พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 598 (เล่ม 75)

สภาวธรรมเหล่านั้นชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.
ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน ?
โยคาวจรบุคคลเจริญฌานเป็นโลกุตระ อันเป็นเครื่องออกไปจากโลก
นำไปสู่นิพพานเพื่อละทิฎฐิ เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น สงัดจากกาม สงัดจาก
อกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน ชนิดอัปปณิหิตะ เป็นทุกขาปฏิ-
ปทา ขิปปาภิญญา ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ
สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.
ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน ?
โยคาวจรบุคคลเจริญฌานเป็นโลกุตระ อันเป็นเครื่องออกไปจากโลก
นำไปสู่นิพพาน เพื่อละทิฏฐิ เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น สงัดจากกาม สงัดจาก
อกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน ชนิดอัปปณิหิตะ เป็นสุขาปฏิปทา
ทันธาภิญญา ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ
สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.
ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน ?
โยคาวจรบุคคลเจริญฌานเป็นโลกุตระ อันเป็นเครื่องออกไปจากโลก
นำไปสู่นิพพาน เพื่อละทิฏฐิ เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น สงัดจากกาม สงัดจาก
อกุศลธรรมทั้งหลาย บรรลุปฐมฌาน ชนิดอัปปณิหิตะ เป็นสุขาปฏิปทา ขิปปา-
ภิญญา ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ
สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.
ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน ?
โยคาวจรบุคคลเจริญฌานเป็นโลกุตระ อันเป็นเครื่องออกไปจากโลก
นำไปสู่นิพพาน เพื่อละทิฏฐิ เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น บรรลุทุติยฌาน ฯลฯ

598
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 599 (เล่ม 75)

บรรลุตติยฌาน ฯลฯ บรรลุจตุตถฌานฯลฯ บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ บรรลุ
ปัญจมฌาน ชนิดอัปปณิหิตะ เป็นทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา ฯลฯ ชนิด
อัปปณิหิตะ เป็นทุกขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา ฯลฯ ชนิดอัปปณิหิตะ เป็น
สุขาปฏิปทา ทันธาภิญญา ฯลฯ ชนิดอัปปณิหิตะ เป็นสุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา
ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ
สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.
อัปปณิหิตมูลกปฏิปทา จบ
[๒๖๙] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน ?
โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคเป็นโลกุตระ ฯลฯ เจริญสติปัฏฐานเป็น
โลกุตระ ฯลฯ เจริญสัมมัปปธานเป็นโลกุตระ ฯลฯ เจริญอิทธิบาทเป็น
โลกุตระ ฯลฯ เจริญอินทรีย์เป็นโลกุตระ ฯลฯ เจริญพละเป็นโลกุตระ ฯลฯ
เจริญโพชฌงค์เป็นโลกุตระ ฯลฯ เจริญสัจจะเป็นโลกุตระ ฯลฯ เจริญสมถะ
เป็นโลกุตระ ฯลฯ เป็นเจริญธรรมเป็นโลกุตระ ฯลฯ เจริญขันธ์เป็นโลกุตระ ฯลฯ
เจริญอายตนะเป็นโลกุตระ ฯลฯ เจริญธาตุเป็นโลกุตระ ฯลฯ เจริญอาหาร
เป็นโลกุตระ ฯลฯ เจริญผัสสะเป็นโลกุตระ ฯลฯ เจริญเวทนาเป็นโลกุตระ ฯลฯ
เจริญสัญญาเป็นโลกุตระ ฯลฯ เจริญเจตนาเป็นโลกุตระ ฯลฯ เจริญจิตเป็น
โลกุตระอันเป็นเครื่องออกไปจากโลก นำไปสู่นิพพาน เพื่อละทิฏฐิ เพื่อ
บรรลุภูมิเบื้องต้น สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุ
ปฐมฌาน เป็นทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ
อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ
สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล ฯลฯ
มหานัย ๒๐ จบ

599
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 600 (เล่ม 75)

อธิบดี
[๒๗๐] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน ?
โยคาวจรบุคคลเจริญฌานเป็นโลกุตระ อันเป็นเครื่องออกไปจากโลก
นำไปสู่นิพพาน เพื่อละทิฏฐิ เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น สงัดจากกาม สงัดจาก
อกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน เป็นฉันทาธิบดี ฯลฯ เป็นวิริยาธิบดี
ฯลฯ เป็นจิตตาธิบดี ฯลฯ เป็นวิมังสาธิบดี เป็นทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา
ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ
สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล ฯลฯ
ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน ?
โยคาวจรบุคคลเจริญฌานเป็นโลกุตระ อันเป็นเครื่องออกไปจากโลก
นำไปสู่นิพพาน เพื่อละทิฏฐิ เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น บรรลุทุติยฌาน ฯลฯ
บรรลุตติยฌาน ฯลฯ บรรลุจตุตถฌาน ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ บรรลุ
ปัญจมฌาน เป็นฉันทาธิบดี ฯลฯ เป็นวิริยาธิบดี ฯลฯ เป็นจิตตาธิบดี ฯลฯ
เป็นวิมังสาธิบดี เป็นทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ
ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ
สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล ฯลฯ
ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน ?
โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคเป็นโลกุตระ ฯลฯ เจริญสติปัฏฐานเป็น
โลกุตระ ฯลฯ เจริญสัมมัปปธานเป็นโลกุตระ ฯลฯ เจริญอิทธิบาทเป็น
โลกุตระ ฯลฯ เจริญอินทรีย์เป็นโลกุตระ ฯลฯ เจริญพละเป็นโลกุตระ ฯลฯ
เจริญโพชฌงค์เป็นโลกุตระ ฯลฯ เจริญสัจจะเป็นโลกุตระ ฯลฯ เจริญสมถะ
เป็นโลกุตระ ฯลฯ เจริญธรรมเป็นโลกุตระ ฯลฯ เจริญขันธ์เป็นโลกุตระ ฯลฯ

600
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 601 (เล่ม 75)

เจริญอายตนะเป็นโลกุตระ ฯลฯ เจริญธาตุเป็นโลกุตระ ฯลฯ เจริญอาหาร
เป็นโลกุตระ ฯลฯ เจริญผัสสะเป็นโลกุตระ ฯลฯ เจริญเวทนาเป็นโลกุตระ
ฯลฯ เจริญสัญญาเป็นโลกุตระ ฯลฯ เจริญเจตนาเป็นโลกุตระ ฯลฯ เจริญจิต
เป็นโลกุตระ ฯลฯ อันเป็นเครื่องออกไปจากโลก นำไปสู่นิพพาน เพื่อละทิฏฐิ
เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุ
ปฐมฌาน เป็นฉันทาธิบดี ฯลฯ เป็นจิตตาธิบดี ฯลฯ เป็นวิมังสาธิบดี เป็น
ทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีใน
สมัยนั้น ฯลฯ
สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล ฯลฯ
อธิบดี จบ
มรรคจิตดวงที่ ๑ จบ
อรรถกถาจิตตุปปาทกัณฑ์
อธิบายโลกุตรกุศล
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงกุศลที่ยังสมบัติในสามภพให้เกิดขึ้น
อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อแสดงโลกุตรกุศลเพื่อก้าวล่วงภพทั้งหมดจึงเริ่มพระบาลี
มีอาทิว่า กตเม ธมฺมา กุสลา (ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน) อีก.
พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า กตเม ธมฺมา เป็นต้นต่อไป.
บทว่า โลกุตฺตรํ ถามว่า ธรรมที่ชื่อว่า โลกุตระ เพราะอรรถ
ว่ากระไร ? ตอบว่า ที่ชื่อว่า โลกุตระ เพราะอรรถว่า ย่อมข้ามโลก ชื่อว่า

601
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 602 (เล่ม 75)

โลกุตระ เพราะอรรถว่า ข้ามพ้นโลกไป ชื่อว่า โลกุตระ เพราะอรรถว่า
ก้าวล่วง ครอบงำโลกทั้งสามตั้งอยู่.
บทว่า ฌานํ ภาเวติ (เจริญฌานโลกุตระ) ได้แก่. พระโยคาวจรยัง
อัปปนาฌานอันประกอบด้วยขณะจิตดวงหนึ่งให้เกิด คือให้เจริญ. อธิบายว่า
โลกุตรฌาน ชื่อว่า นิยยานิกะ เพราะอรรถว่า ออกไปจากโลก ออกไป
จากวัฏฏะ อีกนัยหนึ่ง ที่ชื่อว่า นิยยานิกะ เพราะอรรถว่า เป็นเครื่องออก
ไปจากโลกและจากวัฏฏะนั้น จริงอยู่ บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยโลกุตรฌานนั้น
เมื่อกำหนดรู้ทุกข์ ชื่อว่า ย่อมออกไป เมื่อละสมุทัยชื่อว่าย่อมออกไป เมื่อ
กระทำให้แจ้งซึ่งนิโรธชื่อว่าย่อมออกไป เมื่อเจริญมรรคก็ชื่อว่าย่อมออกไป
เพราะฉะนั้น โลกุตรฌานนั้น จึงชื่อว่า นิยยานิกะ.
ก็กุศลอันเป็นไปในภูมิสามย่อมก่อจุติและปฏิสนธิทำให้เจริญในวัฏฏะ
เพราะฉะนั้น กุศลนั้นจึงชื่อว่า อาจยคามี ฉันใด โลกุตรกุศลนี้เป็น
เช่นนั้นหามิได้ ก็โลกุตรกุศลนี้ รื้ออยู่ทำลายอยู่ซึ่งจุติและปฏิสนธิ อันกุศล
ในภูมิสามสร้างไว้ โดยกระทำให้ขาดแคลนซึ่งปัจจัยไป เปรียบเหมือนเมื่อ
บุรุษคนหนึ่งสร้างกำแพงสูง ๑๘ ศอก แต่อีกคนหนึ่งเอาค้อนใหญ่รื้ออยู่ ทำ
ให้กระจัดกระจายอยู่ซึ่งที่อันบุรุษนั้นก่อแล้ว ๆ พึงไป ฉะนั้น เพราะเหตุนั้น
โลกุตรฌานนั้น จึงชื่อว่า อปจยคามี (นำไปสู่พระนิพพาน).
ในบทว่า ทิฏฺฐิคตานํ ปหานาย (เพื่อละทิฏฐิ) นี้ ทิฏฐิทั้งหลาย
นั่นเอง ชื่อว่า ทิฏฐิคตะ เหมือนคำเป็นต้นว่า คูถคตํ (คูถ) มุตฺตคตํ
(มูตร). อีกอย่างหนึ่ง ที่ชื่อว่า ทิฏฐิคตะ แม้เพราะอรรถว่า ไปแล้วใน
ทิฏฐิทั้งหลายเพราะหยั่งลงในภายในแห่งทิฏฐิ ๖๒. อีกอย่างหนึ่ง ธรรมชาติที่
ชื่อว่า ทิฏฐิคตะ แม้เพราะอรรถว่า มีทิฏฐิเป็นไป อธิบายว่า สภาวะที่มี

602
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 603 (เล่ม 75)

การไปเช่นเดียวกับทิฏฐิ คือ สภาที่เป็นไปทั่วเช่นกับทิฏฐิ. ถามว่า ก็สภาวะ
ที่เป็นไปทั่วเช่นกับทิฏฐินั้น เป็นอย่างไร ? ตอบว่า ได้แก่สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา
สีลัพพตปรามาส และอกุศลมีราคะ โทสะ โมหะ พร้อมสัมปยุตตธรรมของ
ทิฏฐินั้นซึ่งยังสัตว์ให้ไปสู่อบาย เพราะสภาวธรรมเหล่านั้น ท่านเรียกว่า
สภาวะที่มีการไปเช่นกับทิฏฐิ เพราะมีสภาพเป็นไปจนถึงมรรคที่หนึ่งเกิด
เพราะฉะนั้น ทิฏฐิทั้งหลายด้วย สภาวะที่มีการไปของทิฏฐิทั้งหลายด้วย จึง
ชื่อว่า ทิฏฐิคตะ. บทว่า ปหานาย (เพื่อละ) ได้แก่ เพื่อละทิฏฐิคตะ
เหล่านั้นด้วยอำนาจสมุจเฉทประหาณ.
บทว่า ปฐมาย (เบื้องต้น) ได้แก่ ชื่อว่าเบื้องต้นด้วยอำนาจแห่งการ
นับบ้าง ด้วยอำนาจแห่งการเกิดขึ้นครั้งแรกบ้าง. บทว่า ภูมิยา (ภูมิ) ความว่า
มหาปฐพีนี้ ท่านเรียกว่า ภูมิ ก่อน ดุจในประโยคมีอาทิว่า อนนฺตรหิตาย
ภูมิยา (บนพื้นอันปราศจากเครื่องปูลาด). จิตุปบาท (ความเกิดขึ้นแห่งจิต)
ก็เรียกว่า ภูมิ ดุจในประโยคมีอาทิว่า สุขภูมิยํ กามาวจเร (ในกามาวจร
เป็นภูมิแห่งความสุข ). แต่ในที่นี้ทรงประสงค์เอาสามัญผล ด้วยว่า
สัมปยุตตธรรมเหล่านั้น ต่อเกิดในสามัญผลนี้ เพราะฉะนั้น สามัญผลนี้
จึงชื่อว่า ภูมิ เพราะความเป็นที่อาศัยของสัมปยุตตธรรมเหล่านั้น. อีกอย่างหนึ่ง
เมื่อความเป็นโลกุตระแม้มีอยู่ สามัญผลย่อมเกิดขึ้นปรากฏได้เอง มิใช่ไม่
ปรากฏเหมือนนิพพาน เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า ภูมิ.
ถามว่า เพราะเหตุไร จึงตรัสคำว่า ภูมิ นี้ ตอบว่า เพื่อแสดงการ
บรรลุภูมิเบื้องต้น ในข้อนี้ พึงทราบเนื้อความอย่างนี้ว่า เพื่อบรรลุ คือเพื่อ
ประโยชน์การได้เฉพาะสามัญผลที่หนึ่ง กล่าวคือ โสดาปัตติผล. บทว่า
วิวิจฺจ (สงัด ) คือสงัดแล้ว เว้นแล้วด้วยอำนาจสมุจเฉทวิเวก.

603
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 604 (เล่ม 75)

บัดนี้ เพราะความเป็นผู้ใคร่จะแสดงถึงโลกิยฌานเว้นปฏิปทาย่อมไม่
สำเร็จโดยแท้ ครั้นความไม่สำเร็จแม้มีอยู่ในโลกุตรกุศลนี้ จึงทรงละสุทธิกนัย
เสียแล้วกระทำโลกุตรฌานให้หนักพร้อมกับปฏิปทานั่นแหละ จึงตรัสคำ
เป็นต้นว่า ทุกฺขาปฏิปทํ ทนฺธาภิญฺญํ ดังนี้.
พึงทราบวินิจฉัยในคำเป็นต้นว่า ทุกขาปฏิปทา นั้นต่อไป.
โยคาจรบุคคลใด เมื่อข่มกิเลสทั้งหลายตั้งแต่เริ่มต้น ลำบากอยู่ด้วย
การขวนขวายพร้อมกับสังขารอันยากเข็ญ จึงข่มไว้ได้ ปฏิปทาของท่านนั้น
เป็นทุกขาปฏิปทา ส่วนโยคาวจรบุคคลใดมีกิเลสข่มไว้แล้ว เมื่ออบรม
วิปัสสนาอยู่โดยกาลนานจึงถึงความปรากฏแห่งมรรค การตรัสรู้ของท่านนั้น
เป็นทันธาภิญญา. ด้วยประการตามที่กล่าวแล้ว วาระอย่างใดอย่างหนึ่ง
ชื่อว่า ทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา ดังนี้เป็นต้น ท่านอธิบายไว้แล้ว.
ถามว่า ก็วาระไหน ท่านพระอรรถกถาจารย์ชอบใจ.
ตอบว่า ในวาระใด กิเลสทั้งหลายที่โยคาวจรข่มไว้ครั้งเดียวแล้วก็ฟุ้ง
ขึ้นอีก ข่มแล้วครั้งที่สองก็ย่อมฟุ้งขึ้นอีก แต่เมื่อข่มครั้งที่สามจึงทำการข่มไว้
ได้เหมือนอย่างนั้นทีเดียว แล้วจึงให้ถึงการถอนขึ้นด้วยมรรค ก็วาระนี้ ท่าน
พระอรรถกถาจารย์ชอบใจ ท่านตั้งชื่อวาระนี้ว่า ทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา.
ก็ด้วยคำเพียงเท่านี้ วาระนี้ก็ยังไม่ชัดเจน เพราะฉะนั้น ในอธิการนี้
พึงทราบการอธิบายตั้งแต่ต้นอย่างนี้ว่า ก็โยคาวจรบุคคลใดกำหนดมหาภูตรูป ๔
แล้วจึงกำหนดอุปาทารูป กำหนดอรูปได้ แต่เมื่อกำหนดรูปและอรูปก็ลำบากอยู่
ด้วยความทุกข์ ด้วยความลำบาก ย่อมสามารถเพื่อกำหนดได้ ปฏิปทาของ
ท่านจึงชื่อว่า ทุกขาปฏิปทา ส่วนโยคาวจรบุคคลใดมีรูปและอรูปกำหนด

604
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 605 (เล่ม 75)

ได้แล้ว ในการเจริญวิปัสสนา เพราะความชักช้าแห่งความปรากฏของมรรค
อภิญญาของโยคาวจรบุคคลนั้น จึงชื่อว่า ทันธาภิญญา.
แม้โยคาวจรบุคคลใดกำหนดรูป และอรูปได้แล้ว เมื่อกำหนดแยก
นามรูป ลำบากอยู่ด้วยความทุกข์ ด้วยความลำบาก จึงกำหนดแยกได้ และเมื่อ
กำหนดแยกนามรูปได้แล้ว เจริญวิปัสสนาอยู่โดยกาลนาน จึงสามารถให้มรรค
เกิดขึ้นได้ ปฏิปทาของท่านแม้นั้น จึงเป็นทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา.
อีกรูปหนึ่ง กำหนดนามรูปได้แล้ว กำหนดแม้ปัจจัยทั้งหลาย แทง
ตลอดลักษณะทั้งหลาย ลำบากอยู่ด้วยความทุกข์ ความยาก จึงกำหนดได้ ครั้น
กำหนดปัจจัยแทงตลอดลักษณะได้แล้ว เจริญวิปัสสนาอยู่โดยกาลนาน จึงยัง
มรรคให้เกิดขึ้น แม้ด้วยอาการอย่างนี้ก็ชื่อว่า ทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา.
รูปอีกกำหนดแม้ปัจจัยทั้งหลายแล้ว แทงตลอดลักษณะทั้งหลาย
ลำบากอยู่ด้วยความทุกข์ ความยาก จึงแทงตลอดได้ และท่านที่มีลักษณะอัน
แทงตลอดแล้ว เจริญวิปัสสนาอยู่โดยกาลนาน จึงยังมรรคให้เกิด แม้ด้วย
อาการอย่างนี้ ก็ชื่อว่า ทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา.
รูปอื่นอีกแทงตลอดลักษณะทั้งหลายนำวิปัสสนาญาณอันคมกล้าและ
ผ่องใสมา เมื่อครอบงำนิกันติแห่งวิปัสสนาที่เกิดขึ้น ลำบากอยู่ด้วยความทุกข์
ความยาก จึงครอบงำได้ ครั้นครอบงำนิกันติได้แล้ว เจริญวิปัสสนาอยู่โดย
กาลนาน จึงยังมรรคให้เกิด แม้ด้วยอาการอย่างนี้ก็ชื่อว่า ทุกขาปฏิปทา
ทันธาภิญญา. วาระนี้ พระอรรถกถาจารย์พอใจ และตั้งชื่อวาระนี้ไว้แล้ว.
พึงทราบปฏิปทา ๓ ข้างหน้า (ที่เหลือ) โดยอุบายนี้.
ในบรรดาบททั้งหลายมีคำเป็นต้นว่า ผสฺโส โหติ (ผัสสะย่อมมี) มี
อธิกบท ๔ คือ อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์ ๑ สัมมาวาจา ๑ สัมมากัมมันตะ ๑

605
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 606 (เล่ม 75)

สัมมาอาชีวะ ๑ และบทมีคำเป็นต้นว่า มคฺคงฺคํ ในนิทเทสมีวิตักกะเป็นต้น
ในนิทเทสวาร เป็นอธิกบท. คำที่เหลือทั้งหมดเช่นเดียวกับที่กล่าว แล้วนั่นแหละ
แต่ในอธิการนี้ มีความแปลกกันด้วยสามารถความต่างกันแห่งภูมิ เพราะเป็น.
โลกุตระ.
บรรดาอธิกบททั้ง ๔ เหล่านั้น บทว่า อนัญญตัญญัสสามีตินฺทฺริยํ
ได้แก่ อินทรีย์อันเกิดขึ้นโดยส่วนเบื้องต้นนี้ ของโยคีผู้ปฏิบัติด้วยมนสิการว่า
เราจักรู้ทั่วซึ่งอมตบท คือ สัจจธรรม ๔ นั่นแหละ ที่ยังไม่เคยรู้แล้วใน
สังสารวัฏซึ่งมีเบื้องต้นและที่สุดที่บุคคลรู้ไม่ได้แล้ว. ส่วนคำมีลักษณะเป็นต้น
ของอนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์นั้น พึงทราบโดยนัยที่กล่าวไว้ในปัญญินทรีย์ใน
หนหลังนั่นแหละ.
วาจาดี หรือวาจาที่บัณฑิตสรรเสริญ ชื่อว่า สัมมาวาจา คำว่า
สัมมาวาจานี้ เป็นชื่อของการงดเว้นมิจฉาวาจา เพราะเป็นวาจาถอนขึ้นซึ่ง
วจีทุจริต. สัมมาวาจานั้นมีการกำหนดเป็นลักษณะ มีการงดเว้นเป็นกิจ มีการ
ละมิจฉาวาจาเป็นปัจจุปัฏฐาน.
การงานที่ดีหรือที่บัณฑิตสรรเสริญ ชื่อว่า สัมมากัมมันตะ คำว่า
สัมมากัมมันตะนี้เป็นชื่อของการงดเว้นปาณาติบาตเป็นต้น เพราะเป็นการงาน
ที่ถอนขึ้นซึ่งมิจฉากัมมันตะ สัมมากัมมันตะนั้นมีการตั้งขึ้นดีเป็นลักษณะ มีการ
งดเว้นเป็นกิจ มีการละมิจฉากัมมันตะเป็นปัจจุปัฏฐาน.
อาชีวะดีหรือที่บัณฑิตสรรเสริญ ชื่อว่า สัมมาอาชีวะ คำว่า
สัมมาอาชีวะนี้เป็นชื่อของการงดเว้นมิจฉาอาชีวะ สัมมาอาชีวะนั้นมีความผ่อง-
แผ้วเป็นลักษณะ มีการเป็นไปแห่งอาชีวะชอบธรรมเป็นกิจ มีการละมิจฉา
อาชีวะเป็นปัจจุปัฏฐาน.

606
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 607 (เล่ม 75)

อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบข้อธรรมมีลักษณะเป็นต้น ในสัมมาวาจาเป็นต้น
เหล่านั้น ด้วยสามารถแห่งคำที่กล่าวแล้วในวิรติ ๓ ในหนหลัง. พึงทราบมรรค
๕ ที่กล่าวไว้ในหนหลังด้วยสามารถแห่งธรรม (วีรตี) ๓ เหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้ ในที่นี้พึงทราบมรรค และในเยวาปนกธรรมทั้งหลาย ไม่มีสัมมาวาจา
เป็นต้นเหล่านั้น กรุณาและมุทิตาก็ไม่มีเหมือนกัน ด้วยว่า ธรรมทั้ง ๓
(มีสัมมาวาจาเป็นต้น) เหล่านี้ เพราะความที่กล่าวไว้ในบาลีนี้ จึงไม่ถือเอาใน
เยวาปนกธรรมทั้งหลาย ส่วนกรุณาและมุทิตามีสัตว์เป็นอารมณ์ ก็ธรรม
(กรุณา มุทิตา) เหล่านี้เป็นอดีต อารมณ์ที่เย็นสงบ ท่านไม่ถือเอาในโลกุตระนี้
เนื้อความที่ต่างกันในอุทเทสวารเพียงเท่านี้.
ก็พึงทราบวินิจฉัยในคำนี้ว่า มคฺคงฺคํ (เป็นองค์แห่งมรรค) มคฺค-
ปริยาปนฺนํ (นับเนื่องในมรรค) ในนิทเทสวารก่อน.
ธรรมที่ชื่อว่า มัคคังคะ เพราะอรรถว่า เป็นองค์แห่งมรรค อธิบายว่า
เป็นส่วนแห่งมรรค เหมือนอย่างว่า สิ่งที่นับเนื่องในป่า ชื่อว่า อรัญญปริ-
ยาปันนะ ฉันใดธรรมที่นับเนื่องในมรรค ชื่อว่า มัคคปริยาปันนะ ฉันนั้น
อธิบายว่า อาศัยมรรค.
ในข้อว่า ปีติสัมโพชฌงค์ นี้ สัมโพชฌงค์คือปีตินั่นแหละ ชื่อว่า
ปีติสัมโพชฌงค์. อีกอย่างหนึ่ง ในคำว่าปีติสัมโพชฌงค์เหล่านั้น ธรรมที่
ชื่อว่า โพชฌงค์ เพราะอรรถว่า เป็นองค์แห่งธรรมสามัคคีเครื่องตรัสรู้
หรือของบุคคลผู้ตรัสรู้ คำนี้มีอธิบายว่า ธรรมสามัคคีนี้ ตรัสเรียกว่า
โพธิ เพราะทำนายว่า พระอริยสาวกย่อมตรัสรู้ด้วยธรรมสามัคคีกล่าวคือ
สติ ธรรมวิจยะ วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ และอุเบกขา อันเกิดขึ้นใน
ขณะแห่งโลกุตรมรรค ซึ่งเป็นปฏิปักษ์ต่ออุปัทวะมิใช่น้อยมีความหดหู่ ถีนะ

607