พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 608 (เล่ม 75)

อุทธัจจะ ปติฏฐานคือกิเลสเป็นเครื่องยึดไว้ อายูหนะ คือ กิเลสเป็นเครื่อง
ประกอบไว้ กามสุขัลลิกานุโยค อัตตกิลมถานุโยค และอภินิเวสะ คือ ยึดมั่น
ในสัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิเป็นต้น. คำว่า ย่อมตรัสรู้ คือ ย่อมลุกขึ้น
จากความหลับ คือความสืบต่อแห่งกิเลส หรือย่อมตรัสรู้อริยสัจ ๔ หรือกระทำ
ให้แจ้งซึ่งพระนิพพานนั่นแหละ องค์แห่งโพธิกล่าวคือธรรมสามัคคีนั้น มีอยู่
เหตุนั้น ธรรมนั้นจึงชื่อว่า โพชฌงค์ เหมือนองค์ฌานและองค์แห่งมรรค
เป็นต้น. พระอริยสาวกแม้นี้ ก็เรียกว่า โพธิ เพราะทำอธิบายว่า ย่อม
ตรัสรู้ ด้วยธรรมสามัคคีมีประการตามที่กล่าวแล้วนั้น. แม้องค์แห่งโพธิ คือ
พระอริยสาวกผู้ตรัสรู้นั้น ท่านก็เรียกว่า โพชฌงค์ เหมือนองค์แห่งเสนา
และองค์แห่งรถเป็นต้น ด้วยเหตุนั้น พระอรรถกถาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า
ชื่อว่า โพชฌงค์ เพราะเป็นองค์แห่งบุคคลผู้ตรัสรู้.
อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบอรรถแห่งโพชฌงค์แม้โดยนัยปฏิสัมภิทามรรค
นี้ว่า คำว่า โพชฌงค์ ถามว่า ธรรมที่ชื่อว่า โพชฌงค์ เพราะอรรถว่า
กระไร ? ตอบว่า ที่ชื่อว่า โพชฌงค์ เพราะอรรถว่า ย่อมเป็นไปพร้อม
เพื่อการตรัสรู้. ชื่อว่า โพชฌงค์ เพราะอรรถว่า ย่อมตรัสรู้. ชื่อว่า โพชฌงค์
เพราะอรรถว่า ย่อมตรัสรู้ตาม. ชื่อว่า โพชฌงค์ เพราะอรรถว่า ย่อม
ตรัสรู้เฉพาะ ชื่อว่า สัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่า ย่อมตรัสรู้พร้อม ดังนี้.
โพชฌงค์อันบัณฑิตสรรเสริญแล้วด้วย เป็นโพชฌงค์อันดีด้วย ชื่อว่า สัม-
โพชฌงค์. ด้วยประการฉะนี้ สัมโพชฌงค์คือปีตินั่นแหละ ชื่อว่า ปีติสัม-
โพชฌงค์ ดังนี้. แม้ในนิทเทสแห่งเอกัคคตาแห่งจิตเป็นต้น บัณฑิตพึงทราบ
โดยนัยนี้แล.

608
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 609 (เล่ม 75)

บทว่า เตสํ ธมฺมานํ (ธรรมเหล่านั้น) ได้แก่ ธรรมคือสัจจะ ๔
ย่อมถึงการแทงตลอดในสมัยนั้น ชื่อว่า ธรรมเหล่านั้น. บทว่า อญฺญตานํ
(ที่ยังไม่เคยรู้) ความว่า ธรรมเหล่านั้นอันโยคาวจรชื่อว่า รู้แล้วด้วยปฐม-
มรรคแม้ก็จริง ท่านก็กล่าวอุปมาไว้ว่า บุคคลมาสู่วิหารที่ไม่เคยตามปรกติ
แม้ยืนอยู่ในท่ามกลางวิหารก็ย่อมพูดว่า ข้าพเจ้ามาสู่ที่ไม่เคยมา เพราะอาศัย
ความเป็นผู้ไม่มาตามปกติฉันใด และเหมือนบุคคลประดับดอกไม้ที่ไม่เคย
ประดับตามปกติ นุ่งผ้าที่ยังไม่เคยนุ่ง (ผ้าใหม่) บริโภคอาหารที่ไม่เคยบริโภค
เพราะอาศัยความเป็นผู้ไม่เคยบริโภคตามปกติ จึงพูดว่า ข้าพเจ้าบริโภคอาหาร
ที่ยังไม่เคยบริโภค ฉันใด แม้ในข้อนี้ ก็ฉันนั้น เพราะธรรมเหล่านี้ อันบุคคลนี้
ไม่รู้ตามปกติ ฉะนั้น จึงกล่าวว่า ที่ยังไม่เคยรู้ ดังนี้.
แม้ในคำว่า ที่ยังไม่เคยเห็น เป็นต้น ก็นัยนี้แหละ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อทิฏฺฐานํ (ที่ยังไม่เคยเห็น) ได้แก่
ไม่เคยเห็นด้วยปัญญาจักษุในกาลก่อนแต่กาลนี้. บทว่า อปฺปตฺตานํ (ที่ยัง
ไม่เคยบรรลุ) คือที่ยังไม่เคยบรรลุด้วยสามารถแห่งความรู้. บทว่า อวิทิตานํ
(ที่ยังไม่เคยทราบ) คือที่ยังไม่ปรากฏด้วยญาณ. บทว่า อสจฺฉิกตานํ (ที่ยัง
ไม่เคยทำให้แจ้ง คือที่ยังไม่เคยทำให้ประจักษ์. บทว่า สจฺฉิกิริยาย (เพื่อ
ทำให้แจ้ง) คือทำให้ประจักษ์. พึงประกอบเนื้อความแม้กับบทที่เหลือกับบท
นี้อย่างนี้ว่า เพื่อรู้ธรรมที่ยังไม่เคยรู้ เพื่อเห็นธรรมที่ยังไม่เคยเห็น เพื่อบรรลุ
ธรรมที่ยังไม่เคยบรรลุ เพื่อทราบธรรมที่ยังไม่เคยทราบ ดังนี้.
ในบททั้งหลายมีอาทิว่า จตูหิ วจีทุจฺจริเตหิ (วจีทุจริต ๔) บทว่า
วจี พึงทราบว่าเป็นเครื่องหมายให้รู้ทางวาจา (วจีวิญญัติ). ธรรมที่ชื่อว่า

609
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 610 (เล่ม 75)

ทุจริต เพราะอรรถว่า ความประพฤติอันโทษสามอย่างใดอย่างหนึ่งประทุษร้าย
แล้ว. ทุจริตที่เป็นไปทางวาจา ชื่อว่า วจีทุจริต อีกอย่างหนึ่ง ทุจริตที่สำเร็จ
ด้วยคำพูดเรียกว่าวจีทุจริต. เจตนาที่ชื่อว่า อารตี เพราะย่อมงดห่างไกลจาก
วจีทุจริตเหล่านั้น. ชื่อว่า วิรติ เพราะย่อมเว้นห่างไกลจากวจีทุจริตเหล่านั้น
ชื่อว่า ปฏิวิรติ (การเลิกละ) เพราะเป็นผู้ถอยจากวจีทุจริตนั้น ๆ และงดเว้น
จากวจีทุจริตเหล่านั้น. อีกอย่างหนึ่ง บททั้งสามนี้ท่านเพิ่มคำอุปสรรค บท
ทั้งสามนี้เป็นชื่อของการงดเว้นทั้งหมด. ที่ชื่อว่า เวรมณี เพราะอรรถว่า
การย่ำยี คือทำให้พินาศ. แม้คำว่า เวรมณี นี้ก็เป็นชื่อของการงดเว้นนั่นแหละ
ก็บุคคลเมื่อกล่าวมุสาวาทเป็นต้น. ชื่อว่า ย่อมทำด้วยเจตนาใด วิรติใน
โลกุตรมรรคนี้ เกิดขึ้นแล้วย่อมไม่ไห้เพื่อกระทำกิริยานั้น ย่อมตัดขาดทาง
แห่งการทำ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อกิริยา (การไม่ทำ). อนึ่ง การไม่ให้
เพื่อการกระทำนั้น ย่อมตัดขาดทางเป็นเครื่องกระทำ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า
อกรณะ (การไม่ประกอบ). อนึ่ง บุคคลเมื่อกล่าววจีทุจริต ๔ อย่างด้วย
เจตนาใด ชื่อว่า ย่อมล่วงละเมิด วิรติในโลกุตรมรรคนี้เกิดขึ้นแล้ว ย่อม
ไม่ให้เพื่อล่วงละเมิดเหมือนอย่างนั้น เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า อนัชฌาปัตติ
(การไม่ล่วงละเมิด).
ในบทนี้ว่า เวลาอนติกฺกโม (การไม่ล้ำเขต ) อธิบายว่า กาล
ตรัสเรียกว่า เวลา เหมือนในประโยคมีอาทิว่า ตาย เวลาย (ในกาลนั้น)
ดังนี้ก่อน. ราสิ (กอง) ตรัสเรียกว่า เวลา ในคำนี้ว่า อุรุเวลายํ วิหรติ
ประทับอยู่ที่ตำบลอุรุเวลา (กองทราย) สีมา (เขตแดน) ตรัสว่าเวลาในคำ
นี้ว่า  ิติธมฺโม เวลํ นาติวตฺตติ (ผู้มีธรรมดำรงอยู่ย่อมไม่ประพฤติล้ำเขต)

610
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 611 (เล่ม 75)

แม้ในอธิการนี้ทรงประสงค์เอาเวลาคือเขตเท่านั้น จริงอยู่ วจีสุจริต ๔ ทรง
ประสงค์เอาเวลา (คือเขต) เพราะอรรถว่า ไม่ควรก้าวล่วง ด้วยประการฉะนี้
บุคคลเมื่อก้าวล่วงวจีทุจริต ๔ ด้วยเจตนาใด ชื่อว่า ย่อมก้าวล้ำเขต วิรติ
ในโลกุตรมรรคนี้ เกิดขึ้นแล้วย่อมไม่ให้เพื่อก้าวล่วงเขตนั้น เพราะเหตุนั้น
จึงตรัสว่า การไม่ล่วงล้ำเขต ดังนี้. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า เวลา เพราะอรรถว่า
ย่อมให้ย่อยยับไป อธิบายว่า ทำให้พินาศ ให้กระจัดกระจายไป. ถามว่า
ทำอะไรให้ย่อยยับไป. ตอบว่า ทำวจีทุจริต ๔ ด้วยประการฉะนี้ จึงชื่อว่า
เวลา เพราะทำให้ย่อยยับไป. ที่ชื่อว่า อนติกกมะ (การไม่ก้าวล้ำ) เพราะ
อรรถว่า ไม่ก้าวล่วงประโยชน์สุขของบุคคลให้เป็นไป. พึงทราบอรรถแม้ด้วย
อำนาจบททั้ง ๒ ในคำว่า เวลาอนติกฺกโม นี้ ด้วยประการฉะนี้.
ธรรมที่ชื่อว่า เสตุฆาต เพราะอรรถว่า ย่อมฆ่าซึ่งเหตุ (เสตุ) คือ
ฆ่าทางแห่งวจีทุจริต ๔ อธิบายว่า ฆ่าปัจจัย. ปัจจัยตรัสเรียกว่า เสตุ ในที่นี้.
ในคำว่า เสตุฆาต นั้น มีความหมายถ้อยคำดังต่อไปนี้. ปัจจัยแห่งวจีทุจริต ๔
มีราคะเป็นต้น ย่อมเชื่อม คือ ย่อมผูกพันบุคคลไว้ในวัฏฏะ เพราะเหตุนั้น
ปัจจัยนั้น จึงชื่อว่า เสตุ. การฆ่าซึ่งปัจจัยที่ชื่อว่าเสตุนั้น ชื่อว่า เสตุฆาต
คำว่า เสตุฆาต นี้เป็นชื่อของวิรติ เพราะถอนขึ้นซึ่งปัจจัยแห่งวจีทุจริต.
แต่วิรตินี้ คือ สัมมาวาจา ย่อมได้ในจิตต่าง ๆ ในส่วนเบื้องต้น เพราะย่อม
งดเว้นมุสาวาทด้วยจิตดวงหนึ่ง ย่อมงดเว้นจากเปสุญญวาทเป็นต้นด้วยจิตดวง
อื่น แต่ในขณะแห่งโลกุตรมรรคย่อมได้ในจิตดวงเดียวเท่านั้น เพราะวิรติ
คือสัมมาวาจาดวงเดียวเกิดขึ้นทำการตัดทางของเจตนาในวจีทุจริต ๔ ยังองค์
มรรคให้บริบูรณ์.

611
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 612 (เล่ม 75)

บทว่า กายทุจฺจริเตหิ ได้แก่ ทุจริตที่เป็นไปทางกาย หรือทุจริต
มีปาณาติบาตเป็นต้นอันให้สำเร็จด้วยกาย. คำที่เหลือพึงทราบโดยนัยก่อนนั่นแล.
วิรติแม้นี้ กล่าวคือสัมมากัมมันตะย่อมได้ในจิตต่าง ๆ ในกาลเบื้องต้น เพราะ
ปาณาติบาตย่อมงดเว้นด้วยจิตดวงหนึ่ง ในอทินนาทานและมิจฉาจารก็ได้ในจิต
ดวงอื่น แต่ในขณะแห่งโลกุตรมรรคย่อมได้จิตดวงเดียวเท่านั้น ด้วยว่า วิรติ
ดวงเดียวเกิดทำการตัดทางแห่งเจตนาในกายทุจริต ๓ อย่าง ยังองค์มรรคให้
บริบูรณ์.
พึงทราบวินิจฉัยในบทเป็นต้นว่า อกิริยา (การไม่ทำ) ในนิทเทส
แห่งสัมมาอาชีวะ ต่อไป.
บัณฑิตพึงประกอบเนื้อความโดยนัยนี้ว่า บุคคลเลี้ยงชีพอยู่ชื่อว่าย่อม
กระทำกิริยามิจฉาชีพด้วยเจตนาใด โลกุตรเจตนานี้เกิดขึ้นแล้วย่อมไม่ให้เพื่อ
ทำกิริยานั้น เพราะเหตุนั้น เจตนานั้นจึงชื่อว่า อกิริยา (การไม่ทำ). อนึ่ง
ชื่อว่า อาชีวะ นี้ เป็นเฉพาะส่วนหนึ่งมิได้มี เมื่อสัมมาวาจาและสัมมากัมมันตะ
โยคาวจรถือเอาแล้ว สัมมาอาชีวะก็เป็นอันถือเอาแล้วเหมือนกัน เพราะความ
ที่สัมมาอาชีวะนั้นเป็นไปในฝักฝ่ายแห่งวาจาและกายนั้น แต่อาชีวะนั้นพระองค์
ทรงนำออกจากวาจาและกายนั้น แสดงไว้ด้วยอำนาจแห่งการเสพอาศัยอยู่
เป็นนิตย์ เมื่อเป็นเช่นนั้น สัมมาอาชีวะก็ไม่มีหน้าที่ของตน มรรค ๘ ก็ย่อม
ไม่บริบูรณ์ เพราะฉะนั้น สัมมาอาชีวะพึงมีหน้าที่ของตน องค์มรรค ๘ ก็
พึงบริบูรณ์ เพราะฉะนั้น ในอธิการนี้ พึงทราบนัยดังต่อไปนี้.
ขึ้นชื่อว่า อาชีวะ แม้เมื่อแตกก็ย่อมแตกในกายทวารและวจีทวาร
นั่นแหละ ชื่อว่าการแตกแห่งอาชีวะในมโนทวารหามีไม่ แม้เมื่อบริบูรณ์
ก็ย่อมบริบูรณ์ในสองทวารนั้นนั่นเอง ชื่อว่าความบริบูรณ์แห่งอาชีวะมิได้มี

612
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 613 (เล่ม 75)

ทางมโนทวาร เพราะฉะนั้น สัมมาอาชีวะก็พึงทำกิจของตน องค์แห่งมรรค ๘
ก็พึงบริบูรณ์ นี้เป็นนัยในอาชีวะนั้น ก็การก้าวล่วงในกายทวารมีอาชีวะเป็น
เหตุบ้าง ไม่มีอาชีวะเป็นเหตุบ้าง ในวจีทวารก็เหมือนกัน.
บรรดาทวารทั้งสองนั้น พระราชาและมหาอำมาตย์ของพระราชา
เป็นผู้ขวนขวายในการเล่น เมื่อจะแสดงความเป็นผู้กล้าหาญ ย่อมทำการล่าเนื้อ
บ้าง ปล้นคนเดินทางบ้าง ล่วงเกินภรรยาของผู้อื่นบ้าง ใด ๆ นี้ชื่อว่า
กายกรรมเป็นอกุศล. แม้เจตนางดเว้นจากอกุศลกายกรรมแล้ว ก็ชื่อว่า
สัมมากัมมันตะ อนึ่ง พระราชาและมหาอำมาตย์ของพระราชาย่อมกล่าว
วจีทุจริต ๔ มิใช่มีอาชีวะเป็นเหตุ นี้ชื่อว่า วจีกรรมอันเป็นอกุศล แม้
งดเว้นจากวจีกรรมอันเป็นอกุศลนั้น ก็ชื่อว่า สัมมาวาจา.
แต่ว่า นายพรานและชาวประมงเป็นต้น เพราะอาชีพเป็นเหตุ ย่อม
ฆ่าสัตว์ ย่อมถือเอาสิ่งของที่เขาไม่ให้ ย่อมประพฤติมิจฉาจารใด นี้ชื่อว่า
มิจฉาอาชีวะ การงดเว้นจากมิจฉาอาชีวะนั้น ชื่อว่า สัมมาอาชีวะ พวกชน
ที่รับค่าจ้างแม้ใดย่อมกล่าวมุสา ย่อมยังเปสุญญวาท ผรุสวาท สัมผัปปลาปะ
ให้เป็นไป กรรมแม้นี้ ก็ชื่อว่า มิจฉาอาชีวะ แม้การงดเว้นจากมิจฉา-
อาชีวะนั้น ก็ชื่อว่า สัมมาอาชีวะ.
ก็พระมหาสิวเถระกล่าวไว้ว่า การก้าวล่วงกายทวารและวจีทวาร มี
อาชีวะเป็นเหตุ หรือไม่มีอาชีวะเป็นเหตุก็ตาม ย่อมนับว่าเป็นกายกรรมและ
วจีกรรมฝ่ายอกุศลโดยแท้ แม้การงดเว้นจากกายกรรมและวจีกรรมฝ่ายอกุศล
จึงเรียกว่า สัมมากัมมันตะ สัมมาวาจาได้ ก็ถ้ามีคนถามว่า อาชีวะไปไหน
เสียเล่า ? ก็จะพูดว่า บุคคลอาศัยกุหนวัตถุ (เรื่องโกหก) ๓ อย่าง ยังปัจจัย

613
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 614 (เล่ม 75)

๔ ให้เกิดขึ้นแล้วบริโภคปัจจัยนั้น ก็อันนี้เป็นมิจฉาอาชีวะถึงที่สุด การงดเว้น
จากมิจฉาอาชีวะนั้น ชื่อว่า สัมมาอาชีวะ.
สัมมาอาชีวะแม้นี้ ในส่วนเบื้องต้นย่อมได้ในจิตต่าง ๆ เพราะการ
งดเว้นจากการก้าวล่วงทางกายทวารก็จิตอย่างหนึ่ง จากวจีทวารก็ได้จิต
อย่างหนึ่ง แต่ในขณะแห่งโลกุตรมรรคย่อมได้จิตดวงเดียวเท่านั้น เพราะวิรติ
ดวงเดียวเกิดขึ้นกระทำการตัดทางของเจตนา ความเป็นผู้ทุศีล คือมิจฉาอาชีวะ
อัน เกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งกรรมบถ ๗ คือ กายกรรมและวจีกรรมในกายทวาร
และวจีทวารยังองค์มรรคให้บริบูรณ์ เพราะฉะนั้น ความนี้จึงแปลกกันใน
นิทเทสวาร.
แต่ในอินทรีย์ทั้งหลายทรงเพิ่มอนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์ และในองค์
แห่งมรรคทรงเพิ่มสัมมาวาจาเป็นต้นนั้น ตรัสว่า อินทรีย์ ๙* มรรคมีองค์ ๘
ดังนี้ ในสังคหวารด้วยสามารถแห่งอนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์ และสัมมาวาจา
เป็นต้นเหล่านั้น. สุญญตวาระเป็นไปตามปรกตินั่นแหละ ก็ความเบื้องต้นนี้
แปลกกันในสุทธิกปฏิปทา.
สุทธิปฏิปทา จบ
กถาว่าด้วยสุญญตาเป็นต้น
เบื้องหน้าแต่นี้ไป เป็นประเภทแห่งเทศนา คือ
สุทธิกสุญญตา ๑
สุญญตปฏิปทา ๑
สุทธิกอัปปณิหิตะ ๑
อัปปณิหิตปฏิปทา ๑
* ข้ออันอรรถกถาฉบับไทยเป็น สงฺคหวาเรน วิริยินทฺริยานิ อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค ฉบับพม่าเป็น
สงฺคหวาเร นวินฺทฺริยานิ อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค

614
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 615 (เล่ม 75)

บรรดาประเภทแห่งเทศนา ๔ เหล่านั้น คำว่า สุญญตา นี้เป็นชื่อ
ของโลกุตรมรรค จริงอยู่ โลกุตรมรรคนั้น ย่อมได้ชื่อเพราะเหตุ ๓ อย่าง คือ
เพราะการบรรลุ ๑ เพราะคุณของตน ๑ เพราะอารมณ์ ๑.
ถามว่า ข้อนี้ เป็นอย่างไร ?
ตอบว่า ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ อาศัยอยู่โดยความเป็นอนัตตา
ย่อมเห็นสังขารโดยความเป็นอนัตตา แต่ธรรมดาว่า การออกจากสังขตธรรม
ด้วยมรรค (มรรควุฏฐานะ) ย่อมไม่มีโดยเพียงเห็นโดยความเป็นอนัตตาเท่านั้น
การเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยงบ้าง โดยความเป็นทุกข์บ้าง จึงสมควร
เพราะฉะนั้น เธอจึงยกขึ้นสู่อนุปัสสนา ๓ อย่าง คือ อนิจจัง ทุกขัง และ
อนัตตา แล้วพิจารณาอยู่ท่องเที่ยวไป ก็วิปัสสนาอันเป็นวุฏฐานคามินีของภิกษุ
นั้น ย่อมเห็นสังขารทั้งหลายแม้อันเป็นไปในภูมิ ๓ โดยความเป็นของสูญ
(ว่างเปล่า) ทีเดียว วิปัสสนานี้ชื่อว่า สุญญตา วิปัสสนานั้นดำรงอยู่ในฐานะ
ที่ควรบรรลุ จึงให้ชื่อมรรคของตนว่า สุญญตะ มรรคย่อมได้ชื่อว่า สุญญตะ
เพราะการบรรลุด้วยประการฉะนี้. แต่เพราะมรรคนั้นสูญจากราคะเป็นต้น
ฉะนั้น จึงได้ชื่อว่า สุญญตะ ด้วยคุณของตน. แม้พระนิพพาน ท่านก็เรียก
ชื่อว่า สุญญตะ เพราะเป็นสภาวะสูญจากราคะเป็นต้น. มรรคย่อมได้ชื่อ
สุญญตะ โดยอารมณ์เพราะความที่มรรคนั้นทำพระนิพพานให้เป็นอารมณ์
เกิดขึ้น.
บรรดาเหตุทั้ง ๓ เหล่านั้น โลกุตรมรรคย่อมได้ชื่อโดยคุณของตนบ้าง
โดยอารมณ์บ้าง โดยปริยายอันมีในพระสุตตันตะ เพราะปริยายนี้เป็นปริยาย-
เทศนา ส่วนอภิธรรมกถาเป็นนิปปริยายเทศนา เพราะฉะนั้น ในอภิธรรมกถานี้
โลกุตรมรรค ย่อมไม่ได้ชื่อโดยคุณของตน หรือโดยอารมณ์ ย่อมได้โดยการ

615
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 616 (เล่ม 75)

บรรลุเท่านั้น เพราะว่า การบรรลุนั้นเป็นธุระ (กิจ) การบรรลุนั้น มี ๒ อย่าง
คือ การบรรลุด้วยวิปัสสนา การบรรลุด้วยมรรค ในการบรรลุทั้ง ๒ นั้น
การบรรลุด้วยวิปัสสนาเป็นธุระในฐานแห่งมรรคถึงแล้ว การบรรลุด้วยมรรค
เป็นธุระในฐานแห่งผลมาแล้ว ในอภิธรรมนี้ เพราะความที่มรรคมาแล้ว การ
บรรลุด้วยวิปัสสนาเท่านั้น จึงเป็นธุระเกิดขึ้น.
พึงทราบวินิจฉัยแม้ในคำนี้ว่า อัปปณิหิตะ ต่อไป.
คำว่า อปฺปณิหิตํ นี้เป็นชื่อของมรรค มรรคย่อมได้ชื่อแม้นี้ด้วย
เหตุ ๓ เหมือนกัน. ได้อย่างไร ? คือภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ อาศัยอยู่
โดยความเป็นทุกข์แต่ต้นเทียว ย่อมเห็นสังขารทั้งหลายโดยความเป็นทุกข์
เท่านั้น ก็เพราะธรรมดามัคควุฏฐาน (การออกจากสังขตธรรมด้วยมรรค)
ย่อมไม่มีเพียงการเห็นทุกข์เท่านั้น การเห็นโดยความไม่เที่ยงบ้าง โดยอนัตตา
บ้าง จึงสมควรฉะนั้น เธอจึงยกขึ้นสู่อนุปัสสนา ๓ อย่าง คือ ความไม่เที่ยง
เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา พิจารณาอยู่ ย่อมเที่ยวไป ก็วิปัสสนาอันเป็นวุฏฐาน-
คามินีของภิกษุนั้นยังปณิธิ (ความปรารถนา) ในสังขารทั้งหลายในภูมิ ๓ ให้
เหือดแห้ง ให้สิ้นไปจึงปล่อยวาง วิปัสสนานี้ ชื่อว่า อัปปณิหิตะ วิปัสสนานั้น
ดำรงอยู่ในฐานควรบรรลุ จึงให้ชื่อมรรคของตนว่า อัปปณิหิตะ มรรค
ย่อมได้ชื่อว่า อัปปณิหิตะ เพราะการบรรลุอย่างนี้ ก็การดำรงไว้ซึ่งราคะ
โทสะแสะโมหะในมรรคนั้นมิได้มี ฉะนั้น มรรคนั้นจึงได้ชื่อด้วยคุณของตน
นั่นแหละว่า อัปปณิหิตะ ดังนี้. แม้พระนิพพาน ก็ตรัสเรียกว่า อัปปณิหิตะ
เพราะความไม่มีที่ตั้งอยู่แห่งราคะเป็นต้นเหล่านั้น. มรรคย่อมได้ชื่อว่า อัปปณิ-
หิตะ เพราะทำพระนิพพานนั้นให้เป็นอารมณ์เกิดขึ้น. บรรดาเหตุทั้ง ๓
เหล่านั้น มรรคย่อมได้ชื่อโดยคุณของตนบ้าง โคยอารมณ์บ้าง โดยปริยาย

616
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 617 (เล่ม 75)

แห่งพระสุตตันตะ เพราะเทศนานี้เป็นปริยายเทศนา แต่อภิธรรมกถาเป็น
นิปปริยายเทศนา ฉะนั้น ในอภิธรรมกถานี้ โลกุตรมรรคจึงไม่ได้ชื่อโดยคุณ
ของตนบ้าง โดยอารมณ์บ้าง ย่อมได้ชื่อโดยการบรรลุเท่านั้น. ก็การบรรลุ
เท่านั้นเป็นธุระ การบรรลุนั้น มี ๒ อย่าง คือ การบรรลุด้วยวิปัสสนา การบรรลุ
ด้วยมรรค ในการบรรลุ ๒ อย่างนั้น การบรรลุด้วยวิปัสสนาเป็นธุระในฐาน
แห่งมรรคมาแล้ว การบรรลุด้วยมรรคเป็นธุระในฐานแห่งผลมาแล้ว ในอภิ-
ธรรมกถานี้ เพราะความที่มรรคมาแล้ว การบรรลุด้วยวิปัสสนาเท่านั้นจึงเป็น
ธุระเกิดขึ้น.
ถามว่า ก็มรรคมีชื่อ ๓ อย่าง คือ สุญญตะ อนิมิตตะ อัปปณิหิตะ
มิใช่หรือ ? เหมือนอย่างที่ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วิโมกข์เหล่านี้มี ๓ อย่าง
คือ สุญญตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์ ในบรรดามรรคที่มี
ชื่อ ๓ เหล่านั้น ในอภิธรรมนี้ ถือเอามรรค ๒ เพราะเหตุไร จึงไม่ถือเอา
อนิมิตตวิโมกข์เล่า ?
ตอบว่า เพราะไม่มีการบรรลุ.
จริงอยู่ อนิมิตตวิปัสสนาดำรงอยู่ในฐานที่ควรบรรลุเองไม่อาจให้ชื่อ
มรรคของตน. ก็พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสอนิมิตตวิปัสสนาแก่พระราหุลเถระ
ผู้เป็นโอรสของพระองค์ว่า
อนิมิตฺตญฺจ ภาเวหิ มานานุสยมุชฺชห
ตโต มานาภิสมยา อุปสนฺโต จริสฺสสิ
เธอจงเจริญอนิมิตตวิปัสสนา (พิจาร-
ณาโดยความเป็นของไม่เที่ยง) จงละมานา-
นุสัยเสีย แต่นั้น เธอจักเป็นผู้เข้าไปสงบ
เที่ยวไปเพราะละมานะเสียได้ ดังนี้.

617