเป็นต้น เปรียบเหมือนพวกมนุษย์ผู้มาอีก, ความที่เตโชธาตุเกิดแต่กรรม
ละวัตถุไปแล้วถือเอาเยื่อกระเพาะอาหารเปรียบเหมือนฉายารากษสลงมากัดที่
ศีรษะ, เวลาที่บอกว่า ขอท่านจงให้อาหาร เปรียบเหมือนเวลาที่ร้องของสัตว์
ซึ่งถูกกัดศีรษะ, เมื่อเตโชธาตุเกิดแต่กรรมละเยื่อกระเพาะอาหารไปจับเอาวัตถุ
สัตว์ทั้งหลายก็มีจิตสงบ เปรียบเหมือนเวลาที่ฉายารากษสจับพวกมนุษย์ที่มา
แล้ว ๆ ด้วยสัญญานั้นเคี้ยวกินสบายใจในที่อยู่ของตน.
ว่าด้วยอาหารหยาบและละเอียด
บรรดาอาหารเหล่านั้น ในวัตถุหยาบมีโอชาน้อย ในวัตถุละเอียดมี
โอชาแรง จริงอยู่ คนกินอาหารมีหญ้ากับแก้* เป็นต้นครู่เดียวเท่านั้นก็หิว
คนดื่มเนยใสเป็นต้น แม้ดำรงอยู่ตลอดวันก็ไม่อยากข้าว อนึ่ง ในข้อนี้ พึง
ทราบความหยาบและละเอียดโดยการอาศัยเทียบเคียงกัน.
จริงอยู่ เมื่อเทียบเคียงอาหารของพวกจระเข้แล้ว อาหารของพวกนก
ยูงก็ละเอียด. ได้ยินว่า พวกจระเข้กลืนหินเข้าไป และหินเหล่านี้ถึงท้องของ
พวกมัน แล้วย่อมย่อยไป พวกนกยูงย่อมกินสัตว์มีงูและแมลงป่องเป็นต้น แต่
เทียบอาหารของพวกนกยูงแล้ว อาหารของหมาป่าก็ละเอียดกว่า ได้ยินว่า พวก
หมาป่าเหล่านั้นกินเขาและกระดูกสัตว์ที่ทิ้งไว้ถึง ๓ ปีได้ ก็เขาและกระดูกสัตว์
เหล่านั้นพอเปียกน้ำลายของหมาป่าเหล่านั้นก็อ่อนเหมือนเหง้ามัน เทียบอาหาร
แม้ของหมาป่าเหล่านั้นแล้ว อาหารของพวกช้างก็ละเอียดกว่า เพราะพวกช้าง
เหล่านั้นย่อมกินกิ่งไม้ต่างๆ อาหารของพวกโคป่ากวาง และเนื้อเป็นต้นละเอียด
*หญ้ากับแก้ เป็นภาษาท้องถิ่นมณฑลพายับ

260
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 261 (เล่ม 76)

กว่าอาหารของพวกช้าง. ได้ยินว่า พวกโคป่ากวาง และเนื้อเหล่านั้นเคี้ยวกิน
ใบไม้ต่าง ๆ เป็นต้นที่ไม่แข็ง อาหารพวกโคบ้านละเอียดกว่าอาหารของ
สัตว์มีโคป่าเป็นต้นแม้เหล่านั้น พวกโคบ้านย่อมเคี้ยวกินหญ้าสดและหญ้าแห้ง
อาหารของพวกกระต่ายละเอียดกว่าอาหารของพวกโคเหล่านั้น อาหารของพวก
นกละเอียดกว่าอาหารของพวกกระต่าย อาหารของพวกชนผู้อยู่ปัจจันตประเทศ
ละเอียดกว่าอาหารของพวกนก อาหารของพวกผู้กินบ้าน (ผู้ใหญ่ในบ้าน)
ละเอียดกว่าอาหารของพวกประจันตประเทศ อาหารของพระราชาและราชมหา-
อำมาตย์ละเอียดกว่าอาหารของพวกผู้กินบ้าน อาหารของพระเจ้าจักรพรรดิ
ละเอียดกว่าอาหารของพระราชาและมหาอำมาตย์แม้เหล่านั้น อาหารของพวก
ภุมเทวดาละเอียดกว่าอาหารของพระเจ้าจักรพรรดิ อาหารของพวกจาตุมมหา-
ราชิกาละเอียดกว่าอาหารของพวกภุมเทวดา. ด้วยอาการอย่างนี้ พึงให้พิสดาร
ไปจนถึงอาหารของพวกเทพปรนิมมิตวสวัตดี ก็อาหารของเทพปรนิมมิตวสวัตดี
เหล่านั้นถึงการสิ้นสุดแล้วว่า ละเอียดที่สุด.
ว่าด้วยลักขณาทิจตุกะ
โอชากฺขโณ กพฬึกาโร อาหาโร กพฬิงการาหารอันบัณฑิตพึง
ทราบว่า มีโอชาเป็นลักษณะ รูปารหรณรโส มีการนำมาซึ่งรูปเป็นรส อุปตฺ-
ถมฺภนปจฺจุปฏฺฐาโน มีการอุปถัมภ์เป็นปัจจุปัฏฐาน กพฬํ กตฺวา อา-
หริตพฺพวตฺถุปทฏฺฐาโน มีวัตถุที่บุคคลทำเป็นคำข้าวแล้วกลืนกิน
เป็นปทัฏฐาน.

261
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 262 (เล่ม 76)

ทุกนิเทศ
[๕๓๙] รูปเป็นโนอุปาทา นั้น เป็นไฉน ?
คือโผฏฐัพพายตนะ อาโปธาตุ
[๕๔๐] รูปที่เรียกว่า โผฏฐัพพายตนะ นั้น เป็นไฉน ?
ปฐวีธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ ที่แข็ง อ่อน ละเอียด หยาบ มี
สัมผัสสบาย มีสัมผัสไม่สบาย หนัก เบา, สัตว์นี้ ถูกต้องแล้ว หรือถูกต้อง
อยู่ หรือจักถูกต้อง หรือพึงถูกต้อง ซึ่งโผฏฐัพพะใด อันเป็นสิ่งที่เห็นไม่ได้
แต่กระทบได้ด้วยกายอันเป็นสิ่งที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้, นี้เรียกว่า โผฏ-
ฐัพพะบ้าง โผฏฐัพพายตนะบ้าง โผฏฐัพพธาตุบ้าง รูปทั้งนี้เรียกว่า โผฏฐัพ-
พายตนะ.
รูปที่เรียกว่า โผฏฐัพพายตนะ นั้น เป็นไฉน ?
ปฐวีธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ ที่แข็ง อ่อน ละเอียด หยาบ มี
สัมผัสสบาย มีสัมผัสไม่สบาย หนัก เบา, กายอันเป็นสิ่งที่เห็นไม่ได้ แต่
กระทบได้ กระทบแล้ว หรือกระทบอยู่ หรือจักกระทบ หรือพึงกระทบ ที่
โผฏฐัพพะใด อันเป็นสิ่งที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้, นี้เรียกว่า โผฏฐัพพะบ้าง
โผฏฐัพพายตนะบ้าง โผฏฐัพพธาตุบ้าง รูปทั้งนี้เรียกว่า โผฏฐัพพายตนะ.
รูปที่เรียกว่า โผฏฐัพพายตนะ นั้น เป็นไฉน ?
ปฐวีธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ ที่แข็ง อ่อน ละเอียด หยาบ มี
สัมผัสสบาย มีสัมผัสไม่สบาย หนัก เบา, โผฏฐัพพะใด เป็นสิ่งที่เห็นไม่
ได้แต่กระทบได้ กระทบแล้ว หรือกระทบอยู่ หรือจักกระทบ หรือพึงกระทบ

262