เพื่อทรงยกย่องฌานนั้น จึงตรัสถึงอทุกขมสุขเวทนานั้น ในฌานที่ ๔ นี้ฉันนั้น.
หรืออีกอย่างหนึ่ง พึงทราบตรัสอทุกขมสุขนั้น เพื่อแสดงถึงความที่ราคะและ
โทสะเป็นสภาพไกลยิ่งในฌานที่ ๔ นี้ โดยขจัดปัจจัยได้แล้ว จริงอยู่ บรรดา
ฌานเหล่านั้น สุขเป็นปัจจัยแก่โสมนัส โสมนัสเป็นปัจจัยแก่ราคะ ทุกข์เป็น
ปัจจัยแก่โทมนัส โทมนัสเป็นปัจจัยแก่โทสะ ราคะและโทสะพร้อมทั้งปัจจัย
อันจตุตถฌานขจัดแล้ว เพราะขจัดความสุขเป็นต้นได้แล้ว เพราะฉะนั้น ราคะ
และโทสะ จึงชื่อว่า มีอยู่ในที่ไกลยิ่ง ดังนี้.
คำว่า อทุกฺขมสุขํ ความว่า ชื่อว่า อทุกข์ เพราะความไม่มีทุกข์
ชื่อว่า อสุข เพราะความไม่มีสุข. ด้วยคำว่า อทุกฺขมสุขํ นี้ ย่อมทรง
แสดงเวทนาที่ ๓ อันเป็นปฏิปักษ์ต่อทุกข์และสุข ในจุตตถฌานนี้ มิใช่ทรง
แสดงเพียงความไม่ทุกข์ไม่สุข แต่ตรัสว่า ความไม่ทุกข์ ไม่สุข ชื่อว่า เวทนาที่
๓ เป็นอุเบกขาดังนี้ก็มี.
อุเบกขาเวทนานั้น พึงทราบว่า มีการเสวยอารมณ์ตรงกันข้ามกับ
อิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์เป็นลักษณะ มีความเป็นกลางเป็นรส มีการไม่
ปรากฏชัดเป็นปัจจุปัฏฐาน มีการดับความสุขเป็นปทัฏฐาน.
คำว่า อุเปกฺขาสติปาริสุทฺธึ (มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา) ได้แก่
มีสติบริสุทธิ์ อันอุเบกขาให้เกิดขึ้นแล้ว เพราะในฌานนี้ สติบริสุทธิ์ดีแล้ว
ก็ความบริสุทธิ์ของสตินี้อันอุเบกขาทำแล้ว มิใช่ธรรมอื่นทำให้ เพราะเหตุนั้น
จตุตถฌานนี้ จึงชื่อว่า มีสติบริสุทธิ์ เพราะอุเบกขา ดังนี้. แม้ในวิภังค์
พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสว่า สตินี้ อันอุเบกขานี้ เปิดแล้ว เป็นธรรมชาติ
บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว เพราะเหตุนั้น จึงตรัสว่า มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา ดังนี้.