พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 223 (เล่ม 76)

ธรรมที่ชื่อว่า ชิวหา ด้วยอรรถว่า ลิ้มรส. ชิวหาที่เป็นปสาทรูปนั้น
ตั้งอยู่ในประเทศมีสัณฐานดังปลายกลีบอุบล เบื้องบนท่ามกลางสสัมภารชิวหา
(ลิ้นพร้อมด้วยส่วนประกอบ) ได้อุปการะ อุปถัมภ์ อนุบาล และการแวดล้อม
ตามที่กล่าวแล้ว ให้สำเร็จเป็นวัตถุและทวารแห่งชิวหาวิญญาณเป็นต้น ตามควร.
แต่ในกายนี้ ชื่อว่า อุปาทินนกรูป มีประการเพียงใด กายายตนะก็
ตั้งอยู่ในกายทั้งสิ้น เหมือนยางใยในฝ้ายได้อุปการะ อุปถัมภ์ อนุบาล และ
การแวดล้อมตามประการที่กล่าวแล้ว ก็ให้สำเร็จความเป็นวัตถุและทวารแก่
กายวิญญาณเป็นต้น ตามควร. นี้เป็นความต่างกันในอุปาทารูปเหล่านี้. ความ
แตกต่างกันแห่งพระบาลีและอรรถกถาที่เหลือ พึงทราบโดยนัยที่กล่าวในจักขุ
นิทเทสนั่นแหละ. ก็ในที่นี้ บทว่า โสตเป็นต้นมาในที่แห่งบทจักษุ บทว่า
เสียงเป็นต้นมาในที่บทแห่งรูป บทได้ยินเป็นต้นมาในที่แห่งบททั้งหลายมีเห็น
แล้วอย่างเดียว อนึ่ง ๒ บทนี้คือ รูปนี้ชื่อว่า เนตรบ้าง นี้ชื่อว่า นัยนา
บ้างไม่มี เพราะฉะนั้น จึงมีวัตถุและทวารอย่างละ ๑๒ ชื่อ. คำที่เหลือเป็น
เช่นกับคำที่กล่าวไว้ในบททั้งปวงนั้นแหละ.
ในอธิการแห่งกายายตนะนั้น ผิว่ามีผู้ท้วงว่า ชื่อว่า อุปาทินนก-
รูปนี้ มีอยู่ในกายนี้เพียงใด กายายตนะก็มีอยู่ในกายทั้งสิ้น ดุจยางใยในปุยฝ้าย
ผิว่า เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ย่อมถึงการปะปนกันด้วยลักษณะ (ในกลาปอื่น). ตอบว่า
ไม่ปรากฏปะปนกัน (ในกลาปอื่น). เพราะเหตุไร ? เพราะความไม่มีในกลาป
อื่นของกันและกัน. ถามว่า ถ้าอย่างนั้นกายายตนะก็ไม่มีในกายทั้งปวง. ตอบว่า
โดยปรมัตถ์ในอุปาทินนกรูปทั้งหมดท่านไม่ได้แยกกายไว้ต่างหาก แต่เหตุแห่ง
การต่างกันของอุปาทินนกรูปนั้นใคร ๆ ไม่อาจเพื่อบัญญัติได้ เพราะฉะนั้น
จึงได้กล่าวไว้อย่างนี้.

223
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 224 (เล่ม 76)

เหมือนอย่างว่า รูปและรสเป็นต้น ที่กล่าวว่าเป็นของซึมซาบอยู่
ในกันและกัน เพราะความที่รูปและรสนั้นใคร ๆ ไม่อาจแยกจากกันได้ดุจ
ผงทรายละเอียด แต่โดยปรมัตถ์ รสก็หามีในรูปไม่ ถ้าจะพึงมีไซร้ รสก็พึง
ปรากฏด้วยศัพท์ว่ารูปเหมือนกัน ฉันใด แม้กายายตนะก็ฉันนั้นเหมือนกัน
ว่าโดยปรมัตถ์ไม่มีอยู่ในกาย (อุปาทินนกรูป) ทั้งหมด และไม่มีในกายทั้งหมด
ก็ไม่ใช่ เพราะไม่มีใครอาจเพื่อจะแบ่งออกได้ ฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบว่า
ความปะปนกันด้วยลักษณะในที่นี้ จึงไม่ปรากฏด้วยประการฉะนี้.
อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบความไม่ปะปนกันของประสาทรูปเหล่านี้ โดย
กำหนดด้วยลักษณะเป็นต้น. จริงอยู่ บรรดาประสาทรูปเหล่านี้ รูปาภิฆา-
ตารหภูตปฺปสาทลกฺขณํ ทฏฺฐุกามตานิทานกมฺมสมุฏฺฐานภูตปฺปสา-
ทลกฺขณํ วา จกฺขุ จักษุมีความใสของภูตรูปอันควรแก่การกระทบรูปเป็น
ลักษณะ หรือมีความใสของภูตรูปมีกรรมเป็นสมุฏฐาน อันเป็นเหตุของบุคคล
ผู้ต้องการจะดูเป็นลักษณะ รูเปสุ อาวิญฺจนรสํ มีการคร่ารูปทั้งหลายมา
เป็นกิจ จกฺขุวิญฺญาณสฺส อาธารภาวปจฺจุปฺฐานํ มีการทรงอยู่ของ
จักขุวิญญาณเป็นปัจจุปัฏฐาน ทฏฺฐุกามตานิทานกมฺมชภูตปทฏฺฐานํ
มีภูตรูปอันเกิดแต่กรรมเป็นเหตุของบุคคลผู้ใคร่เพื่อจะดูเป็นปทัฏฐาน.
สทฺทาภิฆาตารหภูตปฺปสาทลกฺขณํ โสตุกามตานิทานกมฺม-
สมุฏฺฐานภูตปฺปสาทลกฺขณํ วา โสตํ โสตมีความใสแห่งภูตรูปอันควรแก่
การกระทบเสียงเป็นลักษณะ หรือมีความใสของภูตรูปอันมีกรรมเป็นสมุฏฐาน
อันเป็นเหตุของบุคคลผู้ใคร่เพื่อจะฟังเป็นลักษณะ สทฺเทสุ อาวิญฺจนรสํ
มีการคร่าเสียงทั้งหลายมาเป็นกิจ โสตวิญฺญาณสฺศ อาธารภาวปจฺจุ-

224
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 225 (เล่ม 76)

ปฏฺฐานํ มีการทรงอยู่ของโสตวิญญาณเป็นปัจจุปัฏฐาน โสตุกามตานิทาน
กมฺมชภูตปทฏฐานํ มีภูตรูปอันเกิดแต่กรรมเป็นเหตุของบุคคลผู้ใคร่เพื่อจะ
ฟังเป็นปทัฏฐาน.
คนฺธาภิฆาตารหภูตปฺปสาทลกฺขณํ ฆายิตุกามตานิทานกมฺมช
สมุฏฺฐานภูตปฺปสาทลกฺขณํ วา ฆานํ ฆานะมีความใสของภูตรูปอันควรแก่
การกระทบของกลิ่นเป็นลักษณะ หรือมีความใสของภูตรูปเกิดแต่กรรมเป็นสมุฏ-
ฐานเป็นเหตุของบุคคลผู้ใคร่เพื่อจะดมเป็นลักษณะ คนฺเธสุ อาวิญฺจนรสํ มี
การคร่ากลิ่นทั้งหลายมาเป็นกิจ ฆานวิญฺญาณสฺส อาธารภาวปจฺจุปฏฺฐานํ
มีการทรงอยู่ของฆานวิญญาณเป็นปัจจุปัฏฐาน ฆายิตุกามตานิทานกมฺมช
ภูตปทฏฺฐานํ มีภูตรูปอันเกิดแต่กรรมเป็นเหตุของบุคคลผู้ใคร่เพื่อจะดมเป็น
ปทัฏฐาน.
รสาภิฆาตารหภูตปฺปสาทลกฺขณา สายิตุกามตานิทานกมฺมช
สมุฏฺฐานภูตปฺปสาทลกฺขณา ชิวฺหา ลิ้นมีความใสของภูตรูปอันควรแก่
การกระทบรสเป็นลักษณะ หรือมีความใสของภูตรูปเกิดแต่กรรมเป็นสมุฏฐาน
เป็นเหตุของบุคคลผู้ใคร่เพื่อจะลิ้มรสเป็นลักษณะ รเสสุ อาวิญฺจนรสา มีการ
คร่ารสทั้งหลายมาเป็นกิจ ชิวฺหาวิญฺญาณสฺส อาธารภาวปจฺจุปฏฺฐานา
มีการทรงอยู่ของชิวหาวิญญาณเป็นปัจจุปัฏฐาน สายิตุกามตานิทานกมฺมช
ภูตปทฏฺฐานา มีภูตรูปเกิดแต่กรรมเป็นเหตุของบุคคลผู้ใคร่เพื่อจะลิ้มรสเป็น
ปทัฏฐาน.
โผฏฺฐพฺพาภิฆาตารหภูตปฺปสาทลกฺขโณ ผุสิตุกามตานิทาน
กมฺมชสมุฏฺฐานภูตปฺปสาทลกฺขโน วา กาโย กายมีความใสของภูตรูป
อันควรแก่การกระทบโผฏฐัพพะเป็นลักษณะ หรือมีความใสของภูตรูปอัน
เกิดแต่กรรมเป็นสมุฏฐานเป็นเหตุของบุคคลผู้ใคร่เพื่อจะถูกต้องเป็นลักษณะ

225
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 226 (เล่ม 76)

โผฏฺฐพฺเพสุ อาวิญฺจนรโส มีการคร่าโผฏฐัพพะทั้งหลายมาเป็นกิจ กาย-
วิญฺญาณสฺส อาธารภาวปจฺจุปฏฺฐาโน มีการทรงอยู่ของกายวิญญาณเป็น
ปัจจุปัฏฐาน ผุสิตุกามตานิทานกมฺมชภูตปทฏฺฐาโน มีภูตรูปเกิดแต่กรรม
เป็นเหตุของบุคคลผู้ใคร่เพื่อจะกระทบเป็นปทัฏฐาน.
ว่าด้วยวาทะของอาจารย์บางพวก
ก็อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ประสาทของภูตรูปทั้งหลายที่มีเตโชธาตุมาก
เป็นจักษุ ประสาททั้งหลายของภูตรูปทั้งหลายที่มีวาโยมาก ปฐวีมาก และ
อาโปมาก เป็นโสต เป็นฆานะ และเป็นชิวหา ประสาทของภูตรูปทั้งหมด
(ทั้ง ๔) เป็นกาย.
ปรวาทีอาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า ประสาทของภูตรูปยิ่งด้วยเตโชธาตุ
เป็นจักษุ ประสาททั้งหลายของภูตรูปยิ่งด้วยวาโยธาตุในช่องหู ยิ่งด้วยอาโปธาตุ
ยิ่งด้วยปฐวีธาตุ ก็เป็นโสต เป็นฆานะ เป็นชิวหา เป็นกาย. อาจารย์ทั้งหลาย
พึงกล่าวท้วงอาจารย์ปรวาทีเหล่านั้นว่า ขอจงนำพระสูตรมาอ้าง. เป็นการ
แน่นอน ท่านปรวาทีอาจารย์เหล่านั้นจักไม่เห็นพระสูตรเลย. แต่อาจารย์
บางพวกก็ยังกล่าวถึงเหตุในประสาทรูปเหล่านี้ว่า เพราะความที่ภูตรูปมีเตโชธาตุ
เป็นต้น พึงอุปการะด้วยรูปทั้งหลายที่มีคุณ. พึงท้วงเกจิอาจารย์เหล่านั้นว่า
ก็ใครเล่ากล่าวอย่างนี้ว่า รูปเป็นต้นเป็นคุณของภูตรูปมีเตโชธาตุเป็นต้น เพราะ
ในอวินิพโภครูป (รูปที่แยกจากกันไม่ได้ ๘ อย่าง) ทั้งหลาย ใคร ๆ ย่อมไม่
ได้เพื่อจะกล่าวว่า ในภูตรูปเหล่านั้น รูปนี้เป็นคุณของรูปนี้ รูปนี้เป็นคุณของ
รูปนี้ ดังนี้.
ถ้าปรวาทีนั้นจะพึงโต้กะสกวาทีว่า พวกท่านย่อมปรารถนากิจทั้งหลาย
มีการทรงไว้เป็นต้น แห่งปฐวีธาตุเป็นต้น เพราะความที่ภูตรูปนั้น ๆ ในสัมภาระ

226
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 227 (เล่ม 76)

นั้น ๆ เป็นของยิ่ง ฉันใด ข้อที่พวกที่พึงปรารถนาว่า รูปทั้งหลายเป็นคุณ
ของภูตรูปเหล่านั้น เพราะแสดงความที่รูปเป็นต้นในสัมภาระอันยิ่งด้วยเตโชธาตุ
เป็นต้นเป็นของมีมาก ก็ฉันนั้น.
สกวาทีพึงท้วงปรวาทีนั้นว่า พวกเราปรารถนา ถ้าว่า กลิ่นในฝ้ายใน
ปฐวีธาตุพึงมีมากกว่ากลิ่นของน้ำผักดองอันมีอาโปธาตุมาก และสีของน้ำเย็น
ก็พึงมีสีมากกว่าแม้ของน้ำร้อนอันมีเตโชธาตุมาก แต่คำที่กล่าวแล้วทั้ง ๒ นี้หา
มีไม่ เพราะฉะนั้น ขอพวกท่านพึงละการกำหนดความต่างกันแห่งจักษุเป็นต้น
อันเป็นที่อาศัยนั้นเถิด รูปและรสเป็นต้นแม้ไม่แปลกกันของภูตรูปทั้งหลาย แต่
ก็มิใช่เป็นอย่างเดียวกัน ฉันใด ข้อที่ท่านจะพึงถือเอาว่าเมื่อเหตุแปลกกันอื่น ๆ
มีอยู่ ก็ไม่พึงถือเอาประสาทมีจักษุเป็นต้น ฉันนั้น.
ถามว่า ก็เหตุที่ไม่ทั่วไปแก่กันและกันนั้นได้แก่อะไร.
ตอบว่า ได้แก่ กรรมเท่านั้นเป็นเหตุต่างกันของประสาทรูปเหล่านั้น
เพราะฉะนั้น ความต่างกันแห่งประสาทรูปเหล่านี้ เพราะความต่างกันแห่งกรรม
หาใช่ความต่างกันของภูตรูปไม่. เพราะว่า เมื่อความต่างกันแห่งภูตรูปมีอยู่
ประสาทรูปนั่นแหละจะไม่เกิดขึ้น โบราณาจารย์ทั้งหลายกล่าวไว้ว่า ก็ประสาท
รูปของมหาภูตรูปทั้งหลายที่เหมือนกันหาใช่ของมหาภูตรูปที่ไม่เหมือนกันไม่.
ก็บรรดาประสาทรูปเหล่านี้ ที่มีความต่างกันเพราะความต่างกันแห่ง
กรรม จักษุและโสตเป็นอสัมปัตตวิสยคาหกะ (คือรับอารมณ์ที่มาไม่ถึง)
เพราะอุปปัตติเหตุของวิญญาณในอารมณ์ อันมีที่อาศัยไม่ติดกับมหาภูตรูปอัน
เป็นที่อาศัยของตน ฆานะ ชิวหา และกายเป็นสัมปัตตวิสยคาหกะ (รับ

227
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 228 (เล่ม 76)

อารมณ์ที่มาถึงตน) เพราะความที่อุปปัตติเหตุของวิญญาณในอารมณ์ ซึ่งติดกับ
มหาภูตรูปอันเป็นที่อาศัยของตน โดยอำนาจแห่งวัตถุที่อาศัย และโดยตนเอง
นั่นแหละ.
แต่ในอรรถกถากล่าวว่า อารมณ์ ชื่อว่า สัมปัตตะ ที่มาถึงตน
เพราะความที่อารมณ์มาสู่คลองแห่งจักษุและโสตทีเดียว. จริงอยู่ สี (วรรณะ)
ของมณฑลแห่งพระจันทร์และอาทิตย์ตั้งอยู่ไกลถึง ๔๒,๐๐๐ โยชน์ ก็ยังกระทบ
จักขุประสาท สีนั้นแม้ปรากฏตั้งอยู่ในที่ไกลก็ชื่อว่า สัมปัตตะ เหมือนกัน.
จักษุชื่อว่ามีอารมณ์ที่มาถึง (สัมปัตตะ) เพราะความที่สีนั้นเป็นอารมณ์ทีเดียว.
กายวิการของบุคคลทั้งหลายที่ติดต้นไม้อยู่ในที่ไกลก็ดี ของช่างย้อมผู้ซักผ้าอยู่
ก็ดี ย่อมปรากฏแม้แต่ที่ไกล. แต่เสียงมาโดยการสืบต่อ ๆ กันมาแห่งธาตุ
กระทบโสตแล้วก็ค่อย ๆ สลายไป ดังนี้.
ในอรรถกถานั้น อารมณ์ ชื่อว่า สัมปัตตะ (ที่มาถึงตน) เพราะความ
ที่อารมณ์นั้นมาสู่คลองก็จริง ถึงอย่างนั้น สีของมณฑลพระจันทร์เป็นต้นก็ไม่มา
ถึงจักษุ ย่อมปรากฏตั้งอยู่ในที่ไกลนั่นแหละ แม้เสียงพึงค่อย ๆ มาไซร้ เกิด
ในที่ไกลก็พึงได้ยินช้า เพราะมาโดยกระทบต่อ ๆ กันมา เมื่อกระทบโสต ก็ไม่
ปรากฏว่าชื่อว่าเสียงนั้นอยู่ในทิศชื่อโน้น เพราะฉะนั้น จักษุและโสตจึงมีอารมณ์
เป็นอสัมปัตตะ (มาไม่ถึง) นั้นแหละ.
ตาเปรียบด้วยงู
ประสาทรูปเหล่านี้ เปรียบเหมือนสัตว์มีงูเป็นต้น เหมือนอย่างว่า
ขึ้นชื่อว่างู ย่อมไม่ชอบใจในที่ชื้นแฉะและราบเรียบในภายนอก จึงเข้าไปที่ต้นไม้
ใบหญ้าชัฏและจอมปลวกนั่นแหละย่อมชอบใจในเวลานอน ย่อมถึงความเป็น
สัตว์มีจิตสงบ ฉันใด แม้จักษุนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน มีความพอใจในสิ่งไม่

228
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 229 (เล่ม 76)

ราบเรียบ ย่อมไม่พอใจไม่ปรารถนาแม้จะแลดูในที่มีฝาทองคำเป็นต้นที่
เรียบร้อย แต่ย่อมชอบในที่มีลวดลายหลากสีด้วยรูป ดอกไม้ และเครือเถา
เป็นต้นทีเดียว เพราะในที่เช่นนั้น เมื่อตายังไม่เพียงพอ คนทั้งหลายก็ยังอ้า
ปากอยากมอง.
หูเปรียบด้วยจระเข้
แม้จระเข้เล่า เมื่อออกไปภายนอกไม่เห็นสิ่งที่ตนจะพึงงับเอาก็หลับตา
ไป แต่ในกาลใด หยั่งลงสู่น้ำประมาณร้อยวาเข้าไปยังโพรงนอนแล้ว ในกาล
นั้น จิตของมันก็ถึงความสงบ หลับสบาย ฉันใด แม้โสตนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน
ชอบในที่มีโพรง อาศัยอากาศ ชอบใจในโพรงช่องหูเท่านั้น อากาศช่องหู
เท่านั้นเป็นปัจจัยในการได้ยินเสียงนั้น แม้อัชฎากาศก็สมควรเหมือนกัน ด้วยว่า
เมื่อทำการสาธยายภายในถ้ำ เสียงหาเจาะถ้ำออกไปภายนอกไม่ แต่ก็ออกไป
ตามช่องประตู หน้าต่าง กระทบสืบต่อ ๆ กันไปแห่งธาตุแล้ว กระทบโสต
ประสาท. ในลำดับแห่งการกระทบ ชนผู้นั่งอยู่บทหลังถ้ำย่อมรู้ว่า บุคคลชื่อ
โน้นย่อมสาธยาย ดังนี้. ครั้นเมื่อคำที่กล่าวอย่างนี้มีอยู่ ชื่อว่า อารมณ์ของโสต
ก็เป็นสัมปัตตะ (คือมาถึงตนได้).
ถามว่า ก็โสตนี้มีอารมณ์เป็นสัมปัตตะหรือ ?
ตอบว่า ใช่แล้ว มีอารมณ์เป็นสัมปัตตะ.
ถามว่า ถ้าเช่นนั้น กลองเป็นต้นดังในที่ไกล ก็จะไม่รู้เสียงในที่ไกล
ใช่ไหม.
ตอบว่า ไม่พึงรู้ก็ไม่ใช่ เพราะเมื่อเสียงกระทบโสตประสาท ย่อมมี
การรู้โดยประการนั้น ๆ ว่า เสียงไกล เสียงใกล้ เสียงฝั่งโน้น เสียงฝั่งนี้ ดังนี้
ข้อนี้เป็นธรรมดา.

229
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 230 (เล่ม 76)

ก็ธรรมดานี้เป็นเช่นไร ก็ธรรมดาช่องหูมีอยู่ในที่ใด ๆ การฟังก็มีแต่
ที่นั้น ๆ เหมือนการเห็นดวงจันทร์ดวงอาทิตย์เป็นต้น เพราะฉะนั้น โสต-
ประสาทนี้ จึงมีอารมณ์เป็นอสัมปัตตะโดยแท้.
จมูกเปรียบด้วยนก
แม้นกก็ไม่ยินดีบนต้นไม้หรือพื้นดิน แต่ในเวลาใดมันโผบินเลยล่วง
การขว้างก้อนดินหนึ่งระยะหรือสองระยะบินขึ้นไปสู่อากาศว่างเปล่า ในเวลานั้น
มันก็จะมีจิตสงบ ฉันใด แม้ฆานะก็ฉันนั้นเหมือนกัน มีความพอใจในอากาศ มี
กลิ่นโดยอาศัยลมเป็นอารมณ์ เหมือนอย่างโค เมื่อฝนตกใหม่ๆ ก็สูดดมแผ่นดิน
แล้วก็เบิ่งหน้าหาอากาศสูดลม และเวลาที่บุคคลแม้เอานิ้วมือจับก้อนที่มีกลิ่น
แล้วสูดดมไม่หันหน้ามาทางลมก็ไม่รู้กลิ่นนั้น.
ลิ้นเปรียบด้วยสุนัขบ้าน
แม้สุนัขบ้านเมื่อเที่ยวไปภายนอก ย่อมไม่เห็นที่ปลอดภัย ย่อมถูก
ประทุษร้ายโดยการถูกขว้างด้วยก้อนดินเป็นต้น เข้าไปสู่ภายในบ้านแล้วก็คุ้ย
ขี้เถ้าที่เตาไฟก็นอนเป็นสุข ฉันใด แม้ชิวหาก็ฉันนั้นเหมือนกัน มีอัชฌาสัย
ในบ้าน มีรสอาศัยอาโปธาตุเป็นอารมณ์ จริงอย่างนั้น ภิกษุแม้กระทำสมณ-
ธรรมตลอดสามยามแห่งราตรีแล้ว ถือบาตรและจีวรแต่เช้าตรู่เข้าไปสู่บ้าน
เพราะว่าเมื่อของเคี้ยวแห้งไม่เปียกด้วยน้ำลาย ใคร ๆ ก็ไม่อาจเพื่อรู้รสได้.
กายเปรียบด้วยสุนัขจิ้งจอก
แม้สุนัขจิ้งจอกเมื่อเที่ยวไปภายนอกก็ไม่ประสบความยินดี แต่เมื่อมัน
เคี้ยวกินเนื้อมนุษย์ในป่าช้าผีดิบแล้วนอนนั่นแหละ มันจึงมีความสุขฉันใด

230
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 231 (เล่ม 76)

แม้กายก็ฉันนั้นเหมือนกัน มีอัชฌาสัยในอุปาทินนกรูป (มีใจครอง) มีโผฏ-
ฐัพพะอาศัยปฐวีธาตุเป็นอารมณ์. จริงอย่างนั้น ชนทั้งหลายเมื่อไม่ได้
อุปาทินนกรูปอื่น ก็เอาฝ่ามือของตนนั่นแหละรองศีรษะนอน ปฐวีธาตุของกาย
บุคคลนั้น แม้อยู่ภายในและภายนอกก็เป็นปัจจัยในการรับอารมณ์. จริงอยู่
ที่นอนแม้ปูไว้อย่างดียังไม่ทันนั่งหรือนอนก็ไม่รู้ความแข็งและอ่อนได้ หรือ
ผลไม้ที่เขาวางไว้บนฝ่ามือยังไม่ทันบีบดูก็ไม่อาจรู้ถึงความแข็งและอ่อนได้.
ปฐวีธาตุที่อยู่ภายในหรือภายนอกจึงเป็นปัจจัยโดยการรู้การกระทบของประสาท
นี้. พึงทราบความไม่ปะปนกันแห่งประสาทรูปเหล่านั้น โดยการกำหนดธรรม
มีลักษณะเป็นอย่างนี้.
จริงอยู่ ลักษณะ รส ปัจจุปัฏฐาน ปทัฏฐาน อารมณ์ อัชฌาสัย
และวัตถุที่อาศัยของจักษุประสาทเป็นอย่างหนึ่ง ของโสตประสาทเป็นต้นก็อย่าง
หนึ่ง เพราะฉะนั้น จักขายตนะเป็นต้น จึงไม่ปะปนกันโดยแท้.
อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบแม้อุปมาในความที่ประสาทรูปเหล่านั้นไม่
ปะปนกัน ดังต่อไปนี้.
เหมือนอย่างว่า เงาแห่งธงทั้งหลาย ๕ สี ที่เขายกขึ้นแล้ว เนื่องเป็น
อันเดียวกันก็จริง ถึงอย่างนั้น เงาของธงก็ไม่ปะปนกันและกันฉันใด อนึ่ง
เมื่อเขาเอาฝ้าย ๕ สี ควั่นทำเป็นไส้ประทีป (ตะเกียง) จุดให้ลุกโพลงแล้ว
เปลวไฟดูเหมือนเป็นอันเดียวกันก็จริง ถึงอย่างนั้นเปลวไฟแห่งรัศมีของฝ้าย
นั้น ๆ ก็เป็นคนละอย่าง ไม่ปะปนกันและกันฉันใด อายตนะ ๕ เหล่านี้แม้
รวมกันอยู่ในอัตภาพเดียวกัน แต่ก็ไม่ปะปนกันและกันฉันนั้นเหมือนกัน ใช่
แต่อายตนะ ๕ เหล่านี้เท่านั้นก็หาไม่ แม้รูปที่เหลือก็ไม่ปะปนกัน.

231
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 232 (เล่ม 76)

จริงอยู่ ในสรีระนี้ มีกาย ๓ ส่วน คือ
กายท่อนล่าง ๑
กายท่อนกลาง ๑
กายท่อนบน ๑.
บรรดา ๓ ส่วนเหล่านั้น กายในเบื้องต่ำแต่สะดือลงไป ชื่อว่า กาย
ท่อนล่าง ในกายท่อนล่างนั้นมีรูป ๔ รูป คือ กายทสกะ๑ ๑๐ ภาวทสกะ ๑๐
มีอาหารเป็นสมุฏฐาน ๘๒ มีอุตุเป็นสมุฏฐาน ๘ มีจิตเป็นสมุฏฐาน ๘. กาย
เบื้องบนตั้งแต่สะเดาขึ้นไปถึงหลุมคอ ชื่อว่า กายท่อนกลาง ในกายท่อน
กลางนั้น มีรูป ๕๔ รูปคือ กายทสกะ ๑๐ ภาวทสกะ ๑๐ วัตถุทสกะ ๑๐
รูปทั้ง ๓ มีรูปที่มีอาหารเป็นสมุฏฐาน เป็นต้น อย่างละ ๘. กายเบื้องบนแต่
หลุมคอขึ้นไป ชื่อว่า กายท่อนบน. ในกายท่อนบนนั้นมีรูป ๘๔ คือ จักขุ-
ทสกะ ๑๐ โสตทสกะ ๑๐ ฆานทสกะ ๑๐ ชิวหาทสกะ ๑๐ กายทสกะ ๑๐
ภาวทสกะ ๑๐ รูป ๓ รูป มีรูปที่มีอาหารเป็นสมุฏฐานเป็นต้นอย่างละ ๘.
บรรดารูปเหล่านั้น รูปที่ชื่อว่า จักขุทสกะ ด้วยสามารถแห่งนิปผันน-
รูป ๑๐ เป็นรูปที่แยกจากกันแต่ละส่วนไม่ได้ นี้คือ มหาภูตรูป ๔ เป็นปัจจัย
แก่จักขุประสาท วรรณะ คันธะ รสะ โอชา ชีวิตินทรีย์ และจักขุประสาท.
รูปแม้ที่เหลือก็พึงทราบโดยนัยนี้.
บรรดากาย ๓ ส่วนนั้น รูปในกายท่อนล่างไม่ปะปนกับรูปกายท่อน
กลางและรูปกายท่อนบน รูปแม้ในกายที่เหลืออีก ๒ ก็ไม่ปะปนกับรูปกาย
นอกนี้. เหมือนอย่างว่า เงาภูเขา และเงาต้นไม้ในเวลาเย็น ดุจเนื่องเป็น
๑. กายทสกะ ๑๐ คือ มหาภูตรูป ๔ วรรณะ ๑ คันธะ ๑ รสะ ๑ โอชา ๑ ชีวิตรูป ๑ กาย-
ประสาท ๑.
๒. อาหารสมุฏฐาน เป็นต้น อย่างละ ๘ ได้แก่ อวินิโภครูป ๘ มีปฐวีเป็นต้น มีโอชาเป็นที่สด.

232