ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 544 (เล่ม 6)

อันตรายของภิกษุผู้จำพรรษา
ถูกสัตว์ร้ายเบียดเบียนเป็นต้น
[๒๑๔] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายจำพรรษาในอาวาสแห่งหนึ่ง
ในโกศลชนบท ถูกเหล่าสัตว์ร้ายเบียดเบียน มันจับเอาไปได้บ้าง หนีมันรอดมา
ได้บ้าง ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ๆ รับสั่งกะภิกษุ
ทั้งหลายว่าดังนี้:-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุทั้งหลายในศาสนานี้จำพรรษาแล้วถูกสัตว์
ร้ายเบียดเบียน มันจับเอาไปได้บ้าง หนีมันรอดมาได้บ้าง พวกเธอพึงหลีก
ไปด้วยความสำคัญว่า นั่นแลอันตราย ไม่ต้องอาบัติ แต่พรรษาขาด.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุทั้งหลายในศาสนานี่จำพรรษาแล้ว
ถูกงูเบียดเบียน มันขบกัดเอาบ้าง หนีมันรอดมาได้บ้าง พวกเธอพึงหลีกไป
ด้วยสำคัญว่านั่นแลอันตราย ไม่ต้องอาบัติ แต่พรรษาขาด
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุทั้งหลายในศาสนานี้จำพรรษาแล้ว
พวกโจรเบียดเบียน มันปล้นบ้าง รุมตีบ้าง พวกเธอพึงหลีกไปด้วยสำคัญว่า
นั่นแลอันตราย ไม่ต้องอาบัติ แต่พรรษาขาด.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุทั้งหลายในศาสนานี้จำพรรษาแล้ว ถูก
พวกปีศาจรบกวน มันเข้าสิงบ้าง พาเอาไปบ้าง พวกเธอพึงหลีกไปด้วยสำคัญ
ว่า นั่นแลอันตราย ไม่ต้องอาบัติ แต่พรรษาขาด.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง เมื่อภิกษุทั้งหลายในศาสนานี้จำพรรษาแล้ว
หมู่บ้านประสบอัคคีภัย ภิกษุทั้งหลายลำบากด้วยบิณฑบาต พวกเธอพึงหลีก
ไปด้วยสำคัญว่า นั่นแลอันตราย ไม่ต้องอาบัติ แต่พรรษาขาด.

544
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 545 (เล่ม 6)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง เมื่อภิกษุทั้งหลายในศาสนานี้จำพรรษาแล้ว
เสนาสนะถูกไฟไหม้ ภิกษุทั้งหลายเดือนร้อนด้วยเสนาสนะ พวกเธอพึงหลีกไป
ด้วยสำคัญว่า นั้นแลอันตราย ไม่ต้องอาบัติ แต่พรรษาขาด.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง เมื่อภิกษุทั้งหลายในศาสนานี้จำพรรษาแล้ว
หมู่บ้านประสบอุทกภัย ภิกษุทั้งหลายลำบากด้วยบิณฑบาต พวกเธอพึงหลีก
ไปด้วยสำคัญว่า นั่นแลอันตราย ไม่ต้องอาบัติ แต่พรรษาขาด.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง เมื่อภิกษุทั้งหลายในศาสนานี้จำพรรษาแล้ว
เสนาสนะถูกน้ำท่วม ภิกษุทั้งหลายเดือดร้อนด้วยเสนาสนะ พวกเธอพึงหลีกไป
ด้วยสำคัญว่า นั่นแลอันตราย ไม่ต้องอาบัติ แต่พรรษาขาด.
[๒๑๕] ก็โดยสมัยนั้นแล เมื่อภิกษุทั้งหลายจำพรรษาในอาวาสแห่ง
หนึ่ง ชาวบ้านอพยพไปเพราะพวกโจรภัย ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่
พระผู้มีพระภาคเจ้า ๆ รับสั่งว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ไปตามชาว
บ้าน ชาวบ้านแยกกันเป็น ๒ พวก ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มี
พระภาคเจ้า ๆ รับสั่งว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ไปตามชาวบ้านที่
มากกว่า ชาวบ้านที่มากกว่าเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ไร่เลื่อมใส ภิกษุทั้งหลายกราบ
ทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ๆ รับสั่งว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต
ให้ไปตามชาวบ้านทีมีศรัทธาเลื่อมใส.
[๒๑๖] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายจำพรรษาในอาวาสแห่งหนึ่ง
ในโกศลชนบท ไม่ได้โภชนาหารอันเศร้าหมองหรือประณีตบริบูรณ์ตามต้อง
การ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ๆ รับสั่งกะภิกษุทั้งหลาย ว่า
ดังนี้:-

545
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 546 (เล่ม 6)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุทั้งหลายในศาสนานี้จำพรรษาแล้ว ไม่ได้
โภชนาหารอันเศร้าหมองหรือประณีต บริบูรณ์ตามต้องการ พวกเธอพึงหลีก
ไปด้วยสำคัญว่า นั่นแลอันตราย ไม่ต้องอาบัติ แต่พรรษาขาด
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุทั้งหลายในศาสนานี้จำพรรษาแล้ว ได้
โภชนาหารอันเศร้าหมองหรือประณีต บริบูรณ์ตามต้องการ แต่ไม่ได้โภชนา-
หารอันเป็นที่สบาย พวกเธอพึงหลีกไปด้วยสำคัญว่า นั่นแลอันตราย ไม่ต้อง
อาบัติ แต่พรรษาขาด.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุทั้งหลายในศาสนานี้จำพรรษาแล้ว ได้
โภชนาหารอันเศร้าหมองหรือประณีต บริบูรณ์ตามต้องการ และได้โภชนาหาร
อันเป็นที่สบาย แต่ไม่ได้เภสัชอันเป็นที่สบาย พวกเธอพึงหลีกไปด้วยสำคัญว่า
นั่นแลอันตราย ไม่ต้องอาบัติ แต่พรรษาขาด.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุทั้งหลายในศาสนานี้จำพรรษาแล้ว ได้
โภชนาหารอันเศร้าหมองหรือประณีต บริบูรณ์ตามต้องการ ได้โภชนาหารอัน
เป็นที่สบาย ได้เภสัชอันเป็นที่สบาย แต่ไม่ได้อุปัฏฐากที่สมควร พวกเธอพึง
หลีกไปด้วยสำคัญว่า นั่นแลอันตราย ไม่ต้องอาบัติ แต่พรรษาขาด.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้จำพรรษาแล้ว สตรีนิมนต์
ว่า ขอท่านจงมาเถิดเจ้าข้า ดิฉันจะถวาย เงิน ทอง นา สวน พ่อโค แม่โค
ทาส ทาสี แก่ท่าน จะยกลูกสาวให้เป็นภรรยาของท่าน ดิฉันจะยอมเป็นภรรยา
ของท่าน หรือมิฉะนั้น จะนำสตรีอื่นมาให้เป็นภรรยาของท่าน ในเรื่องนั้น
ถ้าภิกษุจะติดอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า จิตเป็นธรรมชาติกลับ.
กลอกเร็วนัก สักหน่อยจะเป็นอันตรายแก่พรหมจรรย์ของเราก็ได้ พึงหลีกไป
เสีย ไม่ต้องอาบัติ แต่พรรษาขาด.

546
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 547 (เล่ม 6)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้จำพรรษาแล้ว หญิงแพศยา
นิมนต์...หญิงสาวเทื้อนิมนต์ . . .บัณเฑาะก์นิมนต์. . .พวกญาตินิมนต์. . .
พระราชาทั้งหลายนิมนต์ . . .พวกโจรนิมนต์. . . พวกนักเลงนิมนต์ว่า ขอท่าน
มาเถิด ขอรับ พวกข้าพเจ้าจักถวาย เงิน ทอง นา สวน พ่อโค แม่โค ทาส
ทาสี แก่ท่าน จะยกลูกสาวให้เป็นภรรยา หรือจะนำสตรีอื่นมาให้เป็นภรรยา
ของท่าน ในเรื่องนั้นถ้าภิกษุจะติดอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า จิต
เป็นธรรมชาติกลับกลอกเร็วนัก สักหน่อยจะเป็นอันตรายแก่พรหมจรรย์ของ
เราก็ได้ พึงหลีกไปเสีย ไม่ต้องอาบัติ แต่พรรษาขาด.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้จำพรรษาแล้ว พบทรัพย์
ไม่มีเจ้าของ ในเรื่องนั้น ถ้าภิกษุจะติดอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
จิตเป็นธรรมชาติกลับกลอกเร็วนัก สักหน่อยจะเป็นอันตรายแก่พรหมจรรย์ของ
เราก็ได้ พึงหลีกไปเสีย ไม่ต้องอาบัติ แต่พรรษาขาด.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้จำพรรษาแล้ว เห็นภิกษุ
มากรูปด้วยกัน กำลังตะเกียกตะกายเพื่อทำลายสงฆ์ ในเรื่องนั้น ถ้าภิกษุจะติด
อย่างนี้ว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า การทำลายสงฆ์เป็นกรรมหนักนัก เมื่อเรา
อยู่พร้อมหน้า สงฆ์อย่าแตกกันเลย พึงหลีกไปเสีย ไม่ต้องอาบัติ แต่พรรษา
ขาค.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้จำพรรษาแล้ว ได้สดับข่าว
ว่าภิกษุมากรูปด้วยกัน กำลังตะเกียกตะกายเพื่อทำลายสงฆ์ ในเรื่องนั้น ถ้า
ภิกษุจะติดอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า การทำลายสงฆ์เป็นกรรมหนัก
นัก เมื่อเรายังอยู่พร้อมหน้า สงฆ์อย่าแตกกันเลย พึงหลีกไปเสีย ไม่ต้อง
อาบัติ แต่พรรษาขาด.

547
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 548 (เล่ม 6)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้จำพรรษาแล้ว ได้สดับข่าว
ว่าในอาวาสชื่อโน้น ภิกษุมากรูปด้วยกัน กำลังตะเกียกตะกายเพื่อทำลายสงฆ์
ในเรื่องนั้น ถ้าภิกษุจะติดอย่างนี้ว่า ภิกษุเหล่านั้นล้วนเป็นมิตรของเรา เรา
จักว่ากล่าวพวกเธอว่า อาวุโสทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า การทำลาย
สงฆ์เป็นกรรมหนักนัก พวกท่านอย่าพอใจทำลายสงฆ์เลย ดังนี้ พวกเธอจัก
ทำตาม จักเชื่อฟังคำของเรา จักเงี่ยโสตลงสดับ พึงหลีกไปเสีย ไม่ต้องอาบัติ
แต่พรรษาขาด.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้ จำพรรษาแล้ว ได้สดับข่าว
ว่า ในอาวาสชื่อโน้น ภิกษุมากรูปด้วยกัน กำลังตะเกียกตะกายเพื่อทำลายสงฆ์
ในเรื่องนั้น ถ้าภิกษุจะติดอย่างนี้ว่า ภิกษุเหล่านั้นไม่ใช่มิตรของเราเลย แต่
ภิกษุที่เป็นมิตรของภิกษุเหล่านั้น เป็นมิตรกับเรา เราจักบอกกับภิกษุเหล่านั้น
ภิกษุที่เราบอกแล้วนั้น จักว่ากล่าวพวกเธอว่า อาวุโสทั้งหลาย พระผู้มี
พระภาคเจ้าตรัสว่าการทำลายสงฆ์เป็นกรรมหนักนัก พวกท่านอย่าพอใจทำลาย
สงฆ์เลย ดังนี้ พวกเธอจักทำตาม จักเชื่อฟังคำของเรา จักเงี่ยโสตลงสดับ พึง
หลีกไปเสีย ไม่ต้องอาบัติ แต่พรรษาขาค.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้จำพรรษาแล้ว ได้สดับ
ข่าวว่าโนอาวาสชื่อโน้น ภิกษุมากรูปด้วยกัน ได้ทำลายสงฆ์แล้ว ในเรื่องนั้น
ถ้าภิกษุจะติดอย่างนี้ว่า ภิกษุเหล่านั้นล้วนเป็นมิตรของเรา เราจักว่ากล่าวพวก
เธอว่า อาวุโสทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า การทำลายสงฆ์เป็นกรรม
หนักนัก พวกท่านอย่าพอใจทำลายสงฆ์เลย ดังนี้พวกเธอจักทำตาม จักเชื่อ
ฟังคำของเรา จักเงี่ยโสตลงสดับ พึงหลีกไปเสีย ไม่ต้องอาบัติ แต่พรรษาขาด.

548
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 549 (เล่ม 6)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้จำพรรษาแล้ว ได้สดับข่าว
ว่า ในอาวาสชื่อโน้น ภิกษุมากรูปด้วยกันได้ทำลายสงฆ์แล้ว ในเรื่องนั้น ถ้า
ภิกษุจะติดอย่างนี้ว่า ภิกษุเหล่านั้นมิใช่มิตรของเราเลย แต่ภิกษุที่เป็นมิตรของ
ภิกษุเหล่านั้น เป็นมิตรกับเรา เราจักบอกภิกษุเหล่านั้น ภิกษุที่เราบอกแล้วนั้น
จักว่ากล่าวพวกเธอว่า อาวุโสทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า การทำลาย
สงฆ์เป็นกรรมหนักนัก พวกท่านอย่าพอใจทำลายสงฆ์เลย ดังนี้ พวกเธอจักทำ
ตาม จักเชื่อฟังคำของเรา จักเงี่ยโสตลงสดับ พึงหลีกไปเสีย ไม่ต้องอาบัติ
แต่พรรษาขาด.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้จำพรรษาแล้ว ได้สดับข่าว
ว่า ในอาวาสชื่อโน้น ภิกษุณีมากรูปด้วยกัน กำลังตะเกียกตะกายเพื่อทำลายสงฆ์
ในเรื่องนั้น ถ้าภิกษุจะติดอย่างนี้ว่า ภิกษุณีเหล่านั้น ล้วนเป็นมิตรของเรา เรา
จักว่ากล่าวพวกเธอว่า ดูก่อนน้องหญิงทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
การทำลายสงฆ์เป็นกรรมหนักนัก พวกน้องหญิงอย่าพอใจทำลายสงฆ์เลย ดังนี้
พวกเธอจักทำตาม จักเชื่อฟังคำของเรา จักเงี่ยโสตลงสดับ พึงหลีกไปเสีย
ไม่ต้องอาบัติ แต่พรรษาขาด.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้จำพรรษาแล้ว ได้สดับข่าว
ว่าในอาวาสชื่อโน้น ภิกษุณีมากรูปด้วยกัน กำลังตะเกียกตะกายเพื่อทำลายสงฆ์
ในเรื่องนั้น ถ้าภิกษุจะติดอย่างนี้ว่า ภิกษุณีเหล่านั้นมิใช่มิตรของเราเลย แต่
ภิกษุณีที่เป็นมิตรของภิกษุเหล่านั้น เป็นมิตรกับเรา เราจักบอกภิกษุณีเหล่า
นั้น ภิกษุณีที่เราบอกแล้วนั้น จักว่ากล่าวพวกเธอว่า ดูก่อนน้องหญิงทั้งหลาย
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า การทำลายสงฆ์เป็นกรรมหนักนัก พวกน้องหญิง
อย่าพอใจทำลายสงฆ์เลย ดังนี้ พวกเธอจักทำตาม จักเชื่อฟังคำของเรา จักเงี่ย
โสตลงสดับ พึงหลีกไปเสีย ไม่ต้องอาบัติ แต่พรรษาขาด.

549
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 550 (เล่ม 6)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้จำพรรษาแล้ว ได้สดับข่าว
ว่าในอาวาสชื่อโน้น ภิกษุณีมากรูปด้วยกันได้ทำลายสงฆ์แล้ว ในเรื่องนั้น
ถ้าภิกษุจะติดอย่างนี้ว่า ภิกษุณีเหล่านั้น ล้วนเป็นมิตรของเรา เราจักว่ากล่าว
พวกเธอว่า ดูก่อนน้องหญิงทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า การทำลายสงฆ์
เป็นกรรมหนักนัก พวกน้องหญิงอย่าพอใจทำลายสงฆ์เลย ดังนี้ พวกเธอจักทำ
ตาม จักเชื่อฟังคำของเรา จักเงี่ยโสตลงสดับ พึงหลีกไปเสีย ไม่ต้องอาบัติ
แต่พรรษาขาด.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้จำพรรษาแล้ว ได้สดับข่าว
ว่า ในอาวาสชื่อโน้นภิกษุณีมากรูปด้วยกันได้ทำลายสงฆ์แล้ว ในเรื่องนั้น ถ้า
ภิกษุจะติดอย่างนี้ว่า ภิกษุณีเหล่านั้นไม่ใช่มิตรของเราเลย แต่ภิกษุณีที่เป็นมิตร
ของภิกษุณีเหล่านั้น เป็นมิตรกับเรา เราจักบอกภิกษุณีเหล่านั้น ภิกษุณีที่เรา
บอกแล้วนั้น จักว่ากล่าวพวกเธอว่า ดูก่อนน้องหญิงทั้งหลาย พระผู้มี
พระภาคเจ้าตรัสว่า การทำลายสงฆ์เป็นกรรมหนักนัก พวกน้องหญิงอย่าพอใจ
ทำล้ายสงฆ์เลย ดังนี้พวกเธอจักทำมาร จักเชื่อฟังคำของเรา จักเงี่ยโสตลงสดับ
พึงหลีกไปเสีย ไม่ต้องอาบัติ แต่พรรษาขาด.
อันตรายของภิกษุผู้จำพรรษา จบ
จำพรรษาในสถานที่ต่าง ๆ
[๒๑๗] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งใคร่จะจำพรรษาในหมู่โคต่าง
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าๆ รับสั่งว่า ดูก่อนภิกษุทั้ง
หลายเราอนุญาตให้จำพรรษาใน หมู่โคต่างได้ หมู่โคต่างย้ายไป ภิกษุทั้งหลาย
กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ๆ รับสั่งว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรา
อนุญาตให้เดินทางไปกับหมู่โคต่างได้.

550
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 551 (เล่ม 6)

สมัยต่อมา ภิกษุรูปหนึ่งเมื่อจวนถึงวันเข้าพรรษา ใคร่จะเดินทางไป
กับพวกเกวียน ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าๆ รับสั่งว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้จำพรรษาในหมู่พวกเกวียนได้.
สมัยต่อมา ภิกษุรูปหนึ่ง เมื่อจวนถึงวันเข้าพรรษา ใคร่จะเดินทาง
ไปกับเรือ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ๆ รับสั่งว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้จำพรรษาในเรือได้.
จำพรรษาในสถานที่ไม่สมควร
[๒๑๘] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งจำพรรษาในโพรงไม้ คน
ทั้งหลายพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า เหมือนพวกปีศาจ ภิกษุทั้ง
หลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าๆ ตรัสห้ามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุไม่พึงจำพรรษาในโพรงไม้ รูปใดจำ ต้องอาบัติทุกกฏ.
สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายจำพรรษาบนค่าคบไม้ คนทั้งหลายพากันเพ่ง
โทษ ติเตียน โพนทะนาว่า เหมือนพรานเนื้อ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่อง
นั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ๆ ตรัสห้ามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงจำ
พรรษาบนค่าคบไม้ รูปใดจำ ต้องอาบัติทุกกฏ
[๒๑๙] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายจำพรรษาในที่แจ้ง เมื่อฝน
ตก ก็พากันวิ่งเข้าไปสู่โพรงไม้บ้าง สู่ชายคาบ้าง ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่อง
นั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ๆ ตรัสห้ามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึง
จำพรรษาในที่แจ้ง รูปใดจำ ต้องอาบัติทุกกฏ.
สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายหาเสนาสนะไม่ได้ จำพรรษา เดือนร้อนด้วย
ความหนาวบ้าง ด้วยความร้อนบ้าง จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าๆ

551
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 552 (เล่ม 6)

ตรัสห้ามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่มีเสนาสนะไม่จำพรรษา รูปใดจำ
ต้องอาบัติทุกกฏ.
สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายจำพรรษาในกระท่อมผี คนทั้งหลายพากัน
เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า เหมือนพวกสัปเหร่อ ภิกษุทั้งหลายกราบทูล
เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ๆ ตรัสห้ามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึง
จำพรรษาในกระท่อมผี รูปใดจำ ต้องอาบัติทุกกฏ.
สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายเข้าพรรษาในร่ม คนทั้งหลายพากันเพ่งโทษ
ติเตียน โพนทะนาว่า เหมือนพวกคนเลี้ยงวัว ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้น
แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ๆ ตรัสห้ามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงจำพรรษา
ในร่ม รูปใดจำ ต้องอาบัติทุกกฏ.
สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายจำพรรษาในตุ่ม คนทั้งหลายพากัน เพ่งโทษ
ติเตียน โพนทะนาว่า เหมือนพวกเดียรถีย์ ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลเรื่องนั้นแด่
พระผู้มีพระภาคเจ้า ๆ ตรัสห้ามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงจำพรรษา
ในตุ่ม รูปใดจำ ต้องอาบัติทุกกฏ.
ตั้งกติกาไม่เป็นธรรมในระหว่างพรรษา
[๒๒๐] ก็โดยสมัยนั้นแล พระสงฆ์ในพระนครสาวัตถีได้ตั้งกติกาไว้
ว่า ในระหว่างพรรษา ห้ามไม่ให้บรรพชา.
หลานชายของนางวิสาขา มิคารมารดา ได้เข้าไปหาภิกษุทั้งหลายแล้ว
ขอบรรพชา ภิกษุทั้งหลายบอกอย่างนี้ว่า คุณ พระสงฆ์ได้ตั้งกติกาไว้แล้วว่า
ในระหว่างพรรษาห้ามไม่ให้บรรพชา คุณ จงรออยู่จนกว่าภิกษุทั้งหลายผู้จำ-
พรรษาเสร็จแล้วจึงจะบวชให้ ครั้นภิกษุเหล่านั้นจำพรรษาแล้ว ได้บอกหลาน

552
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 553 (เล่ม 6)

ชายของนางวิสาขามิคารมารดาว่า อาวุโส บัดนี้ ท่านจงมาบวชเถิด เขาจึง
เรียนอย่างนี้ว่า ท่านขอรับ ถ้ากระผมจักได้บวชแล้วไซร้ จะพึงยินดียิ่ง แต่
เดี๋ยวนี้กระผมยิ่งไม่บวชละ.
นางวิสาขามิคารมารดาจึงได้เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระ
คุณเจ้าทั้งหลายจึงได้ตั้งกติกาไว้เช่นนี้ว่า ในระหว่างพรรษาห้ามไม่ให้บรรพ
กาลเช่นไรเล่า จึงไม่ควรประพฤติธรรม.
ภิกษุทั้งหลายได้ยินนางเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ จึงกราบทูล
เรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ๆ ตรัสห้ามภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้ง
หลาย ภิกษุไม่พึงตั้งกติกาเช่นนี้ว่า ในระหว่างพรรษา ห้ามไม่ให้บรรพชา
รูปใดตั้ง ต้องอาบัติทุกกฏ.
จำพรรษาในอาวาส ๒ แห่ง
[๒๒๑] ก็โดยสมัยนั้นแล ท่านพระอุปนนทศากยบุตร ถวายปฏิญาณ
แก่พระเจ้าปเสนทิโกศลว่า จะจำพรรษาในวันเช้าพรรษาต้น ท่านไปสู่อาวาส
นั้น ในระหว่างทาง ได้พบอาวาส ๒ แห่ง มีจีวรมาก จึงคิดว่า ไฉนหนอ
เราจะพึงจำพรรษาในอาวาส ๒ แห่งนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ จีวรเป็นอันมากก็จัก
บังเกิดแก่เรา ดังนี้ เราจึงจำพรรษาในอาวาส ๒ แห่งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศล
ทรงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า พระคุณเจ้าอุปนนทศากยบุตร ให้ปฏิญาณ
แก่เราว่าจะจำพรรษา ไฉนจึงได้ทำให้คลาดเสียเล่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
ติเตียนการพูดเท็จ ทรงสรรเสริญกิริยาที่เว้นจากการพูดเท็จ โดยอเนกปริยาย
มิใช่หรือ ? ภิกษุทั้งหลายได้ยินท้าวเธอทรงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่
บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ท่านพระอุปนนท-

553