พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 628 (เล่ม 75)

แม้ด้วยอาการอย่างนี้ก็เหมือนกัน ฌานที่เป็นบาทเท่านั้นย่อมกำหนด. พวก
อันเตวาสิกเรียนว่า ท่านขอรับ ปัญหาท่านกล่าวดีแล้ว ดังนี้.
แม้พระมหาทันธเถระผู้อยู่ที่โมรวาปีวิหารผู้มีวาทะอย่างนี้ว่า ขันธ์
ทั้งหลายที่เป็นอารมณ์ของวิปัสสนาย่อมกำหนด ด้วยว่าพิจารณาธรรมใด ๆ
แล้วออก มรรคย่อมเป็นเช่นกับธรรมนั้น ๆ นั่นแหละ ดังนี้ ถูกพวกอันเตวาสิก
ถามว่า ท่านขอรับ ในวาทะของท่านข้อควรตำหนิย่อมปรากฏ ด้วยว่า ภิกษุ
ผู้พิจารณารูปแล้วออก (จากสังขตอารมณ์) ได้แล้ว มรรคก็พึงเป็นอัพยากตะ
เหมือนรูป พระโยคาวจรกำหนดเนวสัญญานาสัญญายตนะโดยนัยแล้วออกไป
ก็พึงเป็นมรรคถึงความเป็นเนวสัญญานาสัญญายตนะเช่นเดียวกันกับเนวสัญญา-
นาสัญญายตนะนั้น ดังนี้ พระเถระตอบว่า ดูก่อนอาวุโส เป็นเช่นนั้นหามิได้
เพราะโลกุตรมรรค ชื่อว่า ไม่ถึงอัปปนา มิได้มี เพราะฉะนั้น ภิกษุ
พิจารณารูปแล้วออกไปได้ มรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ย่อมสหรคตด้วยโสมนัส
เมื่อพิจารณาเนวสัญญานาสัญญายตนะแล้ว แม้ออกไปได้ ย่อมเป็นเช่นนั้น
โดยอาการทั้งปวงหามิได้ ส่วนมรรคที่สหรคตด้วยอุเบกขา ย่อมเป็นมรรค
มีองค์ ๗ ดังนี้.
แม้พระจูฬาภยเถระผู้ทรงพระไตรปิฎก ซึ่งมีวาทะว่า อัชฌาสัยแห่ง
บุคคลย่อมกำหนด ดังนี้ ได้ถูกพวกอันเตวาสิกนำวาทะของท่านไปถามพระ-
จูฬนาคเถระผู้ทรงพระไตรปิฎก พระจูฬนาคเถระจึงกล่าวว่า ฌานที่เป็นบาท
มีอยู่แก่บุคคลใด อัชฌาสัยแห่งบุคคลย่อมกำหนดแก่บุคคลนั้น ฌานที่เป็นบาท
นั้นไม่มีแก่ภิกษุใด อัชฌาสัยอะไรเล่าจักกำหนดแก่ภิกษุนั้น เพราะฉะนั้น
สภาวะนั้น ย่อมเป็นดุจเวลาที่แสวงหากำไรของบุคคลไร้ทรัพย์ ฉะนั้น.

628
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 629 (เล่ม 75)

พวกอันเตวาสิกได้นำเรื่องนั้น มาเรียนแก่พระจูฬาภยเถระผู้ทรง
พระไตรปิฎก. พระเถระนั้นกล่าวว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ถ้อยคำนี้ท่านกล่าว
สำหรับบุคคลผู้มีฌานเป็นบาท เหมือนอย่างว่า อัชฌาสัยของบุคคลแม้ผู้มีฌาน
เป็นบาท ฉันใด แม้บุคคลผู้มีฌานอันพิจารณาแล้ว ก็พึงทราบฉันนั้นเหมือนกัน
เพราะมรรคที่พระโยคาวจรออกจากปัญจมฌานเกิดขึ้น โดยพิจารณาปฐมฌาน
เป็นต้น ประกอบด้วยปัญจมฌาน ก็ย่อมประสบตามวาทะของพระเถระ
รูปแรก และมรรคที่ประกอบด้วยปฐมฌานเป็นต้น ก็ย่อมประสบตามวาทะ
ของพระเถระรูปที่สอง เพราะเหตุนั้น วาทะแม้ทั้ง ๒ ย่อมผิด แต่ในฌาน
เหล่านั้น ในวาทะของพระเถระที่ ๓ ว่า พระโยคาวจรย่อมปรารถนาฌานใด
มรรคก็ประกอบด้วยฌานนั้น ดังนั้น วาทะเหล่านั้นของท่านจึงไม่ผิด และภิกษุ
นั้นก็เป็นผู้มีอัชฌาสัยเป็นไปกันด้วยประโยชน์ ดังนี้ พระเถระแม้ทั้ง ๓ รูป
เป็นบัณฑิต เป็นผู้ฉลาด เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยคุณธรรมอันเจริญ ด้วยเหตุนั้น
อันเตวาสิกเหล่านั้น จึงทำวาทะของพระเถระทั้ง ๓ เหล่านั้น ให้เป็นแบบแผน
ก็ในอภิธรรมนี้ข้าพเจ้าจึงยกอรรถนั้นแหละขึ้นแสดงว่า ก็วิปัสสนาย่อมกำหนด
วาทะทั้ง ๓ นี้ ดังนี้.
บัดนี้ พึงทราบวินิจฉัยในคำนี้ว่า นิมิตฺตปฏิปทาปติ (นิมิต ปฏิปทา
และอธิบดี) ต่อไป. ถามว่า กาลเกิดขึ้นแห่งมรรคซึ่งเปลี่ยนองค์อย่างนี้ โคตรภู
ย่อมออกไปจากที่ไหน มรรคย่อมออกไปจากที่ไหน ? ตอบว่า โคตรภูย่อม
ออกจากนิมิตก่อน แต่ไม่อาจตัด (กิเลส) ที่เป็นไปได้ เพราะโคตรภูนั้นมีการ
ออกไปอย่างเดียว มรรคย่อมออกจากนิมิต ย่อมตัด (กิเลส) ที่เป็นไปได้
เพราะมรรคนี้มีการออกไปทั้ง ๒ อย่าง. บรรดาการออกไปแห่งโคตรภูและ
มรรคนั้น พึงทราบนัยที่เกิดขึ้น ดังต่อไปนี้.

629
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 630 (เล่ม 75)

ก็ในวาระ (คือในมรรควิถี) ใด มีการออกไปด้วยมรรค ในวาระนั้น
ไม่มีอนุโลมดวงเดียว ไม่มีอนุโลมดวงที่ ๕ เพราะอนุโลมมีครั้งเดียวย่อมไม่ได้
อาเสวนปัจจัย อนุโลมดวงที่ ๕ ย่อมหวั่นไหว เพราะใกล้ตกภวังค์ เพราะว่า
ในคราว (ขณะ) จิตใกล้ภวังค์ดวงที่ ๕ นั้นชื่อว่า จิตตกไปแล้ว เพราะฉะนั้น
อนุโลมจึงไม่มีดวงเดียว ไม่มีในดวงที่ ๕.
ก็บุคคลผู้มีปัญญามากมีอนุโลม ๒ ดวง ดวงที่ ๓ เป็นโคตรภู ดวงที่ ๔
เป็นมรรคจิต มีผลจิต ๓ ดวง จากนั้นจิตก็ลงสู่ภวังค์.
ส่วนบุคคลผู้มีปัญญาปานกลาง อนุโลมมี ๓ ดวง ดวงที่ ๔ เป็น
โคตรภู ดวงที่ ๕ เป็นมรรคจิต มีผลจิต ๒ ดวง จากนั้นก็ลงสู่ภวังค์.
สำหรับคนมีปัญญาน้อย (มันทปัญญา) อนุโลมมี ๔ ดวง ดวงที่ ๕
เป็นโคตรภู ดวงที่ ๖ เป็นมรรคจิต ดวงที่ ๗ เป็นผลจิต จากนั้นจิตก็ลงสู่
ภวังค์.
บรรดาพระโยคาวจร ๓ ประเภทนั้น ข้าพเจ้าไม่กล่าวด้วยสามารถแห่ง
ท่าน ผู้มีปัญญามากและมีปัญญาน้อย แต่พึงกล่าวด้วยสามารถแห่งท่านผู้มีปัญญา
ปานกลาง เพราะในวาระคือ (วิถีแห่งมรรค) ใด มีการออกไปด้วยมรรค
มโนวิญญาณธาตุที่เป็นอเหตุกกิริยา เป็นธรรมสหรคตด้วยอุเบกขา เป็นมโน-
ทวาราวัชชนจิตให้ภวังค์เคลื่อนไปกระทำขันธ์ทั้งหลาย ที่เป็นอารมณ์แห่ง
วิปัสสนาให้เป็นอารมณ์ ถัดจากนั้นไป ชวนะดวงแรก ชื่ออนุโลมญาณ
ก็เกิดขึ้นถือเอาขันธ์ที่มโนทวาราวัชชนจิตนั้นถือเป็นอารมณ์ อนุโลมญาณนั้น
ก็เป็นไปในขันธ์เหล่านั้นว่า ไม่เที่ยงบ้าง เป็นทุกข์บ้าง เป็นอนัตตาบ้าง
บรรเทาความมืดที่หยาบๆ ซึ่งปกปิดสัจจะ กระทำลักษณะทั้ง ๓ ให้แจ่มแจ้งยิ่งๆ
ขึ้นก็ดับไป ถัดจากนั้นอนุโลมญาณดวงที่ ๒ ก็เกิดขึ้น ในบรรดาอนุโลมญาณ

630
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 631 (เล่ม 75)

๒ ดวงนั้น ดวงแรกไม่มีอาเสวนปัจจัย ดวงที่ ๒ มีดวงแรกเป็นอาเสวนปัจจัย
ดวงที่ ๒ นั้นมีอาเสวนปัจจัยได้แล้วจึงเป็นญาณ คมกล้า ผ่องใสเป็นไปใน
อารมณ์นั้นนั่นแหละ โดยอาการนั้นเหมือนกัน บรรเทาความมืดปานกลาง
ซึ่งปกปิดสัจจะไว้ การทำลักษณะ ๓ ให้แจ่มแจ้งยิ่ง ๆ ขึ้นแล้วดับไป ในลำดับ
นั้น อนุโลมญาณดวงที่ ๓ ก็เกิดขึ้นมีอนุโลมญาณดวงที่ ๒ เป็นอาเสวนปัจจัย
แม้อนุโลมญาณดวงที่ ๓ แม้นั้นเพราะมีอาเสวนปัจจัยได้แล้วจึงคมกล้าผ่องใส
เป็นไปในอารมณ์นั้นนั่นแหละ โดยอาการนั้นเหมือนกัน บรรเทาความมืดอัน
ละเอียดที่เหลือซึ่งปกปิดสัจจะนั้น กระทำให้หมดไป กระทำลักษณะ ๓ แจ่มแจ้ง
ยิ่งๆ ขึ้นแล้วดับไป เมื่ออนุโลมญาณ ๓ บรรเทาความมืดปกปิดสัจจะอย่างนี้แล้ว
ลำดับนั้น โคตรภูญาณก็เกิดขึ้นการทำพระนิพพานให้เป็นอารมณ์.
ในข้อนั้น มีอุปมา ดังนี้
ได้ยินว่า บุรุษมีจักษุดีคนหนึ่ง คิดว่า เราจักประกอบดาวฤกษ์ (ดูดวง
ชะตา) จึงออกไปในเวลาราตรีแหงนดูดวงจันทร์ ดวงจันทร์ไม่ปรากฏแก่เขา
เพราะวลาหก (เมฆ) ทั้งหลายปิดบังไว้ ขณะนั้นลมหนึ่งตั้งขึ้นแล้วพัดวลาหก
หนา ๆ (หยาบ) ทั้งหลายให้กระจัดกระจายไป ลมอื่นอีกตั้งขึ้นพัดวลาหก
อย่างกลาง ลมอีกอย่างหนึ่งก็ตั้งขึ้นพัดวลาหกแม้ที่ละเอียดให้กระจัดกระจายไป.
ลำดับนั้น บุรุษนั้นจึงเห็นดวงจันทร์นั้นบนท้องฟ้าที่ปราศจากวลาหกทั้งหลาย
ได้รู้แล้วซึ่งการประกอบดาวฤกษ์.
ในคำอุปมาเหล่านั้น ความมืดคือกิเลสอย่างหยาบ อย่างกลาง อย่าง
ละเอียดอันปกปิดซึ่งสัจจะเปรียบเหมือนวลาหก (เมฆ) ๓ กลุ่ม. อนุโลมจิต ๓
ดวงเปรียบเหมือนลม ๓ ชนิด. โคตรภูญาณเปรียบเหมือนบุรุษผู้มีตาดี. พระ-
นิพพานเปรียบเหมือนพระจันทร์. การบรรเทาความมืดอันปกปิดซึ่งสัจจะของ

631
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 632 (เล่ม 75)

อนุโลมจิตแต่ละดวง เปรียบเหมือนลมแต่ละชนิดทำลายเมฆ ๓ ชนิดโดยลำดับ.
เมื่อความมืดอันปกปิดซึ่งสัจจะปราศจากไปแล้ว โคตรภูญาณก็ทำพระนิพพาน
อันบริสุทธิ์ให้เป็นอารมณ์เปรียบเหมือนการที่บุรุษนั้นเห็นพระจันทร์บริสุทธิ์บน
ท้องฟ้าที่ปราศจากวลาหก ฉะนั้น.
เหมือนอย่างว่า ลม ๓ ชนิดย่อมสามารถเพื่อกำจัดวลาหก อันปกปิด
ดวงจันทร์นั่นแหละ ฉันใด อนุโลมญาณทั้งหลายก็สามารถเพื่อกำจัดความมืด
อันปกปิดสัจจะ ฉันนั้นเหมือนกัน แต่ไม่อาจกระทำพระนิพพานให้เป็นอารมณ์
บุรุษย่อมอาจเพื่อเห็นดวงจันทร์นั่นแหละ แต่ไม่อาจกำจัดวลาหกทั้งหลายได้
ฉันใด โคตรภูญาณก็ย่อมอาจเพื่อทำพระนิพพานนั้นแหละให้เป็นอารมณ์ได้
แต่ไม่อาจกำจัดความมืดคือกิเลสได้ ฉันนั้น. อนุโลมญาณมีสังขารเป็นอารมณ์
โคตรภูญาณมีพระนิพพานเป็นอารมณ์ ด้วยอาการอย่างนี้. ก็ผิว่าโคตรภูญาณ
พึงรับอารมณ์ที่อนุโลมญาณรับไว้แล้ว อนุโลมญาณอีกดวงหนึ่งก็พึงผูกพัน
โคตรภูญาณ (คำว่าผูกพันคือมีอารมณ์เดียวกัน) นั้น เพราะฉะนั้น การออก
ด้วยมรรคนั่นแหละก็ไม่พึงมี แต่ว่า โคตรภูญาณไม่รับอารมณ์ของอนุโลมญาณ
กระทำอนุโลมญาณอารมณ์ ให้เป็นไปข้างหลัง โคตรภูญาณเองแม้มิใช่อาวัช-
ชนะแต่ก็ตั้งอยู่ในฐานะแห่งอาวัชชนะ เป็นดุจให้สัญญาแก่มรรคนั้นด้วยคำว่า
ท่านจงเกิดขึ้นอย่างนี้แล้วก็ดับไป. แม้มรรคก็มิได้ละสัญญาที่โคตรภูนั้นให้แล้ว
ผูกพันอยู่ซึ่งญาณนั้น ด้วยอำนาจแห่งความสืบต่อ ดุจกระแสคลื่น (ติดต่อ
กันไปไม่ขาดระยะ) ย่อมบังเกิดขึ้นเจาะแทงอยู่ บดทำลายอยู่ซึ่งกองโลภะ
กองโทสะ กองโมหะ ซึ้งไม่เคยเจาะแทง ไม่เคยทำลาย.
ในข้อนั้น มีอุปมาดังนี้ ต่อไปนี้

632
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 633 (เล่ม 75)

ได้ยินว่า นายขมังธนูคนหนึ่งให้ตั้งโล่ไว้ร้อยโล่ในที่ไกลสุดชั่วร้อยธนู
เอาผ้าผูกหน้าแล้วเหน็บลูกศรได้ยืนอยู่ในที่บนล้อยนต์ บุรุษคนอื่นหมุนล้อยนต์
เมื่อใดแผ่นโล่ตรงหน้านายขมังธนู ในกาลนั้นก็จะให้สัญญาด้วยท่อนไม้เล็ก ๆ
ในที่นั้น นายขมังธนูไม่ละสัญญาท่อนไม้เล็ก ๆ เลย ปล่อยลูกศรออกไปเจาะ
แผ่นโล่ตั้งร้อยได้.
ในข้ออุปมานั้น โคตรภูญาณเปรียบเหมือนท่อนไม้เล็ก ๆ. มรรคญาณ
เปรียบเหมือนนายขมังธนู. การที่มรรคญาณไม่ละสัญญาที่โคตรภูญาณให้แล้ว
นั่นแหละ ทำพระนิพพานให้เป็นอารมณ์ทีเดียวและเจาะบดทำลายกองโลภะ
เป็นต้น ที่ไม่เคยเจาะแล้ว ไม่เคยบดทำลายแล้ว เปรียบเหมือนการที่นายขมังธนู
ไม่ละสัญญาท่อนไม้เล็ก ๆ แล้ว ยิงเจาะแผ่นโล่ตั้งร้อยได้ ฉะนั้น.
แม้การเจาะบดทำลายกองโลภะเป็นต้น น ท่านก็กล่าวว่า การถอนขึ้น
ซึ่งกิเลสที่ได้ภูมิแล้ว คือ กิเลสที่เป็นเหตุแห่งวัฏฏะ ดังนี้เหมือนกัน เพราะกิจ
ของมรรคมีอย่างเดียวเท่านั้น คือการละอนุสัย. มรรคนั้นเมื่อละอนุสัยทั้งหลาย
ชื่อว่า ย่อมออกจากนิมิต ชื่อว่า ย่อมตัดความเป็นไป. คำว่า นิมิต คือ
นิมิตแห่งรูปเวทนาสัญญาสังขารและวิญญาณ. คำว่า ปวตฺตํ (ความเป็นไป) ต่อ
ความเป็นไปของรูปเวทนาสัญญาสังขารและวิญญาณนั่นแหละ ปวัตตะคือความ
เป็นไปนั้นมี ๒ อย่าง ได้แก่ อุปาทินนกะและอนุปาทินนกะ ในสองอย่างนั้น
อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ฉายาแห่งการออกไปจากอนุปาทินนกะ ย่อมปรากฏแก่
มรรค ดังนี้ แล้วกล่าวว่า ย่อมออกจากอนุปาทินนกขันธ์ ดังนี้.
จริงอยู่ อกุศลจิต ๕ ดวง คือ ที่สัมปยุตด้วยทิฏฐิ ๔ ดวง และที่
สัมปยุตด้วยวิจิกิจฉา ๑ ดวง ย่อมละได้ด้วยโสดาปัตติมรรค. อกุศลจิต ๕ ดวง
เหล่านั้นย่อมยังรูปให้ตั้งขึ้น รูปนั้นเป็นอนุปาทินนกะ เป็นรูปขันธ์ จิต ๕ ดวง

633
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 634 (เล่ม 75)

เหล่านั้น คือ วิญญาณขันธ์ อรูปขันธ์ ๓ คือเวทนาสัญญาและสังขารขันธ์ที่
สัมปยุตด้วยวิญญาณขันธ์นั้น. บรรดามรรคเหล่านั้น ถ้าพระโสดาบันจักไม่ให้
โสดาปัตติมรรคเกิดขึ้นไซร้ อกุศลจิตทั้ง ๕ เหล่านี้ก็พึงถึงการกลุ้มรุมในอารมณ์
ทั้ง ๖. ก็โสดาปัตติมรรค เมื่อจะห้ามการเกิดกลุ้มรุมของอกุศลเหล่านั้นจึง
ทำการถอนขึ้นซึ่งเสตุคือเหตุให้ไม่มีภาวะที่ควรจะเกิดขึ้น จึงชื่อว่า ย่อมออก
จากอนุปาทินนกขันธ์.
สกทาคามิมรรค ย่อมละอกุศลจิต ๖ ดวง ที่เป็นกามราคะและ
พยาบาทอย่างหยาบ คือ จิต ๔ ดวงที่เป็นทิฏฐิวิปปยุต และจิต ๒ ดวงที่เป็น
โทมนัสสสหคตะ. อนาคามิมรรค ย่อมละจิต ๖ ดวงเหล่านั้นนั่นแหละที่เป็น
กามราคะและพยาบาทอย่างละเอียด. อรหัตมรรค ย่อมละอกุศลจิต ๕ คือ
อกุศลจิต ๔ ดวงที่เป็นทิฏฐิวิปปยุต และจิตที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ. บรรดา
อกุศลจิตเหล่านั้น ถ้าพระอริยะเหล่านั้นไม่พึงเจริญมรรคให้เกิดขึ้นไซร้
อกุศลจิตเหล่านั้นก็พึงถึงการกลุ้มรุมในอารมณ์ ๖ แต่มรรคเหล่านั้น เมื่อห้าม
การเกิดขึ้นกลุ้มรุมแห่งจิตเหล่านั้นจึงทำการถอนขึ้นซึ่งเสตุคือเหตุให้มีภาวะที่
ไม่ควรเกิดขึ้นได้ จึงชื่อว่า ย่อมออกจากอนุปาทินนกขันธ์.
อาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า ฉายาแห่งการออกไปจากอุปาทินนกขันธ์
ดังนี้ แล้วกล่าวว่า ย่อมออกจากอุปาทินนกขันธ์ ดังนี้. ก็ถ้าพระโสดาบัน
จักไม่เจริญให้โสดาปัตติมรรคเกิดแล้ว ความเป็นไป แห่งอุปาทินนกขันธ์
ก็พึงเป็นไปในสังสารวัฏอันมีเบื้องต้นและที่สุดที่บุคคลรู้ไม่ได้แล้ว เว้นไว้
๗ ภพ. เพราะเหตุไร ? เพราะเหตุแห่งความเป็นไปของอุปาทินนกขันธ์นั้น
ยังมีอยู่ ก็โสดาปัตติมรรคเมื่อเกิดขึ้นนั่นแหละย่อมถอนขึ้นซึ่งกิเลส ๕ เหล่านี้
คือ สัญโญชน์ ๓ อย่าง ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย บัดนี้ ความเป็นไป

634
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 635 (เล่ม 75)

แห่งอุปาทินนกะ จักเป็นในสังสารวัฏที่มีเบื้องต้นและที่สุดซึ่งบุคคลรู้ไม่ได้แล้ว
ของพระโสดาบันเว้น ๗ ภพแต่ที่ไหน. โสดาปัตติมรรคเมื่อกระทำความเป็นไป
แห่งอุปาทินนกขันธ์ไม่ให้เป็นไป ชื่อว่า ย่อมออกจากอุปาทินนกขันธ์
ด้วยประการฉะนี้.
ถ้าพระสกทาคามีจักไม่เจริญสกทาคามิมรรคให้เกิดขึ้นไซร้ ความเป็น
ไป ของอุปาทินนกะก็พึงเป็นไปในภพทั้ง ๕ เว้น ๒ ภพ เพราะเหตุไร
เพราะเหตุแห่งความเป็นไปของอุปาทินนกขันธ์นั้นยังมีอยู่. ก็สกทาคามิมรรค
นั้นเมื่อเกิดขึ้นนั่นแหละ ย่อมถอนขึ้นซึ่งกิเลสทั้ง ๔ คือ กามราคะ
ปฏิฆสัญโญชน์อย่างหยาบ กามราคานุสัยอย่างหยาบ ปฏิฆานุสัยอย่างหยาบ.
บัดนี้ ความเป็นไปแห่งอุปทินนกขันธ์ของพระสกทาคามีจักเป็นไปในภพทั้ง ๕
เว้น ๒ ภพแต่ที่ไหน. สกทาคามิมรรคเมื่อทำความเป็นไป แห่งอุปาทินนก-
ขันธ์ไม่ให้เป็นไป ชื่อว่า ย่อมออกจากอุปาทินนกขันธ์ ด้วยประการ
ฉะนี้.
ถ้าพระอนาคามีจักไม่เจริญอนาคามิมรรคให้เกิดไซร้ ความเป็นไป
แห่งอุปาทินนกะก็พึงเป็นไปในภพที่ ๒ เว้น ๑ ภพ. เพราะเหตุไร ? เพราะ
เหตุแห่งความเป็นไปแห่งอุปาทินนกขันธ์ยังมีอยู่ ก็อนาคามิมรรคนั้น เมื่อ
เกิดขึ้นนั่นแหละย่อมถอนขึ้นซึ่งกิเลส ๔ เหล่านี้ คือ กามราคสังโยชน์อย่าง
ละเอียด ๑ ปฏิฆสังโยชน์อย่างละเอียด ๑ กามราคานุสัยอย่างละเอียด ๑
ปฏิฆานุสัยอย่างละเอียด ๑. บัดนี้ ความเป็นไปแห่งอุปาทินนกขันธ์ของพระ-
อนาคามีจักเป็นไปในภพที่ ๒ เว้นภพเดียว แต่ที่ไหน. อนาคามิมรรคเมื่อ
กระทำปวัตตะแห่งอุปาทินนกขันธ์ไม่ให้เป็นไป ชื่อว่า ย่อมออกจาก
อุปาทินนกขันธ์ ด้วยประการฉะนี้.

635
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 636 (เล่ม 75)

ถ้าพระอรหันต์จักไม่อบรมอรหัตมรรคให้เกิดไซร้ ความเป็นไปแห่ง
อุปาทินนกขันธ์ ก็พึงเป็นไปในรูปภพและอรูปภพ เพราะเหตุไร ? เพราะเหตุ
ทั้งหลายแห่งความเป็นไปในอุปาทินนกขันธ์ยังมีอยู่. ก็อรหัตมรรคนั้นเมื่อ
เกิดขึ้นนั่นแหละ ย่อมถอนขึ้นซึ่งกิเลส ๘ เหล่านี้ คือ รูปราคะ ๑ อรูปราคะ ๑
มานะ๑ อุทธัจจะ ๑ อวิชชา ๑ มานานุสัย ๑ ภวราคานุสัย ๑ อวิชชานุสัย ๑.
บัดนี้ ปวัตตะแห่งอุปาทินนกขันธ์ ของพระขีณาสพจักเป็นไปในภพใหม่ได้
แต่ที่ไหน. อรหัตมรรคเมื่อกระทำปวัตตะแห่งอุปาทินนกขันธ์ไม่ให้เป็นไป
นั่นแหละ ชื่อว่า ย่อมออกจากอุปาทินนกขันธ์ ด้วยประการฉะนี้.
ก็บรรดามรรคทั้ง ๔ เหล่านั้น โสดาปัตติมรรคย่อมออกจากอบายภพ
สกทาคามิมรรคย่อมออกจากเอกเทศแห่งสุคติกามภพ อนาคามิมรรคย่อมออก
จากกามภพ อรหัตมรรคย่อมออกจากรูปภพและอรูปภพ อาจารย์บางพวก
กล่าวว่า อรหัตมรรคย่อมออกแม้จากภพทั้งปวง ดังนี้ทีเดียว.
ก็เพื่อความแจ่มแจ้งเนื้อความนี้ พึงทราบบาลีต่อไปนี้. ธรรม คือ
นามและรูปเหล่าใด พึงเกิดขึ้นในสังสารวัฏซึ่งมีเบื้องต้นและที่สุด อันบุคคล
รู้ไม่ได้แล้วเว้น ๗ ภพ ธรรมเหล่านั้นย่อมดับ คือ ย่อมสงบ ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้
ย่อมระงับไปในที่นั้น เพราะการดับไปแห่งอภิสังขารวิญญาณ ด้วยโสดา-
ปัตติมรรคญาณ. ธรรมคือนามและรูปเหล่าใดนั่นแหละ พึงเกิดขึ้นใน ๕ ภพ
เว้น ๒ ภพ ธรรมเหล่านั้นย่อมดับ คือ ย่อมสงบ ย่อมถึงการตั้งอยู่ไม่ได้
ย่อมระงับไปในที่นั้น เพราะการดับไปแห่งอภิสังขารวิญญาณ ด้วยสกทา-
คามิมรรคญาณ. ธรรม คือ นามและรูปเหล่าใดพึงเกิดขึ้นใน ๒ ภพ เว้น
ภพหนึ่ง ธรรมเหล่านั้นย่อมดับ คือ ย่อมสงบ ย่อมถึงการยังอยู่ไม่ได้ ย่อม
ระงับไปในที่นั้น เพราะการดับไปแห่งอภิสังขารวิญญาณ ด้วยอนาคามิมรรค-

636
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 637 (เล่ม 75)

ญาณ. ธรรม คือ นามและรูปเหล่าใดพึงเกิดขึ้นในรูปธาตุบ้าง อรูปธาตุบ้าง
ธรรมเหล่านั้นย่อมดับ คือ ย่อมสงบ ย่อมถึงการตั้งอยู่ ไม่ได้ ย่อมระงับไป
ในที่นั้นแหละ เพราะการดับไปแห่งอภิสังขารวิญญาณ ด้วยอรหัตมรรคญาณ
เมื่อพระอรหันต์กำลังปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ธรรมเหล่านี้ คือ
ปัญญา สติ นาม และรูป ย่อมดับ คือ ย่อมสงบ ย่อมถึงการยังอยู่ไม่ได้
ย่อมระงับไปในที่นั้น เพราะการดับไปแห่งวิญญาณดวงสุดท้าย (คือ จุติจิต )
ดังนี้ วินิจฉัยในนิมิต (คือความเป็นไปแห่งขันธ์ ๕) เท่านี้.
พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า ปฏิปทา และอธิปติ นี้ต่อไป.
ถามว่า ปฏิปทาย่อมหวั่นไหว หรือไม่หวั่นไหว ?
ตอบว่า ย่อมหวั่นไหว.
ก็มรรคแม้ทั้ง ๔ ของพระตถาคต และพระสารีบุตรเถระได้เป็น
สุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา มรรคแรกของพระมหาโมคคัลลานเถระเป็น
สุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา แต่มรรค ๓ เบื้องบนของท่านเป็นทุกขาปฏิปทา
ขิปปาภิญญา เพราะเหตุไร ? เพราะท่านถูกความหลับครอบงำ.
ได้ยินว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเฝ้าดูพระเถระดุจเป็นเด็กน้อยตลอด
๗ วัน. แม้พระเถระก็นั่งหลับอยู่ตลอดวัน ครั้งนั้น พระศาสดาตรัสกะท่านว่า
ดูก่อนโมคคัลลานะ เธอโงกง่วงหรือ ดูก่อนโมคคัลลานะ เธอโงกง่วงหรือหนอ
เป็นต้น.๒ ปฏิปทาของพระสาวกผู้บรรลุมหาอภิญญาแม้เห็นปานนี้ยังหวั่นไหว
ปฏิปทาของพระสาวกที่เหลือจักไม่หวั่นได้อย่างไร.
จริงอยู่ มรรค ๔ ของภิกษุบางรูปเป็นทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา
บางรูปเป็นทุกขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา บางรูปเป็นสุขาปฏิปทา ทันธาภิญญา
๑. ขุ. จูนิทเทส เล่ม ๓๐. ๘๙/๒๒ ๒. อํ. สตฺตก เล่ม ๒๓. ๕๘/๘๗

637