พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 198 (เล่ม 75)

ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า เหมือนอย่างว่า ธรรมทั้งหลายที่ไม่ใช่เหตุ
ย่อมมีเหตุประกอบบ้าง ไม่มีเหตุประกอบบ้าง ฉันใดนั่นแหละ ธรรมทั้งหลาย
ที่เป็นเหตุ ก็ย่อมมีเหตุประกอบบ้าง ไม่มีเหตุประกอบบ้าง ฉันนั้น. ก็เหตุธรรม
เป็นสเหตุกะบ้าง เป็นอเหตุกะบ้าง ฉันใด ธรรมที่เป็นนเหตุธรรมก็เป็นเหตุ-
สัมปยุตตะบ้าง เป็นเหตุวิปปยุตตะบ้าง ฉันนั้น.
ว่าด้วยจูฬันตรทุกะ
พึงทราบวินิจฉัยในหมวด ๒ แห่งจูฬันตรธรรม ต่อไป
ธรรมที่ชื่อว่า สัปปัจจยะ เพราะเป็นไปพร้อมกับปัจจัยอันให้สำเร็จ
แก่ตน. ธรรมชื่อว่า อปัจจยะ เพราะไม่มีปัจจัยในอุปปาท (การเกิด) หรือ
ในฐิติ (การตั้งอยู่) ของธรรมเหล่านั้น. ธรรมที่ชื่อว่า สังขตะ เพราะปัจจัย
ทั้งหลายประชุมกันปรุงแต่ง. ชื่อว่า อสังขตะ เพราะไม่ประชุมกันปรุงแต่ง
รูปของธรรมเหล่านั้น มีอยู่ ด้วยอำนาจแห่งอวินิพโภคะ เพราะฉะนั้น ธรรม
เหล่านั้น จึงชื่อว่า รูปิโน ชื่อว่า อรูปิโน เพราะรูปของธรรมเหล่านั้นไม่มี
เหมือนอย่างนั้น. อีกอย่างหนึ่ง รูปนั้นมีการเสื่อมไปเป็นลักษณะของธรรม
เหล่านั้น มีอยู่ เพราะเหตุนั้น ธรรมเหล่านั้น จึงชื่อว่า รูปิโน. ธรรมทั้งหลาย
ที่มิใช่รูป ชื่อว่า อรูปิโน.
วัฏฏะตรัสเรียกว่า โลก ในบทว่า โลกิยา ธมฺมา ดังนี้ เพราะ
อรรถว่า ชำรุดทรุดโทรม. ธรรมทั้งหลายประกอบแล้วในโลก โดยความ
นับเนื่องแล้วในโลกนั้น เพราะเหตุนั้น ธรรมเหล่านั้น จึงชื่อว่า โลกิยะ
ธรรมทั้งหลายชื่อว่า อุตตระ เพราะข้ามขึ้นแล้วจากโลกนั้น. ธรรมใดข้ามพ้น
แล้วจากโลก โดยความเป็นไปไม่นับเนื่องในโลก เพราะเหตุนั้น ธรรมนั้น
จึงชื่อว่า โลกุตระ.

198
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 199 (เล่ม 75)

บทว่า เกนจิ วิญฺเญยฺยา ได้แก่ พึงรู้ด้วยจักขุวิญญาณ หรือโสต-
วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ในวิญญาณทั้งหลายมีจักขุวิญาณเป็นต้น บทว่า
เกนจิ น วิญฺเญยฺยา ได้แก่ ไม่พึงรู้ด้วยจักขุวิญญาณ หรือโสตวิญญาณนี้
นั่นแหละ ครั้นเมื่อความเป็นอย่างนั้นมีอยู่ ทุกะแห่งบทแม้ทั้ง ๒ ก็ต่างกัน
โดยอรรถ.
ว่าด้วยอาสวโคจฉกะ
พึงทราบวินิจฉัยในอาสวโคจฉกะ ต่อไป
ธรรมที่ชื่อว่า อาสวะ เพราะอรรถว่า ย่อมไหลไป อธิบายว่า
อาสวะเหล่านั้น ย่อมไหลไป คือ ย่อมเป็นไปทางจักษุบ้าง ฯลฯ ทางใจบ้าง.
อีกอย่างหนึ่ง ธรรมที่ชื่อว่า อาสวะ เพราะอรรถว่า เมื่อว่าโดยธรรม ย่อม
ไหลไปถึงโคตรภู ว่าโดยภูมิ (โอกาส) ย่อมไหลไปถึงภวัคคพรหม อธิบายว่า
กระทำธรรมเหล่านี้ และภูมิไว้ในภายในเป็นไป. เพราะว่า อาอักษรนี้มีอรรถ
ว่ากระทำไว้ภายใน ที่ชื่อว่า อาสวะ เพราะเป็นดุจเครื่องหมักดอง ด้วยอรรถว่า
หมักไว้นานมีเครื่องมึนเมาเป็นต้น จริงอยู่ เครื่องหมักดองที่หมักไว้นานมีเครื่อง
มึนเมาเป็นต้น ท่านเรียกว่า อาสวะในโลก. ก็ถ้าว่า ชื่อว่า อาสวะ เพราะ
อรรถว่า หมักไว้นาน อาสวะเหล่านั้นก็สมควรเป็นอย่างนั้น. สมดังพระดำรัส
ที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เงื้อนต้นของอวิชชาไม่ปรากฏก่อน ก่อนแต่นี้
อวิชชาก็มิได้มีเป็นต้น. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อาสวะ เพราะอรรถว่า ย่อมไหล
ย่อมไหลไปสู่สังสารทุกข์ อันยาวนาน. นอกจากอาสวะนั้น ธรรมเหล่าอื่น ไม่ชื่อ
ว่าอาสวะ.

199
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 200 (เล่ม 75)

ธรรมที่ชื่อว่า สาสวะ เพราะมีอาสวะพร้อมกับทำตนให้เป็นอารมณ์
เป็นไป. ชื่อว่า อนาสวะ เพราะอรรถว่า อาสวะของธรรมเหล่านั้นที่กำลัง
เป็นไปอยู่อย่างได้มี. พึงทราบคำที่เหลือในเหตุโคจฉกะโดยนัยที่กล่าวแล้ว.
ส่วนความที่แปสกกันมีดังต่อไปนี้
ในเหตุโคจฉกะนั้น ทุกะสุดท้ายว่า น เหตู โข ปน ธมฺมา
สเหตุกาปิ อเหตุกาปิ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสวางบทที่สองแห่งทุกะแรก
ไว้ในเบื้องต้น ฉันใด ในอาสวโคจฉกะนี้ไม่ตรัสบทสุดท้ายว่า โน อาสวา
โข ปน ธมฺมา สาสวาปิ อนาสวาปิ ฉันนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
ไม่ตรัสไว้ก็จริง ถึงอย่างนั้นก็พึงทราบเนื้อความนี้และความแตกต่างกัน โดยนัย
ที่ตรัสไว้ในเหตุโคจฉกะนั้น.
ว่าด้วยสัญโญชนโคจฉกะ
พึงทราบวินิจฉัยในสัญโญชนโคจฉกธรรม ต่อไป
ธรรมที่ชื่อว่า สัญโญชน์ เพราะอรรถว่า ย่อมประกอบ คือ ผูกพัน
บุคคลผู้มีสัญโญชน์ไว้ในวัฏฏะ ธรรมนอกจากนั้น ไม่ชื่อว่า สัญโญชน์.
ธรรมที่ชื่อว่า สัญโญชนิยะ เพราะอรรถว่า เข้าถึงความเป็นอารมณ์เกื้อกูล
แก่สัญโญชน์ทั้งหลายด้วยความเกี่ยวข้องกับสัญโญชน์ คำว่า สัญโญชนิยะนี้
เป็นชื่อของธรรมที่เป็นอารัมมณปัจจัยของสัญโญชน์. ธรรมที่ไม่ใช่สัญโญชนิยะ
ชื่อว่า อสัญโญชนิยธรรม. คำที่เหลือพึงประกอบความโดยนัยที่กล่าวแล้วใน
โคจฉกะนั้นแล.
ว่าด้วยคัณฐโคจฉกะ
พึงทราบวินิจฉัยในคัณฐโคจฉกะ ต่อไป
ธรรมที่ชื่อว่า คัณฐะ เพราะอรรถว่า ผูก คือ เชื่อมต่อบุคคลผู้มี

200
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 201 (เล่ม 75)

กิเลสไว้ในวัฏฏะ ด้วยอำนาจจุติและปฏิสนธิ. ธรรมนอกจากนั้น ไม่ชื่อว่า
คัณฐะ ธรรมที่ชื่อว่า คัณฐนิยะ เพราะอรรถว่า ถูกคัณฐธรรมผูกไว้ด้วย
สามารถกระทำให้เป็นอารมณ์ คำที่เหลือ พึงประกอบความโดยนัยที่กล่าวแล้ว
ในเหตุโคจฉกะนั่นแหละ แต่คำที่เหลือนอกจากที่ตรัสไว้ แม้ในทุกะอื่นจาก
ทุกะเหล่านั้น พึงทราบโดยนัยที่กล่าวไว้ในทุกะนั้น ๆ นั่นแหละเหมือนตรัสไว้ใน
ทุกะนี้.
ว่าด้วยโอฆโคจฉกะ
พึงทราบวินิจฉัยในโอฆโคจฉกะ ต่อไป
ธรรมที่ชื่อว่า โอฆะ เพราะอรรถว่า ย่อมท่วมทับ คือยังสัตว์มีกิเลส
ให้จมลงในวัฏฏะ ที่ชื่อว่า โอฆนิยะ เพราะถูกโอฆธรรมทั้งหลายให้ก้าวล่วง
โดยทำให้เป็นอารมณ์ พึงก้าวล่วง พึงทราบโอฆนิยธรรมว่าเป็นอารมณ์ของ
โอฆะทั้งหลายนั่นเอง.
ว่าด้วยโยคโคจฉกะ
พึงทราบวินิจฉัยในโยคโคจฉกะ ต่อไป
ธรรมที่ชื่อว่า โยคะ เพราะประกอบสัตว์ผู้มีกิเลสไว้ในวัฏฏะ พึงทราบ
โยคนิยธรรม เหมือนโอฆนิยธรรม.
ว่าด้วยนีวรณโคจฉกะ
พึงทราบวินิจฉัยในนีวรณโคจฉกะ ต่อไป
ธรรมที่ชื่อว่า นิวรณ์ เพราะกั้น คือ หุ้มห่อจิตไว้ พึงทราบนีวรณิย-
ธรรม ดุจสัญโญชนิยธรรม.

201
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 202 (เล่ม 75)

ว่าด้วยปรามาสโคจฉกะ
พึงทราบวินิจฉัยในปรามาสโคจฉกะ ต่อไป
ธรรมที่ชื่อว่า ปรามาสะ เพราะอรรถว่า ย่อมยึดถือโดยความเป็น
อย่างอื่น เพราะเป็นไปด้วยอำนาจที่ก้าวล่วงอาการแห่งธรรมทั้งหลายที่มีความ
ไม่เที่ยงเป็นต้น ตามความเป็นจริงว่าเป็นธรรมเที่ยงเป็นต้น ชื่อว่า ปรามัฏฐ-
ธรรม เพราะปรามาสธรรมทั้งหลายยึดถือไว้ด้วยการกระทำให้เป็นอารมณ์.
ว่าด้วยมหันตรทุกะ
พึงทราบวินิจฉัยในหมวด ๒ แห่งมหันตรธรรม ต่อไป
ธรรมเหล่าใด ย่อมเป็นไปพร้อมกับอารมณ์ เพราะเหตุนั้น ธรรมเหล่า
นั้นจึงชื่อว่า สารัมมณะ เพราะไม่ยึดอารมณ์ก็เป็นไปไม่ได้. อารมณ์ของธรรม
เหล่านั้นไม่มี เพราะเหตุนั้น ธรรมเหล่านั้นจึงชื่อว่า อนารัมมณะ.
ธรรมที่ชื่อว่า จิต เพราะอรรถว่าคิด อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า จิต
เพราะอรรถว่าวิจิตร. ธรรมที่ประกอบโดยไม่พรากจากกัน ชื่อว่า เจตสิก.
ธรรมที่เกี่ยวข้องกับจิตตั้งแต่เกิดจนแตกดับ โดยการเข้าไปประกอบกันเป็นนิตย์
ชื่อว่า จิตตสังสัฏฐะ ธรรมแม้เมื่อเป็นไปพร้อมกับจิต แต่ไม่เกี่ยวข้องกับจิต
เพราะการไม่เข้าไปประกอบกันเป็นนิตย์ ชื่อว่า วิสังสัฏฐะ.
จิตเป็นสมุฏฐานของธรรมเหล่านั้น เพราะเหตุนั้น ธรรมเหล่านั้น
จึงชื่อว่า จิตตสมุฏฐาน. ธรรมที่เกิดพร้อมกัน ชื่อว่า สหภู ธรรมที่เกิด
พร้อมกับจิต ชื่อว่า จิตตสหภู. ธรรมที่คล้อยตามกันไป ชื่อว่า อนุปริวัตติ
คล้อยตามอะไร คล้อยตามจิต การคล้อยไปตามจิต ชื่อว่า จิตตานุปริวัตติธรรม.
ธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า จิตตสังสัฏฐสมุฏฐาน เพราะระคนด้วยจิตและ
มีจิตเป็นสมุฏฐาน ธรรมที่ชื่อว่า จิตตสังสัฏฐสมุฏฐานสหภู เพราะระคนด้วย

202
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 203 (เล่ม 75)

จิต มีจิตเป็นสมุฏฐาน และเกิดพร้อมกับจิต. ธรรมที่ชื่อว่า จิตตสังสัฏฐ-
สมุฏฐานานุปริวัตติ เพราะระคนด้วยจิต มีจิตเป็นสมุฏฐาน และคล้อยตามจิต
บททั้งหมดที่เหลือพึงทราบโดยการปฏิเสธบทที่กล่าวแล้ว.
ธรรมที่เป็นภายในนั่นแหละ ชื่อว่า อัชฌัตติกธรรม ตามที่กล่าวไว้
ในอัชฌัตตติกะ ในที่นี้หมายเอาอัชฌัตตัชฌัตตธรรม (คืออัชฌัตตายตนะ
ธรรมภายนอกจากนั้น ชื่อว่า พาหิระ. ธรรมที่ชื่อว่า อุปาทา เพราะอาศัย
ภูตรูปทั้งหลายเกิดขึ้น แต่มิใช่เหมือนภูตผีที่สิงอาศัย. ธรรมที่ไม่อาศัยภูตรูป
เกิดขึ้น ชื่อว่า อนุปาทา.
ว่าด้วยอุปทานโคจฉกะ
พึงทราบวินิจฉัยในอุปาทานโคจฉกะ ต่อไป
ธรรมที่ชื่อว่า อุปาทาน เพราะยึดอย่างยิ่ง คือยึดมั่นคง ธรรมนอกจาก
อุปาทานนั้น ไม่ชื่อว่า อุปาทาน.
ว่าด้วยกิเลสโคจฉกะ
พึงทราบวินิจฉัยโนกิเลสโคจฉกะ ต่อไป
อรรถแห่งกิเลสโคจฉกะ พึงทราบโดยนัยที่กล่าวไว้ในสังกิลิฏฐติกะ
นั้นแล.
ว่าด้วยปิฏฐิทุกะ
พึงทราบวินิจฉัยในหมวด ๒ แห่งปิฏฐิธรรมต่อไป
ธรรมเหล่าใด ย่อมท่องเที่ยวไป (อาศัยอยู่) ในกาม เพราะเหตุนั้น
ธรรมเหล่านั้น จึงชื่อว่า กามาวจร. ชื่อว่า รูปาวจร เพราะท่องเที่ยวไปในรูป.
ชื่อว่า อรูปาวจร เพราะท่องเที่ยวไปในอรูป. ในทุกะนี้มีสังเขปเพียงนี้ ส่วน
ความพิสดารจักมีแจ้งข้างหน้า.

203
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 204 (เล่ม 75)

ธรรมเหล่าใด นับเนื่องในสังสารหยั่งลงภายใน ในวัฏฏะอันเป็นไปใน
ภูมิ ๓ เพราะฉะนั้น ธรรมเหล่านั้นจึงชื่อว่า ปริยาปันนะ ธรรมที่ไม่นับ
เนื่องในวัฏอันเป็นภูมิ ๓ นั้น ชื่อว่า อปริยาปันนะ.
ธรรมเหล่าใด ตัดมูลแห่งวัฏฏะกระทำพระนิพพานให้เป็นอารมณ์ออก
ไปจากวัฏฏะ เพราะฉะนั้น ธรรมเหล่านั้นจึงชื่อว่า นิยยานิกะ ธรรมที่ไม่
นำออกไปโดยลักษณะนี้ ชื่อว่า อนิยยานิกะ.
ธรรมที่ชื่อว่า นิยตะ เพราะให้ผลแน่นอนในลำดับแห่งจุติ หรือ
ความเป็นไปของตน. ธรรมที่ไม่ให้ผลแน่นอนเหมือนอย่างนั้น ชื่อว่า อนิยตะ.
ธรรมที่ชื่อว่า อุตตระ เพราะย่อมข้ามพ้น คือ ย่อมละธรรมเหล่าอื่น
ไป. ที่ชื่อว่า สอุตตระ เพราะมีอุตตรธรรมอันสามารถเพื่ออันข้ามพ้นตนขึ้น
ไป. ที่ชื่อว่า อนุตตรธรรม เพราะอุตตรธรรมของธรรมเหล่านั้นไม่มี.
ธรรมเหล่าใด ย่อมยังสัตว์ทั้งหลายให้ร้องไห้ เพราะเหตุนั้น ธรรม
เหล่านั้นจึงชื่อว่า รณะ คำว่า รณธรรม นี้เป็นชื่อของกิเลสมีราคะเป็นต้นที่สัตว์
ทั้งหลายถูกกิเลสครอบงำแล้ว ย่อมร้องไห้คร่ำครวญโดยประการต่าง ๆ ธรรม
ที่ชื่อว่า สรณะ เพราะมีรณธรรมด้วยสามารถแห่งสัมปโยคะ และด้วยสามารถ
แห่งการตั้งอยู่ในฐานเดียวกันแห่งการละ ธรรมที่ชื่อว่า อสรณะ เพราะ
สรณธรรมของธรรมเหล่านั้น ไม่มีอยู่โดยอาการนั้น.
ว่าด้วยสุตตันตติกทุกะ
พึงทราบวินิจฉัยในหมวด ๒ แห่งสุตตันตมาติกา ต่อไป.
ธรรมเหล่าใด ย่อมเสพวิชชาด้วยสามารถแห่งสัมปโยคะ เพราะเหตุนั้น
ธรรมเหล่านั้นจึงชื่อว่า วิชชาภาคี. อีกอย่างหนึ่ง ธรรมเหล่าใดย่อมยังส่วน
แห่งวิชชาให้เป็นไปในส่วนแห่งวิชชา เพราะเหตุนั้น ธรรมเหล่านั้นจึงชื่อว่า

204
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 205 (เล่ม 75)

วิชชาภาคี. ในวิชชาภาคีนั้น วิชชามี ๘ คือ วิปัสสนาญาณ ๑ มโนมยิทธิ ๑
อภิญญา ๖. ว่าด้วยอรรถแรก ธรรมที่สัมปยุตด้วยวิชชาเหล่านั้น ชื่อว่า วิชชา-
ภาคี. ว่าด้วยอรรถหลัง บรรดาวิชชา ๘ เหล่านั้น วิชชาอย่างใดอย่างหนึ่ง ชื่อว่า
วิชชา. วิชชาทั้งหลายที่เหลือเป็นวิชชาภาคี เพราะฉะนั้น วิชชาก็ดี ธรรมที่
สัมปยุตด้วยวิชชาก็ดี พึงทราบว่าเป็นวิชชาภาคีนั่นแหละ แต่ในสุตตันติกทุกะใน
ที่นี้ ท่านประสงค์เอาสัมปยุตตธรรม. ธรรมเหล่าใดย่อมเสพอวิชชาด้วยสามารถ
แห่งสัมปโยคะ เพราะเหตุนั้น ธรรมเหล่านั้นจึงชื่อว่า อวิชชาภาคี. แม้ธรรม
ที่ยังส่วนแห่งอวิชชาให้เป็นไปในหมวดแห่งอวิชชา ก็ชื่อว่า อวิชชาภาคี.
ในอวิชชาภาคีนั้น อวิชชามี ๔ คือ ความมืดอันปิดบังทุกข์ ความมืดที่ปิดบัง
สมุทัยเป็นต้น ๓. แม้ธรรมที่สัมปยุตด้วยอวิชชาเหล่านั้น ชื่อว่า อวิชชาภาคี
โดยนัยแรกนั่นแหละ บรรดาอวิชชาเหล่านั้น อวิชชาอย่างใดอย่างหนึ่ง ชื่อว่า
อวิชชา (โดยนัยหลัง) อวิชชาที่เหลือ ชื่อว่า อวิชชาภาคี เพราะฉะนั้น
อวิชชาอย่างนี้ก็ดี ธรรมที่สัมปยุตด้วยอวิชชาก็ดี พึงทราบว่า อวิชชาภาคี
นั่นแหละ. ก็ในทุกะนี้ท่านประสงค์เอาธรรมที่สัมปยุตกัน
ธรรมที่ชื่อว่า วิชชูปมะ เพราะเปรียบด้วยสายฟ้าเหตุที่ไม่สามารถ
เพื่อกำจัดความมืด คือ กิเลสได้ด้วยความครอบงำอีก. ที่ชื่อว่า วชิรูปมธรรม
เพราะธรรมเหล่านั้นเปรียบด้วยเพชร เหตุที่สามารถกำจัดกิเลสโดยสิ้นเชิง
ที่ชื่อว่า พาลธรรม เพราะเป็นธรรมตั้งอยู่ในพาลทั้งหลายโดยอุปจารแห่งธรรม
ที่พาลตั้งอยู่. ที่ชื่อว่า ปัณฑิตธรรม เพราะเป็นธรรมตั้งอยู่ในบัณฑิตทั้งหลาย.
อีกอย่างหนึ่งชื่อว่า พาลธรรม เพราะกระทำให้เป็นคนโง่. หรือชื่อว่า ปัณฑิต-
ธรรม เพระกระทำให้เป็นคนฉลาด. ธรรมดำกระทำจิตไม่ให้มีความประภัสสร
ชื่อว่า กัณหธรรม. ธรรมขาวกระทำจิตให้มีความประภัสสร ชื่อว่า สุกกธรรม.

205
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 206 (เล่ม 75)

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า กัณหธรรม เพราะเหตุที่กำเนิดดำ หรือชื่อว่า สุกกธรรม
เพราะเหตุที่กำเนิดขาว. ที่ชื่อว่า ตปนียธรรม เพราะย่อมเดือดร้อนในโลกนี้
และโลกหน้า ธรรมที่มิใช่ตปนียธรรม ชื่อว่า อตปนียธรรม.
ทุกะ ๓ มีอธิวจนทุกะเป็นต้น ว่าโดยอรรถไม่มีการกระทำที่ต่างกัน
ในอธิวจนทุกะเป็นต้นนี้ ต่างกันเพียงพยัญชนะเท่านั้น จริงอยู่ คำว่า
สิริวฑฺฒโก ธนวฑฺฒโก เป็นต้นที่กระทำเพียงถ้อยคำเท่านั้น ให้เป็นใหญ่
เป็นไป ชื่อว่า อธิวจนะ ธรรมที่เป็นคลองแห่งชื่อทั้งหลาย ชื่อว่า อธิวจนปถะ
คำพูดที่ท่านกล่าวอยู่กระทำให้มีเหตุโดยพิสดารอย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ธรรมใดย่อมปรุงแต่ง เพราะฉะนั้น ธรรมนั้นจึงเรียกว่า สังขาร ดังนี้ ชื่อว่า
นิรุตติ. คลองแห่งนิรุตติธรรมทั้งหลาย เรียกว่า นิรุตติปถธรรม. ธรรมที่
ชื่อว่า ปัญญัตติ เพราะการแจ้งให้ทราบโดยประการนั้น ๆ อย่างนี้ว่า ตกฺโก
(การตรึก) วิตกฺโก (วิตก) สํกปฺโป (ความดำริ). ทางแห่งบัญญัตติทั้งหลาย
เรียกว่า ปัญญัตติปถธรรม ในที่นี้แม้จะกล่าวทุกะหนึ่ง ก็พึงทราบประโยชน์
ในถ้อยคำโดยนัยที่กล่าวแล้ว ในเหตุโคจฉกะนั่นแหละ.
ว่าด้วยนามรูปทุกะ
พึงทราบวินิจฉัยในหมวด ๒ แห่งนามรูปต่อไป
ธรรมที่ชื่อว่า นาม เพราะอรรถว่า การตั้งชื่อ หรือเพราะอรรถว่า
น้อมไป หรือว่าเพราะอรรถว่าการให้น้อมไป. ธรรมที่ชื่อว่า รูป เพราะอรรถว่า
แตกสลายไป ในสุตตันติกทุกะนี้ มีสังเขปเพียงนี้ ส่วนความพิสดาร นาม
ธรรมจักแจ่มแจ้งในนิกเขปกัณฑ์.
ความไม่รู้ในสัจจะทั้งหลายมีทุกขสัจจะเป็นต้น ชื่อว่า อวิชชา ความ
ปรารถนาในภาวะ ชื่อว่า ภวตัณหา. สัสสตะ (เที่ยง) ท่านเรียกว่า ภวะ

206
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 207 (เล่ม 75)

ในบทว่า ภวทิฏฺฐิ ดังนี้ คือทิฏฐิอันเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งความเห็นว่าเที่ยง.
ความขาดสูญ ท่านเรียกว่า วิภวะ ในบทว่า วิภวทิฏฺฐิ ดังนี้ คือ ทิฏฐิอัน
เกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งความขาดสูญ. ทิฏฐิที่เป็นไปว่า อัตตาและโลกเที่ยง
ชื่อว่า สัสสตทิฏฐิ. ทิฏฐิที่เป็นไปว่า อัตตาและโลกขาดสูญ ดังนี้ ชื่อว่า
อุจเฉททิฏฐิ. ทิฏฐิที่เป็นไปว่า อัตตาและโลกมีที่สุด ดังนี้ ชื่อว่า อันตวา-
ทิฏฐิ. ทิฏฐิที่เป็นไปว่า อัตตาและโลกไม่มีที่สิ้นสุด ดังนี้ ชื่อว่า อนันตวาทิฏฐิ.
ทิฏฐิที่คล้อยตามขันธ์ส่วนอดีต ชื่อว่า ปุพพันตานุทิฏฐิ. ทิฏฐิที่คล้อยตาม
ขันธ์ส่วนอนาคต ชื่อว่า อปรันตานุทิฏฐิ.
ความไม่ละอายท่านให้พิสดารอย่างนี้ว่า กรรมอันใดอันบุคคลควร
ละอาย ย่อมไม่ละอาย กรรมนั้นชื่อว่า อหิริกะ อาการที่ไม่เกรงกลัวท่าน
ให้พิสดารไว้อย่างนี้ว่า กรรมใด อันบุคคลควรเกรงกลัว ย่อมไม่เกรงกลัว
กรรมนั้นชื่อว่า อโนตตัปปะ ความละอายชื่อว่า หิริ ความเกรงกลัว ชื่อว่า
โอตตัปปะ.
พึงทราบวินิจฉัยในโทวจัสสตา (ความเป็นผู้ว่ายาก) เป็นต้น บุคคล
ชื่อว่า ทุพพจะ (ว่ายาก) เพราะอรรถว่า การกล่าวสอนบุคคลผู้ถือเอาการ
ขัดแย้งต่าง ๆ ผู้ชอบโต้แย้ง ผู้ไม่เอื้อเฟื้อ การกล่าวสอนนั้นทำได้ยาก กรรม
ของผู้ว่ายากนั้น ชื่อว่า โทวจัสสะ ภาวะแห่งกรรมของผู้ว่ายากนั้น ชื่อว่า
โทวจัสสตา. บุคคลผู้ลามกไม่มีศรัทธาเป็นต้น เป็นมิตรของบุคคลนั้นมีอยู่
เพระเหตุนั้น บุคคลนั้น จึงชื่อว่า ปาปมิตร ภาวะแห่งปาปมิตรนั้น ชื่อว่า
ปาปมิตตตา. พึงทราบโสวจัสสตา (ความเป็นผู้ว่าง่าย) และกัลยาณมิตร
โดยนัยตรงกันข้ามกับคำที่กล่าวแล้วนั่นแหละ.

207