พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 338 (เล่ม 75)

วิญญูชนทั้งหลายจักติเตียนเธอ เธอ
จักเป็นอันบุคคลผู้มีศีลทั้งหลายเว้นแล้ว
เหมือนชาวพระนครเว้นของไม่สะอาด
ดูก่อนภิกษุ เธอจักทำอย่างไรเล่า ดังนี้.
บุคคลนั้นย่อมไม่ทำบาปกรรมเพราะโอตตัปปะอันเหตุภายนอกเป็น
สมุฏฐาน ชื่อว่า โอตตัปปะ มีเหตุภายนอกเป็นสมุฏฐาน ด้วยประการฉะนี้.
ถามว่า ชื่อว่า หิริ มีอัตตาเป็นอธิบดี อย่างไร. ตอบว่า กุลบุตรบาง
คนในโลกนี้กระทำตนให้เป็นใหญ่ให้เป็นหัวหน้าแล้วคิดว่า การทำความชั่ว
ไม่สมควรแก่บุคคลผู้บวชด้วยศรัทธา เป็นพหูสูต ผู้ปฏิบัติธุดงค์ ผู้เช่นกับเรา
แล้วไม่ทำบาปกรรม ชื่อว่า หิริ มีอัตตาเป็นอธิบดี อย่างนี้ เพราะเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า บุคคลนั้นกระทำตนเท่านั้นให้เป็นใหญ่ ให้เป็น
หัวหน้าแล้วย่อมละอกุศล เจริญกุศล ย่อมละธรรมที่มีโทษ เจริญธรรมไม่มี
โทษ ย่อมบริหารตนให้หมดจด ดังนี้.
ถามว่า ชื่อว่า โอตตัปปะ มีโลกเป็นอธิบดี อย่างไร ตอบว่า
กุลบุตรบางคนในโลกนี้กระทำโลกให้เป็นใหญ่ ให้เป็นหัวหน้า แล้วไม่ทำบาป-
กรรม เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า ก็โลกสันนิวาสนี้ใหญ่แล อนึ่ง ในโลกสันนิวาส
ใหญ่แล ย่อมมีสมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้มีฤทธิ์ มีทิพยจักษุ รู้จิตของผู้อื่น
สมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมมองเห็นได้แม้แต่ที่ไกล แม้แต่ที่ใกล้เราก็มองไม่
เห็นท่าน สมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมรู้ชัดซึ่งจิตแม้ด้วยจิต ท่านแม้เหล่านั้น
จักรู้เราอย่างนี้ว่า ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย จงดูกุลบุตรนี้ซิ เขาเป็นผู้มีศรัทธา
ออกจากเรือน บวชเป็นบรรพชิตผู้ไม่มีเรือน แต่เกลื่อนกล่นด้วยอกุศลธรรม
อันลามกอยู่ ดังนี้ ถึงเทวดาทั้งหลายที่มีฤทธิ์ มีทิพยจักษุ รู้ใจผู้อื่นก็มีอยู่

338
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 339 (เล่ม 75)

เทวดาเหล่านั้นย่อมมองเห็นได้แม้แต่ที่ไกล แม้ท่านอยู่ใกล้พวกเราก็ไม่เห็น
เทวดาเหล่านั้นย่อมรู้ชัดซึ่งจิตแม้ด้วยจิต ถึงพวกเทวดาเหล่านั้นก็จักรู้เรา
อย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย จงดูกุลบุตรนี้ซิ เป็นผู้มีศรัทธาออกจากเรือน
บวชเป็นบรรพชิตผู้ไม่มีเรือน แต่เกลื่อนกล่นไปด้วยอกุศลธรรมอันลามก
ทั้งหลายอยู่ ดังนี้ บุคคลนั้นกระทำโลกเท่านั้นให้เป็นใหญ่ เป็นหัวหน้าแล้ว
ย่อมละอกุศล เจริญกุศล ย่อมละธรรมที่มีโทษ เจริญธรรมไม่มีโทษ ย่อม
บริหารตนให้หมดจด ชื่อว่า โอตตัปปะ มีโลกเป็นอธิบดี ด้วยประการฉะนี้.
ก็บัณฑิตพึงทราบเนื้อความในคำว่า หิริ อันตั้งขึ้นด้วยสภาวะ คือ
ความละอาย และโอตตัปปะอันตั้งขึ้นด้วยสภาวะคือความกลัวต่อไป คำว่า
ละอาย ได้แก่ อาการที่น่าละอาย อธิบายว่า หิริตั้งอยู่โดยสภาวะที่น่าละอาย
นั้น. คำว่า กลัว ได้แก่ กลัวอบาย อธิบายว่า โอตตัปปะตั้งอยู่โดยสภาวะ
ที่กลัวนั้น. หิริและโอตตัปปะแม้ทั้ง ๒ นั้น ย่อมปรากฏในการเว้นจากความชั่ว.
จริงอยู่ คนบางคนก้าวลงสู่ธรรมคือ ความละอายในภายใน ย่อมไม่ทำบาป
เหมือนอย่างกุลบุตรบางคนผู้กระทำการถ่ายอุจจาระปัสสาวะเป็นต้น เห็นบุคคล
แม้คนเดียวที่ตนควรละอายก็พึงถึงอาการละอาย พึงแอบแล้วเป็นผู้ละอายแล้ว
ไม่ทำการถ่ายอุจจาระปัสสาวะฉะนั้น. คนบางคนเป็นผู้กลัวต่อภัยในอบายแล้ว
ก็ไม่ทำบาปกรรม. ในอธิการแห่งหิริและโอตตัปปะนั้น มีข้ออุปมาดังนี้
เปรียบเหมือนก้อนเหล็ก ๒ ก้อน ก้อนหนึ่งเย็นแต่เปื้อนคูถ ก้อนหนึ่งร้อน
ลุกโพลง บรรดาก้อนเหล็กทั้ง ๒ นั้น คนฉลาดรังเกียจก้อนเหล็กที่เย็นแต่
เปื้อนคูถจึงไม่จับ รังเกียจก้อนเหล็กนอกนี้เพราะกลัวความร้อน ในการ
อุปมานั้น พึงทราบการที่บุคคลก้าวลงสู่ธรรม คือความละอายภายในแล้วไม่ทำ
บาปเหมือนคนฉลาดไม่จับก้อนเหล็กเย็นที่เปื้อนคูถเพราะความรังเกียจ. พึง
ทราบการไม่ทำบาปเพราะกลัวอบาย เหมือนบุคคลไม่จับก้อนเหล็กร้อนเพราะ
กลัวความร้อน ฉะนั้น.

339
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 340 (เล่ม 75)

หิริมีความเคารพเชื่อฟังเป็นลักษณะ โอตตัปปะมีความกลัวโทษและ
เห็นภัยเป็นลักษณะ เพราะฉะนั้น ธรรมทั้ง ๒ แม้นี้จึงปรากฏในการเว้นจาก
บาปเหมือนกัน. จริงอยู่ คนบางคนยังหิริอันมีความเคารพเชื่อฟังเป็นลักษณะ
ให้ตั้งขึ้นแล้วไม่ทำบาปด้วยเหตุ ๔ คือ พิจารณาถึงชาติที่เป็นใหญ่ พิจารณาถึง
ศาสดาที่เป็นใหญ่ พิจารณาถึงความเป็นทายาทที่เป็นใหญ่ พิจารณาถึงเพื่อน
พรหมจารีที่เป็นใหญ่ บางคนยังโอตตัปปะอันมีความกลัวโทษและเห็นภัยเป็น
ลักษณะให้ตั้งขึ้นแล้วไม่ทำบาปด้วยเหตุ ๔ คือ ภัยเกิดแต่การติเตียนตนเอง
ภัยเกิดเเต่การติเตียนแต่ผู้อื่น ภัยแต่อาชญา ภัยแต่ทุคติ. บรรดาเหตุทั้ง ๘
เหล่านั้น บัณฑิตพึงกล่าวถึงการพิจารณาชาติที่เป็นใหญ่เป็นต้น และภัยมีการ
ติเตียนตนเองเป็นต้นให้พิสดาร.
ความหมายของคำว่า อโลภะ
ธรรมที่ชื่อว่า อโลภะ เพราะเป็นเหตุให้ไม่โลภ หรือว่า ตัวเอง
ไม่โลภ หรือว่าเป็นเพียงความไม่โลภ. แม้ในอโทสะและอโมหะก็นัยนี้เหมือน
กัน บรรดาธรรมทั้ง ๓ เหล่านั้น อโลภะมีความที่จิตไม่กำหนัดในอารมณ์
เป็นลักษณะ หรือมีความที่จิตไม่ติดในอารมณ์เป็นลักษณะเหมือนหยดน้ำ
ไม่ติดบนใบบัว มีการไม่หวงแหนเป็นรสเหมือนภิกษุพ้นแล้ว มีการไม่ติดใจ
เป็นปัจจุปัฏฐานเหมือนบุรุษผู้ตกไปในของไม่สะอาด ฉะนั้น. อโทสะมีการไม่
ดุร้ายเป็นลักษณะ หรือว่า มีการไม่พิโรธเป็นลักษณะเหมือนมิตรผู้ช่วยเหลือ
มีการกำจัดความอาฆาตเป็นรส หรือว่า มีการกำจัดความเร่าร้อนเป็นรส
เหมือนเนื้อไม้จันทน์ มีความร่มเย็นเป็นปัจจุปัฏฐานเหมือนจันทร์เพ็ญ. ส่วน
อโมหะพร้อมทั้งลักษณะเป็นต้น ท่านตั้งบทอธิบายเหมือนปัญญินทรีย์ ตามที่
กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแหละ.

340
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 341 (เล่ม 75)

อนึ่ง ในธรรมทั้ง ๓ เหล่านั้น อโลภะเป็นข้าศึกต่อมลทินคือความตระหนี่
อโทสะเป็นข้าศึกต่อมลทินคือความเป็นผู้ทุศีล อโมหะเป็นข้าศึกต่อความไม่
เจริญในกุศลธรรมทั้งหลาย และในบรรดาคุณธรรมเหล่านั้น อโลภะเป็นเหตุ
แห่งทาน อโทสะเป็นเหตุแห่งศีล อโมหะเป็นเหตุแห่งภาวนา. บรรดาคุณธรรม
เหล่านั้น บุคคลมีความไม่โลภย่อมถือเอาไม่มาก เพราะผู้โลภจึงถือเอามาก
บุคคลไม่มีโทสะย่อมถือเอาไม่พร่อง เพราะผู้โทสะประทุษร้ายจึงถือเอาพร่อง
บุคคลไม่มีความหลงย่อมถือเอาไม่วิปริต เพราะผู้หลงจึงถือเอาวิปริต.
อนึ่ง ในบรรดาคุณธรรมเหล่านั้น บุคคลทรงจำโทษที่มีอยู่โดยความ
เป็นโทษ ย่อมเปิดเผยโทษทั้งหลายไปเพราะความไม่โลภ เพราะว่า บุคคลโลภ
แล้วย่อมปกปิดโทษ. บุคคลทรงจำคุณที่มีอยู่โดยความเป็นคุณ ย่อมประกาศคุณ
ทั้งหลายให้เป็นไปเพราะความไม่มีโทสะ เพราะว่า บุคคลมีโทสะประทุษร้าย
แล้ว ย่อมลบหลู่คุณท่าน. บุคคลทรงจำไว้ซึ่งสภาวะตามความเป็นจริง โดย
สภาวะตามความเป็นจริง ย่อมประกาศสภาวะตามความเป็นจริงให้เป็นไป
เพราะความไม่หลง เพราะว่า บุคคลหลงย่อมถือเอาสิ่งที่แท้จริง ว่าเป็นสิ่งที่
ไม่แท้จริง ถือเอาสิ่งที่ไม่แท้จริง ว่าเป็นสิ่งที่แท้จริง.
อนึ่ง ทุกข์มีการพลัดพรากจากของที่รักย่อมไม่มี เพราะความไม่โลภ
เพราะคนโลภแล้ว มีสภาวะยึดถือความรัก และเพราะอดทนต่อการพลัดพราก
ของที่รักไม่ได้. ทุกข์อันประสบกับของอันไม่เป็นที่รักย่อมไม่มีเพราะความ
ไม่มีโทสะ เพราะบุคคลมีโทสะประทุษร้าย แล้วมีสภาวะยึดสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก
และเพราะอดทนต่อการประสบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รักไม่ได้. ทุกข์มีการไม่ได้สิ่ง
ที่ปรารถนาย่อมไม่มีเพราะความไม่หลง เพราะบุคคลผู้ไม่หลงมีการเจริญ
พิจารณาอย่างนี้ว่า พวกท่านพึงได้สิ่งนั้นในที่นี้แต่ที่ไหน เป็นต้น.

341
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 342 (เล่ม 75)

อนึ่ง บรรดาคุณธรรมเหล่านี้ ชาติทุกข์ย่อมไม่มีเพราะอโลภะ เพราะ
อโลภะเป็นปฏิปักษ์ต่อตัณหา และชาติทุกข์มีตัณหาเป็นมูล. ชราทุกข์ย่อมไม่มี
เพราะอโทสะ เพราะบุคคลมีโทสะกล้าเป็นผู้มีสภาวะคือความชราเร็วพลัน.
มรณทุกข์ย่อมไม่มีเพราะอโมหะ เพราะการตายของบุคคลผู้หลงเป็นทุกข์ แต่
ทุกข์นั้น ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้ไม่หลง.
อนึ่ง การอยู่ร่วมกันเป็นสุขของคฤหัสถ์ทั้งหลายเพราะความไม่โลภ
การอยู่ร่วมกันเป็นสุขของบรรพชิตทั้งหลายเพราะความไม่หลง การอยู่ร่วมกัน
เป็นสุขของคฤหัสถ์และบรรพชิตแม้ทั้งหมด เพราะความไม่มีโทสะ.
อนึ่ง บรรดาคุณธรรมเหล่านั้น ว่าโดยพิเศษ ความเกิดขึ้นในปิตติ-
วิสัยย่อมไม่มีเพราะความไม่โลภ. จริงอยู่ สัตว์ทั้งหลายโดยมากย่อมเข้าถึง
ปิตติวิสัยเพราะตัณหา ด้วยว่า ความไม่โลภเป็นปฏิปักษ์ต่อตัณหา. ความเกิด
ในนรกย่อมไม่มีเพราะความไม่มีโทสะ. จริงอยู่ สัตว์ทั้งหลายย่อมเข้าถึงนรก
เช่นกับโทสะ เพราะความเป็นผู้ดุร้ายด้วยโทสะ ด้วยว่าอโทสะเป็นปฏิปักษ์
ต่อโทสะ. การเกิดในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานย่อมไม่มีเพราะความไม่หลง จริงอยู่
บุคคลทั้งหลายผู้หลงเป็นนิตย์ด้วยโมหะย่อมเข้าถึงกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ด้วยว่า
อโมหะเป็นปฏิปักษ์ต่อโมหะ. บรรดาคุณธรรมเหล่านั้น อโลภะย่อมไม่ทำความ
เกี่ยวข้องด้วยอำนาจแห่งราคะ อโทสะย่อมไม่ทำความเกี่ยวข้องด้วยอำนาจแห่ง
โทสะ อโมหะย่อมไม่ทำความเป็นกลางด้วยอำนาจแห่งโมหะ.
อนึ่ง ว่าโดยคุณธรรมเหล่านั้นแม้ทั้ง ๓ ย่อมได้สัญญา ๓ เหล่านี้ ตาม
ลำดับ คือ เนกขัมมสัญญา อัพยาปาทสัญญา อวิหึสาสัญญา และ
สัญญา ๓ เหล่านี้ คือ อสุภสัญญา อัปปมาณสัญญา ธาตุสัญญา ก็การ
เว้นธรรมที่สุดคือกามสุขัลลิกานุโยคย่อมมีเพราะอโลภะ การเว้นธรรมที่สุดคือ

342
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 343 (เล่ม 75)

อัตตกิลมถานุโยคย่อมมีเพราะอโทสะ การดำเนินไปด้วยข้อปฏิบัติอันเป็น
มัชฌิมาย่อมมีเพราะอโมหะ อนึ่ง การทำลายอภิชฌากายคัณฐะย่อมมีเพราะ
อโลภะ การทำลายพยาปาทกายคัณฐะย่อมมีเพราะอโทสะ การทำลายคัณฐะทั้ง ๒
ที่เหลือย่อมมีเพราะอโมหะ และสติปัฏฐาน ๒ ข้อเบื้องต้น ย่อมสำเร็จด้วย
อานุภาพ (ความยิ่งใหญ่) แห่งคุณธรรม ๒ ข้อเบื้องต้น สติปัฏฐาน ๒ ข้อหลัง
ย่อมสำเร็จด้วยอานุภาพแห่งคุณธรรมข้อหลังเท่านั้น.
อนึ่ง บรรดาคุณธรรมเหล่านั้น อโลภะย่อมเป็นปัจจัยแก่ความไม่มีโรค
เพราะบุคคลไม่โลภแล้วย่อมไม่เสพอสัปปายะ แม้เป็นอารมณ์ของโลภะ เพราะ
เหตุนั้น บุคคลผู้ไม่โลภจึงไม่มีโรค. อโทสะย่อมเป็นปัจจัยแก่ความหนุ่มสาว
เพราะบุคคลไม่มีโทสะประทุษร้ายแล้ว ก็ไม่ถูกไฟคือโทสะอันนำมาซึ่งความ
เป็นผู้มีหนังเหี่ยวย่น และผมหงอกแผดเผาอยู่ ย่อมเป็นหนุ่มสาวได้นาน.
อโมหะย่อมเป็นปัจจัยแก่ความมีอายุยืน เพราะบุคคลผู้ไม่หลงรู้สิ่งที่เป็น
ประโยชน์ และไม่เป็นประโยชน์ ก็เว้นสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ เสพสิ่งที่เป็น
ประโยชน์ จึงเป็นผู้มีอายุยืน.
อนึ่ง บรรดาคุณธรรมเหล่านั้น อโลภะเป็นปัจจัยแก่โภคสมบัติ เพราะ
คนไม่โลภแล้วก็เป็นผู้ได้เฉพาะซึ่งโภคะ ด้วยจาคะ. อโทสะเป็นปัจจัยแก่การได้
มิตตสมบัติ เพราะเมื่อบุคคลไม่มีโทสะประทุษร้ายแล้ว ก็ได้มิตรและการไม่
เสื่อมมิตร. อโมหะเป็นปัจจัยแก่อัตตสมบัติ เพราะบุคคลไม่หลง เมื่อทำ
ประโยชน์ของตนนั่นแหละ ย่อมชื่อว่ายังตนให้ถึงพร้อม. อโลภะเป็นปัจจัยแก่
ทิพยวิหาร อโทสะเป็นปัจจัยแก่พรหมวิหาร อโมหะเป็นปัจจัยแก่อริยวิหาร.
อนึ่ง บรรดาคุณธรรมเหล่านั้น บุคคลผู้ดับเข็ญในสัตว์และสังขาร
ทั้งหลายฝ่ายตนได้ด้วยอโลภะ เพราะสัตว์และสังขารเหล่านั้นพินาศไป ก็ไม่มี

343
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 344 (เล่ม 75)

ความทุกข์อันมีความเกี่ยวข้องกันเป็นเหตุ ผู้ดับเข็ญในสัตว์และสังขารทั้งหลาย
ฝ่ายอื่นได้ด้วยอโทสะ. เพราะบุคคลไม่มีโทสะประทุษร้ายแล้ว ก็ไม่มีความ
สำคัญแม้ในบุคคลทั้งหลายที่จองเวรกัน. ผู้ดับเข็ญในสัตว์และสังขารทั้งหลาย
ในฝ่ายความเฉยได้ด้วยอโมหะ. เพราะคนไม่หลงก็ไม่มีความเกี่ยวข้องทั้งหมด.
การเห็นอนิจจังย่อมมีด้วยอโลภะ เพราะบุคคลโลภแล้วย่อมไม่เห็นสังขารแม้
ไม่เที่ยงโดยความเป็นไม่เที่ยง โดยมุ่งจะใช้สอย. การเห็นทุกข์ย่อมมีด้วยอโทสะ
เพราะคนมีอัชฌาศัยไม่มีโทสะ กำหนดสละอาฆาตวัตถุได้แล้วย่อมเห็นสังขาร
นั่นแหละ โดยความเป็นทุกข์. การเห็นอนัตตาย่อมมีด้วยอโมหะ เพราะคน
ไม่หลงเป็นผู้ฉลาดในการถือเอาสภาวะตามความเป็นจริง ย่อมรู้ขันธ์ ๕ ซึ่ง
มิใช่ผู้เป็นใหญ่โดยมิใช่ผู้เป็นใหญ่. การเห็นอนิจจังเป็นต้น ย่อมมีด้วยคุณธรรม
๓ เหล่านั้น ฉันใด แม้คุณธรรม ๓ เหล่านั้น ก็ย่อมมีด้วยการเห็นอนิจจังเป็นต้น
ฉันนั้นเหมือนกัน. จริงอยู่ ความไม่โลภย่อมมีเพราะการเห็นอนิจจลักษณะ
ความไม่โกรธย่อมมีเพราะการเห็นทุกขลักษณะ ความไม่หลงย่อมมีเพราะการ
เห็นอนัตตลักษณะ. เพราะว่า ชื่อว่าใครรู้โดยชอบว่า สิ่งนี้เป็นของไม่เที่ยง
ดังนี้แล้ว พึงให้ความรักเกิดขึ้นเพื่อต้องการสิ่งไม่เที่ยงนั้น หรือรู้อยู่ว่านี้เป็น
ทุกข์ในสังขารดังนี้แล้ว. พึงยังความทุกข์ที่เกิดจากความโกรธจัด แม้อื่นให้
เกิดซ้ำอีกทีเดียว และรู้ถึงความว่างเปล่าแห่งอัตตาแล้ว ก็พึงถึงความหลงใหล
อีกเล่า ดังนี้.
ความหมายของคำว่า อนภิชฌา
ธรรมที่ชื่อว่า อนภิชฌา เพราะไม่เพ่งเล็ง. ชื่อว่า อัพยาบาท
เพราะยังสุขทางกายสุขทางใจ ประโยชน์ในโลกนี้ ประโยชน์ในโลกหน้า
และการได้เกียรติ ที่ได้เฉพาะแล้วด้วยอานุภาพแห่งความดีไม่ให้พินาศ. ชื่อว่า

344
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 345 (เล่ม 75)

สัมมาทิฏฐิ เพราะย่อมเห็นโดยชอบ หรือเห็นอันงาม. คำว่า อนภิชฌา
เป็นต้นเหล่านั้นเป็นชื่อของธรรมมีความไม่โลภเป็นต้นนั่นแหละ ก็ธรรมเหล่านี้
พึงทราบว่า ในตอนต้นท่านถือเอาด้วยสามารถแห่งความเป็นมูล ในที่นี้พึง
ทราบว่า ท่านถือเอาด้วยสามารถแห่งกรรมบถ.
แม้หิริและโอตตัปปะก็พึงทราบว่า ในตอนต้นท่านถือเอาด้วย
อำนาจแห่งความเป็นพละ ในที่นี้พึงทราบด้วยอำนาจแห่งโลกบาล. จริงอยู่
ธรรมทั้ง ๒ นี้ย่อมรักษาโลก เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สุกกธรรมทั้ง ๒ เหล่านี้ ย่อมรักษาโลก ธรรม
๒ ประการเป็นไฉน ? คือ หิริและโอตตัปปะ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สุกกธรรม
๒ เหล่านี้แลย่อมรักษาโลก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าสุกกธรรม ๒ เหล่านี้ ไม่
พึงคุ้มครองโลกไซร้ ในโลกนี้ก็ไม่พึงปรากฏ คำว่า แม่ น้า ป้า ภรรยา
ของอาจารย์ หรือภรรยาของครู ชาวโลกจักถึงแล้วซึ่งการปะปนกันเหมือน
อย่างพวกแพะ แกะ ไก่ สุกร สุนัขบ้าน สุนัขจิ้งจอก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ก็เพราะสุกกธรรมทั้ง ๒ เหล่านี้ย่อมคุ้มครองโลก ฉะนั้น จึงยังปรากฏคำว่า
แม่ น้า ป้า ภรรยาของอาจารย์ หรือภรรยาของครู ดังนี้.
ความหมายของยุคลธรรม
ความสงบกายชื่อว่า กายปัสสัทธิ ความสงบจิตชื่อว่า จิตตปัสสัทธิ
คำว่า กาย ในคำว่า กายปัสสัทธินี้ ได้แก่ ขันธ์ ๓ มีเวทนาขันธ์เป็นต้น
อนึ่ง ปัสสัทธิธรรมทั้ง ๒ แม้เหล่านี้รวมกันแล้ว พึงเห็นว่ากายปัสสัทธิและ
จิตตปัสสัทธิ มีการระงับความกระวนกระวายทางกายและทางจิตเป็นลักษณะ
มีการกำจัดความกระวนกระวายทางกายและจิตเป็นรส มีการเยือกเย็นไม่

345
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 346 (เล่ม 75)

เร่าร้อนแห่งกายและจิตเป็นปัจจุปัฏฐาน มีกาย (เจตสิก) และจิตเป็นปทัฏฐาน
เป็นปฏิปักษ์ต่อกิเลส มีอุทธัจจะอันกระทำความไม่สงบเป็นต้นแห่งกายและจิต.
ความเบาแห่งกาย ชื่อว่า กายลหุตา. ความเบาแห่งจิต ชื่อว่า
จิตตลหุตา. ลหุตาทั้ง ๒ นั้น พึงเห็นว่า มีความสงบความหนักกายและจิต
เป็นลักษณะ มีการกำจัดความหนักกายและจิตเป็นรส มีความไม่ชักช้าแห่งกาย
และจิตเป็นปัจจุปัฏฐาน มีกายและจิตเป็นปทัฏฐาน เป็นปฏิปักษ์ต่อกิเลส
มีถีนมิทธะเป็นต้นที่กระทำความหนัก.
ความอ่อนแห่งกาย ชื่อว่า กายมุทุตา. ความอ่อนแห่งจิต ชื่อว่า
จิตตมุทุตา. กายและจิตตมุทุตาเหล่านั้น มีความสงบความกระด้างกายและจิต
เป็นลักษณะ มีการกำจัดความกระด้างกายและจิตเป็นรส มีการไม่คับแค้นใจ
เป็นปัจจุปัฏฐาน มีกายและจิตเป็นปทัฏฐาน พึงเห็นว่า เป็นปฏิปักษ์ต่อกิเลส
มีทิฏฐิและมานะเป็นต้น อันการทำความที่กายและจิตให้กระด้าง.
ความควรแก่การงานของกาย ชื่อว่า กายกัมมัญญตา ความควร
แก่การงานของจิต ชื่อว่า จิตตกัมมัญญตา. กัมมัญญตาทั้ง ๒ นั้น มีการ
เข้าไปสงบความไม่ควรแก่การงานของกายและจิตเป็นลักษณะ มีการกำจัดการ
ไม่ควรแก่การงานของกายและจิตเป็นรส มีการถึงพร้อมด้วยการทำกายและจิต
สมควรแก่อารมณ์เป็นปัจจุปัฏฐาน มีกายและจิตเป็นปทัฏฐาน พึงเห็นว่า
เป็นปฏิปักษ์ต่อนิวรณ์ที่เหลือ อันกระทำความไม่ควรแก่การงานของกายและ
จิต. และพึงเห็นกัมมัญญตาทั้ง ๒ นั้น เป็นธรรมนำมาซึ่งความเลื่อมใส ใน
วัตถุอันเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสทั้งหลาย เป็นการนำมาซึ่งความเกษม
เหมาะสมในการทำประโยชน์เกื้อกูลดุจความหมดจดแห่งทอง ฉะนั้น.

346
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 347 (เล่ม 75)

ความเป็นแห่งการคล่องแคล่วของกาย ชื่อว่า กายปาคุญญตา ความ
เป็นแห่งการคล่องแคล่วของจิต ชื่อว่า จิตตปาคุญญตา. ปาคุญญตาทั้ง ๒
นั้น มีการไม่ขัดข้องของกายและจิตเป็นลักษณะ มีการกำจัดความขัดข้องของ
กายและจิตเป็นรส มีการปราศจากโทษเป็นปัจจุปัฏฐาน มีกายและจิตเป็น
ปทัฏฐาน พึงเห็นว่า เป็นปฏิปักษ์ต่อกิเลส คือความเป็นผู้ไม่มีศรัทธาเป็นต้น
อันกระทำความขัดข้องของกายและจิต.
ความตรงของกาย ชื่อว่า กายุชุกตา ความตรงของจิต ชื่อว่า
จิตตุชุกตา. อุชุกตาทั้ง ๒ นั้น มีการตรงของกายและจิตเป็นลักษณะ มีการ
กำจัดการคดของกายและจิตเป็นรส มีการซื่อตรงของกายและจิตเป็นปัจจุปัฏฐาน
มีกายและจิตเป็นปทัฏฐาน พึงทราบว่า เป็นปฏิปักษ์ต่อกิเลส มีมายาและ
สาเถยยะเป็นต้น อันกระทำความคดโค้งของกายและจิต.
ธรรมที่ชื่อว่า สติ เพราะระลึก ชื่อว่า สัมปชัญญะ เพราะรู้ตัว
อธิบายว่า ย่อมรู้โดยประการต่าง ๆ รอบด้าน ก็บรรดาธรรมทั้ง ๒ นั้น พึงทราบ
สัมปชัญญะ ๔ ประเภทเหล่านี้ คือ สาตถกสัมปชัญญะ สัปปายสัมปชัญญะ
โคจรสัมปชัญญะ อสัมโมหสัมปชัญญะ ส่วนธรรมมีลักษณะเป็นต้นของสติและ
สัมปชัญญะเหล่านั้น พึงทราบโดยนัยที่กล่าวในสตินทรีย์ และปัญญินทรีย์นั่น-
แหละ คู่ธรรมนี้ ตรัสไว้ในหนหลังแล้ว ในที่นี้ตรัสไว้อีกด้วยสามารถแห่ง
ความเป็นธรรมมีอุปการะด้วยประการฉะนี้.
ธรรมที่ชื่อว่า สมถะ เพราะสงบธรรมที่เป็นข้าศึกมีกามฉันทะเป็นต้น.
ชื่อว่า วิปัสสนา เพราะเห็นธรรมทั้งหลายโดยอาการต่าง ๆ ด้วยสามารถแห่ง
ความไม่เที่ยงเป็นต้น โดยอรรถะวิปัสสนานี้ก็คือปัญญานั่นเอง. ธรรมมีลักษณะ
เป็นต้นแห่งสมถะและวิปัสสนาแม้เหล่านั้นมีเนื้อความตามที่กล่าวไว้แล้วในหน-

347