พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 288 (เล่ม 75)

ว่าด้วยอทินนาทาน
การถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ให้ ชื่อว่า อทินนาทาน ท่านอธิบาย
ว่า การนำภัณฑะ (สิ่งของ) ของคนอื่นไป คือการลัก การขโมย. บรรดา
บทเหล่านั้น บทว่า อทินฺนํ ได้แก่ สิ่งของที่บุคคลอื่นหวงแหน. อธิบายว่า
บุคคลอื่นใช้ของที่ให้ทำแล้วตามชอบใจในสิ่งใด ไม่มีความผิค ไม่มีโทษ
เถยยเจตนาของบุคคลผู้มีความสำคัญ ในวัตถุอื่นบุคคลอื่นหวงแหนนั้น ก็รู้ว่า
ผู้อื่นหวงแหนแล้ว ให้ตั้งขึ้นด้วยความพยายามถือเอาสิ่งนั้น จึงชื่อว่า
อทินนาทาน. อทินนาทานนั้น ชื่อว่า มีโทษน้อย ในเพราะวัตถุอันเป็น
ของมีอยู่ของผู้อื่นน้อย ชื่อว่า มีโทษน้อย ในเพราะวัตถุประณีต เพราะเหตุไร
จึงมีโทษมาก เพราะวัตถุที่ลักไปนั้นเป็นของประณีต เมื่อวัตถุเสมอกัน
อทินนาทานนั้นชื่อว่ามีโทษมาก เพราะเป็นวัตถุของบุคคลผู้มีคุณอันยิ่ง ชื่อว่า
มีโทษน้อยในเพราะวัตถุอันมีอยู่ของบุคคลผู้มีคุณอันเลว โดยเทียบกับผู้มีคุณ
นั้น ๆ.
อทินนาทานนั้น มีองค์ ๕ คือ
๑. ปรปริคฺคหิตํ (สิ่งของที่เขาเก็บรักษาไว้)
๒. ปรปริคฺคหิตสญฺญิตา (รู้ว่าสิ่งของที่เขาเก็บรักษาไว้)
๓. เถยฺยจิตฺตํ (มีจิตคิดลัก)
๔. อุปกฺกโม (มีความพยายาม)
๕. เตน หรณํ (นำสิ่งของนั้นไปด้วยความพยายามนั้น )
อทินนาทานนั้น มีประโยค ๖ มีสาหัตถิกปโยคะเป็นต้น ประโยค
เหล่านั้นแล ย่อมเป็นไปด้วยอำนาจแห่งอวหาร (การขโมย) ๕ เหล่านี้ คือ

288
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 289 (เล่ม 75)

๑. เถยยาวหาร (การลักโดยขโมย)
๒. ปสัยหาวหาร (การลักโดยข่มขู่)
๓. ปฏิจฉันนาวทาร (การลักโดยปกปิด)
๔. ปริกัปปาวหาร (การลักโดยกำหนดไว้)
๕. กุสาวหาร (การลักโดยจับสลาก)
เนื้อความในที่นี้ท่านย่อไว้ ส่วนความพิสดาร ท่านกล่าวไว้ในสมันต-
ปาสาทิกาแล้ว.
ว่าด้วยกาเมสุมิจฉาจาร
ก็พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า กาเมสุมิจฉาจาร ต่อไป
คำว่า กาเมสุ ได้แก่การเสพเมถุน. การประพฤติลามกอันบัณฑิต
ติเตียนโดยส่วนเดียว ชื่อว่า มิจฉาจาร. แต่เมื่อว่าโดยลักษณะ ได้แก่
เจตนาเป็นเหตุก้าวล่วงฐานะที่ไม่ควรเกี่ยวข้องที่เป็นไปทางกายทวารโดยประสงค์
อสัทธรรม ชื่อว่า กาเมสุมิจฉาจาร.
อคมนียฐาน ๒๐
ในกาเมสุมิจฉาจารนั้น มีหญิง ๒๐ จำพวก ได้แก่หญิงที่มารดารักษา
เป็นต้น ๑๐ จำพวกแรก คือ
๑. หญิงที่มารดารักษา
๒. หญิงที่บิดารักษา
๓. หญิงที่มารดาบิดารักษา
๔. หญิงที่พี่ชายน้องชายรักษา
๕ . หญิงที่พี่สาวน้องสาวรักษา
๖. หญิงที่ญาติรักษา

289
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 290 (เล่ม 75)

๗. หญิงที่ตระกูลรักษา
๘. หญิงที่มีธรรมรักษา
๙. หญิงที่รับหมั้นแล้ว
๑๐. หญิงที่กฎหมายคุ้มครอง
และหญิงที่เป็นภรรยามีการซื้อมาด้วยทรัพย์เป็นต้นเหล่านี้ คือ
๑. ภรรยาที่ซื้อไถ่มาด้วยทรัพย์
๒. ภรรยาที่อยู่ด้วยความพอใจ
๓. ภรรยาที่อยู่ด้วยโภคะ
๔. ภรรยาที่อยู่ด้วยผ้า
๕. ภรรยาที่ทำพิธีรดน้ำ (จุ่มน้ำ)
๖. ภรรยาที่ชายปลงเทริดลงจากศีรษะ.
๗. ภรรยาที่เป็นทาสีในบ้าน
๘. ภรรยาที่จ้างมาทำงาน
๙. ภรรยาที่เป็นเชลย
๑๐. ภรรยาที่อยู่ด้วยกันครู่หนึ่ง
หญิง ๒๐ พวกนี้ ชื่อว่า อคมนียฐาน (คือฐานะที่ไม่ควรเกี่ยวข้อง)
ก็บรรดาหญิงทั้งหลาย หญิง ๑๒ จำพวก ที่บุรุษไม่ควรล่วงเกิน คือ หญิงที่รับ
หมั้นและกฎหมายคุ้มครองแล้วรวม ๒ จำพวก และหญิงที่เป็นภรรยา ๑๐ จำพวก
มีหญิงที่เป็นภรรยาไถ่มาด้วยทรัพย์เป็นต้น นี้ ชื่อว่า อคมนียฐาน.
ก็มิจฉาจารนี้นั้น ชื่อว่า มีโทษน้อย ก็เพราะอคมนียฐานเว้นจาก
คุณมีศีลเป็นต้น ชื่อว่า มีโทษมาก ในเพราะอคมนียฐานถึงพร้อมด้วยคุณ
มีศีลเป็นต้น มิจฉาจารนั้นมี (องค์) ๔ คือ

290
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 291 (เล่ม 75)

๑. อคมนียวัตถุ (วัตถุที่ไม่ควรเกี่ยวข้อง)
๒. ตสมึ เสวนจิตตํ (มีจิตคิดเสพในอคมนียวัตถุนั้น)
๓. เสวนปฺปโยโค (พยายามเสพ)
๔. มคฺเคน มคฺคปฏิปตฺติอธิวาสนํ (การยังมรรคให้ถึง
มรรค)
ประโยคของมิจฉาจารนั้น มีหนึ่งคือ สาหัตถิกปโยคะเท่านั้น.
ว่าด้วยมุสาวาท
ความพยายามทางวาจา (วจีปโยคะ) หรือความพยายามทางกายอัน
ทำลายประโยชน์ ของบุคคลผู้มุ่งกล่าวให้ขัดแย้งกัน ชื่อว่า มุสา. ก็เจตนา
อันให้ตั้งขึ้นด้วยความพยายามทางกายหรือทางวาจาที่มุ่งจะกล่าวให้คลาดเคลื่อน
เป็นอย่างอื่น ของบุคคลอื่น โดยประสงค์จะกล่าวให้คลาดเคลื่อน ชื่อว่า
มุสาวาท.
อีกนัยหนึ่ง เรื่องอันไม่เป็นจริง ไม่ใช่ของแท้ ชื่อว่า มุสา. การให้
บุคคลรู้เรื่องไม่จริงไม่แท้นั้น โดยภาวะว่าจริง ว่าแท้ เรียกว่า วาทะ ก็ว่าโดย
ลักษณะ เจตนาที่ให้ตั้งขึ้นด้วยเคลื่อนไหวอย่างนั้น ของบุคคลผู้ประสงค์ให้คน
อื่นรู้ถึงเรื่องไม่จริงแท้ เรียกว่า มุสาวาท.
มุสาวาทนั้น ชื่อว่า มีโทษน้อย เพราะประโยชน์ที่ผู้พูดทำลาย
ประโยชน์นั้นน้อย ชื่อว่า มีโทษมาก เพราะทำลายประโยชน์มาก. อีกอย่างหนึ่ง
มุสาวาทของคฤหัสถ์ทั้งหลายที่เป็นไปโดยนัยมีอาทิว่า ไม่มีดังนี้ เพราะประสงค์
จะไม่ให้วัตถุที่มีอยู่ของตน ชื่อว่า มีโทษน้อย. มุสาวาทที่ตนเป็นพยาน
กล่าวเพื่อทำลายประโยชน์ ชื่อว่า มีโทษมาก. มุสาวาทของบรรพชิตทั้งหลาย
ที่เป็นไปโดยนัยปูรณกถาว่า น้ำมันในบ้าน วันนี้เห็นทีจะไหลไปเหมือนแม่น้ำ
โดยประสงค์จะหัวเราะกันเล่น เพราะน้ำมันหรือเนยใสเพียงเล็กน้อย ชื่อว่า

291
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 292 (เล่ม 75)

มีโทษน้อย แต่มุสาวาทของบรรพชิตผู้กล่าวโดยนัยมีอาทิว่า ไม่เห็นเลยว่า
เห็น ดังนี้ ชื่อว่า มีโทษมาก. (องค์) ของนี้มุสาวาทนั้น มี ๔ อย่าง คือ
๑. อตถํ วตฺถุ (เรื่องไม่จริง)
๒. วิสํวาทนจิตฺตํ (คิดจะกล่าวให้คลาดเคลื่อน)
๓. ตชฺโช วายาโม (พยายามเกิดด้วยความคิดนั้น)
๔. ปรสฺส ตทตฺถวิชานนํ (คนอื่นรู้เนื้อความนั้น)
ประโยคของมุสวาทมีอย่างเดียว คือสาหัตถิกปโยคะเท่านั้น. มุสาวาท
นั้นพึงทราบโดยการกระทำกิริยาของผู้กล่าวให้คลาดเคลื่อนด้วยกาย หรือด้วย
ของเนื่องด้วยกาย หรือด้วยวาจา. ถ้าบุคคลอื่นรู้เนื้อความนั้นด้วยกิริยานั้น
เจตนาอันตั้งขึ้นด้วยกิริยานี้ ย่อมผูกพันโดยกรรมที่เป็นมุสาวาทในขณะนั้น
ทีเดียว. อนึ่ง เมื่อบุคคลสั่งว่า เจ้าจงกล่าวแก่บุคคลนี้ ดังนี้ก็ดี เมื่อเขียน
หนังสือทิ้งไปข้างหน้าก็ดี เมื่อเขียนติดไว้ที่ข้างฝาเรือนเป็นต้นโดยประสงค์ว่า
บุคคลนี้พึงทราบอย่างนี้ก็ดี โดยประการที่ให้บุคคลอื่นกล่าวให้คลาดเคลื่อนจาก
กาย หรือจากวัตถุเนื่องด้วยกาย หรือด้วยวาจา เพราะฉะนั้น แม้ประโยคทั้งหลาย
คือ อาณัตติปโยคะ นิสสัคคิยปโยคะ ถาวรปโยคะ ก็ย่อมสมควรในมุสาวาทนี้
แต่เพราะไม่มีมาในอรรถกถาทั้งหลาย จึงควรพิจารณาก่อนแล้วถือเอา.
ว่าด้วยปิสุณาวาจาเป็นต้น
พึงทราบวินิจฉัยในปิสุณาวาจาเป็นต้น
บุคคลย่อมกล่าววาจาก่อนบุคคลใดย่อมกระทำความรักของตนในหัวใจ
ของบุคคลนั้น ให้เกิดการป้ายร้ายแก่บุคคลอื่น วาจานั้น ชื่อว่า ปิสุณาวาจา.
ก็วาจาใด ย่อมกระทำความหยาบคายให้ตนบ้าง ให้ผู้อื่นบ้าง วาจานั้น ชื่อว่า
ผรุสวาจา. อีกอย่างหนึ่ง วาจาใด ทำความหยาบคายเอง ไม่เพราะหู ไม่จับใจ

292
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 293 (เล่ม 75)

วาจานี้ ชื่อว่า ผรุสวาจา. บุคคลย่อมพูดเพ้อเจ้อ คือไร้ประโยชน์
ภาวะนั้น ชื่อว่า สัมผัปปลาปะ แม้เจตนา ก็ได้ชื่อว่า ปิสุณาวาจา
เป็นต้นนั่นแหละเพราะเป็นเหตุของวาจาเหล่านั้น. ก็เจตนานั้นเองท่านประสงค์
เอาในที่นี้.
บรรดาวาจาเหล่านี้ เจตนาของบุคคลผู้มีจิตเศร้าหมองแล้ว ตั้งขึ้นด้วย
ความพยายามทางกายและวาจาเพื่อความแตกแยกของชนเหล่าอื่น หรือทำความ
รักให้แก่ตน ชื่อว่า ปิสุณาวาจา เจตนาที่เป็นปิสุณาวาจานั้น ชื่อว่า มีโทษน้อย
เพราะทำความแตกแยกให้บุคคลผู้มีคุณน้อย ชื่อว่า มีโทษมาก เพราะบุคคล
นั้นมีคุณมาก. ส่วนประกอบ (องค์) ของปิสุณาวาจามี ๔ คือ
มีคนอื่นที่ตนพึงทำให้แตกกัน (ภินฺทิตพฺโพ ปุโร) ๑. ความเป็น
ผู้มีเจตนากล่าวให้แตกกัน (เภทปุเรกฺขารตา) ด้วยประสงค์ว่า ชนเหล่านี้
จักเป็นไปต่าง ๆ กันด้วยอุบายอย่างนี้ หรือว่า เป็นผู้ใคร่จะทำตนให้เป็นที่รักว่า
เราจักเป็นที่รักใคร่ จักเป็นที่คุ้นเคยด้วยอุบายอย่างนี้ ๑. มีความพยายามเกิดขึ้น
ด้วยจิตนั้น (ตชฺโช วายาโม) ๑. บุคคลนั้นรู้ความหมายนั้น (ตสฺส ตทตฺถวิ
ชานนํ) ๑. ก็เมื่อบุคคลอื่นไม่แตกกัน กรรมบถก็ไม่แตก เมื่อบุคคลแตกกัน
นั่นแหละกรรมบถจึงแตกทีเดียว.
เจตนาหยาบคายโดยส่วนเดียว ที่ตั้งขึ้นด้วยความพยายามทางกายและ
วาจาอันตัดความรักของผู้อื่น ชื่อว่า ผรุสวาจา. เพื่อความแจ่มแจ้งแห่ง
ผรุสวาจานั้น มีเรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์.
ได้ยินว่า เด็กชายคนหนึ่งไม่เชื่อฟังถ้อยคำของมารดาไปป่า มารดา
ไม่อาจให้เขากลับได้ จึงได้ด่าว่า ขอให้แม่ควายดุร้ายจงไล่ตามมัน ดังนี้ ทีนั้น
แม่ควายในป่าก็ได้ปรากฏแก่เขา เหมือนอย่างมารดานั้นกล่าวนั่นแหละ เด็กได้ทำ

293
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 294 (เล่ม 75)

สัจจกิริยาว่า แม่ของข้าพเจ้าย่อมพูดคำใดด้วยปาก (ไม่คิดร้าย) ขอคำนั้นจง
อย่ามี ถ้าแม่คิดคำใดด้วยความตั้งใจ ขอคำนั้นจงมีเถิด ดังนี้. แม่ควายได้
ยืนอยู่ เหมือนบุคคลผูกไว้ในที่นั้นนั่นแหละ.
ความพยายามแม้อันตัดเสียซึ่งความรักอย่างนี้ ย่อมไม่ชื่อว่า ผรุสวาจา
เพราะความที่จิตอ่อน. จริงอยู่ ในกาลบางครั้ง มารดาและบิดาย่อมพูดกะบุตร
น้อยแม้อย่างว่า ขอให้พวกโจรจงตัดพวกเจ้าให้เป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ดังนี้
แต่ท่านทั้งสองนั้นไม่ปรารถนาอะไร ๆ แม้กลีบดอกอุบลตกไปถูกบุตรเหล่านั้น.
อนึ่ง ในกาลบางคราว อาจารย์และอุปัชฌาย์ ย่อมกล่าวกะศิษย์ผู้อาศัยอย่างนี้ว่า
พวกนี้ไม่มีหิริ ไม่มีโอตัปปะ พูดอะไร พวกเจ้าจงไล่เขาออกไปเสีย แต่ที่แท้
ท่านเหล่านั้น ย่อมปรารถนาซึ่งความถึงพร้อมแห่งการเล่าเรียนและการบรรลุ-
มรรคผลของศิษย์เหล่านั้น ไม่ชื่อว่า ผรุสวาจา เพราะความที่จิตอ่อน
แม้ฉันใด ไม่ชื่อว่า เป็นผรุสวาจา เพราะเป็นวาจาอ่อนหวาน ฉันนั้นก็
หาไม่ ด้วยว่าคำพูดของบุคคลผู้ประสงค์จะให้คนอื่นตายว่า พวกท่านจงให้ผู้นี้
นอนเป็นสุข ดังนี้ ย่อมไม่เป็นผรุสวาจาหาไม่ ก็วาจานั้นเป็นผรุสวาจาแท้
เป็นวาจามีจิตหยาบ. วาจานั้น ชื่อว่า มีโทษน้อย เพราะความที่บุคคลนั้น
มีคุณน้อย ชื่อว่า มีโทษมาก เพราะบุคคลนั้นมีคุณมาก. ผรุสวาจานั้นมี
องค์ ๓ คือ
๑. อกฺโกสิตพฺโพ ปโร (มีคนอื่นที่ตนพึงด่า)
๒. กุปิตจิตฺตํ (มีจิตโกรธ)
๓. อกฺโกสนา (การด่า)
อกุศลเจตนาอันยังบุคคลอื่นรู้สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ซึ่งตั้งขึ้นด้วยการ
พยายามทางกายและวาจา ชื่อว่า สัมผัปปลาปะ สัมผัปปลาปะนั้น ชื่อว่า

294
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 295 (เล่ม 75)

มีโทษน้อย เพราะความที่มีการส้องเสพน้อย ชื่อว่า มีโทษมาก เพราะมีการ
ซ่องเสพมาก องค์ของสัมผัปปลาปะมี ๒ คือ ภารตยุทฺธสีตาหรณาทินิรตฺ-
ถกกถาปุเรกฺขารตา (ความเป็นผู้มีเจตนาจะพูดเรื่องไร้ประโยชน์มีภารตยุทธ์
และการลักพานางสีดาไปเป็นต้น) ๑. ตถารูปีกถากถน (การกล่าววาจา
เช่นนั้น) ๑. ก็เมื่อบุคคลอื่นไม่ถือเอาถ้อยคำนั้น กรรมบถก็ไม่แตก เมื่อมีผู้อื่น
ถือสัมผัปปลาปะนั่นแหละ กรรมบถจึงแตกไป.
ธรรมชาติที่เพ่งเล็ง ชื่อว่า อภิชฌา. อธิบายว่า เป็นผู้มุ่งต่อสิ่งของ
ของผู้อื่น ย่อมเป็นไปโดยความเป็นผู้น้อมไปสู่สมบัติของผู้อื่น อภิชฌานั้น
มีการเพ่งเล่งภัณฑะของบุคคลอื่นเป็นลักษณะอย่างนี้ว่า โอหนอ สิ่งนี้พึงเป็น
ของเรา ดังนี้ ชื่อว่า มีโทษน้อยและโทษมาก เหมือนอทินนาทาน.
อภิชฌานั้น มีองค์ ๒ คือ ปรภณฺฑํ (สิ่งของของบุคคลอื่น) ๑. อตฺตโน
ปริณามนญฺจ (น้อมมาเพื่อตน) ๑. ที่จริง เมื่อความโลภในวัตถุอันเป็น
ของผู้อื่น แม้เกิดแล้ว กรรมบถยังไม่แตกไปก่อน จนกว่า เขาน้อมมาเพื่อตน
ด้วยคำว่า โอหนอ วัตถุนี้พึงเป็นของเรา ดังนี้.
สภาวธรรมที่ยังประโยชน์เกื้อกูลและความสุขให้พินาศไป ชื่อว่า
พยาบาท. พยาบาทนั้นมีความมุ่งร้ายเพื่อให้ผู้อื่นพินาศเป็นลักษณะมีโทษน้อย
และมีโทษมาก เหมือนผรุสวาจา. พยาบาทนั้นมีองค์ ๒ คือ ปรสตฺโต
(สัตว์อื่น) ๑. ตสฺส จ วินาสจินฺตา (ความคิดที่ให้สัตว์นั้นพินาศไป) ๑.
ที่จริง เมื่อความโกรธมีสัตว์อื่นเป็นที่ตั้งแม้เกิดขึ้นแล้ว กรรมบถยังไม่แตก
ไปก่อน ตราบจนกว่าจะคิดยังสัตว์ให้พินาศว่า ไฉนหนอ สัตว์นี้พึงขาดสูญ
พึงพินาศดังนี้.

295
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 296 (เล่ม 75)

ธรรมชาติที่ชื่อว่า มิจฉาทิฏฐิ เพราะอรรถว่า เห็นผิดโดยความ
ไม่ถือเอาตามความเป็นจริง. มิจฉาทิฏฐินั้นมีความเห็นวิปริตเป็นลักษณะโดย
นัยเป็นอาทิว่า ทานที่บุคคลให้แล้วไม่มีผล ดังนี้ ชื่อว่า มีโทษน้อย และ
มีโทษมาก เหมือนสัมผัปปลาปะ อีกอย่างหนึ่ง อนิยตฉาทิฏฐิมีโทษน้อย
นิยตมิจฉาทิฏฐิมีโทษมาก. องค์ของมิจฉาทิฏฐิมี ๒ อย่าง คือ วตฺถุโน จ
คหิตาการวิปรีตตา (เรื่องทั้งหลายวิปริตจากอาการที่ถือเอา) ๑. ยถา จ ตํ
คณฺหาติ ตถาภาเวน ตสฺสูปฏฺฐานํ (ความปรากฏแห่งเรื่องนั้นโดยความ
ไม่เป็นจริงตามที่ยึดถือ) ๑. บรรดามิจฉาทิฏฐิเหล่านั้น กรรมบถย่อมแตกไป
เพราะนัตถิกทิฏฐิ อเหตุกทิฏฐิ และอกิริยทิฏฐิเท่านั้น กรรมบถย่อมไม่แตกไป
เพราะทิฏฐิอื่น ๆ.
ว่าด้วยอกกุศอกุศลกรรมบถ ๕ ประเภท
พึงทราบวินิจฉัยอกุศลกรรมบถ ๑๐ แม้เหล่านี้ โดยอาการ ๕ คือ
โดยธรรม (ธมฺมโต) โดยโกฏฐาส (โกฏฺฐาสโต) โดยอารมณ์ (อารมฺ-
มณโต) โดยเวทนา (เวทนาโต) โดยมูล (มูลโต).
บรรดาอาการ ๕ เหล่านั้น คำว่า โดยธรรม ความว่า ก็บรรดา
อกุศลกรรมบถ ๑๐ เหล่านั้น อกุศลกรรมบถ ๗ โดยลำดับ (คือกายทุจริต ๓
วจีทุจริต ๔) เป็นธรรมคือเจตนาเท่านั้น อกุศลกรรมบถ ๓ มีอภิชฌาเป็นต้น
เป็นธรรมที่สัมปยุตกับเจตนา.
คำว่า โดยโกฏฐาส ได้แก่ อกุศลกรรมบถ ๘ ที่ไม่เป็นมูล คือ
อกุศลกรรมบถ ๗ โดยลำดับ และมิจฉาทิฏฐิ ๑. อภิชฌาและพยาบาทเป็น
กรรมบถด้วย เป็นมูลด้วย. จริงอยู่ อภิชฌา คือ โลภะเพ่งถึงมูล ย่อมเป็น
อกุศลมูล พยาบาท คือ โทสะ ย่อมเป็นอกุศลมูล.

296
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 297 (เล่ม 75)

คำว่า โดยอารมณ์ ได้แก่ ปาณาติบาต มีสังขารเป็นอารมณ์
เพราะมีชีวิตินทรีย์เป็นอารมณ์. อทินนาทาน มีสัตว์เป็นอารมณ์ หรือมี
สังขารเป็นอารมณ์. มิจฉาจาร มีสังขารเป็นอารมณ์ ด้วยอำนาจโผฏฐัพพะ
อาจารย์บางพวกกล่าวว่า มิจฉาจารมีสัตว์เป็นอารมณ์ ดังนี้บ้าง. มุสาวาท
มีสัตว์เป็นอารมณ์ หรือมีสังขารเป็นอารมณ์. ปิสุณาวาจา มีอารมณ์เหมือน
มุสาวาท ผรุสวาจา มีสัตว์เป็นอารมณ์เท่านั้น. สัมผัปปลาปะ มีสัตว์เป็น
อารมณ์ หรือมีสังขารเป็นอารมณ์ ด้วยสามารถธรรมคือ ทิฏฐะ สุตะ มุตะ
วิญญาตะ อภิชฌา ก็เหมือนกัน พยาบาท มีสัตว์เป็นอารมณ์เท่านั้น.
มิจฉาทิฏฐิ มีสังขารเป็นอารมณ์ ด้วยอำนาจแห่งธรรมอันเป็นไปในภูมิ ๓.
คำว่า โดยเวทนา ได้แก่ปาณาติบาตเป็นทุกขเวทนา. จริงอยู่ พระ-
ราชาทั้งหลายทรงเห็นโจรแล้ว แม้ทรงพระสรวลอยู่ ก็ทรงตรัสว่า พวกเธอจง
ไปฆ่ามันเสียแม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น เจตนาที่ถึงความตกลงพระทัยของพระราชา
เหล่านั้นก็เป็นเจตนาสัมปยุตด้วยทุกขเวทนาโดยแท้. อทินนาทานมีเวทนา ๓
จริงอยู่ อทินนาทานนั้น เมื่อบุคคลเห็นภัณฑะของผู้อื่นร่าเริงยินดีถือเอา
ก็เป็นสุขเวทนา เมื่อมีความหวาดกลัวถือเอาก็เป็นทุกขเวทนา หรือเมื่อพิจารณา
ผลอันไหลออกของอทินนาทานก็เป็นทุกขเวทนาเหมือนกัน แต่ในเวลาที่ลักไป
ตั้งอยู่ในภาวะความเป็นกลาง อทุกขมสุขเวทนาก็เกิดขึ้น. มิจฉาจารมีเวทนา
๒ คือด้วยสามารถแห่งสุขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนา แต่ในจิตที่ตกลงใจ
ไม่เป็นอุเบกขาเวทนา. มุสาวาท มีเวทนา ๓ โดยนัยที่กล่าวแล้วในอทินนาทาน
นั่นแหละ ปิสุณาวาจา ก็มีเวทนา ๓ เหมือนกัน. ผรุสวาจา เป็นทุกขเวทนา.
สัมผัปปลาปะ มีเวทนา ๓. จริงอยู่ ในเวลาบุคคลผู้ยินดีร่าเริง กล่าวเรื่อง
มีการลักพานางสีดาและภารตยุทธ์เป็นต้น เมื่อบุคคลเหล่าอื่นกำลังให้สาธุการ

297