จริงอยู่ วิปัสสนาย่อมถอนขึ้นซึ่งนิมิตว่าเที่ยง ซึ่งนิมิตว่ายั่งยืน ซึ่งนิมิต
ว่าอัตตา ซึ่งนิมิตว่าเป็นสุข ฉะนั้น จึงตรัสว่า อนิมิต (ไม่มีนิมิต ) วิปัสสนา
แม้นั้นย่อมถอนขึ้น ซึ่งนิมิตนั้นแม้ก็จริง ถึงอย่างนั้นวิปัสสนานั้นจึงมีชื่อว่า
นิมิตนั่นเอง เพราะย่อมเที่ยวไปในนิมิตธรรมทั้งหลายเอง เพราะฉะนั้น ตน
เองดำรงอยู่ในฐานที่พึงบรรลุ จึงไม่อาจเพื่อให้ชื่อมรรคของตน.
อีกนัยหนึ่ง ธรรมดาพระอภิธรรมเป็นปรมัตถเทศนา และอนิมิตของ
มรรคเป็นการบกพร่องแห่งเหตุโดยปรมัตถ์ทีเดียว. มีการบกพร่องอย่างไร ?
คือ อนิมิตตวิโมกข์ตรัสไว้ด้วยอำนาจแห่งอนิจจานุปัสสนา สัทธินทรีย์มีประมาณ
ยิ่งด้วยวิโมกข์นั้น สัทธินทรีย์นั้นไม่เป็นแม้องค์หนึ่งในอริยมรรค เพราะมิใช่
องค์มรรค จึงไม่อาจให้ชื่อมรรคของตนโดยปรมัตถ์ได้ ส่วนวิโมกข์ ๒ นอกนี้
สุญญตวิโมกข์ ตรัสไว้ด้วยอำนาจแห่งอนัตตานุปัสสนา อัปปณิหิติวิโมกข์
ตรัสไว้ด้วยอำนาจแห่งทุกขานุปัสสนา. บรรดาวิโมกข์เหล่านั้น ปัญญินทรีย์
มีกำลังยิ่งด้วยสุญญตวิโมกข์ สมาธินทรีย์มีกำลังยิ่งด้วยอัปปณิหิตวิโมกข์
ปัญญินทรีย์และสมาธินทรีย์เหล่านั้น เพราะความเป็นองค์แห่งอริยมรรค จึง
สามารถให้ชื่อมรรคของตนโดยปรมัตถ์ได้.
จริงอยู่ ในเวลาที่ฉันทะและจิตตะเป็นอธิบดีในการจำแนกธรรมแห่ง
มัคคาธิปติ แม้ในมัคคารัมมณติกะ พระองค์มิได้ตรัสความเป็นมัคคาธิปติไว้
เพราะความที่ธรรม คือ ฉันทะและจิตตะเหล่านั้นมิใช่เป็นองค์มรรค พึงทราบ
ถ้อยคำที่ถึงพร้อมแล้วอย่างนั้นเถิด เนื้อความนี้เป็นวินิจฉัยเฉพาะ ของอาจารย์
รูปหนึ่งนอกจากอรรถกถาในเรื่องนี้. อนิมิตตวิปัสสนาแม้โดยประการทั้งปวง
อย่างนี้ ตั้งอยู่ในฐานะที่พึงบรรลุได้เอง จึงไม่สามารถให้ชื่อมรรคของตนได้
เพราะฉะนั้น พระองค์มิได้ทรงถือเอามรรคที่เป็นอนิมิตตะ.