พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 618 (เล่ม 75)

จริงอยู่ วิปัสสนาย่อมถอนขึ้นซึ่งนิมิตว่าเที่ยง ซึ่งนิมิตว่ายั่งยืน ซึ่งนิมิต
ว่าอัตตา ซึ่งนิมิตว่าเป็นสุข ฉะนั้น จึงตรัสว่า อนิมิต (ไม่มีนิมิต ) วิปัสสนา
แม้นั้นย่อมถอนขึ้น ซึ่งนิมิตนั้นแม้ก็จริง ถึงอย่างนั้นวิปัสสนานั้นจึงมีชื่อว่า
นิมิตนั่นเอง เพราะย่อมเที่ยวไปในนิมิตธรรมทั้งหลายเอง เพราะฉะนั้น ตน
เองดำรงอยู่ในฐานที่พึงบรรลุ จึงไม่อาจเพื่อให้ชื่อมรรคของตน.
อีกนัยหนึ่ง ธรรมดาพระอภิธรรมเป็นปรมัตถเทศนา และอนิมิตของ
มรรคเป็นการบกพร่องแห่งเหตุโดยปรมัตถ์ทีเดียว. มีการบกพร่องอย่างไร ?
คือ อนิมิตตวิโมกข์ตรัสไว้ด้วยอำนาจแห่งอนิจจานุปัสสนา สัทธินทรีย์มีประมาณ
ยิ่งด้วยวิโมกข์นั้น สัทธินทรีย์นั้นไม่เป็นแม้องค์หนึ่งในอริยมรรค เพราะมิใช่
องค์มรรค จึงไม่อาจให้ชื่อมรรคของตนโดยปรมัตถ์ได้ ส่วนวิโมกข์ ๒ นอกนี้
สุญญตวิโมกข์ ตรัสไว้ด้วยอำนาจแห่งอนัตตานุปัสสนา อัปปณิหิติวิโมกข์
ตรัสไว้ด้วยอำนาจแห่งทุกขานุปัสสนา. บรรดาวิโมกข์เหล่านั้น ปัญญินทรีย์
มีกำลังยิ่งด้วยสุญญตวิโมกข์ สมาธินทรีย์มีกำลังยิ่งด้วยอัปปณิหิตวิโมกข์
ปัญญินทรีย์และสมาธินทรีย์เหล่านั้น เพราะความเป็นองค์แห่งอริยมรรค จึง
สามารถให้ชื่อมรรคของตนโดยปรมัตถ์ได้.
จริงอยู่ ในเวลาที่ฉันทะและจิตตะเป็นอธิบดีในการจำแนกธรรมแห่ง
มัคคาธิปติ แม้ในมัคคารัมมณติกะ พระองค์มิได้ตรัสความเป็นมัคคาธิปติไว้
เพราะความที่ธรรม คือ ฉันทะและจิตตะเหล่านั้นมิใช่เป็นองค์มรรค พึงทราบ
ถ้อยคำที่ถึงพร้อมแล้วอย่างนั้นเถิด เนื้อความนี้เป็นวินิจฉัยเฉพาะ ของอาจารย์
รูปหนึ่งนอกจากอรรถกถาในเรื่องนี้. อนิมิตตวิปัสสนาแม้โดยประการทั้งปวง
อย่างนี้ ตั้งอยู่ในฐานะที่พึงบรรลุได้เอง จึงไม่สามารถให้ชื่อมรรคของตนได้
เพราะฉะนั้น พระองค์มิได้ทรงถือเอามรรคที่เป็นอนิมิตตะ.

618
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 619 (เล่ม 75)

แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า มรรคที่เกิดด้วยอนิมิตตะ แม้ไม่ได้ชื่อ
โดยการบรรลุ แต่ก็ได้ชื่อโดยคุณของตน และโดยอารมณ์ โดยปริยายแห่ง
พระสูตร ครั้นอาจารย์พวกนั้นกล่าวแล้วก็ถูกสกวาทีอาจารย์คัดค้านว่า เมื่อ
มรรคอันเกิดขึ้นด้วยอนิมิตตะได้ชื่อโดยคุณของตนและโดยอารมณ์ แม้มรรคที่
เกิดแต่สุญญตะและอัปปณิหิตะก็พึงได้ชื่อนี้ตามคุณของตนและโดยอารมณ์ แต่
ก็ไม่ได้ เพราะเหตุไร ? เพราะว่า ธรรมดามรรคนี้ย่อมได้ชื่อด้วยเหตุ ๒ อย่าง
คือโดยหน้าที่ของตนและโดยเป็นปัจจนิก คือว่า โดยสภาวะและโดยการปฏิเสธ.
ในเหตุทั้ง ๒ นั้น มรรคที่เกิดขึ้นด้วยสุญญตะและอัปปณิหิตย่อมได้ชื่อโดยกิจ
ของตนบ้าง โดยเป็นปัจจนิกบ้าง จริงอยู่ มรรคที่เกิดด้วยสุญญตะและอัปป-
ณิหิตะ ย่อมได้ชื่อโดยกิจของตนอย่างนี้คือ ชื่อว่า ว่าง เพราะว่างจากราคะ
เป็นต้น และเพราะไม่มีที่ตั้งโดยไม่มีที่ตั้งแห่งราคะเป็นต้น และย่อมได้ชื่อโดย
เป็นปัจจนิกอย่างนี้ คือ มรรคที่เกิดขึ้นเป็นสุญญตะเป็นปฏิปักษ์ต่อการยึดถือ
อัตตา มรรคที่เกิดเป็นอัปปณิหิตะเป็นปฏิปักษ์ต่อธรรมเป็นที่ตั้ง ส่วนมรรค
ที่เกิดขึ้นด้วยอนิมิตตะ ย่อมได้ชื่อโดยกิจของตนเท่านั้น เพราะไม่มีนิมิตแห่ง
ราคะเป็นต้น และนิมิตว่าเที่ยงเป็นต้น มิใช่ได้ชื่อโดยความเป็นข้าศึก ด้วยว่า
มรรคอนิมิตตะนั้นเป็นปฏิปักษ์ต่ออนิจจานุปัสสนา ซึ่งมีสังขารนิมิตเป็นอารมณ์
หามิได้ ก็อนิจจานุปัสสนาตั้งอยู่ในความเป็นอนุโลมแก่มรรคนั้น เพราะฉะนั้น
มรรคที่เกิดด้วยอนิมิตตะนั้น จึงไม่มีโดยปริยายแห่งพระอภิธรรมแม้โดยประการ
ทั้งปวง ฉะนี้แล.
แต่ว่า โดยปริยายแห่งพระสูตร มรรคที่เกิดขึ้นด้วยอนิมิตนั้น พระ-
องค์นำมาแสดงไว้อย่างนี้ ก็ในวาระใด มีการออกจากกิเลสด้วยมรรค ลักษณะ
ทั้ง ๓ ย่อมมาสู่คลองดุจอาวัชชนะเดียวกัน ก็ขึ้นชื่อว่า การมาสู่คลองแห่ง

619
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 620 (เล่ม 75)

ลักษณะทั้ง ๓ พร้อมกันมิได้มี แต่เพื่อแสดงความแจ่มแจ้งแห่งกรรมฐาน
พระองค์จึงตรัสไว้อย่างนี้ ก็ความยึดถือในที่ใดที่หนึ่งตั้งแต่ต้นจงยกไว้ แต่ว่า
วิปัสสนาอันเป็นวุฏฐานคามินีพิจารณาธรรมใด ๆ แล้วย่อมออกจากกิเลสตั้งอยู่
ในฐานที่ควรบรรลุด้วยสามารถแห่งธรรมนั้นๆ นั่นแหละย่อมให้ชื่อมรรคของตน
ข้อนี้ เป็นอย่างไร ?
ก็พระโยคาวจรอาศัยธรรมใดธรรมหนึ่ง ในบรรดาลักษณะมีความ
ไม่เที่ยงเป็นต้น ก็สมควรเห็นลักษณะทั้ง ๒ นอกนี้อีกทีเดียว ธรรมดาการ
ออกจากกิเลสด้วยมรรคโดยเพียงการเห็นลักษณะเดียวนั้นย่อมไม่มี เพราะฉะนั้น
ภิกษุตั้งมั่นแล้วโดยความไม่เที่ยง ย่อมออกไปแม้จาก (กิเลส ) โดยความเป็นของ
ไม่เที่ยง แม้โดยความเป็นทุกข์อย่างเดียวหามิได้ ย่อมออกไปจาก (กิเลส)
โดยความเป็นอนัตตาด้วยนั่นแหละ แม้ในความตั้งมั่นอยู่โดยความเป็นทุกข์
ก็นัยนี้แหละ. ด้วยประการฉะนี้ การยึดถือสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นอารมณ์ตั้งแต่
ต้นจงยกไว้ ก็วิปัสสนาที่เป็นวุฏฐานคามินีพิจารณาธรรมใด ๆ ย่อมออกไป
ดำรงอยู่ในฐานที่ควรบรรลุด้วยสามารถแห่งธรรมนั้น ๆ แล้วให้ชื่อมรรคของ
ตน. ในบรรดาลักษณะเหล่านั้น เมื่อพระโยคาวจรออกจากอนิจจลักษณะ
มรรคก็เป็นอนิมิตตะ เมื่อออกจากทุกขลักษณะ มรรคก็เป็นอัปปณิหิตะ เมื่อ
ออกจากอนัตตลักษณะ มรรคก็เป็นสุญญตะ ดังนี้ ทรงนำนิมิตตมรรคมา
แสดงโดยปริยายแห่งพระสูตรด้วยประการฉะนี้.
ถามว่า ก็วิปัสสนาที่เป็นวุฏฐานคามินี มีอะไรเป็นอารมณ์ ?
ตอบว่า มีลักษณะเป็นอารมณ์.
ขึ้นชื่อว่า ลักษณะ มีคติเป็นบัญญัติ เป็นธรรม ที่ไม่ควรกล่าวถึง แต่
ว่าภิกษุใดกำหนดลักษณะ ๓ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ขันธ์ ๕ ของภิกษุ
นั้นย่อมเป็นดุจซากศพผูกที่คอ ญาณมีสังขารเป็นอารมณ์นั่นแหละย่อมออกไป

620
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 621 (เล่ม 75)

จากสังขาร. เหมือนอย่างภิกษุรูปหนึ่ง ต้องการจะซื้อบาตรเห็นบาตรที่พ่อค้า
บาตรนำมาแล้วก็มีความยินดีร่าเริง คิดว่า เราจักถือเอาบาตร ดังนี้ เมื่อทดลองดู
จึงเห็นรูทะลุ ๓ แห่ง ภิกษุนั้นหมดความอาลัยในรูทะลุทั้งหลายก็หาไม่ ที่แท้
หมดความอาลัยในบาตร ฉันใด ภิกษุกำหนดลักษณะทั้ง ๓ แล้วจึงเป็นผู้หมด
ความอาลัยในสังขารทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน พึงทราบว่า วิปัสสนานั้นย่อม
ออกไปจากสังขารด้วยญาณมีสังขารเป็นอารมณ์นั่นแหละดังนี้. แม้อุปามาด้วย
ผ้า ก็นัยนี้เหมือนกัน.
พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงจำแนกฌานโลกุตระ จึงทรงนำนัยแม้ทั้ง ๒
คือ จตุกนัย และปัญจกนัย จากสุทธิกปฏิปทามาด้วยประการฉะนี้. ในสุทธิก-
สุญญตา ในสุญญตปฏิปทา ในสุทธิกอัปปณิหิต ในอัปปณิหิตปฏิปทาก็ทรงนำนัย
ทั้ง ๒ คือ จตุกนัย และปัญจกนัย มาแสดงไว้เหมือนกัน.
ถามว่า เพราะเหตุไร จึงทรงนำมาอย่างนี้ ?
ตอบว่า เพราะอัชฌาสัยของบุคคล และเพราะความงามแห่งเทศนา
พึงทราบแม้ทั้ง ๒ นัยนั้น โดยนัยที่กล่าวแล้วในหนหลังแล.
ในคำว่า เจริญโลกุตรฌานนี้ อย่างนี้ พระองค์ทรงจำแนกนัยทั้ง ๒
ด้วยอำนาจจตุกนัยและปัญจกนัยจากสุทธิกปฏิปทา ในที่เหลือก็เหมือนกัน
เพราฉะนั้น จึงจำแนกนัยทั้ง ๑๐ ในส่วนทั้ง ๕ ส่วนทั้งหมด.
ในโลกุตรฌานนั้น พึงทราบข้อธรรมปกิณณกะดังนี้
ธรรมภายใน (อชฺฌตฺตญฺจ) ธรรม
ภายนอก (พหิทฺธา) ในรูปและอรูปทั้ง ๕
การเปลี่ยนองค์มรรค ๗ และ ๘ นิมิต ปฏิปทา
และอธิบดี.

621
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 622 (เล่ม 75)

จริงอยู่ ในโลกุตรมรรค ภิกษุอาศัยธรรมภายในย่อมออกจากธรรม
ภายใน อาศัยธรรมภายในแล้วย่อมออกจากธรรมภายนอก อาศัยธรรมภายนอก
แล้วย่อมออกจากธรรมภายนอก อาศัยธรรมภายนอกแล้วย่อมออกจากธรรม
ภายใน ภิกษุอาศัยรูปแล้วย่อมออกจากรูป อาศัยรูปแล้วย่อมออกจากอรูป
อาศัยอรูปแล้วออกจากอรูป อาศัยอรูปแล้วย่อมออกจากรูป ย่อมออกจากขันธ์ ๕
พร้อมกัน.
คำว่า เปลี่ยนองค์มรรค ๗ และ ๘ อธิบายว่า ก็มรรคนั้นนี้มี
องค์ ๘ บ้าง มีองค์ ๗ บ้าง แม้โพชฌงค์เป็น ๗ ก็มี เป็น ๖ ก็มี ถึงฌาน
มีองค์ ๕ ก็มี มีองค์ ๔ ก็มี มีองค์ ๓ ก็มี มีองค์ ๒ ก็มี พึงทราบการเปลี่ยน
องค์มี ๗ และ ๘ เป็นต้นอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้.
คำว่า นิมิต ปฏิปทา และอธิบดี อธิบายว่า คำว่า นิมิต ได้แก่
แดนเป็นที่ออก. คำว่า ปฏิปทาและอธิบดี ได้แก่ พึงทราบความหวั่นไหว
และไม่หวั่นไหวแห่งปฏิปทาและอธิบดีเท่านั้น.
ในบรรดาคำเหล่านั้น พึงทราบวินิจฉัยในคำเป็นต้นว่า อาศัยธรรม
ภายในแล้วออกจากธรรมภายในนั้นก่อน. ก็ภิกษุบางรูปในพระศาสนานี้
ย่อมอาศัยขันธ์ ๕ อันเป็นภายในจำเดิมแต่ต้น ครั้นอาศัยแล้วย่อมเห็นขันธ์ ๕
เหล่านั้นโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น โดยมนสิการว่า ภิกษุในธรรมวินัย
นี้เบื้องต้นย่อมออกจากธรรมภายในดังนี้ แต่เพราะการออกด้วยมรรค ย่อมมี
เพียงการเห็นธรรมภายในล้วน ๆ เท่านั้นหามิได้ พึงเห็นแม้ธรรมภายนอก
ทีเดียว ฉะนั้น จึงพิจารณาขันธ์ของคนอื่นบ้าง สังขารขันธ์อันไม่มีใจครอง
บ้างว่าเป็น อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา ดังนี้ ภิกษุนั้นย่อมพิจารณาเห็น
ธรรมภายในโดยกาลอันควร ย่อมพิจารณาเห็นธรรมภายนอกตามกาลอันควร

622
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 623 (เล่ม 75)

ดังนี้ เมื่อเธอพิจารณาอยู่อย่างนี้. ในกาลที่พิจารณาธรรมภายใน ย่อมเชื่อม
ต่อกับมรรคด้วยวิปัสสนา ด้วยอาการฉะนี้ ชื่อว่า อาศัยธรรมภายในออก
จากธรรมภายใน ก็ถ้าในเวลาพิจารณาธรรมภายนอกของเธอ ย่อมเชื่อม
ต่อกับมรรคด้วยวิปัสสนา ด้วยอาการอย่างนี้ ชื่อว่า อาศัยธรรมภายใน
ย่อมออกจากธรรมภายนอก. แม้ในการออกเพราะอาศัยธรรมภายนอกแล้ว
ย่อมออกจากธรรมภายนอก และธรรมภายใน ก็นัยนี้เหมือนกัน.
ก็ภิกษุอีกรูปหนึ่ง ย่อมอาศัยรูปตั้งแต่ต้น ครั้นอาศัยแล้วก็กำหนด
ภูตรูป และอุปาทารูป ย่อมเห็นโดยความไม่เที่ยงเป็นต้น แต่เพราะการออก
ด้วยมรรค ย่อมมีเพียงการเห็นรูปล้วน ๆ ก็หาไม่ พึงเห็นแม้อรูปโดยแท้
ฉะนั้น ภิกษุนั้นทำรูปนั้นให้เป็นอารมณ์ แล้วกำหนดเวทนา สัญญา สังขาร
วิญญาณซึ่งเกิดขึ้นแล้วว่า นี้เป็นอรูปดังนี้ ย่อมเห็นโดยความไม่เที่ยงเป็นต้น
ภิกษุนั้นย่อมพิจารณาเห็นรูปโดยกาลอันควร เห็นอรูปโดยกาลอันควร เมื่อ
เธอพิจารณาอยู่อย่างนี้ ในการพิจารณารูป ย่อมเชื่อมต่อกับมรรคด้วยวิปัสสนา
ด้วยอาการอย่างนี้ ชื่อว่า อาศัยรูปแล้วย่อมออกจากรูป. ก็ถ้าในการ
พิจารณาอรูปของเธอ ย่อมเชื่อมต่อกับมรรคด้วยวิปัสสนา ด้วยอาการอย่างนี้
ชื่อว่า อาศัยรูปแล้วย่อมออกจากอรูป. แม้ในการออกจากอรูป และรูป
เพราะอาศัยอรูป ก็นัยนี้เหมือนกัน. ก็ในกาลที่ภิกษุอาศัยธรรมอย่างนี้ ว่า
ธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ธรรมนั้นทั้งหมดมีความ
ดับเป็นธรรมดา ดังนี้ แล้วออกไปจาก (สังขตะ) ธรรม อย่างนี้นั่นแหละ
ชื่อว่า ย่อมออกจากขันธ์ ๕ พร้อมกันทีเดียว. นี้เป็นวิปัสสนาของภิกษุ
ผู้มีปัญญามาก ผู้เห็นแจ้งด้วยปัญญาอันคมกล้า.

623
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 624 (เล่ม 75)

เหมือนอย่างว่า บุคคลวางก้อนคูถในท่ามกลางโภชนะแล้วน้อมถาด
อันเต็มด้วยโภชนะมีรสอันเลิศต่าง ๆ ไปเพื่อบุรุษผู้มีความอดอยาก บุรุษผู้อด
อยากนั้นเอามือเขี่ยกับข้าวออกเห็นก้อนคูถแล้วพูดว่า นี่อะไร เมื่อเขากล่าวว่า
ก้อนคูถ ดังนี้ จึงกล่าวว่า ถุย ๆ จงเอาออกไป เป็นผู้หมดความอาลัยทั้งใน
อาหารทั้งในถาด ฉันใด คำอุปมาที่นำมาเปรียบนี้ พึงทราบฉันนั้น.
จริงอยู่ กาลที่ภิกษุนี้ถือขันธ์ ๕ ว่า เป็นเรา ของเราในกาลที่ยังเป็น
พาลปุถุชน พึงทราบเหมือนกาลที่บุรุษอดอยากนั้นมีใจยินดีในการเห็นถาดโภชนะ
กาลที่กำหนดลักษณะ ๓ พึงทราบเหมือนบุรุษนั้นเห็นก้อนคูถ. กาลที่ภิกษุ
ผู้มีปัญญามาก ผู้มีความเห็นแจ้งด้วยปัญญาอันคมกล้าเห็นว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่ง
มีความเกิดขึ้นเป็นธรรม สิ่งนั้นทั้งหมดล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา ดังนี้
แล้วออกจากขันธ์ ๕ พร้อมกันนั่นแหละ พึงทราบเหมือนกาลที่บุรุษอดอยาก
นั้น หมดความอาลัยทั้งโภชนะทั้งถาด ฉะนั้น.
ในคำว่า การเปลี่ยนองค์มรรค ๗ และ ๘ นี้ พึงทราบการเปลี่ยน
องค์ธรรมมีประเภทตามที่กล่าวนี้โดยประการที่มีอยู่. จริงอยู่ สังขารุเบกขาญาณ
เท่านั้น ย่อมกำหนดความต่างกันแห่งโพชฌงค์ (องค์ธรรมเครื่องตรัสรู้)
องค์มรรค (มัคคังคะ) และองค์ฌาน (ฌานังคะ) แต่พระเถระบางพวก
กล่าวว่า ฌานที่เป็นบาทย่อมกำหนดความต่างกันแห่งโพชฌงค์ องค์มรรค
และองค์ฌาน ดังนี้. พระเถระบางพวกกล่าวว่า ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอารมณ์
แห่งวิปัสสนาย่อมกำหนด ดังนี้. พระเถระบางพวกกล่าวว่า อัธยาศัยของบุคคล
ย่อมกำหนด ดังนี้.
ในวาทะทั้งหลายของพระเถระแม้เหล่านั้นพึงทราบว่า วิปัสสนาที่เป็น
บุรพภาคกล่าวคือสังขารุเบกขาญาณ และวิปัสสนาที่เป็นวุฏฐานคามินีนี้ ย่อม
กำหนด ในข้อนี้ มีถ้อยคำตามลำดับ ดังนี้.

624
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 625 (เล่ม 75)

จริงอยู่ ว่าโดยการกำหนดแห่งวิปัสสนา มรรคที่เกิดขึ้นแก่พระ-
สุกขวิปัสสกก็ดี มรรคที่เกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ได้สมาบัติที่ไม่ทำฌานให้เป็นบาทก็ดี
มรรคที่เกิดขึ้นเพราะทำปฐมฌานให้เป็นบาทแต่พิจารณาปกิณณกสังขารก็ดี ย่อม
เป็นมรรคประกอบด้วยปฐมฌานทั้งนั้น. ในมรรคจิตทั้งหมดย่อมมีโพชฌงค์ ๗
มรรคมีองค์ ๘ และองค์ฌาน ๕ ด้วยว่า วิปัสสนาที่เป็นบุรพภาคแห่งมรรค
แม้เหล่านั้น เป็นสภาพสหรคตด้วยโสมนัสบ้าง สหรคตด้วยอุเบกขาบ้าง แต่
ในกาลเป็นที่ออกไป (วุฏฐานคามินีวิปัสสนา) ถึงความเป็นสังขารุเบกขาญาณ
ย่อมสหรคตด้วยโสมนัสอย่างเดียว.
ในปัญจกนัย ฌานในมรรคที่เกิดขึ้นเพราะทำทุติยฌาน ตติยฌาน
จตุตถฌานให้เป็นบาท มีองค์ ๔ องค์ ๓ และองค์ ๒ โดยลำดับนั่นแหละ
ก็ในมรรคแม้ทั้งหมด ย่อมมีองค์มรรค ๗ ในฌานที่ ๔ มีโพชฌงค์ ๖ นี้
เป็นความแตกต่างกันโดยกำหนดทำฌานให้เป็นบาท และโดยการกำหนดแห่ง
วิปัสสนา. เพราะวิปัสสนาที่เป็นบุรพภาคแห่งมรรคเหล่านั้น สหรคตด้วย
โสมนัสบ้าง สหรคตด้วยอุเบกขาบ้าง แต่วิปัสสนาที่เป็นวุฏฐานคามินีเป็น
ธรรมสหรคตด้วยโสมนัสอย่างเดียว.
ส่วนในมรรคที่พระโยคาวจรทำปัญจมฌานให้เป็นบาทแล้วให้เกิดขึ้น
องค์ฌานมี ๒ ด้วยสามารถแห่งอุเบกขาและเอกัคคตาจิต ได้โพชฌงค์ ๖ มรรค
มีองค์ ๗ เท่านั้น ความแปลกกันแม้นี้ ย่อมมีด้วยสามารถแห่งการกำหนดทั้ง ๒
อย่างเพราะในนัยนี้ วิปัสสนาที่เป็นบุรพภาค ย่อมสหรคตด้วยโสมนัส หรือสห-
รคตด้วยอุเบกขา. ส่วนวิปัสสนาที่เป็นวุฏฐานคามินีสหรคตด้วยอุเบกขาเท่านั้น
แม้ในมรรคที่พระโยคาวจรทำอรูปฌานให้เป็นบาทแล้วให้เกิดขึ้น ก็นัยนี้แหละ
สมาบัติที่พระโยคาวจรออกในส่วนที่ใกล้ชิดแห่งมรรคที่ท่านออกจากฌานที่เป็น

625
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 626 (เล่ม 75)

บาทด้วยอาการอย่างนี้ แล้วพิจารณาสังขารอย่างใดอย่างหนึ่งให้เกิดแล้ว ย่อม
ทำภาวะเช่นเดียวแก่ตน ดุจสีพื้นดินกระทำเหี้ย ให้มีสีเช่นเดียวกันฉะนั้น.
แต่ในวาทะของพระเถระองค์ที่ ๒ มีอธิบายว่า มรรคที่พระโยคาวจร
ออกจากสมาบัติใด ๆ แล้วพิจารณาธรรมในสมาบัติใด ๆ เกิดขึ้น มรรคก็เป็น
เช่นสมาบัตินั้น ๆ นั่นแหละ คือเช่นเดียวกับสมาบัติที่ท่านพิจารณาแล้ว ก็ถ้า
ท่านพิจารณาธรรมอันเป็นกามาวจรทั้งหลาย มรรคก็เป็นอันประกอบปฐมฌาน.
พึงทราบการกำหนดวิปัสสนาแม้นี้ โดยนัยที่กล่าวแล้วในวาทะนั้นนั่นแหละ
ในวาทะของพระเถระองค์ที่ ๓ มีอธิบายว่า มรรคที่พระโยคาวจร
กระทำฌานใด ๆ ให้เป็นบาท หรือพิจารณาธรรมใด ๆ ในฌาน สมควรแก่
อัธยาศัยแก่ตนว่า โอหนอ เราพึงบรรลุมรรคประกอบด้วยองค์ ๗ หรือองค์ ๘
ดังนี้ให้เกิดขึ้น มรรคก็เป็นเช่นเดียวกับฌานนั้น ๆ แหละ ก็แต่ว่ามรรคนั้น
เว้นฌานที่เป็นบาท หรือฌานที่พิจารณาแล้ว ย่อมไม่สำเร็จ เพียงอัธยาศัย
อย่างเดียว. เนื้อความนี้นั้น บัณฑิตพึงแสดงด้วยนันทโกวาทสูตร (ใน
มัชฌิมนิกายสฬายตนวรรค).
จริงอยู่ พระดำรัสนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ในวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำนั้น ชนเป็นอันมากย่อมไม่มีความเคลือบแคลง หรือ
สงสัยว่า ดวงจันทร์พร่องหรือเต็มหนอ แต่ที่แท้ดวงจันทร์ก็เต็มแล้วทีเดียว
ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีเหล่านั้นเป็นผู้ชื่นชมธรรมเทศนาของ
นันทกะและมีความดำริอันบริบูรณ์แล้ว ฉันนั้นเหมือนกันแล ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย บรรดาภิกษุณีทั้ง ๕๐๐ รูปเหล่านั้น รูปที่ทรงคุณต่ำยังเป็นถึงพระ-
โสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา แน่นอนที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า ดังนี้.

626
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 627 (เล่ม 75)

ก็บรรดาภิกษุณีเหล่านั้น ภิกษุณีรูปใดมีอุปนิสัยแห่งโสดาปัตติผล
ภิกษุณีรูปนั้น ก็ได้มีความดำริ (สังกัปปะ) บริบูรณ์แล้วด้วยโสดาปัตติผล
เท่านั้น ฯลฯ รูปใดมีอุปนิสัยแห่งพระอรหัต รูปนั้นก็มีความดำริบริบูรณ์แล้ว
ด้วยพระอรหัตเท่านั้น.
มรรคที่พระโยคาวจรการทำฌานใด ๆ ให้เป็นบาท หรือพิจารณา
ธรรมในฌานใด ๆ โดยสมควรแก่อัธยาศัยของตนเกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นเช่น
เดียวกับฌานนั้น เหมือนกันนั่นแหละ ก็มรรคที่เป็นเช่นเดียวกับฌานนั้น ๆ
เว้นฌานที่เป็นบาท หรือเว้นฌานที่พิจารณาแล้ว ย่อมไม่สำเร็จโดยเพียงเป็น
อัธยาศัยเท่านั้น เพราะฉะนั้น พึงทราบการกำหนดวิปัสสนาโดยนัยที่กล่าวแล้ว
ในวาทะนี้แล.
บรรดาวาทะของพระเถระเหล่านั้น พระจูฬนาคเถระผู้ทรงพระไตร-
ปิฎกมีวาทะอย่างนี้ว่า ฌานที่เป็นบาทเท่านั้นย่อมกำหนด ดังนี้ ได้ถูกอันเตวาสิก
ถามว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ในที่ใดมีฌานที่เป็นบาทอยู่ก่อน ในที่นั้น ฌานที่เป็น
บาทนั้นก็กำหนดได้ แต่ในที่ใด (อรูปภพ) ฌานที่เป็นบาทไม่มี ในที่อรูปภพนั้น
อะไรย่อมกำหนด พระเถระตอบว่า ดูก่อนอาวุโส แม้ในที่นั้น ฌานที่เป็น
บาทเท่านั้นก็ย่อมกำหนด ด้วยว่า ภิกษุใดได้สมาบัติ ๘ ทำปฐมฌานให้เป็น
บาทยังโสดาปัตติมรรคและผลให้เกิดขึ้นแล้ว เป็นผู้มีฌานไม่เสื่อม ทำกาละ
เกิดในอรูปภพ ออกจากสมาบัติแห่งโสดาปัตติผลอันประกอบด้วยปฐมฌาน
เริ่มตั้งวิปัสสนายังมรรคและผล ๓ ในเบื้องบนให้เกิดขึ้น มรรคและผลเหล่านั้น
ของท่านก็ประกอบปฐมฌานเท่านั้น แม้ในมรรคผลที่ประกอบกับทุติยฌาน
เป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน ฌานที่เป็นหมวด ๓ หมวด ๔ ในอรูปย่อมเกิดขึ้น
ก็ฌานหมวด ๓ หมวด ๔ นั้นแลเป็นโลกุตระ มิใช่โลกิยะ ดูก่อนอาวุโส

627