บางรูปเป็นสุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา. มรรคที่ ๑ ของภิกษุบางรูปเป็น
ทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา มรรคที่ ๒ เป็นทุกขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา
มรรคที่ ๓ เป็นสุขาปฏิปทา ทันธาภิญญา มรรคที่ ๔ เป็นสุขาปฏิปทา
ขิปปาภิญญา.
อนึ่ง อธิบดีก็ย่อมหวั่นไหวเหมือนปฏิปทานั่นแหละ จริงอยู่ มรรค
แม้ทั้ง ๔ ของภิกษุบางรูปย่อมเป็นฉันทาธิปไตย ของบางรูปเป็นวิริยาธิปไตย
ของบางรูปเป็นจิตตาธิปไตย ของบางรูปเป็นวิมังสาธิปไตย อนึ่ง มรรคที่ ๑
ของบางรูปเป็นฉันทาธิปไตย มรรคที่ ๒ เป็นวิริยาธิปไตย มรรคที่ ๓ เป็น
จิตตาธิปไตย มรรคที่ ๔ เป็นวิมังสาธิปไตย ดังนี้แล.
ปกิณณกกถาจบ
บัดนี้ พระโยคาวจรเมื่อเจริญโลกุตรกุศล ย่อมเจริญฌานด้วยอรรถว่า
เข้าไปเพ่งอย่างเดียวเท่านั้นก็หาไม่ ที่แท้ย่อมเจริญแม้มรรคด้วยอรรถว่านำออก
ย่อมเจริญแม้สติปัฏฐานด้วยอรรถว่าการตั้งมั่น ย่อมเจริญแม้สัมมัปปธานด้วย
อรรถว่าการทำความเพียร ย่อมเจริญแม้อิทธิบาทด้วยอรรถว่าการสำเร็จ ย่อม
เจริญแม้อินทรีย์ด้วยอรรถว่าความเป็นใหญ่ ย่อมเจริญแม้พละด้วยอรรถว่าไม่
หวั่นไหว ย่อมเจริญแม้โพชฌงค์ด้วยอรรถว่าการตรัสรู้ ย่อมเจริญแม้สัจจะด้วย
อรรถว่าเป็นธรรมจริง ย่อมเจริญแม้สมถะด้วยอรรถว่าความไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมเจริญ
ธรรมแม้ด้วยอรรถว่าความเป็นสุญญตะ ย่อมเจริญแม้ขันธ์ด้วยอรรถว่าเป็นกอง
ย่อมเจริญแม้อายตนะด้วยอรรถว่าเป็นบ่อเกิด ย่อมเจริญแม้ธาตุด้วยอรรถว่า
เป็นสภาวสูญและเป็นนิสสัตตธรรม ย่อมเจริญแม้อาหารด้วยอรรถว่าเป็นปัจจัย