พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 208 (เล่ม 75)

ความเป็นผู้ฉลาดในอาบัติทั้งหลายที่ตรัสไว้อย่างนี้ว่า กองอาบัติ ๕ ก็มี
กองอาบัติ ๗ ก็มีดังนี้ ชื่อว่า อาปัตติกุสลตา. ความเป็นผู้ฉลาดในการออก
จากอาบัติเหล่านั้น ชื่อว่า อาปัตติวุฏฐานกุสลตา.
ความเป็นผู้ฉลาดในสมาบัติทั้งหลาย ชื่อว่า สมาปัตติกุสลตา.
นี้เป็นชื่อของปัญญาที่กำหนดอัปปนาของสมาบัติทั้งหลาย. ความเป็นผู้ฉลาด
ในการออกจากสมาบัติทั้งหลาย ชื่อว่า สมาปัตติวุฏฐานกุสลตา.
ความเป็นผู้ฉลาดในธาตุ ๑๘ อย่าง ชื่อว่า ธาตุกุสลตา. ความ
เป็นผู้ฉลาดในการมนสิการธาตุเหล่านั้นนั้นแหละ ชื่อว่า มนสิการกุสลตา.
ความเป็นผู้ฉลาดในปฏิจจสมุปบาทมีองค์ ๑๒ ชื่อว่า ปฏิจจสมุปปาทกุสลตา.
ความเป็นผู้ฉลาดในฐานะนั้น ๆ ชื่อว่า ฐานกุสลตา. เหตุ ตรัสเรียกว่า
ฐานะ จริงอยู่ ผล ชื่อว่า ย่อมตั้งอยู่ เพราะอาศัยฐานะนั้นเป็นไปแล้ว
เพราะฉะนั้น ตรัสเรียกเหตุว่า ฐานะ. ความเป็นผู้ฉลาดในอฐานะทั้งหลาย
ชื่อว่า อฐานกุสลตา. ความเป็นผู้ซื่อตรง ชื่อว่า อาชชวะ. ความเป็นผู้
อ่อนโยน ชื่อว่า มัททวะ. ความเป็นผู้อดทนกล่าวคือความอดกลั้น ชื่อว่า
ขันติ. ความเป็นผู้ยินดีร่าเริง ชื่อว่า โสรัจจะ ความเป็นผู้มีวาจาอ่อนหวาน
คือความบันเทิงใจและความอ่อนโยน ชื่อว่า สาขัลยะ. การปฏิสันถารด้วย
ธรรมและอามิสทั้งหลายโดยไม่ให้มีโทษของตนกับผู้อื่น ชื่อว่า ปฏิสันถาร.
ความเป็นผู้ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายมีใจเป็นที่ ๖ คือความเป็นผู้
ทำลายอินทรีย์สังวร ชื่อว่า อินฺทฺริเยสุ อคุตฺตทฺวารตา. ความเป็นผู้ไม่
รู้จักประมาณในโภชนะด้วยอำนาจแห่งการรับและการบริโภค ชื่อว่า โภชเน
อมตฺตญฺญุตา. พึงทราบหมวด ๒ ในระหว่าง ด้วยสามารถการปฏิเสธคำที่
กล่าวแล้ว. ความเป็นแห่งบุคคลผู้หลงลืมสติ คือการอยู่ปราศจากสติ ชื่อว่า
มุฏฐสัจจะ. ความเป็นผู้ไม่รู้สึกตัว ชื่อว่า อสัมปชัญญะ.

208
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 209 (เล่ม 75)

ธรรมที่ชื่อว่า สติ เพราะระลึกได้ ชื่อว่า ปัญญา เพราะรู้ทั่ว.
พละกล่าวคือการพิจารณาสิ่งที่ยังไม่พิจารณา ชื่อว่า ปฏิสังขานพละ เพราะ
อรรถว่าไม่หวั่นไหว. พละที่เกิดขึ้นแก่ผู้เจริญโพชฌงค์ ๗ โดยวิริยะเป็น
ประธาน ชื่อว่า ภาวนาพละ. ธรรมที่ชื่อว่า สมถะ เพราะยังธรรมอันเป็น
ข้าศึกให้สงบ. ชื่อว่า วิปัสสนา เพราะเห็นโดยอาการต่าง ๆ ด้วยอำนาจ
แห่งความไม่เที่ยงเป็นต้น. สมถะนั่นแหละชื่อว่า สมถนิมิต ด้วยสามารถ
แห่งนิมิตแห่งสมถะแรกที่พระโยคาวจรถือเอาอาการนั้นแล้วให้เป็นไปอีก. แม้
ในปัคคาหนิมิต ก็นัยนี้เหมือนกัน.
ธรรมที่ชื่อว่า ปัคคาหะ เพราะประคองสัมปยุตตธรรมไว้. ชื่อว่า
อวิกเขปะ เพราะไม่ซัดส่าย. ความวิบัติแห่งศีลคือความไม่สำรวมอันยังศีลให้
พินาศ ชื่อว่า สีลวิบัติ. ความวิบัติแห่งทิฏฐิ คือ มิจฉาทิฏฐิอันยังสัมมาทิฏฐิ
ให้พินาศ ชื่อว่า ทิฏฐิวิบัติ การถึงพร้อมด้วยศีล ชื่อว่า สีลสัมปทา
เพราะยังความยินดีร่าเริงให้ถึงพร้อมด้วยศีล คือให้บริบูรณ์ด้วยศีลนั่นแหละ.
ญาณอันบริบูรณ์ด้วยทิฏฐิ เป็นการถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ชื่อว่า ทิฏฐิสัมปทา.
ความหมดจดแห่งศีล กล่าวคือศีลที่ถึงความเป็นวิสุทธิ ชื่อว่า สีลวิสุทธิ.
ชื่อว่า ทิฏฐิวิสุทธิ เพราะสามารถเพื่อบรรลุวิสุทธิคือพระนิพพาน เป็นการ
หมดจดแห่งทิฏฐิกล่าวคือการเห็น. ข้อว่า ทิฏฐิวิสุทฺธิ โข ปน และ ยถา
ทิฏฺฐิสฺส จ ปธานํ ได้แก่ ทิฏฐิวิสุทธิกล่าวคือกัมมัสสกตาญาณเป็นต้น
และความเพียรอันสัมปยุตด้วยทิฏฐิวิสุทธิ นั้นนั่นแหละของบุคคลผู้มีความเห็น
ถูกต้อง มีความเห็นอันเหมาะสม มีความเห็นอันดี.

209
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 210 (เล่ม 75)

ความสังเวชกล่าวคือความกลัวอันเกิดขึ้น เพราะอาศัยชาติเป็นต้น
ชื่อว่า สังเวคะ. เหตุมีชาติเป็นต้น อันยังความสลดใจให้เกิดขึ้น ชื่อว่า
สังเวชนิยฐาน. ความเพียรอันเป็นอุบายของผู้มีใจสลดอันเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้
ชื่อว่า ความเพียร โดยแยบคายของบุคคลผู้มีใจสลดแล้ว. ความเป็นผู้ไม่
สันโดษในการบำเพ็ญกุศลธรรม ชื่อว่า ความไม่ยินดีในกุศลธรรม. ความไม่
ถอยกลับ และไม่ท้อถอยในความเพียรที่ยังไม่บรรลุพระอรหัต ชื่อว่า ธรรม
ที่ไม่ทำให้ท้อถอยในความเพียร. ชื่อว่า วิชชา เพราะรู้แจ้ง. ชื่อว่า วิมุตติ
เพราะหลุดพ้น. ญาณในอริยมรรคอันกระทำความสิ้นกิเลส ชื่อว่า ขเย ญาณํ
(ญาณในความสิ้นกิเลส). ญาณในอริยผลอันเกิดขึ้นในที่สุดแห่งการไม่เกิดขึ้น
แห่งกิเลสอันมรรคนั้น ๆ พึงฆ่า เป็นญาณไม่เกิดขึ้นด้วยอำนาจปฏิสนธิ ชื่อว่า
อนุปฺปาเท ญาณํ ( ญาณในความไม่เกิดขึ้น).
จบอรรถกถามาติกานุบุพบทเพียงนี้

210
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 211 (เล่ม 75)

จิตตุปปาทกัณฑ์
กุศลธรรม
กามาวจรมหากุศลจิต ๘
จิตดวงที่ ๑
ปทภาชนีย์
[๑๖] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน ?
กามาวจรกุศลจิต สหรคตด้วยโสมนัส๑ สัมปยุตด้วยญาณ๒ มีรูปเป็น
อารมณ์ หรือ มีเสียงเป็นอารมณ์ มีกลิ่นเป็นอารมณ์ มีรสเป็นอารมณ์ มี
โผฏฐัพพะเป็นอารมณ์ มีธรรมเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใด ๆ เกิดขึ้น
ในสมัยใด ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต วิตก วิจาร ปีติ สุข
เอกัคคตา สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์
มนินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวายามะ
สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัทธาพละ วิริยพละ สติพละ สมาธิพละ ปัญญาพละ
หิริพละ โอตตัปปะ อโลภะ อโทสะ อโมหะ อนภิชฌา อัพยาปาทะ
(สัมมาทิฏฐิ หิริ โอตตัปปะ) กายปัสสัทธิ จิตตปัสสัทธิ กายลหุตา จิตตลหุตา
กายมุทุตา จิตตมุทุตา กายกัมมัญญตา จิตตกัมมัญญตา กายปาคุญญตา
จิตตปาคุญญตา กายุชุกตา จิตตุชุกตา สติสัมปชัญญะ สมถะ วิปัสสนา
ปัคคาหะ อวิกเขปะ. มีในสมัยนั้น หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด
มีอยู่ในสมัยนั้น.
สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.
๑. เกิดร่วมกับโสมนัสเวทนา ๒. ประกอบด้วยปัญญา

211
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 212 (เล่ม 75)

อรรถกถาจิตตุปปาทกัณฑ์
อธิบายบทภาชนีย์กามาวจรกุศล
บัดนี้ เพื่อแสดงธรรมทั้งหลายที่ทรงรวบรวมไว้ด้วยมาติกา (แม่บท)
ตามที่ทรงตั้งไว้โดยชนิดต่าง ๆ จึงเริ่มบทภาชนีย์ นี้ว่า กตเม ธมฺมา กุสลา
(ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน) เป็นต้น.
ในบทภาชนีย์นั้น กามาวจรกุศล นี้ใด ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง
ไว้ครั้งแรกว่า กามาวจรกุศลจิตเกิดขึ้นในสมัยใด ดังนี้ ในนิเทศแห่งกามาวจร-
กุศลนั้น มีมหาวาระ ๓ คือ
ธัมมววัฏฐานวาระ (วาระว่าด้วยการกำหนดธรรม)
สังคหวาระ (วาระว่าด้วยการรวบรวม)
สุญญตวาระ (วาระว่าด้วยความว่าง).
บรรดาวาระทั้ง ๓ เหล่านั้น ธัมมววัฏฐานวาระ ทรงตั้งไว้ ๒ อย่าง
ด้วยอำนาจแห่งอุทเทสวารและนิทเทสวาร บรรดาอุทเทสวารและนิทเทสวาร
ทั้ง ๒ นั้น อุทเทสวารมี ๔ ปริจเฉท (ตอน) คือ ปุจฉา สมยนิทเทส
ธัมมนิทเทส อัปปนา. บรรดาอุทเทสวาร ๔ ปริจเฉทนั้น ปริเฉทว่า กตเม
ธมฺม กุสลา นี้ ชื่อว่า ปุจฉา ปริเฉทว่า ยสฺมึ สมเย กามาวจรํ
กุสลํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ โหติ ฯเปฯ ตสฺมึ สมเย (กามาวจรกุศลจิต
เกิดขึ้นในสมัยใด ฯลฯ ในสมัยนั้น ) นี้ ชื่อว่า สมยนิทเทส (แสดงเวลา)
ปริเฉทว่า ผสฺโส โหติ ฯเปฯ อวิกฺเขโป โหติ (ผัสสะย่อมมี ฯลฯ
ความไม่ฟุ้งซ่านย่อมมี) นี้ ชื่อว่า ธัมมนิทเทส (แสดงธรรม) ปริเฉทว่า

212
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 213 (เล่ม 75)

ก็หรือว่า อรูปธรรมทั้งหลายที่อิงอาศัยกันเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น
ก็หรือว่า อรูปธรรมทั้งหลายที่อิงอาศัยกันเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น
ธรรมเหล่านั้นเป็นกุศล นี้ ชื่อว่า อัปปนา (ฌาน).
ว่าด้วยคำปุจฉา ๕
ปริเฉทว่าด้วยคำถามที่หนึ่งของอุทเทสวาร ตั้งไว้ ๔ ปริจเฉทอย่างนี้
ดังนี้
บรรดาปริจเฉทว่าด้วยถามนั้น ปริจเฉทว่า กุศลธรรมเป็นไฉน นี้
ชื่อว่า กเถตุกัมยตาปุจฉา. แท้จริง คำถามมี ๕ อย่าง คือ
อทิฏฐโชตนาปุจฉา (ถามเพื่อให้เข้าใจสิ่งที่ไม่รู้)
ทิฏฐสังสันทนาปุจฉา (ถามเทียบเคียงกับสิ่งที่รู้แล้ว)
วิมติเฉทนาปุจฉา (ถามเพื่อตัดความสงสัย)
อนุมติปุจฉา (ถามเพื่อความเห็นชอบ)
กเถตุกัมยตาปุจฉา (ถามเพื่อประสงค์จะตอบเอง)
คำถามเหล่านั้น มีความแตกต่างกันดังนี้
อทิฏฐโชตนาปุจฉาเป็นไฉน ?
โดยปกติ ลักษณะปัญหาใดที่ตนไม่รู้ ไม่เห็น ไม่ได้พิจารณา
ไม่ไตร่ตรอง ไม่แจ่มแจ้ง ยังไม่ชัดเจนบุคคลย่อมถามปัญหาแห่งลักษณะนั้น
เพื่อความรู้ เพื่อเห็น เพื่อพิจารณา เพื่อไตร่ตรอง เพื่อแจ่มแจ้ง เพื่อให้
ชัดเจน นี้ ชื่อว่า อทิฏฐโชตนาปุจฉา.
ทิฏฐสังสันทนาปุจฉา เป็นไฉน ?
โดยปกติ ลักษณะปัญหาใด ที่รู้แล้ว เห็นแล้ว พิจารณาแล้ว
ไตร่ตรองแล้ว แจ่มแจ้งไว้ให้ชัดเจนแล้ว บุคคลย่อมถามปัญหา เพื่อเทียบเคียง
กับบัณฑิตเหล่าอื่น นี้ ชื่อว่า ทิฏฐสังสันทนาปุจฉา.

213
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 214 (เล่ม 75)

วิมติเฉทนาปุจฉา เป็นไฉน ?
โดยปกติ คนที่แล่นไปสู่ความสงสัยเคลือบแคลงใจ เกิดความเห็น ๒
แง่ว่า อย่างนี้หรือหนอ มิใช่หรือหนอ อะไรหนอ อย่างไรหนอ เขาย่อม
ถามปัญหา เพื่อต้องการตัด ความสงสัย นี้ ชื่อว่า วิมติเฉทนาปุจฉา.
อนุมติปุจฉา เป็นไฉน ?
พระผู้มีพระภาคเจ้า ย่อมตรัสถามปัญหา เพื่อความเห็นชอบของภิกษุ
ทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอย่อมสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน
รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยงไร ? ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์
หรือเป็นสุขเล่า ? เป็นทุกข์พระเจ้าข้า ก็สิ่งใดไม่เที่ยงเป็นทุกข์ มีความแปรปรวน
ไปเป็นธรรมดา ควรหรือหนอเพื่อพิจารณาเห็นสิ่งนั้นว่า นั้นเป็นของเรา
เราเป็นนั่น นั่นอัตตาของเรา ? ข้อนั้นไม่ควรเลยพระเจ้าข้า นี้ ชื่อว่า อนุมติ-
ปุจฉา.
กเถตุกัมยตาปุจฉา เป็นไฉน ?
พระผู้มีพระภาคเจ้า ย่อมตรัสถามปัญหา เพื่อประสงค์ตรัสแก่ภิกษุ
ทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สติปัฏฐาน ๔ เหล่านี้ ก็สติปัฏฐาน ๔ เหล่านี้
เป็นไฉน ? นี้ ชื่อว่า กเถตุกัมยตาปุจฉา.
บรรดาคำปุจฉา ๕ เหล่านั้น คำถาม ๓ เบื้องต้นไม่มีแก่พระพุทธเจ้า
ทั้งหลาย เพราะเหตุไร. เพราะธรรมอะไร ๆ ที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้วในกาลทั้ง ๓
หรือพ้นจากกาล เป็นอสังขตะอันพระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่ทรงเห็นแล้ว ไม่
โชติช่วงแล้ว ไม่พิจารณา ไม่ไตร่ตรอง ไม่แจ่มแจ้ง ไม่ชัดเจนแล้ว มิได้มี
เพราะเหตุนั้น อทิฏฐโชตนาปุจฉา จึงไม่มีแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ก็ธรรมชาติ
ใดอันพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแทงตลอดแล้วด้วยพระญาณของพระองค์ กิจที่

214
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 215 (เล่ม 75)

จะต้องเทียบเคียงของธรรมชาตินั้นกับผู้อื่นจะเป็นสมณะหรือพราหมณ์ หรือ
เทวดา หรือมาร หรือพรหมย่อมไม่มี เพราะเหตุนั้น ทิฏฐสังสันทนาปุจฉา
ของพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงไม่มี ก็เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่มีความสงสัย
ทรงข้ามพันวิจิกิจฉาแล้ว มีความสงสัยอันขจัดได้แล้วในธรรมทั้งปวง ฉะนั้น
วิมติเฉทนาปุจฉาของพระองค์จึงไม่มี. แต่ว่า ปุจฉา ๒ นอกจากนี้ มีอยู่แก่
พระผู้มีพระภาคเจ้า ในปุจฉา ๒ เหล่านั้น พึงทราบ กตเม ธมฺมา กุสลา
ดังนี้ว่าเป็นกเถตุกัมยตาปุจฉา ต่อไป
บรรดาบทเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ย่อมตรัสถามในธรรมที่ทรง
ยกขึ้นแสดงด้วยบทว่า กตเม ดังนี้ เพราะว่า ด้วยคำสักว่า ธมฺมา กุสลา
ดังนี้ ใคร ๆ ก็ไม่อาจเพื่อจะรู้ได้ว่า กระทำอะไรแล้ว หรือว่า ย่อมกระทำ
อะไร แต่เมื่อตรัสคำว่า กตเม แล้ว ความที่ธรรมอันพระองค์พึงยกขึ้นแสดง
เหล่านั้นมาถามแล้ว ก็ย่อมปรากฏ ด้วยเหตุนั้น จึงกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
ย่อมตรัสถามในธรรมที่ทรงยกขึ้นแสดงด้วยบทว่า กตเม ย่อมทรงแสดงธรรม
ที่ตรัสถามด้วยคำถามสองบทว่า ธมฺมา กุสลา ดังนี้ เนื้อความแห่งธรรม
เหล่านั้น ประกาศไว้แล้วแล.
ถามว่า ก็เพราะเหตุไร ในที่นี้ ไม่ตรัสคำว่า กุสลา ธมฺมา เหมือน
มาติกา แต่ตรัสทำตามลำดับแห่งบทว่า ธมฺมา กุสลา ตอบว่า เพื่อแสดง
เทศนาธรรมทั้งหลายโดยประเภทแล้วแสดงธรรมมีชนิดต่าง ๆ เพราะว่า ใน
อภิธรรมนี้ พึงแสดงล้วน ๆ อภิธรรมเหล่านั้นมีประเภทมิใช่น้อยมีชนิดต่างๆ
มีกุศลเป็นต้น เพราะฉะนั้น ในอภิธรรมนี้ พึงแสดงธรรมทั้งหลายเท่านั้น
เทศนานี้ ไม่ใช่แสดงโดยโวหาร แต่ธรรมเหล่านั้นพึงแสดงประเภทต่าง ๆ
มิใช่น้อย มิใช่แสดงเพียงสักแต่ธรรม เพราะเทศนาโดยประเภทต่าง ๆ ย่อม

215
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 216 (เล่ม 75)

นำมาซึ่งญาณในการแยกกลุ่มก้อนและญาณในปฏิสัมภิทา. พึงทราบว่า พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า ครั้น ทรงแสดงเทศนาแห่งธรรมทั้งหลายโดยประเภทว่า กุสลา
ธมฺมา ดังนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อทรงแสดงธรรมเหล่าใด ก็พึงแสดงธรรมเหล่านั้น
โดยประเภทนั้น ๆ จึงทรงกระทำลำดับบทนี้ว่า กตเม ธมฺมา กุสลา
ด้วยว่าเมื่อประเภทธรรมทั้งหลายที่ทรงแสดงแล้ว ประเภทธรรมที่สัตว์เห็นอยู่
ย่อมถูกต้อง และพึงรู้ได้ง่าย.
บัดนี้ พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า ยสฺมึ สมเย กามาวจรํ กุสลํ จิตฺตํ
ต่อไป
ว่าด้วยสมยศัพท์
สมเย นิทฺทิสิ จิตฺตํ จิตฺเตน สมยํ มุนิ
นิยเมตฺวาน ทีเปตุํ ธมฺเม ตตฺถ ปเภทโต
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นมุนี ทรง
แสดงจิตในสมัยเพื่อกำหนดสมัยด้วยจิตแล้ว
แสดงธรรมทั้งหลาย โดยประเภทในสมัย
นั้น.
จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงแสดงว่า ในสมัยใด กามาวจร-
กุศลจิตเป็นต้น ก็ทรงแสดงจิตในสมัย เพราะเหตุไร เพราะทรงกำหนดสมัย
อย่างนี้ว่า ตสฺมึ สมเย ในกาลเป็นที่สุดด้วยจิตที่กำหนดสมัยนั้น ลำดับนั้นเพื่อ
ให้ตรัสรู้ธรรมทั้งหลายมีผัสสะและเวทนาเป็นต้น ซึ่งเป็นประเภทที่ตรัสรู้ตามได้
ยาก ด้วยสามารถแห่งฆนะโดยสิ้น สมูหะ กิจ อารมณ์เหล่านั้นในสมัยที่
ทรงกำหนดจิตนั้นอย่างนี้ว่า แม้เมื่อมีสมัยต่างกัน ถ้าสมัยใดมีจิต สมัยนั้น
นั้นแหละ ผัสสะก็มี เวทนาก็มี.

216
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 217 (เล่ม 75)

บัดนี้ พึงทราบการพรรณนาตามบทในคำวินิจฉัยว่า ยสฺมึ สมเย
เป็นต้นนี้ ต่อไป.
บทว่า ยสฺมึ เป็นอรรถแสดงถึงสัตตมีวิภัตติโดยไม่แน่นอน.
บทว่า สมเย เป็นคำแสดงถึงสมัยที่แสดงไว้โดยไม่กำหนด. สมัยทรง
แสดงโดยไม่กำหนดไว้ด้วยคำมีประมาณเท่านี้. ในคำว่า สมัยนั้น สมยศัพท์
ท่านใช้ในอรรถว่า พร้อมเพรียง ในขณะ ในกาล ในการประชุม
ในเหตุ ในทิฏฐิ การได้เฉพาะ การละ การแทงตลอด.
จริงอย่างนั้น สมยศัพท์นั้น ใช้ในความหมายว่า ความพร้อมเพรียง
ดังในประโยคมีอาทิอย่างนี้ว่า ถ้ากระไรแม้วันพรุ่งนี้ พวกเราใคร่ครวญ
กาลและความพร้อมเพรียงกันแล้วพึงเข้าไปหา. ใช้ในความหมายว่า ขณะ
ดังประโยคมีอานะว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ขณะ (โอกาส) และสมัยในการอยู่
ประพฤติพรหมจรรย์มีประการเดียวแล. ใช้ในความหมายถึงกาล (เวลา) ดัง
ในประโยคมีอาทิว่า ฤดูร้อนเป็นเวลาเร่าร้อน. ใช้ในความหมายว่า ประชุม
ดังในประโยคมีอาทิว่า การประชุมใหญ่ มีในป่าใหญ่. ใช้ในความหมายว่า
เหตุ ดังในประโยคมีอาทิว่า ดูก่อนภัททาลิ แม้เหตุที่เธอต้องแทงตลอดว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ที่พระนครสาวัตถีแล แม้พระผู้มีพระภาคเจ้า
ก็จักทรงทราบเราว่า ภิกษุชื่อภัททาลิไม่ทำให้บริบูรณ์ ในสิกขา ในศาสนา
ของพระศาสดาดังนี้ ดูก่อนภัททาลิ เหตุแม้นี้แล เธอก็ไม่แทงตลอดแล้ว.
ใช้ในความหมายว่า ทิฏฐิ ดังในประโยคมีอาทิว่า ก็ครั้งนั้นแล ปริพาชกชื่อ
อุคคาหมานะ เป็นบุตรของนางสมณมุณฑิกา อาศัยอยู่ในอารามของพระนาง
มัลลิกาเทวี อันมีศาลาหลังเดียว แวดล้อมด้วยแถวต้นมะพลับ เป็นที่ประชุม
แสดงลัทธิ. ใช้ในความหมายว่า การได้เฉพาะ ดังในประโยคมีอาทิว่า

217