บุคคลผู้รู้วิชาดูลักษณะ การที่พระตถาคตทรงสันนิษฐานว่า กุลบุตรนี้จักเป็น
ที่พึ่งแก่มหาชนได้ สมควรจะบรรพชา ดังนี้ เปรียบเหมือนบุรุษผู้รู้วิชาดู
ลักษณะ สันนิษฐานว่า บุคคลนี้จักเป็นที่พึ่งแก่มหาชน สมควรจะช่วยเหลือ
ต่อมากุลบุตรได้บรรพชา เปรียบเหมือนบุตรอำมาตย์นั้นได้อาบน้ำทำความ
ชำระร่างกาย ต่อมากุลบุตรนี้ ได้นุ่งห่มผ้าคือศีล ๑๐ เหมือนบุตรอำมาตย์นั้น
นุ่งผ้าเนื้อหยาบ การที่กุลบุตรนี้ได้อาบน้ำหอม คือ ปาฏิโมกขสังวรศีลเป็นต้น
เปรียบเหมือนบุตรของอำมาตย์นั้นได้อาบน้ำหอมอีก. การที่กุลบุตรนี้ได้นุ่งห่ม
ผ้าทุกูลพัสตร์ คือถึงพร้อมด้วยศีลวิสุทธิ์ตามที่กล่าวแล้ว เปรียบเหมือนบุตร
ของอำมาตย์นั้น ได้นุ่งห่มผ้าทุกูลเนื้อละเอียดอีก. การที่กุลบุตรนี้ นุ่งห่มผ้าทุกูล
คือศีลวิสุทธิขึ้นสู่ปราสาท คือสมาธิภาวนา เปรียบเหมือนบุตรของอำมาตย์นั้น
นุ่งห่มผ้าทุกูลเนื้อละเอียดขึ้นสู่ปราสาท.
ต่อจากนั้นกุลบุตรนี้ได้การบริโภคอมตธรรม มีสติและสัมปชัญญะ
เป็นต้นซึ่งมีอุปการะต่อสมาธิ เปรียบเหมือนบุตรของอำมาตย์นั้นบริโภค
อาหารอย่างดี. การที่กุลบุตรนี้ ถูกวิตกและวิจารยกขึ้นสู่อุปจารแห่งฌาน
เปรียบเหมือนบุตรของอำมาตย์นั้นบริโภคอาหารแล้ว ถูกผู้บำเรอทั้งหลายยก
ขึ้นสู่ที่นอน. เนกขัมมวิตกของกุลบุตรนี้ บีบคั้นจิตในอารมณ์เพื่อป้องกัน
มุ่งหน้าต่อกามสัญญา เปรียบเหมือนชาย ๔ คน กดเท้ากดมือของบุตรแห่ง
อำมาตย์นั้นไว้ เพื่อมิให้ไปสู่โรงดื่มอีก. วิจารที่เคล้าเคลียจิตในอารมณ์
ของกุลบุตรนี้ เปรียบเหมือนบุรุษบีบนวดเท้าของอำมาตย์นั้น. ปีติอันให้
ซึ่งความเยือกเย็นใจของกุลบุตรนี้ เปรียบเหมือนการให้บุรุษเอาพัด
ใบตาลพัดโบกให้บุตรของอำมาตย์นั้น. โสมนัสอนุเคราะห์จิตของกุลบุตรนี้
เปรียบเหมือนนักดนตรีทำการอนุเคราะห์โสตของบุตรของอำมาตย์นั้น. การที่
กุลบุตรบรรเทาความเมื่อยคือปราศจากนิวรณ์ โดยอาศัยอุปจารฌานเข้าถึง
ปฐมฌานนี้ เปรียบเหมือนบุตรของอำมาตย์นั้น บรรเทาความเมื่อยล้าหน่อยหนึ่ง