ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 554 (เล่ม 6)

ศากยบุตรถวายปฏิญาณแก่พระเจ้าปเสนทิโกศลว่า จะจำพรรษา ไฉนจึงได้ทำ
ให้คลาดเสียเล่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงติเตียนการพูดเท็จ ทรงสรรเสริญกิริยา
ที่เว้นจากการพูดเท็จ โดยอเนกปริยายมิใช่หรือ ดังนี้ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่
พระผู้มีพระภาคเจ้า.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ในเพราะเหตุ
เป็นเค้ามูลนั้น แล้วทรงสอบถามท่านพระอุปนนทศากยบุตรว่า ดูก่อนอุปนนท์
ข่าวว่าเธอถวายปฏิญาณแก่พระเจ้าปเสนทิโกศลว่า จะอยู่จำพรรษา แล้วทำให้
คลาดจริงหรือ ?
ท่านอุปนนทศากยบุตรทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูก่อนโมฆบุรุษ เธอถวาย
ปฏิญาณแก่พระเจ้าปเสนทิโกศลว่าจะจำพรรษา ไฉนจึงได้ทำให้คลาดเสียเล่า
เราติเตียนการพูดเท็จ สรรเสริญกิริยาที่เว้นจากการพูดเท็จ โดยอเนกปริยาย
แล้วมิใช่หรือ การกระทำของเธอนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยัง
ไม่เลื่อมใส . . . ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถา รับสั่งกะภิกษุทั้งหลาย ว่าดังนี้:-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในศาสนานี้ให้ปฏิญาณไว้ว่า จะจำพรรษา
ในวันเข้าพรรษาต้น เธอไปสู่อาวาสนั้น พบอาวาส ๒ แห่งมีจีวรมาก ใน
ระหว่างทางจึงติดอย่างนี้ว่า ไฉนหนอ เราจะพึงจำพรรษาในอาวาส ๒ แห่งนี้
เมื่อเป็นเช่นนี้จีวรเป็นอันมากก็จักบังเกิดแก่เรา ดังนี้ เธอจึงจำพรรษาในอาวาส
๒ แห่งนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วันจำพรรษาต้น ของภิกษุนั้นไม่ปรากฏ และ
เธอต้องอาบัติทุกกฏ เพราะรับคำ.

554
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 555 (เล่ม 6)

ปฏิญาณจำพรรษาต้น
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้ให้ปฏิญาณไว้ว่า จะ
จำพรรษาในวันเข้าพรรษาต้น เธอไปสู่อาวาสนั้น ทำอุโบสถภายนอกวิหาร
ถึงวันแรม ๑ ค่ำ จึงเข้าวิหาร จัดเสนาสนะ ทั้งน้ำฉัน น้ำใช้ กวาดบริเวณ เธอ
ไม่มีกิจจำเป็นหลีกไปเสียในวันนั้นทีเดียว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วันจำพรรษา
ต้นของภิกษุนั้นไม่ปรากฏ และเธอต้องอาบัติทุกกฏ เพราะรับคำ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้ให้ปฏิญาณไว้ว่า จะ
จำพรรษาในวันเข้าพรรษาต้น เธอไปสู่อาวาสนั้น ทำอุโบสถภายนอกวิหาร ถึง
วันแรม ๑ ค่ำ จึงเข้าวิหาร จัดเสนาสนะ ตั้งน้ำฉัน น้ำใช้ กวาดบริเวณ
เธอมีกิจจำเป็นหลีกไปเสียในวันนั้นทีเดียว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วันจำพรรษา
ต้นของภิกษุนั้นไม่ปรากฏ และเธอต้องอาบัติทุกกฏ เพราะรับคำ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้ให้ปฏิญาณไว้ว่า จะ
จำพรรษาในวันเข้าพรรษาต้น เธอไปสู่อาวาสนั้น ทำอุโบสถภายนอกวิหาร
วันแรม ๑ ค่ำ จึงเข้าวิหาร จัดเสนาสนะ ทั้งน้ำฉัน น้ำใช้ กวาดบริเวณ เธอ
พักอยู่ ๒-๓ วัน ไม่มีกิจจำเป็น หลีกไปเสีย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วันจำพรรษา
ต้นของภิกษุนั้นไม่ปรากฏ และเธอต้องอาบัติทุกกฏ เพราะรับคำ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้ให้ปฏิญาณไว้ว่า จะ
จำพรรษาในวันเช้าพรรษาต้น เธอไปสู่อาวาสนั้น ทำอุโบสถภายนอกวิหาร
ถึงวันแรม ๑ ค่ำ จึงเข้าวิหาร จัดเสนาสนะ ตั้งน้ำฉัน น้ำใช้ กวาดบริเวณ
เธอพักอยู่ ๒-๓วัน มีกิจจำเป็น หลีกไปเสีย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วันจำพรรษา
ต้นของภิกษุนั้นไม่ปรากฏ และเธอต้องอาบัติทุกกฏ เพราะรับคำ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้ให้ปฏิญาณไว้ว่า จะ
จำพรรษาในวันเข้าพรรษาต้น เธอไปสู่อาวาสนั้น ทำอุโบสถภายนอกวิหาร

555
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 556 (เล่ม 6)

ถึงวันแรม ๑ ค่ำ จึงเข้าวิหาร จัดเสนาสนะ ตั้งน้ำฉัน น้ำใช้ กวาดบริเวณ
เธอพักอยู่ ๒-๓ วัน แล้วหลีกไปด้วยสัตตาหกรณียะ เธออยู่ภายนอกพ้น ๗ วัน.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วันจำพรรษาต้นของภิกษุนั้นไม่ปรากฏ และเธอต้องอาบัติ
ทุกกฏ เพราะรับคำ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้ให้ปฏิญาณไว้ว่า จะ
จำพรรษาในวันเข้าพรรษาต้น . . . เธอพักอยู่ ๒ - ๓ วัน แล้วหลีกไปด้วย
สัตตาหกรณียะ เธอกลับมาภายใน ๗ วัน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วันจำพรรษา
ต้น ของภิกษุนั้นปรากฏ และเธอไม่ต้องอาบัติ เพราะรับคำ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้ให้ปฏิญาณไว้ว่า จะ
จำพรรษาในวัน เข้าพรรษาต้น เธอไปสู่อาวาสนั้นทำอุโบสถภายนอกวิหาร ถึง
วันแรม ๑ ค่ำ จึงเข้าวิหาร จัดเสนาสนะ ตั้งน้ำฉัน น้ำใช้ กวาดบริเวณ ยัง
อีก ๗ วัน จะถึงวัน ปวารณา เธอมีกิจจำเป็นหลีกไปเสีย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุนั้นจะมาสู่อาวาสนั้นก็ตาม ไม่มาก็ตาม วันจำพรรษาต้นของภิกษุนั้น
ปรากฏ และเธอไม่ต้องอาบัติ เพราะรับคำ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่งภิกษุในศาสนานี้ ให้ปฏิญาณไว้ว่า จะจำ
พรรษาในวันเข้าพรรษาต้น เธอไปสู่อาวาสนั้น ทำอุโบสถ ถึงวันแรม ๑ ค่ำ
จึงเข้าวิหาร จัดเสนาสนะ ตั้งน้ำฉัน น้ำใช้ กวาดบริเวณ เธอไม่มีกิจจำเป็น
หลีกไปเสียในวันนั้นทีเดียว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วันจำพรรษาต้นของภิกษุนั้น
ไม่ปรากฏ และเธอต้องอาบัติทุกกฏ เพราะรับคำ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้ให้ปฏิญาณไว้ว่า จะจำ
พรรษาในวันเข้าพรรษาต้น เธอไปสู่อาวาสนั้น ทำอุโบสถถึงวันแรม ๑ ค่ำ
จึงเข้าวิหาร จัดเสนาสนะ ตั้งน้ำฉัน น้ำใช้ กวาดบริเวณ เธอมีกิจจำเป็นหลีก
ไปเสียในวันนั้นทีเดียว . . .

556
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 557 (เล่ม 6)

. . .เธอพักอยู่ ๒-๓ วัน ไม่มีกิจจำเป็นหลีกไปเสีย. . .
. . .เธอพักอยู่ ๒-๓ วัน มีกิจจำเป็นหลีกไปเสีย. . .
. . .เธอพักอยู่ ๒-๓ วัน แล้วหลีกไปด้วยสัตตาหกรณียะ เธออยู่ภาย
นอกพ้น ๗ วัน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วันจำพรรษาต้นของภิกษุนั้นไม่ปรากฏ
และเธอต้องอาบัติทุกกฏ เพราะรับคำ.
เธอพักอยู่ ๒-๓ วัน แล้วหลีกไปด้วยสัตตาหกรณียะ เธอกลับมาภาย
ใน ๗ วัน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วันจำพรรษาต้นของภิกษุนั้นปรากฏ และเธอ
ไม่ต้องอาบัติ เพราะรับคำ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้ให้ปฏิญาณไว้ว่า จะจำพรรษา
ในวันเข้าพรรษาต้น เธอไปสู่อาวาสนั้น ทำอุโบสถถึงวันแรม ๑ ค่ำ จึงเข้าสู่
วิหาร จัดเสนาสนะ ตั้งน้ำฉัน น้ำใช้ กวาดบริเวณ ยังอีก ๗ วัน จึงถึงวัน
ปวารณาเธอมีกิจจำเป็นหลีกไป. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นจะมาสู่อาวาสนั้น
ก็ตาม ไม่มาก็ตาม วันจำพรรษาต้นของภิกษุนั้นปรากฏ และเธอไม่ต้องอาบัติ
เพราะรับคำ.
ปฏิญาณจำพรรษาหลัง
[๒๒๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในศาสนานี้ให้ปฏิญาณไว้ว่า จะ
จำพรรษาในวันเข้าพรรษาหลัง เธอไปสู่อาวาสนั้น ทำอุโบสถภายนอกวิหาร
ถึงวันแรม ๑ ค่ำ จึงเข้าวิหาร จัดเสนาสนะ ตั้งน้ำฉัน น้ำใช้ กวาดบริเวณ
เธอไม่มีกิจจำเป็นหลีกไปเสียในวันนั้นทีเดียว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วันจำพรรษา
หลังของภิกษุนั้นไม่ปรากฏ และเธอต้องอาบัติทุกกฏ เพราะรับคำ.

557
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 558 (เล่ม 6)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้ให้ปฏิญาณไว้ว่า จะจำพรรษา
ในวันเข้าพรรษาหลัง เธอไปสู่อาวาสนั้น ทำอุโบสถภายนอกวิหาร ถึงวันแรม
๑ ค่ำจึงเข้าวิหาร จัดเสนาสนะ ตั้งน้ำฉัน น้ำใช้ กวาดบริเวณ เธอมีกิจจำเป็น
หลีกไปเสียในวันนั้นทีเดียว...
. . .เธอพักอยู่ ๒-๓ วัน ไม่มีกิจจำเป็นหลีกไปเสีย. . .
. . .เธอพักอยู่ ๒-๓ วัน มีกิจจำเป็นหลีกไปเสีย. . .
. . .เธอพักอยู่ ๒-๓ วัน แล้วหลีกไปด้วยสัตตาหกรณียะ เธออยู่ภาย
นอกพ้น ๗ วัน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วันจำพรรษาหลังของภิกษุนั้น ไม่ปรากฏ
และเธอต้องอาบัติทุกกฏ เพราะรับคำ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้ให้ปฏิญาณไว้ว่า จะจำพรรษา
ในวันเข้าพรรษาหลัง เธอไปสู่อาวาสนั้น ทำอุโบสถภายนอกวิหาร ถึงวันแรม
๑ ค่ำ จึงเข้าวิหาร จัดเสนาสนะ ตั้งน้ำฉัน น้ำใช้ กวาดบริเวณ เธอพักอยู่
๒-๓ วันแล้วหลีกไปด้วยสัตตาหกรณียะ เธอกลับมาภายใน ๗ วัน. ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย วันจำพรรษาหลังของภิกษุนั้นปรากฏ และเธอไม่ต้องอาบัติ เพราะ
รับคำ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้ให้ปฏิญาณไว้ว่า จะ
จำพรรษาในวันเข้าพรรษาหลัง...
. . . ยังอีก ๗ วัน จะครบ ๔ เดือน อันเป็นที่บานแห่งดอกโกมุท
เธอมีกิจจำเป็นหลีกไปเสีย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นจะมาสู่อาวาสนั้นก็ตาม
ไม่มาก็ตาม วันจำพรรษาหลังของภิกษุนั้นปรากฏ และเธอไม่ต้องอาบัติ เพราะ
รับคำ.

558
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 559 (เล่ม 6)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้ให้ปฏิญาณไว้ว่า จะจำพรรษา
ในวันเข้าพรรษาหลัง เธอเข้าไปสู่อาวาสนั้น ทำอุโบสถ ถึงวันแรม ๑ ค่ำ
จึงเข้าวิหาร จัดเสนาสนะ ตั้งน้ำฉัน น้ำใช้ กวาดบริเวณ เธอไม่มีกิจจำเป็น
หลีกไปเสียในวันนั้นทีเดียว...
. . .เธอมีกิจจำเป็น หลีกไปเสียในวันนั้นทีเดียว. . .
. . .เธอพักอยู่ ๒-๓ วัน ไม่มีกิจจำเป็น หลีกไปเสีย. . .
. . .เธอพักอยู่ ๒-๓ วัน มีกิจจำเป็น หลีกไปเสีย. . .
. . .เธอพักอยู่ ๒-๓ วัน แล้วหลีกไปด้วยสัตตาหกรณียะ เธออยู่ภาย
นอกพ้น ๗ วัน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วันจำพรรษาหลังของเธอไม่ปรากฏ
และเธอต้องอาบัติทุกกฏ เพราะรับคำ.
. . .เธอพักอยู่ ๒-๓ วัน แล้วหลีกไปด้วยสัตตาหกรณียะ เธอกลับมา
ภายใน ๗ วัน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วันจำพรรษาหลังของภิกษุนั้นปรากฏ และ
เธอไม่ต้องอาบัติ เพราะรับคำ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้ ให้ปฏิญาณไว้ว่า จะจำพรรษา
ในวันเข้าพรรษาหลัง. . .
. . . ยังอีก ๗ วันจะครบ ๔ เดือน อันเป็นที่บานแห่งดอกโกมุท เธอ
มีกิจจำเป็นหลีกไปเสีย. ดูก่อนภิกษุจักมาสู่อาวาสนั้นก็ตาม ไม่มาก็ตาม วัน
จำพรรษาหลังของภิกษุนั้นปรากฏ และเธอไม่ต้องอาบัติ เพราะรับคำ.
วัสสูปนายิกขันธกะที่ ๓ จบ

559
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 560 (เล่ม 6)

หัวข้อประจำขันธกะ
[๒๒๓] ๑. เรื่องจำพรรษา ๒. เรื่องจำพรรษาในเวลาไหน ๓. เรื่อง
วันเข้าพรรษามีเท่าไร ๔. เรื่องเที่ยวจาริกในระหว่างพรรษา ๕. เรื่องไม่ประสงค์
จำพรรษา ๖. เรื่องแกล้งไม่จำพรรษา ๗ เรื่องทรงเลื่อนกาลฝน ๘. เรื่องอุบาสก
สร้างวิหาร ๙. เรื่องภิกษุอาพาธ ๑๐. เรื่องมารดา บิดา พีชายน้องชาย พี่หญิง
น้องหญิง ญาติและบุรุษผู้ภักดีต่อภิกษุป่วยใช้ ๑๑. เรื่องวิหารชำรุด ๑๒. เรื่อง
สัตว์ร้ายเบียดเบียน ๑๓. เรื่องงูเบียดเบียน ๑๔. เรื่องพวกโจรเบียดเบียน ๑๕.
เรื่องปีศาจรบกวน ๑๖. เรื่องหมู่บ้านประสบอัคคีภัย ๑๗. เรื่องเสนาสนะถูกไฟ-
ไหม้ ๑๘. เรื่องหมู่บ้านประสบอุทกภัย ๑๙. เรื่องเสนาสนะถูกน้ำท่วม ๒๐. เรื่อง
ชาวบ้านพากันอพยพ ๒๑. เรื่องผู้ที่เป็นทายกมีจำนวนมากกว่า ๒๒ . เรื่องไม่ได้
โภชนะอันเศร้าหมองหรือประณีต ไม่ได้โภชนะและเภสัชอันสบาย ไม่ได้อุปัฏ-
ฐากที่สมควร ๒๓. เรื่องถูกสตรีนิมนต์ ๒๔. เรื่องถูกหญิงแพศยานิมนต์ ๒๕.
เรื่องถูกหญิงสาวเทื้อนิมนต์ ๒๖. เรื่องถูกบัณเฑาะก์นิมนต์ ๒๗. เรื่องถูกพวก
ญาตินิมนต์ ๒๘. เรื่องถูกพระราชานิมนต์ ๒๙. เรื่องถูกพวกโจรนิมนต์ ๓๐.
เรื่องถูกพวกนักเลงนิมนต์ ๓๑. เรื่องพบขุมทรัพย์ ๓๒. เรื่องทำลายสงฆ์ ๘ วิธี
๓๓. เรื่องจำพรรษาในหมู่โคต่าง ๓๔. เรื่องจำพรรษาในหมู่เกวียน ๓๕. เรื่อง
จำพรรษาในเรือ ๓๖. เรื่องจำพรรษาในโพรงไม้ ๓๗. เรื่องจำพรรษาบนค่า
คบไม้ ๓๘. เรื่องจำพรรษาในที่แจ้ง ๓๙. เรื่องภิกษุไม่มีเสนาสนะจำพรรษา
๔๐. เรื่องจำพรรษาในกระท่อมผี ๔๑. เรื่องจำพรรษาในร่ม ๔๒. เรื่องจำพรร-
ษาในตุ่ม ๔๓. เรื่องตั้งกติกา ๔๔. เรื่องให้ปฏิญาณ ๘๕ เรื่องทำอุโบสถนอก

560
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 561 (เล่ม 6)

วิหาร ๔๖. เรื่องวันจำพรรษาต้น ๔๗. เรื่องวันจำพรรษาหลัง ๔๘. เรีองไม่มี
กิจจำเป็นหลีกไป ๔๙ . เรื่องมีกิจจำเป็นหลีกไป ๕๐. เรื่องพักอยู่ ๒-๓ วัน
๕๑. เรื่องหลีกไปด้วยสัตตาหกรณียะ ๕๒. เรื่องยังอีก ๗ วันจะถึงวันปวารณา
จะมาก็ตาม ไม่มาก็ตาม.
พึงพิจารณาแนวฉบับ ตามลำดับหัวข้อเรื่อง.
ในขันธกะนี้มี ๕ เรื่อง
อรรถกถาอันตรายเป็นเหตุหลีกไป
บทว่า ปริปาเตนฺติปิ ความว่า พาลมฤดูทั้งหลายมาแล้วโดยรอบ
ย่อมให้หนีไปบ้าง ยังความกลัวให้เกิดขึ้นบ้าง ปลงเสียจากชีวิตบ้าง.
บทว่า อาวิสนฺติ คือปีศาจทั้งหลาย ย่อมเข้าสิงสรีระ.
วินิจฉัยในข้อว่า เยน คาโม เตน คนฺตุํ เป็นต้น พึงทราบดังนี้:-
ถ้าชาวบ้านเขาไปตั้งอยู่ไม่ไกล ภิกษุพึงเที่ยวไปบิณฑบาตในบ้านนั้น
แล้ว กลับมายังวัด จำพรรษาเถิด. ถ้าชาวบ้านไปไกล ก็พึงรับอรุณในวัด
โดยวาระ ๗ วัน ถ้าไม่สามารถเพื่อจะรับอรุณในวัดโดยวาระ ๗ วันได้ ก็พึง
อยู่ในที่แห่งภิกษุผู้เป็นสภาคกันในบ้านนั้นเถิด.
ถ้าว่ามนุษย์ทั้งหลาย ถวายสลากภัตเป็นต้นตามที่เคยมา พึงบอกกะ
เขาว่า เรามิได้อยู่ในวัดนั้น. แต่เมื่อเขาพากันกล่าวว่า ข้าพเจ้าทั้งหลาย มิได้
ถวายแก่วัดหรือแก่ปราสาท พระผู้เป็นเจ้าอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งของพระผู้เป็นเจ้าก็
นิมนต์ฉันเถิด ดังนี้ ภิกษุพึงฉันได้ตามสบาย ภัตนั้นย่อมถึงพวกเธอแท้. ก็
เมื่อทายกเขากล่าวว่า พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย จงแจกกันฉันในที่อยู่ของพระผู้

561
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 562 (เล่ม 6)

เป็นเจ้าเถิด ดังนี้ ภิกษุอยู่ ณ ที่ใด พึงนำไป ณ ที่นั้น แล้วพึงแจกกันตาม
ลำดับพรรษาฉันเถิด.
ถ้าพวกทายกถวายผ้าจำนำพรรษา ในเวลาที่ภิกษุปวารณาเสร็จแล้ว ผิ
ว่าภิกษุทั้งหลายรับอรุณโดยวาระ ๗ วัน พึงรับ เถิด.. แด่ภิกษุผู้พรรษาขาด พึง
บอกว่า เราทั้งหลายมิได้จำพรรษาในวัดนั้น เราขาดพรรษา ถ้าเขากล่าวว่า
เสนาสนะของพวกข้าพเจ้า ท่านให้ถึงแก่พระผู้เป็นเจ้าเหล่าใด พระผู้เป็นเจ้า
เหล่านั้น จงรับเถิด ดังนี้ ภิกษุควรรับ.
ส่วนของควรแจกกันได้ มีจีวรเป็นต้น ที่ภิกษุขนย้ายมาที่ในสถาน
ใหม่นี้ด้วยคิดว่า เก็บไว้ในวัดจะฉิบหายเสีย ควรไปอปโลกน์แจกกันในวัค
เติมนั้น.
นัยแม้ในของสงฆ์อันเกิดขึ้นในวัดนั้นเป็นต้นว่า นาและสวนที่ทายก
มอบให้ไว้แก่กัปปิยการกทั้งหลายว่า ท่านทั้งหลายจงถวายปัจจัย ๔ แก่พระผู้
เป็นเจ้าทั้งหลายจากมูลค่าแห่งนาและสวนนี้. ก็นัยนี้เหมือนกัน.
ก็ของสงฆ์ที่ควรแจกกันได้ จะอยู่ในภายในวัดหรือภายนอกสีมาก็ตาม
ที ของที่ควรแจกกันได้นั้น ไม่ควรอปโลกน์แจกแก่ภิกษุ ผู้ตั้งอยู่ภายนอกสีมา.
แต่ของสงฆ์ซึ่งเป็นของควรแจกกันได้ อันตั้งอยู่ในเขตทั้ง ๒ สมควรแท้ที่จะ
อปโลกน์แจกแก่ภิกษุผู้ตั้งอยู่ในภายในสีมา.
วินิจฉัยในข้อว่า สงฺโฆ ภินฺโน นี้ พึงทราบดังนี้:-
เมื่อสงฆ์แตกกันแล้ว กิจที่ควรไปทำย่อมไม่มี แค่คำว่า แตกกัน
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายเอาสงฆ์ที่ภิกษุระแวงว่า จะแตกกัน.
วินิจฉัยในข้อว่า สมฺพหุลาหิ ภิกฺขุนีหิ สงฺโฆ ภินฺโน นี้ พึง
ทราบดังนี้:-

562
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 563 (เล่ม 6)

บัณฑิตไม่พึงเห็นว่า สงฆ์อันภิกษุณีทั้งหลายทำลายแล้ว. จริงอยู่
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสคำนี้ว่า ดูก่อนอุบาลี ภิกษุณีทำลายสงฆ์หาได้ไม่.
ความระแวงอยู่ว่า อันภิกษุทั้งหลายพึงอาศัยภิกษุณีเหล่านั้น กระทำพวกเธอ
ให้เป็นกำลังอุดหนุนแล้ว พึงทำลายสงฆ์หมู่ใด. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมาย
เอาสงฆ์หมู่นั้น ตรัสคำนี้ว่า สงฆ์อันภิกษุณีเป็นอันมากทำลายแล้ว.
สถานที่อยู่ของนายโคบาลทั้งหลาย ชื่อว่า พวกโคต่าง.
วินิจฉัยในข้อว่า เยน วโช นี้ พึงทราบดังนี้:-
เมื่อภิกษุไปกับพวกโคต่างไม่เป็นอาบัติเพราะพรรษาขาด.
บทว่า อุปกฏฺฐาย คือใกล้เข้ามาแล้ว.
วินิจฉัยในข้อว่า สตฺเถ วสฺสํ อุปคนฺตุํ นี้ พึงทราบดังนี้:-
ในวันเข้าพรรษา ภิกษุนั้นพึงบอกพวกอุบาสกว่า อาตมาได้กระท่อม
จึงจะควร
ถ้าอุบาสกทำถวาย พึงเข้าไปในกระท่อมนั้น แล้วกล่าวว่า อิธ วสฺสํ
อุเปมิ เราเข้าพรรษาในที่นี้ ดังนี้ ๓ ครั้ง.
ถ้าเขาไม่ทำถวายไซร้ พึงเข้าจำพรรษาในภายใต้เกวียน ที่ตั้งอยู่โดย
ท่วงทีอย่างศาลา. เมื่อไม่ได้แม้ซึ่งที่เช่นนั้น พึงทำความอาลัยเถิด. แต่จะเข้า
จำพรรษาในหมู่เกวียนไม่ควร. เพียงจิตตุปบาทที่คิดว่า เราจักจำพรรษาในที่
นี้ ก็จัดว่าอาลัย.
ถ้าว่าหมู่เกวียนยังเดินทางอยู่ ถึงวันปวารณาเข้า พึงปวารณาในหมู่
เกวียนนั้นนั่นแล.
ถ้าหมู่เกวียนถึงที่ที่ภิกษุปรารถนาแล้วในภายในพรรษาแล้วเลยไป ภิกษุ
พึงอยู่ในที่ที่คนปรารถนา แล้วปวารณากับภิกษุทั้งหลายในที่นั้นเถิด.

563