ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งแห่งวิญญาณขันธ์ ท่านก็เรียกว่า วิญญาณขันธ์ ตามที่รู้กัน
เหมือนคนตัดส่วนหนึ่งแห่งต้นไม้ ท่านก็เรียกว่า ตัดต้นไม้ฉะนั้น.
คำว่า ตชฺชมโนวิญฺญาณธาตุ ได้แก่ มโนวิญญาณธาตุอันสมควร
แก่ธรรม มีผัสสะเป็นต้น เหล่านั้น. จริงอยู่ ในบทนี้จิตดวงเดียวเท่านั้น ท่าน
กล่าวชื่อไว้ ๓ อย่าง คือ ชื่อว่า มโน เพราะอรรถว่ากำหนดอารมณ์ ชื่อว่า
วิญญาณ เพราะอรรถว่ารู้แจ้ง ชื่อว่าธาตุ เพราะอรรถว่าเป็นสภาวะ หรือ
เพราะอรรถว่ามิใช่สัตว์.
ในหมวด ๕ แห่งผัสสะนี้ ตามที่กล่าวมาแล้ว จะกล่าวผัสสะก่อน
เพราะเป็นผัสสะเท่านั้น มิใช่ผัสสะที่เกิดด้วยสัมผัสสะที่เป็นตัชชามโนวิญญาณ-
ธาตุ และเพราะจิตเป็นตัชชามโนวิญญาณธาตุเท่านั้น เพราะฉะนั้น พระองค์
จึงไม่ทรงยกบัญญัติที่เป็นตัชชามโนวิญญาณธาตุสัมผัสสชา ใน ๒ บทนี้ แต่ก็
ใช้ในบทวิตกเป็นต้นได้บ้าง ที่ไม่ยกขึ้นใช้ในนิทเทสนี้ เพราะมิได้กำหนดไว้.
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงจำแนกธรรมหมวด ๕ แห่ง
ผัสสะเหล่านี้จำแนกเป็นแต่ละแผนกแล้วทรงยกขึ้นสู่บัญญัติ ชื่อว่า กระทำสิ่ง
ที่ทำได้โดยยาก เมื่อบุคคลใส่น้ำต่าง ๆ น้ำมันต่าง ๆ ลงในภาชนะหนึ่งแล้ว
กวนตลอดวัน การมองดูสี หรือการสูดกลิ่น หรือการลิ้มรสก็อาจรู้ความต่าง
กันได้ เพราะความต่างกันแห่งสี กลิ่น และรส แม้จะเป็นถึงอย่างนั้น เขาก็
กล่าวกันว่า การกระทำนั้นเป็นการกระทำได้ยาก. แต่พระสัมมาสัมพุทธะ
เมื่อทรงจำแนกธรรมคือจิตและเจตสิกอันไม่ใช่รูปเหล่านี้ ที่เป็นไปในอารมณ์
หนึ่งกระทำให้เป็นแผนก ๆ แล้วทรงยกขึ้นสู่บัญญัติ ชื่อว่า ทรงกระทำได้ยาก
อย่างยิ่ง. ด้วยเหตุนั้น พระนาคเสนเถระจึงถวายพระพรพระยามิลินทร์ว่า
มหาบพิตร พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำสิ่งที่ทำได้โดยยาก.