พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 173 (เล่ม 76)

รูปเป็นอุปาทา ที่หยาบก็มี, ที่ละเอียดก็มี, รูปเป็นอนุปาทาที่หยาบ
ก็มี, ที่ละเอียดก็มี
รูปเป็นอุปาทา ที่อยู่ไกลก็มี, ที่อยู่ใกล้ก็มี, รูปเป็นอนุปาทาที่อยู่ไกล
ก็มี ที่อยู่ใกล้ก็มี
รูปเป็นอุปาทินนะ ที่เป็นสนิทัสสนะก็มี, ที่เป็นอนิทัสสนะก็มี, รูป
เป็นอนุปาทินนะ ที่เป็นสนิทัสสนะก็มี, ที่เป็นอนิทัสสนะก็มี
รูปเป็นอุปาทินนะ ที่เป็นสัปปฏิฆะก็มี, ที่เป็นอัปปฏิฆะก็มี, รูปเป็น
อนุปาทินนะ ที่เป็นสัปปฏิฆะก็มี, ที่เป็นอัปปฏิฆะก็มี
รูปเป็นอุปาทินนะ ที่เป็นมหาภูตก็มี, ที่ไม่เป็นมหาภูตก็มี, รูปเป็น
อนุปาทินนะ ที่เป็นมหาภูตก็มี, ที่ไม่เป็นมหาภูตก็มี
รูปเป็นอุปาทินนะ ที่หยาบก็มี, ที่ละเอียดก็มี, รูปเป็นอนุปาทินนะ
ที่หยาบก็มี, ที่ละเอียดก็มี
รูปเป็นอุปาทินนะ ที่อยู่ไกลก็มี, ที่อยู่ใกล้ก็มี, รูปเป็นอนุปาทินนะ
ที่อยู่ไกลก็มี, ที่อยู่ใกล้ก็มี
รูปเป็นอุปาทินนุปาทานิยะ ที่เป็นสนิทัสสนะก็มี, ที่เป็นอนิทัสสนะก็มี,
รูปเป็นอนุปาทินนุปาทานิยะ ที่เป็นสนิทัสสนะก็มี, ที่เป็นอนิทัสสนะก็มี
รูปเป็นอุปาทินนุปาทานิยะ ที่เป็นสัปปฏิฆะก็มี, ที่เป็นอัปปฏิฆะก็มี,
รูปเป็นอนุปาทินนุปาทานิยะ ที่เป็นสัปปฏิฆะก็มี, ที่เป็นอัปปฏิฆะก็มี
รูปเป็นอุปาทินนุปาทานิยะ ที่เป็นมหาภูตก็มี, ที่ไม่เป็นมหาภูตก็มี,
รูปเป็นอนุปาทินนุปาทานิยะ ที่เป็นมหาภูตก็มี, ที่ไม่เป็นมหาภูตก็มี

173
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 174 (เล่ม 76)

รูปเป็นอุปาทินนุปาทานิยะ ที่หยาบก็มี, ที่ละเอียดก็มี, รูปเป็น
อนุปาทินนุปาทานิยะ ที่หยาบก็มี, ที่ละเอียดก็มี
รูปเป็นอุปาทินนุปาทานิยะ ที่อยู่ไกลก็มี ที่อยู่ใกล้ก็มี, รูปเป็น
อนุปาทินนุปาทานิยะ ที่อยู่ไกลก็มี ที่อยู่ใกล้ก็มี
รูปกระทบได้ ที่เป็นอินทรีย์ก็มี, ที่ไม่เป็นอินทรีย์ก็มี, รูปกระทบ
ไม่ได้ ที่เป็นอินทรีย์ก็มี, ที่ไม่เป็นอินทรีย์ก็มี
รูปกระทบได้ ที่เป็นมหาภูตก็มี, ที่ไม่เป็นมหาภูตก็มี, รูปกระทบ
ไม่ได้ ที่เป็นมหาภูตก็มี, ที่ไม่เป็นมหาภูตก็มี
รูปเป็นอินทรีย์ ที่หยาบก็มี, ที่ละเอียดก็มี, รูปไม่เป็นอินทรีย์ที่หยาบ
ก็มี, ที่ละเอียดก็มี
รูปเป็นอินทรีย์ ที่อยู่ไกลก็มี, ที่อยู่ใกล้ก็มี, รูปไม่เป็นอินทรีย์ที่อยู่
ไกลก็มี, ที่อยู่ใกล้ก็มี
รูปเป็นมหาภูต ที่หยาบก็มี, ที่ละเอียดก็มี, รูปไม่เป็นมหาภูตที่หยาบ
ก็มี, ที่ละเอียดก็มี
รูปเป็นมหาภูต ที่อยู่ไกลก็มี, ที่อยู่ใกล้ก็มี, รูปไม่เป็นมหาภูตที่อยู่
ไกลก็มี, ที่อยู่ใกล้ก็มี
รูปที่เห็นได้, รูปที่ฟังได้, รูปที่รู้ได้, รูปที่รู้แจ้งได้
สงเคราะห์รูปเป็นหมวดละ ๔ อย่างนี้
จตุกกมาติกา จบ

174
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 175 (เล่ม 76)

ปัญจกมาติกา
[๕๐๗] สงเคราะห์รูปเป็นหมวดละ ๕
ปฐวีธาตุ, อาโปธาตุ, เตโชธาตุ, วาโยธาตุ และรูปที่เป็นอุปาทา
สงเคราะห์รูปเป็นหมวดละ ๕ อย่างนี้.
ปัญจกมาติการ จบ
ฉักกมาติกา
[๕๐๘] สงเคราะห์รูปเป็นหมวดละ ๖
รูปอันจักขุวิญญาณพึงรู้. รูปอันโสตวิญญาณพึงรู้, รูปอันฆานวิญญาณ
พึงรู้, รูปอันชิวหาวิญญาณพึงรู้ รูปอันกายวิญญาณพึงรู้ รูปอันมโนวิญญาณ
พึงรู้
สงเคราะห์รูปเป็นหมวดละ ๖ อย่างนี้.
ฉักกมาติกา จบ
สัตตกมาติกา
[๕๐๙] สงเคราะห์รูปเป็นหมวดละ ๗
รูปอันจักขุวิญญาณพึงรู้ รูปอันโสตวิญญาณพึงรู้, รูปอันฆานวิญญาณ
พึงรู้, รูปอันชิวหาวิญญาณพึงรู้, รูปอันกายวิญญาณพึงรู้, รูปอันมโนธาตุพึงรู้,
รูปอันมโนวิญญาณธาตุพึงรู้
สงเคราะห์รูปเป็นหมวดละ ๗ อย่างนี้.
สัตตกมาติกา จบ

175
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 176 (เล่ม 76)

อัฏฐกมาติกา
[๕๑๐] สงเคราะห์รูปเป็นหมวดละ ๘
รูปอันจักขุวิญญาณพึงรู้, รูปอันโสตวิญญาณพึงรู้, รูปอันฆานวิญญาณ
พึงรู้, รูปอันชิวหาวิญญาณพึงรู้. รูปอันกายวิญญาณพึงรู้ ที่มีสัมผัสเป็นสุข
ก็มี, ที่มีสัมผัสเป็นทุกข์ก็มี. รูปอันมโนธาตุพึงรู้ รูปอันมโนวิญญาณธาตุพึงรู้
สงเคราะห์รูปเป็นหมวดละ ๘ อย่างนี้.
อัฏฐกมาติกา จบ
นวกมาติกา
[๕๑๑] สงเคราะห์รูปเป็นหมวดละ ๙
จักขุนทรีย์, โสตินทรีย์, ฆานินทรีย์, ชิวหินทรีย์, กายินทรีย์,
อิตถินทรีย์, ปุริสินทรีย์, ชีวิตินทรีย์, และรูปที่ไม่เป็นอินทรีย์
สงเคราะห์รูปเป็นหมวดละ ๙ อย่างนี้.
นวกมาติการ จบ
ทสกมาติกา
[๕๑๒] สงเคราะห์รูปเป็นหมวดละ ๑๐
จักขุนทรีย์, โสตินทรีย์, ฆานินทรีย์, ชิวหินทรีย์, กายินทรีย์,
อิตถินทรีย์, ปุริสินทรีย์, ชีวิตินทรีย์, รูปไม่เป็นอินทรีย์ที่กระทบได้ก็มี,
ที่กระทบไม่ได้ก็มี
สงเคราะห์รูปเป็นหมวดละ ๑๐ อย่างนี้.
ทสกมาติกา จบ

176
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 177 (เล่ม 76)

เอกาทสกมาติกา
[๕๑๓] สงเคราะห์รูปเป็นหมวดละ ๑๑
จักขายตนะ, โสตายตนะ, ฆานายตนะ, ชิวิหายตนะ, กายายตนะ,
รูปายตนะ, สัททายตนะ, คันธายตนะ, รสายตนะ, โผฏฐัพพายตนะ, และ
รูปที่เป็นอนิทัสสนะ เป็นอัปปฏิฆะ แต่นับเนื่องในธรรมายตนะ
สงเคราะห์รูปเป็นหมวดละ ๑๑ อย่างนี้.
เอกาทสกมาติกา จบ
มาติกา จบ
อรรถกถารูปกัณฑ์
ว่าด้วยเอกกอุทเทส
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์จะจำแนกรูปกัณฑ์ (หมวดรูป)
จึงเริ่มตรัสพระบาลีมีอาทิว่า กตเม ธมฺมา อพฺยากตา (ธรรมเป็นอัพยากฤต
เป็นไฉน) ดังนี้อีก.
พึงทราบวินิจฉัยคำว่า อัพยากฤต เป็นต้นนั้นต่อไป
พระบาลีในจิตตุปปาทกัณฑ์ พระองค์ทรงจำแนกวิปากอัพยากตะ
(อัพยากฤตคือวิบากจิต) และกิริยาอัพยากตะ (อัพยากฤตคือกิริยา) ไว้หมดสิ้น
แล้วแม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น ก็ยังมิได้ตรัสอัพยากฤต คือ รูป และอัพยากฤต คือ
นิพพาน เมื่อจะทรงประมวลอัพยากฤตแม้ทั้ง ๔ มาแสดง เพื่อตรัสอัพยากฤต
ทั้งสองที่ยังเหลือนั้น จึงตรัสว่า กุสลากุสลานํ ธมฺมานํ วิปากา (วิบาก
แห่งกุศลธรรมและอกุศลธรรม) ดังนี้.

177
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 178 (เล่ม 76)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุสลากุสลานํ ได้แก่ กุศลอันเป็นไป
ในภูมิ ๔ และอกุศลทั้งหลาย. พระองค์ทรงถือเอาบททั้งสอง คือ กุศลวิบาก
และอกุศลวิบากแสดงอัพยากฤตวิบากจิตไว้ด้วยคำมีประมาณเท่านี้. แต่เพราะ
อัพยากฤตทั้งหมดนั้นเป็นกามาวจรก็มี เป็นธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง มีรูปาวจร
เป็นต้นก็มี ฉะนั้นจึงทรงแสดงอัพยากฤตคือวิบากนั่นนั่นเองถือเอาความแตก
ต่างกันแห่งภูมิโดยนัยมีคำว่า กามาวจรา (เป็นกามาวจร) เป็นต้น อนึ่ง
เพราะอัพยากฤตนั้นเป็นเวทนาขันธก็มี ฯลฯ เป็นวิญญาณขันธ์ก็มี ฉะนั้น
จึงทรงถือเอาอัพยากฤตนั้นแสดงด้วยอำนาจขันธ์ ๔ ที่สัมปยุตกัน ครั้นทรงแสดง
อัพยากฤตคือวิบากจิตอย่างนี้ โดยถือเอานัยทั้ง ๓ คือ ด้วยอำนาจกุศลและ
อกุศล ด้วยอำนาจความแตกต่างกันแห่งภูมิ และด้วยอำนาจขันธ์ที่สัมปุยตกัน
เมื่อจะทรงแสดงอัพยากฤต คือ กิริยาจิตอีก จึงตรัสคำมีอาทิว่า เย จ ธมฺมา
กิริยา (อนึ่ง ธรรมเหล่าใดเป็นกิริยา) ดังนี้.
ในพระบาลีนั้น กิริยาจิตนั้นบุคคลพึงกล่าวว่า เป็นกามาวจร รูปาวจร
อรูปาวจร คือ เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์. ก็พระองค์ครั้นทรงแสดง
นัยที่บุคคลถือเอาแล้วในหนหลังนั่นแหละแล้วทรงสละเสีย.
บัดนี้ เมื่อจะแสดงธรรมที่ยังมิได้จำแนกไว้ จึงตรัสว่า สพฺพญฺจ
รูปํ อสํขตา จ ธาตุ (รูปทั้งหมด และอสังขตธาตุ).
ในพระบาลีนั้น พึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอารูป ๒๕
โกฏฐาสแห่งรูป ๙๖ แสดงไว้โดยสิ้นเชิง ด้วยบทว่า สพฺพญฺจ รูปํ ดังนี้.
ด้วยบทว่า อสํขตา จ ธาตุ นี้ทรงยกนิพพานขึ้นแสดงโดยสิ้นเชิง. บทว่า
อพฺยากตา ธมฺมา (ธรรมเป็นอัพยากฤต) พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกขึ้นไว้
ด้วยคำมีประมาณเท่านี้.

178
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 179 (เล่ม 76)

ว่าด้วยอัพยากฤต คือ รูป
บรรดาธรรมเป็นอัพยากฤตนั้น คำว่า รูปทั้งหมด เป็นไฉน ? นี้
พระองค์ทรงถือเอาแล้ว เพราะเหตุไร ภายหลังจึงตรัสอัพยากฤตคือรูปไว้โดย
ย่อ บัดนี้ ทรงประสงค์จะจำแนกรูปนั้นโดยพิสดาร ด้วยสามารถแห่งรูปหมวด
๑ หมวด ๒ หมวด ๓ หมวด ๔ ฯลฯ หมวด ๑๑ จึงทรงถือเอารูป
นี้เล่า.
เนื้อความนั้นมีอธิบายว่า รูปใดที่ตรัสไว้ใน ๒ บทนั้นว่า สพฺพญฺจ
รูปํ อสํขตา จ ธาตุ นั้น ที่ชื่อว่า รูปทั้งหมด เป็นไฉน ? บัดนี้
เมื่อจะแสดงรูปนั้น จึงตรัสคำเป็นต้นว่า จตฺตาโร จ มหาภูตา (มหาภูตรูป ๔)
ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จตฺตาโร (๔) เป็นคำกำหนดจำนวน.
ด้วยบทว่า ๔ นั้น ทรงปฏิเสธความหย่อนและยิ่งของรูปเหล่านั้น จ ศัพท์เป็น
สัมปิณฑนัตถะ (คือใช้ในอรรถว่าประมวลมา) ด้วย จ ศัพท์นั้น จึงประมวล
มาซึ่งอุปาทายรูป (รูปอาศัย) ว่า ใช่แต่มหาภูตรูป ๔ เท่านั้นก็หาไม่ รูป
แม้อย่างอื่นก็มีอยู่ ดังนี้.
ว่าด้วยมหาภูตรูป
ในคำว่า มหาภูตะ นี้ พึงทราบว่า สภาวะที่ชื่อว่า มหาภูตะ
เพราะเหตุทั้งหลายโดยความปรากฏว่าเป็นของใหญ่เป็นต้น เพราะรูปเหล่านั้น
ตรัสเรียกว่า มหาภูตะ ด้วยเหตุเหล่านี้ คือ
ปรากฏเป็นของใหญ่ ๑
เหมือนมหาภูต คือ นักเล่นกลเป็นต้น ๑
เพราะต้องบำรุงรักษามาก ๑

179
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 180 (เล่ม 76)

เพราะวิการ (เปลี่ยนแปลง) ใหญ่ ๑
เพราะเป็นกองใหญ่ที่มีอยู่ ๑.
บรรดาเหตุเหล่านั้น ข้อว่า มหาภูตรูปปรากฏเป็นของใหญ่ มีอธิบายว่า
รูปเหล่านั้น ปรากฏเป็นของใหญ่ในอนุปาทินนกสันดานบ้าง๑ ในอุปาทินนก-
สันดานบ้าง๒ บรรดาสันดานทั้ง ๒ นั้น พึงทราบในอนุปาทินนกสันดานโดย
ความเป็นของใหญ่อย่างนี้
จริงอยู่ จักรวาลหนึ่งยาวและกว้างถึง ๑,๒๐๓,๔๕๐ โยชน์ (หนึ่งล้าน
สองแสนสามพันสี่ร้อยห้าสิบโยชน์) วัดโดยรอบ ตามคาถาที่ท่านประพันธ์ไว้ว่า
สพฺพํ สตสหสฺสานิ ฉตฺตึส ปริมณฺฑลํ
ทสญฺเจว สหสฺสานิ อฑฺฒุฑฺฒานิ สตานิ จ
จักรวาลทั้งหมดมีสัณฐานกลม วัด
โดยรอบได้ ๓,๖๑๐,๓๕๐ โยชน์ (สามล้าน
หกแสนหนึ่งหมื่นสามร้อยห้าสิบโยชน์).
ในจักรวาลนั้น มีคาถาว่า
ทุเว สตสหสฺสานิ จตฺตาริ นหุตานิ จ
เอตฺตกํ พหลตฺเตน สํขาตายํ พสุนฺธรา
แผ่นดินนี้ วัดโดยส่วนหนาได้เท่านี้
คือ ๒๔๐,๐๐๐ โยชน์ (สองแสนสี่หมื่นโยชน์).
แผ่นดินนั้นนั่นแหละมีน้ำรองแผ่นดิน (ดังคาถาว่า)
จตฺตาริ สตสหสฺสานิ อฏฺเฐว นหุตานิ จ
เอตฺตกํ พหลตฺเตน ชลํ วาเต ปติฏฺฐิตํ
๑. หมายถึงรูปที่สืบต่อกันที่ไม่มีใจครอง
๒. หมายถึงรูปที่สืบต่อกันที่มีใจครอง

180
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 181 (เล่ม 76)

น้ำรองแผ่นดินหนาถึง ๔๘๐,๐๐๐
โยชน์ (สี่แสนแปดหมื่นโยชน์) ตั้งอยู่บนลม.
แม้น้ำนั้นแหละก็มีลมรองอยู่ (ดังคาถาว่า)
นว สตสหสฺสานิ มาลุโต นภมุคฺคโต
สฏฺฐิญฺเจว สหสฺสานิ เอสา โลกสฺส สณฺฐิติ
ลมสูงขึ้นสู่ท้องนภาถึง ๙๖๐,๐๐๐
โยชน์ (เก้าแสนหกหมื่นโยชน์) นี้เป็นการตั้ง
อยู่ของโลก.
ก็เมื่อโลกตั้งอยู่อย่างนี้
มีขุนเขาสิเนรุราช หยั่งลึกลงไปใน
มหาสมุทรถึง ๘๔๐,๐๐๐ โยชน์ (แปดหมื่น
สี่พันโยชน์) สูงขึ้นจากมหาสมุทรได้
๘๔๐,๐๐๐ โยชน์ เหมือนกัน.
มีภูเขาใหญ่ล้วนด้วยศีลาเป็นแท่งทึบ
๗ เทือก เหล่านี้ คือ ภูเขาชื่อวายุคันธร
ภูเขาอิสินธร ภูเขากรวิก ภูเขาสุทัสสนะ
ภูเขาเนมินธร ภูเขาวินตกะ ภูเขาอสัสกรรณ
ล้วนวิจิตรด้วยรัตนะต่าง ๆ อันเป็นทิพย์
หยั่งลงในมหาสมุทร และสูงขึ้นจากมหา-
สมุทรประมาณกึ่งหนึ่ง ๆ โดยประมาณที่
กล่าวไว้ทั้งข้างบนข้างล่าง โดยรอบขุนเขา

181
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 182 (เล่ม 76)

สิเนรุราชนั้น ตามลำดับ* เป็นที่สิ่งสถิตของ
มหาราชทั้งหลาย เป็นถิ่นประจำของหมู่เทพ
และพวกยักษ์.
ยังมีภูเขาชื่อหิมพานต์สูง ๕๐๐ โยชน์
ยาวและกว้าง ๓,๐๐๐ โยชน์ งดงามด้วยยอด
๘๔,๐๐๐ ยอด ชมพูทวีปรุ่งเรืองแล้วด้วย
อานุภาพแห่งต้นชมพูใด ต้นชมพู (ต้นหว้า)
นั้นวัดรอบลำต้นได้ ๑๕ โยชน์ มีกิ่งลำต้น
ยาว ๕๐ โยชน์รอบด้าน ว่างได้ร้อยโยชน์
สูงขึ้นร้อยโยชน์เหมือนกัน.
อนึ่ง ประมาณแห่งต้นชมพูนี้อันใด ต้นจิตตปาฏลี (แคฝอย) ของ
พวกอสูรก็ดี ต้นสิมพลี (ไม้งิ้ว) ของพวกครุฑก็ดี ต้นกทัมพะ (ไม้กระทุ่ม)
ในทวีปอมรโคยานก็ดี ต้นกัลปพฤษ์ ในทวีปอุตตรกุรุก็ดี ต้นสิรีสะ ในทวีป
ปุพพวิเทหะก็ดี ต้นปาริฉัตตกะในดาวดึงส์ทั้งหลายก็ดี ก็มีประมาณนั้นเหมือน
กัน ด้วยเหตุนั้น พระโบราณาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า
ต้นปาฏลี (แคฝอย) ๑ ต้นสิมพลี
(ไม้งิ้ว) ๑ ต้นชมพู (ไม้หว้า) ๑ ต้นปาริฉัตตกะ
(ต้นทองหลาง) ของพวกเทพ ๑ ต้นกทัมพะ
(ไม้กระทุ่ม) ๑ ต้นกัลปพฤกษ์ ๑ ต้นสิรีสะ
(ไม้ซึก) เป็นที่ ๗
* โยชนา เอเต สตต ปพพตา อนุปฏิปาฏิยา สมุคคตา โสปานสทิสา หุตฺวา ฐิตา ภูเขา
๗ เทือกเหล่านี้สูงขึ้นโดยลำดับเป็นเหมือนกับบันไดตั้งอยู่.

182