พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 448 (เล่ม 75)

พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า วิเวกชํ นี้ ความสงัดท่านเรียกว่า วิเวก
อธิบายว่า ปราศจากนิวรณ์. อีกนัยหนึ่ง ชื่อว่า วิเวก เพราะสงัดแล้ว
อธิบายว่า กองธรรมที่สัมปยุตด้วยฌานสงัดจากนีวรณ์. ปีติและสุข ชื่อว่า
วิเวกชะ (เกิดแต่วิเวก) เพราะอรรถว่า เกิดแต่วิเวกนั้น หรือเกิดในวิเวกนั้น.
พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า ปีติ สุขํ นี้ ความว่า ปีติและความสุข
เป็นคำที่ข้าพเจ้าอธิบายไว้ในหนหลังแล้วนั่นแหละ. บรรดาปีติและสุขเหล่านั้น
ปีติ ๕ อย่าง มีประการตามที่กล่าวแล้ว ผรณาปีติเป็นมูลรากแห่งอัปปนาสมาธิ
เจริญถึงความเป็นองค์ประกอบของสมาธิ ท่านประสงค์เอาว่า ปีติในอรรถนี้
ปีตินี้ แสะสุขนี้มีอยู่แก่ฌานนี้ หรือในฌานนี้ เพราะฉะนั้น ฌานนี้ ท่านจึง
เรียกว่า มีปีติและสุข ดังนี้.
อีกอย่างหนึ่ง ปีติและสุข ชื่อว่า ปีติและสุข เหมือนศัพท์ว่าธรรม
และวินัย ชื่อว่า ธรรมวินัยเป็นต้น. ปีติและสุขเกิดแต่วิเวกมีอยู่แก่ฌานนี้
หรือในฌานนี้ เพราะเหตุนั้น ฌานนี้จึงชื่อว่า มีปีติและสุข อันเกิดแต่วิเวก
แม้ดังพรรณนามาฉะนี้. เหมือนอย่างว่า ฌานมีปีติและสุขเกิดแต่วิเวก ฉันใด
ปีติและสุขในฌานนี้ ก็เกิดแต่วิเวกฉันนั้นเหมือนกัน. อนึ่ง ปีติและสุขนั้นมีอยู่
แก่ฌานนี้ เพราะฉะนั้น ท่านกล่าวว่าปีติและสุขเกิดแต่วิเวกด้วยบทเดียวเท่านั้น
ก็สมควร. แต่ในวิภังค์ ท่านกล่าวไว้โดยนัยเป็นต้นว่า สุขนี้สหรคตด้วยปีตินี้
ดังนี้ ส่วนความหมายพึงเห็นตามนัยวิภังค์นั้นนั่นแล.
พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า ปฐมชฺฌานํ นี้ ต่อไป
ฌานที่ชื่อว่า ที่หนึ่ง เพราะนับตามลำดับ. ชื่อว่า ที่หนึ่ง เพราะ
เกิดขึ้นก่อนดังนี้ก็มี. ชื่อว่า ที่หนึ่ง เพราะพระโยคาวจร พึงเข้าก่อนดังนี้ก็มี.
การกำหนดแม้นี้มิใช่แน่นอน เพราะพระโยคาวจรผู้ได้สมาบัติ ๘ มีวสีประพฤติ

448
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 449 (เล่ม 75)

มาแล้ว ย่อมสามารถเพื่อจะเข้าฌานตั้งแต่ต้นจนถึงที่สุดก็ได้ สามารถเข้าฌาน
กระทำตั้งแต่ที่สุดลงมาถึงเบื้องต้นก็ได้ สามารถเข้าฌานหนึ่งภายในระหว่างก็ได้
ก็ฌานนั้น ชื่อว่า ที่หนึ่ง เพราะอรรถว่าเกิดขึ้นก่อน ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า ฌานํ ได้แก่ ฌาน ๒ อย่าง คือ อารัมมณูปนิชฌาน และ
ลักขณูปนิชฌาน. บรรดาฌานทั้ง ๒ นั้น สมาบัติ ๘ ย่อมเข้าไปเพ่งอารมณ์มี
ปฐวีกสิณเป็นต้นเพราะเหตุนั้น ฌานนั้นจึงถึงการนับว่าเป็นอารัมมณูปนิชฌาน.
ส่วนวิปัสสนา มรรค และผล ชื่อว่า ลักขณูปนิฌาน. บรรดาวิปัสสนา
มรรคผลเหล่านั้น วิปัสสนาชื่อว่า ลักขณูปนิชฌาน เพราะการเข้าไปเพ่ง
ลักษณะมีอนิจจลักษณะเป็นต้น. มรรคชื่อว่า ลักขณูปนิชฌาน เพราะกิจที่
วิปัสสนาทำแล้วสำเร็จด้วยมรรค. ส่วนผลชื่อว่า ลักขณูปนิชฌาน เพราะ
เข้าไปเพ่งลักษณะอันเป็นความจริง คือนิโรธสัจจะ บรรดาอารัมมณูปนิชฌาน
และลักขณูปนิชฌานทั้ง ๒ นั้น ในที่นี้ท่านประสงค์เอาอารัมมณูปนิชฌาน
เพราะฉะนั้น ฌานนั้น พึงทราบว่า ชื่อว่า ฌาน เพราะเข้าไปเพ่งอารมณ์
หรือเพราะเป็นเครื่องเผาธรรมที่เป็นข้าศึก ดังนี้.
บทว่า อุปสมปชฺช ได้แก่ เข้าถึงแล้ว คือ บรรลุแล้ว. อีกอย่างหนึ่ง
อธิบายว่า ให้เข้าถึงแล้ว หรือให้สำเร็จแล้ว. แต่ในวิภังค์กล่าวว่า บทว่า
อุปสมฺปชฺช ได้แก่ การได้ การได้เฉพาะ การบรรลุ การบรรลุพร้อม
การถูกต้อง การทำให้แจ้ง การเข้าถึงปฐมฌาน ดังนี้. ความหมายแม้แห่ง
ฌานนั้นพึงเห็นเหมือนในวิภังค์นั้นนั่นแหละ.
บทว่า วิหรติ ได้แก่ ความพรั่งพร้อมแห่งฌานมีประการตามที่กล่าว
แล้วว่า โดยการอยู่แห่งอิริยาบถอันสมควรแก่ฌานนั้น ย่อมให้สำเร็จ การ
เคลื่อนไหว การเป็นไป การรักษา การดำเนินไป การให้ดำเนินไป การเที่ยว

449
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 450 (เล่ม 75)

ไป การอยู่แห่งอัตภาพ สมจริงดังที่ตรัสไว้ในวิภังค์ว่า บทว่า วิหรติ ได้แก่
ย่อมเคลื่อนไหว ย่อมเป็นไป ย่อมคุ้มครอง ย่อมดำเนินไป ย่อมให้ดำเนินไป
ย่อมเที่ยวไป ย่อมอยู่ เพราะเหตุนั้น จึงตรัสว่า วิหรติ ดังนี้.
ว่าด้วยปฐวีกสิณ
พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า ปฐวีกสิณํ นี้ ต่อไป
แม้ปฐวีมณฑล (วงกลมแห่งพื้นดิน) ท่านก็เรียกว่า ปฐวีกสิณ
เพราะอรรถว่าเป็นวัตถุสำหรับเพ่ง. แม้นิมิตที่ได้แล้วเพราะอาศัยปฐวีกสิณ
นั้นก็ชื่อว่า ปฐวีกสิณ. แม้ฌานที่ได้เฉพาะแล้วในนิมิต ก็ชื่อว่า ปฐวีกสิณ.
บรรดาความหมายเหล่านั้น ฌาน พึงทราบว่าเป็นปฐวีกสิณ ในความหมายนี้.
ก็ในความหมายว่า พระโยคาวจรเข้าฌานกล่าวคือปฐวีกสิณอยู่ ดังนี้ มีเนื้อความ
ย่อดังนี้
ก็กุลบุตรผู้ใคร่บรรลุพระอรหัตกระทำบริกรรมในปฐวีกสิณนี้ ยังฌาน
หมวด ๔ ฌานหมวด ๕ ให้เกิดขึ้นแล้ว เจริญวิปัสสนามีฌานเป็นปทัฏฐาน
พึงทำอย่างไร ? เบื้องต้น ควรชำระศีล ๔ คือ ปาฏิโมกขสังวรศีล อินทริย-
สังวรศีล อาชีวปาริสุทธิศีล ปัจจยสันนิสสิตศีลให้หมดจดก่อน เมื่อดำรงอยู่
ในศีลดีแล้วก็ตัดปลิโพธที่มีอยู่ในปลิโพธ ๑๐ ประการที่มีอยู่ มีอาวาสปลิโพธ
เป็นต้นนั้น แล้วเข้าไปหากัลยาณมิตรผู้ให้กรรมฐาน ใคร่ครวญกรรมฐานที่
สมควรแก่จริตของตนในบรรดากรรมฐาน ๓๘ ประการ ที่มีมาในพระบาลี
ถ้าปฐวีกสิณนี้สมควรแก่จริงของตนก็พึงถือเอากรรมฐานนี้เท่านั้น ละวิหารที่
ไม่สมควรแก่การเจริญฌานอยู่ในวิหารที่เหมาะสม ตัดความกังวลเล็ก ๆ น้อยๆ
รักษาบริกรรมและนิมิตกสิณ เว้นอสัปปาย ๗ แห่ง เสพเสนาสนสัปปายะ

450
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 451 (เล่ม 75)

๗ แห่ง พึงทำภาวนาวิธีทั้งหมดอันมีอัปปนาโกศล ๑๐ อย่าง ไม่ให้ตกหล่น
พึงปฏิบัติเพื่อบรรลุฌาน เนื้อความสังเขปมีเพียงนี้. ส่วนความพิสดาร พึงทราบ
โดยนัยที่กล่าวไว้ในวิสุทธิมรรค. อนึ่ง ในกสิณแม้อื่นจากนี้ ก็พึงทราบเหมือน
ในปฐวีกสิณนี้ จริงอยู่ วิธีทั้งหมดแห่งกรรมฐานทั้งปวงแห่งวิธิการเจริญภาวนา
ข้าพเจ้าถือเอาโดยนัยแห่งอรรถกถาแล้วขยายให้พิสดารในวิสุทธิมรรคแล้ว จะมี
ประโยชน์อะไรด้วยวิธีการเจริญกรรมฐานนั้นในวิธีการที่จะกล่าวซ้ำอีกในที่นั้น ๆ
เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจักไม่ขยายความอีก. แต่ว่า ข้าพเจ้าจักไม่ทำเนื้อความ
ที่มาในพระบาลีในหนหลัง ให้ตกหล่นจะพรรณนาตามลำดับบทติดต่อกันไป.
บทว่า ตสฺมึ สมเย ความว่า ในสมัยที่เข้าปฐมฌานอยู่นั้น ธรรม
๕๖ ตามลำดับมีประการตามที่กล่าวในกามาวจรกุศลจิตดวงหนึ่งเหล่านี้ คือ
ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ ย่อมมี ก็ความแปลกกันในปฐมฌานนี้มีอย่างเดียว
คือ ธรรม ๕๖ เหล่านั้นเป็นกามาพจร ธรรม ๕๖ ที่กล่าวนี้เป็นมหัคคตะ
เป็นรูปาวจร ธรรมที่เหลือนอกจากนี้เป็นเช่นเดียวกันทั้งนั้น ส่วนเยวาปนก-
ธรรมและธรรม ๔ อย่างมีฉันทะเป็นต้น ย่อมหาได้ในฌานนี้. โกฏฐาสวาระ
และสุญญตวาระ ย่อมเป็นไปตามปกตินั่นแหละ ดังนี้แล.
ปฐมฌานจบ
อธิบายทุติยฌาน
พึงทราบวินิจฉัยในนิทเทสแห่งทุติยฌาน ต่อไป
บทว่า วิตกฺกวิจารานํ วูปสมา (เพราะวิตกวิจารสงบ) ความว่า
ความสงบ คือ เพราะความก้าวล่วงธรรมทั้ง ๒ เหล่านี้ คือ วิตกและวิจาร
มีอธิบายว่า เพราะความที่วิตกและวิจารไม่ปรากฏในฌานที่ ๒ ในบรรดาฌาน

451
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 452 (เล่ม 75)

ทั้ง ๒ นั้น ธรรมที่เป็นปฐมฌานแม้ทั้งหมด ย่อมไม่มีในทุติยฌานแม้โดยแท้
เพราะว่า ธรรมทั้งหลายมีผัสสะเป็นต้น ในปฐมฌานก็อย่างหนึ่ง ในทุติยฌาน
นี้ก็อย่างหนึ่งก็จริง ถึงอย่างนั้น ก็พึงทราบว่า คำที่ตรัสอย่างนี้ว่า เพราะวิตก
และวิจารสงบ เพื่อแสดงว่า การบรรลุทุติยฌานเป็นต้นเป็นอย่างอื่นจากปฐมฌาน
ย่อมมีเพราะก้าวล่วงองค์หยาบ ๆ.
ในบทว่า อชฺฌตฺตํ (ภายใน) นี้ ท่านประสงค์เอาภายในเป็นของตนเอง
แต่ในวิภังค์ตรัสคำมีประมาณเท่านี้ว่าเฉพาะตัว ชื่อว่า อัชฌัตตะ ก็เพราะ
บทว่า อชฺฌตฺตํ นี้ ท่านประสงค์เอาบทว่า นิยกชฺฌตฺตํ ฉะนั้นในบทว่า
อชฺฌตฺตํ จึงมีอธิบายว่า เกิดในภายในของตน หรือเกิดในสันดานของตน.
ศรัทธา เรียกว่า ความผ่องใสในบทว่า สมฺปสาทนํ นี้. แม้ฌานก็เรียกว่า
ความผ่องใส เพราะประกอบด้วยความผ่องใส เหมือนผ้า ชื่อว่า ผ้าเขียว
เพราประกอบด้วยสีเขียว. อีกอย่างหนึ่ง เพราะฌานนั้นยังจิตให้แจ่มใส เพราะ
ประกอบด้วยความผ่องใส และเพราะความสงบความกำเริบวิตกและวิจารฉะนั้น
จึงตรัสว่า สมฺปสาทนํ (ความผ่องใส). ก็ในการกำหนดเนื้อความนี้พึงทราบ
ความสัมพันธ์แห่งบทอย่างนี้ ว่า สมฺปสาทนํ เจตโส แต่ในการกำหนด
เนื้อความบทแรก บทว่า เจตโส นี้ พึงประกอบกับบท เอโกทิภาวํ.
ในบทนั้นมีการประกอบเนื้อความดังต่อไปนี้.
สมาธิใด ย่อมผุดขึ้นเป็นเอก เพราะเหตุนั้น สมาธินั้น จึงชื่อว่า
เอโกทิ อธิบายว่า สมาธินั้นเป็นภาวะที่เลิศประเสริฐผุดขึ้น เพราะวิตกและ
วิจารไม่เจริญ (เกิด) ขึ้นในภายใน. จริงอยู่ แม้บุคคลผู้ประเสริฐที่สุด เขาก็
เรียกว่า เป็นเอกในโลก ดังนี้. อีกอย่างหนึ่ง แม้จะกล่าวว่าสมาธิที่เว้นวิตก
ละวิจารเป็นเอกไม่มีสหายผุดขึ้น ดังนี้ก็ควร. อีกนัยหนึ่ง สมาธิใดย่อมยัง

452
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 453 (เล่ม 75)

สัมปยุตตธรรมให้ผุดขึ้น เพราะเหตุนั้น สมาธินั้น จึงชื่อว่า อุทิ คือย่อมให้
สัมปยุตตธรรมตั้งขึ้น สมาธินั้นเป็นเอกเพราะอรรถว่าประเสริฐด้วย และยัง
สัมปยุตตรรมให้ผุดขึ้นด้วย เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า เอโกทิ. คำว่า เอโกทิ
นี้ เป็นชื่อของสมาธิ. ทุติฌานใดย่อมยังสมาธิชื่อว่า เอโกทินี้ให้เกิด
ให้เจริญ เพราะเหตุนั้น ทุติยฌานนี้จึงชื่อว่า เอโกทิภาวะ ก็เพราะสมาธิ
นี้นั้นเป็นเอกเป็นสภาวะที่ยังสัมปยุตตธรรมให้ผุดขึ้นย่อมมีแก่จิต มิใช่มีแก่สัตว์
มิใช่มีแก่ชีวะ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำนี้ว่า เจตโส เอโกทิภาวํ
ดังนี้
ถามว่า ศรัทธานี้ และสมาธิมีชื่อว่า เอโกทิ นี้ มีอยู่แม้ในปฐมฌาน
มีใช่หรือ เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร ทุติยฌานนี้นั่นแหละ พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าจึงตรัสว่า เป็นเครื่องผ่องใส และเป็นเอโกทิภาวะอีกเล่า. ตอบว่า
เพราะว่า ปฐมฌานนั้นยังไม่ผ่องใสแท้เพราะกำเริบด้วยวิตกวิจาร เหมือน
น้ำที่ขุ่นเพราะระลอกคลื่น ฉะนั้น แม้เมื่อศรัทธามีอยู่ ก็ไม่ตรัสว่า สมฺปสาทนํ
(ความผ่องใส) อนึ่ง แม้สมาธิในปฐมฌานนี้ก็ยังไม่ปรากฏ เพราะยังไม่ผ่องใส
แท้นั่นแหละ ฉะนั้น ปฐมฌานนั้น จึงไม่ตรัสว่า เอโกทิภาวะ แต่ในทุติยฌานนี้
ศรัทธามีกำสังได้โอกาส เพราะไม่มีวิตกและวิจารเป็นปลิโพธ (กังวลใจ) แม้
สมาธิก็ปรากฏเพราะการได้ศรัทธาเป็นกำลังและเป็นสหาย ฉะนั้น ทุติยฌานนี้
เท่านั้นพึงทราบว่า ตรัสไว้อย่างนั้น. ส่วนในวิภังค์ ตรัสไว้เพียงเท่านี้ว่า
บทว่า สมฺปสาทนํ (ผ่องใส) ได้แก่ศรัทธา (ความเชื่อ) กิริยาที่เชื่อ
ความปลงใจเชื่อ ความเลื่อมใสยิ่ง. คำว่า เจตโส เอโกทิภาวํ (ธรรมเอก
ผุดขึ้นแก่ใจ) ได้แก่ ความตั้งอยู่ การตั้งมั่นแห่งจิต ฯลฯ สัมมาสมาธิดังนี้.
พึงทราบการพรรณนาเนื้อความนี้กับพระดำรัสที่ตรัสไว้อย่างนั้น ย่อมไม่ผิด
เทียบเคียงกันอยู่ ย่อมลงกันได้ ฉะนั้น.

453
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 454 (เล่ม 75)

บทว่า อวิตกฺกํ อวิจารํ (ไม่วิตกไม่มีวิจาร) มีวิเคราะห์ว่า ชื่อว่า
อวิตก (ไม่มีวิตก) เพราะอรรถว่า วิตกในทุติยฌานนี้ หรือของทุติยฌานนี้
ไม่มี เพราะความที่วิตกนั้นละได้แล้วด้วยภาวนา. ชื่อว่า อวิจาร (ไม่มีวิจาร)
โดยนัยนี้เหมือนกัน. แม้ในวิภังค์ก็ตรัสไว้ วิตกนี้ และวิจารนี้ ย่อมสงบระงับ
เข้าไประงับ ดับไป ดับไปอย่างราบคาบ ถูกทำให้พินาศไป ให้ละลายไป
ถูกทำให้แห้งไป ถูกทำให้ผากไป ถูกทำให้สิ้นสุด ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร ด้วยประการฉะนี้.
ในข้อนี้หากมีผู้ท้วง แม้ด้วยคำนี้ว่า เพราะการเข้าไปสงบวิตกและวิจาร
ดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส ก็สมบูรณ์แล้วมิใช่หรือ เมื่อเป็นเช่นนั้น
เพราะเหตุไร จึงตรัสว่า ไม่มีวิตกไม่มีวิจารอีกเล่า. ตอบว่า ได้ความหมายนี้
สำเร็จแล้วอย่างนั้นนั่นแหละ แต่คำว่าไม่มีวิตกไม่มีวิจารนี้เป็นคำที่แสดงความ
ข้อนั้นก็หาไม่ ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วมิใช่หรือว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้
อย่างนี้ว่า วิตกฺกวิจารานํ วูปสมา ดังนี้ เพื่อแสดงว่า การบรรลุทุติยฌาน
เป็นต้นเป็นอย่างหนึ่งจากปฐมฌาน ย่อมมีได้เพราะก้าวล่วงองค์หยาบ ๆ ดังนี้.
อีกอย่างหนึ่ง คำนี้เป็นเหตุแสดงเหตุแห่งภาวะสัมปสาททนะและเอโกทิ
อย่างนี้ว่า ทุติยฌานนี้ ชื่อว่า สัมปสาทนะ เพราะสงบวิตกและวิจาร มิใช่
เข้าไปสงบกิเลสที่กำเริบตามกาล ฌานนั้น ชื่อว่า เอโกทิภาวะสงบวิตก
และวิจาร มิใช่ละนิวรณ์ได้เหมือนอุปจารฌาน มิใช่องค์ฌานปรากฏเหมือน
ปฐมฌาน. อนึ่ง ทุติยฌานนี้ ชื่อว่า อวิตักกะอวิจาร เพราะเข้าไปสงบ
วิตกและวิจาร มิใช่เพราะไม่มีเองเหมือนตติยฌานและจตุตถฌาน และเหมือน
จักขุวิญาณเป็นต้น เพราะฉะนั้น คำว่า ไม่มีวิตกไม่มีวิจารนี้ เป็นคำแสดง
เหตุแห่งความที่ทุติยฌานนั้นเป็นธรรมชาติไม่มีวิตกไม่มีวิจาร มิใช่เป็นคำแสดง

454
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 455 (เล่ม 75)

เพียงความไม่มีวิตกไม่มีวิจาร. ส่วนคำว่า อวิตกฺกํ อวิจารํ นี้ เป็นคำแสดง
เพียงสักว่าความไม่มีวิตกและวิจารเท่านั้น เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
ครั้นตรัสอวิตักกะอวิจารแล้ว ก็พึงตรัสอีกโดยแท้.
บทว่า สมาธิชํ (เกิดแต่สมาธิ) ความว่า เกิดแต่สมาธิในปฐมฌาน
หรือแต่สมาธิที่สัมปยุตกัน. บรรดาสมาธิทั้ง ๒ นั้นแม้ฌานที่หนึ่งเกิดแต่สมาธิ
ที่สัมปยุตกันก็จริง. แต่ที่แท้ สมาธินี้เท่านั้น ย่อมควรกล่าวคำว่า สมาธิ
เพราะเป็นสมาธิที่ไม่หวั่นไหวเกินไป โดยเป็นการเว้นจากการกำเริบของวิตก
และวิจาร และเพราะเป็นเหตุให้สมาธิผ่องใสดี ฉะนั้น เพื่อกล่าวยกย่องทุติย-
ฌานนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสคำว่า สมาธิชํ นี้ทีเดียว. คำว่า ปีติ สุขํ
นี้ มีนัยตามที่กล่าวมาแล้ว. คำว่า ทุติยํ นี้ ชื่อว่า ที่สองโดยลำดับแห่ง
การนับ. ที่ชื่อว่า ที่สอง เพราะอรรถว่า ย่อมบรรลุฌานที่สองนี้ ดังนี้ก็ได้.
ในคำว่า ตสฺมึ สมเย ผสฺโส โหติ เป็นต้น พึงทราบการลด
บทวิตกและวิจารในฌานหมวด ๕ พึงทราบการลดบทสัมมาสังกัปปะในหมวด ๕
แห่งมรรค. พึงทราบวินิจฉัยบทที่มีการจำแนกและไม่มีการจำแนกด้วยสามารถ
แห่งหมวด ๕ แห่งฌานและหมวด ๕ แห่งมรรคเหล่านั้น. แม้ในโกฏฐาสวาระ
ก็มีพระบาลีมาว่า ฌานประกอบด้วยองค์ ๓ มรรคประกอบด้วยองค์ ๔ ดังนี้.
คำที่เหลือนอกจากนี้เป็นเช่นกับปฐมฌานนั่นแล.
ทุติยฌานจบ
อธิบายตติยฌาน
พึงทราบวินิจฉัยในตติยฌานนิทเทส ต่อไป
บทว่า ปีติยา จ วิราคา (เพราะคลายปีติ ) ความว่า ความรังเกียจหรือ
ความก้าวล่วงปีติมีประการตามที่กล่าวแล้ว ชื่อว่า วิราคะ (ความคลายราคะ)

455
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 456 (เล่ม 75)

ก็ จ ศัพท์ในระหว่างศัพท์ทั้งสองมีอรรถว่า ประมวลมา คือย่อมประมวลมา
ซึ่งความสงบ หรือย่อมประมวลมาซึ่งความสงบและวิจาร. ในการประมวล
มาทั้ง ๒ นั้น ในกาลใด จ ศัพท์ย่อมประมวลซึ่งความสงบเท่านั้น ในกาลนั้น
พึงทราบการประกอบความอย่างนี้ว่า เพราะคลายปีติ และเพราะความสงบยิ่ง
ขึ้นไปเล็กน้อย. เนื้อความที่ประกอบนี้ พึงเห็นว่า วิราคะ (ความคลายราคะ)
มีอรรถว่ารังเกียจ. แต่ว่า ในกาลใด จ ศัพท์ย่อมประมวลมาซึ่งความสงบวิตก
และวิจาร ในกาลนั้น พึงทราบการประกอบเนื้อความอย่างนี้ว่า เพราะคลายปีติ
และเพราะความสงบวิตกและวิจารยิ่งขึ้นเล็กน้อย. ก็ว่าด้วยการประกอบเนื้อความ
นี้ วิราคะ (ความคลายราคะ) มีอรรถว่าก้าวล่วง เพราะฉะนั้น พึงเห็นเนื้อความ
นี้ว่า เพราะการก้าวล่วงปีติ และเพราะสงบวิตกและวิจารดังนี้. ก็วิตกและวิจาร
เหล่านั้นสงบแล้วในทุติยฌานก็จริง ถึงอย่างนั้น ท่านก็กล่าวคำว่า เพราะความ
สงบวิตกและวิจารนี้ไว้เพื่ออธิบายแนวทางของฌานนี้ และเพื่อจะกล่าวชมฌานนี้.
จริงอยู่ เนื้อกล่าวคำว่า วิตกฺกวิจารานํ วูปสมา ดังนี้ ตติยฌานนี้ ย่อม
ปรากฏชัดว่า ความเข้าไปสงบวิตกและวิจาร เป็นอุบายเครื่องบรรลุฌานนี้
แน่แท้. เหมือนอย่างว่าการละท่านกล่าวไว้ในอริยมรรคที่ ๓ อย่างนี้ว่า เพราะ
ละสัญโญชน์เบื้องต่ำ ๕ มีสักกายทิฏฐิเป็นต้น แม้ที่ยังมิได้ละดังนี้ ย่อมเป็น
การกล่าวถึงคุณความดี เพื่อให้เกิดการอุตสาหะแก่บุคคลผู้ขวนขวายเพื่อบรรลุ
มรรคนั้น ฉันใด การสงบวิตกและวิจาร แม้ที่ยังไม่สงบตามที่ตรัสไว้ใน
ตติยฌานนี้ ย่อมเป็นการกล่าวชมเชยคุณฉันนั้น เพราะเหตุนั้น จึงตรัส
เนื้อความนี้ว่า เพราะก้าวล่วงปีติ และเพราะความสงบวิตกและวิจารทั้งหลาย
ดังนี้.

456
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 457 (เล่ม 75)

ในคำว่า อุเปกฺขโก จ วิหรติ นี้ มีวิเคราะห์ว่า ธรรมที่ชื่อว่า
อุเบกขา เพราะอรรถว่า ย่อมเห็นโดยความเกิดขึ้น อธิบายว่า ย่อมเห็นเสมอ
คือเห็นอยู่โดยไม่ตกไปเป็นฝ่ายไหน. พระโยคาวจรผู้พรั่งพร้อมด้วยตติยฌาน
ตรัสเรียกว่า อุเปกฺขโก (ผู้เข้าไปเพ่ง) เพราะประกอบด้วยอุเบกขาอันบริสุทธิ์
ไพบูลมีกำลังนั้น.
ว่าด้วยอุเบกขา ๑๐ อย่าง
ก็อุเบกขามี ๑๐ อย่าง คือ
ฉฬังคูเบกขา (อุเบกขาของพระขีณาสพคือตัตรมัชฌัตตตา)
พรหมวิหารูเบกขา (อุเบกขาในพรหมวิหารคือตัตรมัชฌัตตตา)
โพชฌังคูเบกขา (อุเบกขาในสัมโพชฌงค์คือตัตรมัชฌัตตตา)
วิริยูเบกขา (อุเบกขาคือความเพียร)
สังขารูเบกขา (อุเบกขาในฌานและวิปัสสนาคือปัญญา)
เวทนูเบกขา (อุเบกขาเวทนา)
วิปัสสนูเบกขา (อุเบกขาในวิปัสสนาคือปัญญา)
ตัตรมัชฌัตตูเบกขา (ตัตรมัชฌัตตเจตสิก)
ฌานูเบกขา (อุเบกขาในฌานคือตัตรมัชฌัตตตา)
ปาริสุทธิอุเบกขา (อุเบกขาทำสติให้บริสุทธิ์คือตัตรมัชฌัตตตา).
บรรดาอุเบกขา ๑๐ เหล่านั้น อุเบกขาใดเป็นธรรมบริสุทธิ์เป็นปกติ
ในคลองแห่งอารมณ์ ๖ ที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนาในทวาร ๖ ของพระ-
ขีณาสพเป็นอาการมีอยู่ที่มาในพระบาลีอย่างนี้ว่า ภิกษุผู้เป็นขีณาสพในธรรม
วินัยนี้เห็นรูป ด้วยจักษุแล้วไม่ดีใจ ไม่เสียใจ มีสติ มีความรู้สึกตัว วางเฉย
อยู่เทียว ย่อมอยู่ ดังนี้ อุเบกขานี้ ชื่อว่า ฉฬวคูเบกขา.

457