ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 534 (เล่ม 6)

ภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้อง
กล่าวไปไย เมือเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักบรรเทาความรำคาญ
จักวานภิกษุอื่นให้ช่วยบรรเทา หรือจักทำธรรมกถาแก่ภิกษุณีนั้น แค่ต้องกลับ
ใน ๗ วัน.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ความเห็นผิดบังเกิดแก่ภิกษุณีในศาสนานี้
ถ้าเธอจะส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ความเห็นผิดเกิดแล้วแก่ดิฉัน ขอ
อาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาการมาของพระคุณเจ้า. ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลายแม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้อง
กล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึ่งไปด้วยตั้งใจว่า จักเปลื้องความเห็นผิด จักวาน
ภิกษุอื่นให้ช่วยเปลื้อง หรือจักทำธรรมกถาแก่ภิกษุณีนั้น แต่ต้องกลับใน ๗ วัน.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุณีในศาสนานี้เป็นผู้ต้องครุกาบัติ ควร
มานัต ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ดิฉันเองต้องครุกาบัติ ควร
มานัต ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาการมาของพระคุณเจ้า.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วย สัตตาหกรณียะได้
จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักทำการขวนขวายให้มา
นัต แต่ต้องกลับโน ๗ วัน.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุณีในศาสนานี้เป็นผู้ควรชักเข้าหาอาบัติ
เดิม ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ดิฉันเองเป็นผู้ควรชักเข้าหา
อาบัติเดิม ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาการมาของพระคุณ
เจ้า. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะ
ได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั่งใจว่า จักทำการขวนขวาย
ชักเข้าหาอาบัติเดิม แต่ต้องส่งกลับใน ๗ วัน.

534
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 535 (เล่ม 6)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุณีในศาสนานี้ เป็นผู้ควรอัพภาน ถ้าเธอ
จะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ดิฉันเองเป็นผู้ควรอัพภาน ขออาราธนา
พระคุณเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาการมาของพระคุณเจ้า. ดูก่อนภิกษุทั้ง
หลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วย สัตตหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไย
เมื่อเธอส่งทูตมาพึงไปด้วยตั้งใจว่า จักทำการขวนขวายในอัพภาน แต่ต้องกลับ
ใน ๗ วัน.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง สงฆ์เป็นผู้ใคร่เพื่อทำกรรม คือ ตัชชนียกรรม
นิยสกรรม ปัพพาชนียกรรม ปฏิสารณียกรรม หรืออุกเขปนียกรรม แก่ภิกษุ
ในศาสนานี้ ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า สงฆ์เป็นผู้ใคร่เพื่อ
ทำกรรมแก่ดิฉัน ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาการมาของ
พระคุณเจ้า. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตา-
หกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไย เมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า ด้วยวิธี
อย่างไรหนอ สงฆ์จึงจะไม่ทำกรรม หรือพึงน้อมไปเพื่อกรรมสถานเบา แต่
ต้องกลับใน ๗ วัน. อนึ่งภิกษุณีนั้นถูกสงฆ์ทำกรรมคือตัชชนียกรรมนิยสกรรม
ปัพพาชนียกรรม ปฏิสารณียกรรม หรืออุกเชปนียกรรมแล้ว ถ้าเธอจะพึงส่ง
ทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า สงฆ์ได้ทำกรรมแก่ดิฉันแล้ว ขออาราธนา
พระคุณเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาการมาของพระคุณเจ้า ดูก่อนภิกษุทั้ง-
หลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไป
ไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า ด้วยวิธีอย่างไรหนอ ภิกษุณีนั้นพึง
ประพฤติชอบ หายเย่อหยิ่ง พระพฤติแก้ตัวได้ สงฆ์จะได้ระงับกรรมนั้นเสีย
แต่ต้องกลับใน ๗ วัน.

535
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 536 (เล่ม 6)

สัตตหกรณียะเนื่องด้วยสิกขมานา
๓. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สิกขมานาในศาสนานี้อาพาธ ถ้าเธอจะพึง
ส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ดิฉันเองอาพาธ ขออาราธนาพระคุณเจ้า
ทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาการมาของพระคุณเจ้า. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อ
เธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่ง
ทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักแสวงหาคิลานภัต คิลานุปัฏฐากภัต คิลานเภสัช
จักถามอาการ หรือจักพยาบาล แต่ต้องกลับใน ๗ วัน.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ความกระสันบังเกิดแก่สิกขมานาในคาสนา
นี้. . .
. . .ความรำคาญบังเกิด. . .
. . .ความเห็นผิดบังเกิด. . .
. . .สิกขาของสิกขมานาในศาสนานี้กำเริบ ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปใน
สำนักภิกษุทั้งหลายว่า สิกขาของดิฉันกำเริบแล้ว ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้ง
หลายมา ดิฉันปรารถนาการมาของพระคุณเจ้า. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อ
เธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตตหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่ง
ทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักทำการขวนขวายให้สมาทานสิกขา แต่ต้องกลับ
ใน ๗ วัน.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง สิกขมานาในศาสนานี้ เป็นผู้ใคร่จะอุปสมบท
ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ดิฉันเองใคร่จะอุปสมบท ขอ
อาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาการมาของพระคุณเจ้า. ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้อง
กล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักทำการขวนขวายให้อุปสมบท
จักช่วยสวดหรือจักคณะปูรกะ แต่ต้องกลับใน ๗ วัน.

536
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 537 (เล่ม 6)

สัตตาหกรณียะเนื่องด้วยสามเณร
๔. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สามเณรในศาสนานี้อาพาธ ถ้าเธอจะพึง
ส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า กระผมเองอาพาธ ขออาราธนาภิกษุทั้งหลาย
มา กระผมปรารถนาการมาของภิกษุทั้งหลาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อ
เธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่ง
ทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่าจักแสวงหาคิลานภัต คิลานุปัฏฐากภัต คิลานเภสัช
จักถามอาการ หรือจักพยาบาล แต่ต้องกลับใน ๗ วัน.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ความกระสันบังเกิดแก่สามเณรในศาสนา
นี้...
. . .ความรำคาญบังเกิด. . .
. . .ความเห็นผิดบังเกิด. . .
สามเณรเป็นผู้ใคร่จะถามปี ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลาย
ว่ากระผมปรารถนาการมาของภิกษุทั้งหลาย ดูก่อนภิกษุทั้งหลายแม้เมื่อเธอมิได้
ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา
พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักถาม หรือจักบอก แต่ต้องกลับใน ๗ วัน.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง สามเณรในศาสนานี้ เป็นผู้ใคร่จะอุปสมบท
ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า กระผมเองใคร่จะอุปสมบท ขอ
อาราธนาภิกษุทั้งหลายมา กระผมปรารถนาการมาของภิกษุทั้งหลาย ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้อง
กล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักทำการขวนขวายให้อุปสมบท
จักช่วยสวด หรือจักเป็นคณะปูรกะ แต่ต้องกลับใน ๗ วัน.

537
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 538 (เล่ม 6)

สัตตหกรณียะเนื่องด้วยสามเณรี
๕. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สามเณรีในศาสนานี้ อาพาธ ถ้าเธอจะพึง
ส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ดิฉันเองอาพาธ ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้ง
หลายมา ดิฉันปรารถนาการมาของพระคุณเจ้า. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อ
เธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูต
มา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักแสวงหาคิลานภัต คิลานุปัฏฐากภัต คิลานเภสัช
จักถามอาการ หรือจักพยาบาล แต่ต้องกลับใน ๗ วัน.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ความกระสันบังเกิดแก่สามเณรีในศาสนา
นี้ ...
. . .ความรำคาญบังเกิด. . .
. . .ความเห็นผิดบังเกิด. . .
. . .สามเณรีเป็นผู้ใคร่จะถามปี. . .
สามเณรีเป็นผู้ใคร่จะสมาทานสิกขา ถ้าเธอพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุ
ทั้งหลายว่า ดิฉัน เองใคร่จะสมาทานสิกขา ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา
ดิฉันปรารถนาการมาของพระคุณเจ้า. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่ง
ทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึง
ไปด้วยตั้งใจว่า จักทำการขวนขวายให้สมาทานสิกขา แต่ต้องกลับใน ๗ วัน.
[๒๑๒] ก็โดยสมัยนั้นแล มารดาของภิกษุรูป ๑ ได้ป่วยไข้ นางส่ง
ทูตไปในสำนักภิกษุผู้เป็นบุตรว่า ดิฉันเองป่วยไข้ ดิฉันปรารถนาการมาของ
บุตร จึงภิกษุนั้นได้ดำริว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติไว้ว่า เมื่อบุคคล ๗
จำพวกส่งทูตมาไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อเขาไม่ส่งทูตมา จะไปไม่ได้
สำหรับสหธรรมิก ๕ แม้มิได้ส่งทูตมาก็ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าว

538
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 539 (เล่ม 6)

ไปไยเมื่อเขาส่งทูตมา ก็นี่มารดาของเรากำลังป่วยไข้ และท่านก็มิใช่อุบาสิกา
เราจะพึงปฏิบัติอย่างไรหนอ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้ง
หลาย เมื่อบุคคล ๗ จำพวก แม้มิได้ส่งทูตมา เราอนุญาตให้ไปด้วยสัตตาห-
กรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเขาส่งทูตมา บุคคล ๗ จำพวก คือ ภิกษุ
ภิกษุณี สิกขมานา สามเณร สามเณรี มารดาและบิดา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เมื่อบุคคล ๗ จำพวกนี้ แม้มิได้ส่งทูตมา เราอนุญาตให้ไปด้วยสัตตาหกรณียะ
ได้ จะต้องกล่าวไปใยเมื่อเขาส่งทูตมา แต่ต้องกลับใน ๗ วัน.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็มารดาของภิกษุในศาสนาน ป่วยไข้ ถ้าเขาจะพึง
ส่งทูตไปในสำนักภิกษุผู้เป็นบุตรว่า ดิฉันเองป่วยไข้ ขอบุตรของดิฉันจงมา
ดิฉันปรารถนาการมาของบุตร. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อนางมิได้ส่งทูตมา
ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไย เมื่อนางส่งทูตมา พึงไปด้วย
ตั้งใจว่า จักแสวงหาคิลานภัต คิลานุปัฏฐากภัต คิลานเภสัช จักถามอาการ หรือ
จักพยาบาล แต่ต้องกลับใน ๗ วัน.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง บิดาของภิกษุในศาสนานี้ป่วยไข้ ถ้าเขา
จะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุผู้เป็นบุตรว่า ฉันเองป่วยไข่ ขอบุตรของฉันจงมา
ฉันปรารถนาการมาของบุตร. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเขามิได้ส่งทูตมา ก็
พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไย เมื่อเขาส่งทูตมา พึงไปด้วย
ตั้งใจว่า จักแสวงหาคิลานภัต คิลานุปัฏรากภัต คิลานเภสัช จักถามอาการ
หรือจักพยาบาล แต่ต้องกลับใน ๗ วัน.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง พี่ชายน้องชายของภิกษุในศาสนานี้ป่วยไข้
ถ้าเขาจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุผู้พี่ชายน้องชายว่า กระผมเองป่วยไข้ ขอพี่

539
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 540 (เล่ม 6)

ชายน้องชายของกระผมจงมา กระผมปรารถนาการมาของพี่ชายน้องชาย. ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเขาส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อเขาไม่
ส่งทูตมาก็ไม่พึงไป แต่ต้องกลับใน ๗ วัน.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง พี่หญิงน้องหญิงของภิกษุในศาสนานี้ป่วย
ไข้ ถ้าเขาจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุว่า ดิฉันเองป่วยไข้ ขอพี่ชายน้องชาย
ของดิฉันจงมา ดิฉันปรารถนาการมาของพี่ชายน้องชาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เมื่อเขาส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แม้เมื่อเขาไม่ส่งทูตมา ก็ไม่
พึงไป แต่ต้องกลับมาใน ๗ วัน.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ญาติของภิกษุในศาสนานี้ป่วยไข้ ถ้าเขาจะ
พึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุว่า กระผมเองป่วยไข้ ขอพระคุณเจ้าจงมา กระผม
ปรารถนาการมาของพระคุณเจ้า. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อเขาส่งทูตมา ก็พึง
ไปด้วยสตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อเขาไม่ส่งทูตมา ก็ไม่พึงไป แต่ต้องกลับใน
๗ วัน.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง บุรุษผู้ภักดีต่อภิกษุในศาสนานี้ป่วยไข้ ถ้า
เขาจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุว่า กระผมเองป่วยไข้ ขออาราธนาภิกษุทั้ง
หลายมา กระผมปรารถนาการมาของภิกษุทั้งหลาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อ
เขาส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อเขาไม่ส่งทูตมา ก็ไม่พึงไป
แต่ต้องกลับใน ๗ วัน.
ทรงอนุญาตสัตตาหกรณียะเพราะกิจของสงฆ์
[๒๑๓] ก็โดยสมัยนั้น มหาวิหารของสงฆ์ชำรุดลง อุบาสกคน ๑
ได้ให้ตัดเครื่องทัพพสัมภาระไว้ในป่า เขาส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ถ้า

540
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 541 (เล่ม 6)

พระคุณเจ้าทั้งหลาย จะพึงขนเครื่องทัพพสัมภาระนั้นไปได้ กระผมขอถวาย
เครื่องทัพพสัมภาระนั้น ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ๆ
ตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ไปได้เพราะ
กรณียะของสงฆ์ แต่ต้องกลับใน ๗ วัน.
เรื่องทรงอนุญาตสัตตาหกรณียะ จบ
วัสสาวาสภารวารที่ ๑ จบ
อรรถกถาธุระเป็นไปด้วยสัตตาหกรณียะ
วินิจฉัยในสัตตาหกรณียะทั้งหลาย พึงทราบดังต่อไปนี้:-
ตั้งแต่คำว่า ภิกฺขุนีสงฺฆํ อุทฺทิสฺส เป็นต้นไป ย่อมมีความเสื่อม
ตลอดไป ๓ อย่าง คือ เว็จกุฎี ๑ เรือนไฟ ๑ ศาลาเรือนไฟ ๑.
โรงเก็บสิ่งของเป็นต้น ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วทีเดียว ในสิกขาบท
ทั้งหลาย มีอุทโทสิตสิกขาบทเป็นต้น.
ก็โรงครัว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าในวัสสูปนายิกขันธกะนี้ว่า รสวตี.
คำว่า วาเรยฺยํ ข้าพเจ้าได้กล่าวแล้ว ในสัญจริตสิกขาบท.
หลายบทว่า ปุรายํ สุตฺตนฺโต น ปลุชฺชติ ความว่า ทราบเท่าที
พระสุตตันตะนี้จะไม่สาบสูญเสีย.
ข้อว่า ปญฺจนฺนํ สตฺตาหกรณีเยน ความว่า แม้เมื่อสหธรรมิก
มิได้ส่งทูตมานิมนท์ ภิกษุก็ควรไป ด้วยเหตุที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้
พิสดารข้างหน้า โดยนัยเป็นต้นอย่างนี้ว่า เราจักแสวงหาคิลานภัตหรือคิลานุ-

541
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 542 (เล่ม 6)

ปัฏฐากภัตหรือเภสัช แก่สหธรรมิกทั้ง ๕ มีภิกษุเป็นต้น เหล่านั้นบ้าง จักถาม
บ้าง จักพยาบาลบ้าง. แม้ในที่แห่งมารดาบิดา อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
อนุญาตไว้แล้วข้างหน้า ก็นัยนี้เหมือนกัน.
แต่ในอันธกอรรถกถาแก้ว่า ชนทั้งหลายเหล่าใด เป็นอุปัฏฐากของ
มารดาและบิดา ซึ่งเป็นญาติก็ดี มิใช่ญาติก็ดี แม้เมื่อชนเหล่านั้นมิได้ส่งทูต
มานิมนต์ ภิกษุจะไปก็ควร. คำนั้นท่านมิได้กล่าวไว้เลย ทั้งในอรรถกถาและ
บาลี เพราะฉะนั้น ไม่ควรจะถือเอา.
บทว่า ภิกฺขุภติโก ได้แก่ บุรุษผู้อยู่กับภิกษุทั้งหลายในวัดเดียวกัน.
บทว่า อุทฺริยติ ได้แก่ ชำรุด.
สองบทว่า ภณฺฑํ เฉทาปิตํ ได้แก่ เครื่องทัพพสัมภาระที่เขาให้
ตัดไว้แล้ว.
บทว่า อวหราเปยฺยุํ คือพึงให้ขนมา.
วินิจฉัยในคำว่า สงฺฆกรณีเยน นี้ พึงทราบดังนี้:-
กิจการอย่างใดอย่างหนึ่ง อันภิกษุพึงทำในเสนาสนะทั้งหลาย มีโรง
อุโบสถเป็นต้นก็ดี ในสถานที่ทรงอนุญาต มีฉัตรและไพทีแห่งพระเจดีย์เป็นต้น
ก็ดี โดยที่สุด แม้เป็นเสนาสนะเฉพาะตัวของภิกษุทุกอย่างเป็นกิจอันสงฆ์พึงทำ
ทั้งนั้น. เพราะฉะนั้น เพื่อให้กิจนั้นสำเร็จ ภิกษุควรไปเพื่อขนทัพพสัมภาระ
เป็นต้นมา หรือเพื่อให้ไวยาวัจกรให้ค่าจ้างและรางวัลเป็นต้น แก่ชนทั้งหลาย
มีช่างไม้เป็นต้น .
วินิจฉัยในรัตติเฉทซึ่งพ้นจากบาลี ในสัตตหกรณียาธิการ พึงทราบ
ดังต่อไปนี้:-
อันภิกษุอันเขามิได้นิมนต์ เพื่อประโยชน์แก่การฟังธรรม ไม่สมควร
ไป. แต่ถ้าว่าภิกษุได้กระทำการนัดหมายกันไว้ก่อนแล้ว ในอาวาสใหญ่แห่ง

542
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 543 (เล่ม 6)

หนึ่งว่า เราทั้งหลายพึงประชุมกันในวันชื่อโน้น ดังนี้ ก็ชื่อว่าเป็นผู้อันเขา
นิมนต์แล้วได้ จะไปก็ควร. จะไปด้วยคิดว่า เราจักซักย้อมจีวร ไม่ควร. แต่
ถ้าอาจารย์และอุปัชฌาย์ใช้ไปควรอยู่. วัดอยู่ในที่ไม่ไกลนัก เธอไปในวัดนั้น
ด้วยตั้งใจว่า เราจักกลับมาในวันนี้ทีเดียว แต่ไม่สามารถจะมาให้ทันได้ ควร
อยู่. ย่อมไม่ได้เพื่อจะไป แม้เพื่อประโยชน์แก่อุเทสและปริปุจฉาเป็นต้น. แต่
ย่อมได้เพื่อจะไปด้วยคิดว่า เราจักเยี่ยมอาจารย์ ถ้าว่าอาจารย์กล่าวกะเธอว่า
คุณจงอย่าไปในวันนี้เลย ดังนี้ จะไม่กลับก็ควร. ย่อมไม่ได้เพื่อจะไปเยี่ยม
สกุลอุปัฏฐาก หรือสกุลของญาติ.

543