พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 18 (เล่ม 75)

นิกเขปราสิ (การจำแนกกองธรรมที่ตั้งไว้)
อัตถุทธาระ (การยกอรรถขึ้นแสดง).
ว่าด้วยจิตตวิภัตติ
บรรดาการจำแนกธรรมทั้ง ๔ เหล่านั้น ธรรมนี้คือ
๑. กามาวจรกุศลจิต ๘ ดวง
๒. อกุศลจิต ๑๒ ดวง
๓. กุศลวิปากจิต ๑๖ ดวง
๔. อกุศลวิปากจิต ๗ ดวง
๕. กิริยาจิต ๑๑ ดวง
๖. รูปาวจรกุศลจิต ๕ ดวง
๗. รูปาวจรวิปากจิต ๕ ดวง
๘. รูปาวจรกิริยาจิต ๕ ดวง
๙. อรูปาวจรกุศลจิต ๔ ดวง
๑๐. อรูปาวจรวิปากจิต ๔ ดวง
๑๑. อรูปาวจรกิริยาจิต ๔ ดวง
๑๒. โลกุตรกุศลจิต ๔ ดวง
๑๓. โลกุตรวิปากจิต ๔ ดวง
รวมจิต ๘๙ ดวงตามที่กล่าวมานี้ ชื่อว่า จิตตวิภัตติ แม้คำว่า
จิตตุปปาทกัณฑ์ ดังนี้ ก็เป็นชื่อของจิตตวิภัตตินี้เหมือนกัน ก็จิตนั้นว่าโดย
ทางแห่งคำพูดมีเกิน ๖ ภาณวาร แต่เมื่อให้พิสดารก็ไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ.

18
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 19 (เล่ม 75)

ว่าด้วยรูปวิภัตติ
ในลำดับต่อจากจิตนั้น ชื่อว่า รูปวิภัตติ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
ตั้งมาติกาไว้โดยนัยมีอาทิว่า "ธรรมหมวดหนึ่ง ธรรมหมวดสอง" แล้วทรง
จำแนกแสดงโดยพิสดาร แม้คำว่า รูปกัณฑ์ ดังนี้ ก็เป็นชื่อของรูปวิภัตตินั้น
นั่นแหละ รูปกัณฑ์นั้น ว่าโดยทางแห่งคำพูด มีเกิน ๒ ภาณวาร แต่เมื่อให้
พิสดาร ก็ไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ.
ว่าด้วยนิกเขปราสิ
ในลำดับต่อจากรูปกัณฑ์นั้น ชื่อว่า นิกเขปราสิ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงยกขึ้นแสดงโดยมูลเป็นต้นอย่างนี้ คือ โดยมูล โดยขันธ์ โดยทวาร
โดยภูมิ โดยอรรถ โดยธรรม โดยนาม โดยเพศ.
มูลโต ขนฺธโต จาปิ ทฺวารโต จาปิ ภูมิโต
อตฺถโต ธมฺมโต จาปิ นามโต จาปิ ลิงฺคโต
นิกฺขิปิตฺวา เทสิตตฺตา นิกฺเขโปติ ปวุจฺจติ.
ที่เรียกว่า นิกเขปะ ดังนี้ เพราะ
ความที่พระองค์ทรงยกขึ้นแสดง โดยมูลบ้าง
โดยอรรถบ้าง โดยธรรมบ้าง โดยนามบ้าง
โดยอรรถบ้าง โดยธรรมบ้าง โดยนามบ้าง
โดยเพศบ้าง.
แม้คำว่า นิกเขปกัณฑ์ ดังนี้ ก็เป็นชื่อของนิกเขปราสินั่นแหละ
นิกเขปกัณฑ์นั้น ว่าโดยทางแห่งวาจาก็มีประมาณ ๓ ภาณวาร เมื่อให้พิสดาร
ย่อมไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ.
ว่าด้วยอัตถุทธาระ
ก็ในลำดับต่อจากนิกเขปราสินั้น ชื่อว่า อรรถกถากัณฑ์ เป็นคำที่
ยกเนื้อความพุทธพจน์ คือพระไตรปิฎกขึ้นแสดงตั้งแต่สรณทุกะ ภิกษุทั้งหลาย

19
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 20 (เล่ม 75)

ผู้เรียนมหาปกรณ์ไม่กำหนดถึงจำนวนในมหาปกรณ์ แต่ย่อมรวมจำนวนไว้
มหาปกรณ์นั้น ว่าโดยทางแห่งถ้อยคำมีประมาณ ๒ ภาณวาร แต่เมื่อให้พิสดาร
ก็ไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ ธรรมสังคณีปกรณ์ทั้งสิ้นย่อมมีด้วยประการฉะนี้
ธรรมสังคณีปกรณ์นั้น ว่าโดยทางถ้อยคำมีเกิน ๑๓ ภาณวาร แต่เมื่อให้พิสดาร
ก็ไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ.
ธรรมสังคณีปกรณ์ คือ จิตตวิภัตติ
รูปวิภัตติ นิกเขปะ และอรรถโชตนา
(อธิบายอรรถ) นี้ มีอรรถลึกซึ้ง ละเอียด
แม้ฐานะนี้ พระองค์ก็ทรงแสดงแล้วด้วย
ประการฉะนี้.
วิภังคปกรณ์
ในลำดับต่อจากธรรมสังคณีปกรณ์นั้น ชื่อว่า วิภังคปกรณ์ วิภังค-
ปกรณ์นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจำแนกธรรม ๑๘ อย่าง คือ
๑. ขันธวิภังค์
๒. อายตนวิภังค์
๓. ธาตุวิภังค์
๔. สัจจวิภังค์
๕. อินทรียวิภังค์
๖. ปัจจยาการวิภังค์
๗. สติปัฏฐานวิภังค์
๘. สัมมัปปธานวิภังค์

20
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 21 (เล่ม 75)

๙. อิทธิปาทวิภังค์
๑๐. โพชฌงควิภังค์
๑๑. มัคควิภังค์
๑๒. ฌานวิภังค์
๑๓. อัปปมัญญาวิภังค์
๑๔. สิกขาปทวิภังค์
๑๕. ปฏิสันภิทาวิภังค์
๑๖. ญาณวิภังค์
๑๗. ขุททกวัตถุวิภังค์
๑๘. ธรรมหทยวิภังค์
บรรดาวิภังค์เหล่านั้น ขันธวิภังค์จำแนกออกเป็น ๓ อย่าง คือ ด้วย
อำนาจแห่งสุตตันตภาชนีย์ อภิธรรมภาชนีย์ และปัญหาปุจฉกะ ขันธวิภังค์นั้น
ว่าโดยทางแห่งถ้อยคำมีประมาณ ๕ ภาณวาร แต่เมื่อให้พิสดารก็ไม่มีที่สิ้นสุด
ไม่มีประมาณ แม้อายตนวิภังค์เป็นต้น เบื้องหน้าแต่นี้ท่านก็จำแนกโดยนัยทั้ง
๓ เหล่านั้นเหมือนกัน บรรดาวิภังค์เหล่านั้น อายตนวิภังค์ ว่าโดยทางแห่ง
ถ้อยคำมีเกิน ๑ ภาณวาร ธาตุวิภังค์มีประมาณ ๒ ภาณวาร สัจจวิภังค์ก็
ประมาณ ๒ ภาณวารเหมือนกัน ในอินทรียวิภังค์ไม่มีสุตตันตภาชนีย์ ก็
อินทรียวิภังค์นั้น ว่าโดยทางแห่งถ้อยคำมีประมาณเกินหนึ่งภาณวาร ปัจจยาการ-
วิภังค์มีประมาณ ๖ ภาณวาร แต่ไม่มีปัญหาปุจฉกะ สติปัฏฐานวิภังค์มีประมาณ
เกินหนึ่งภาณวาร สัมมัปปธาน... อิทธิบาท... โพชฌงค์... และมรรค-
วิภังค์ และอย่างมีเกินหนึ่งภาณวาร ฌานวิภังค์มีประมาณ ๒ ภาณวาร
อัปปมัญญาวิภังค์มีประมาณเกินหนึ่งภาณวาร ในสิกขาปทวิภังค์ไม่มีบท

21
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 22 (เล่ม 75)

สุตตันตภาชนีย์ แต่สิกขาบทวิภังค์นั้น ว่าโดยทางแห่งถ้อยคำมีประมาณหนึ่ง
ภาณวาร ปฏิสัมภิทาวิภังค์ก็มีประมาณเกินหนึ่งภาณวาร ญาณวิภังค์จำแนก
ออก ๑๐ อย่าง แต่ญาณวิภังค์นั้น เมื่อว่าโดยทางแห่งถ้อยคำมีประมาณ ๓
ภาณวาร แม้ขุททกวัตถุวิภังค์ก็จำแนกไว้ ๑๐ อย่าง แต่ว่าโดยทางแห่งถ้อยคำ
มีประมาณ ๓ ภาณวาร ธรรมหทยวิภังค์จำแนกไว้ ๓ อย่าง ว่าด้วยทางแห่ง
ถ้อยคำมีประมาณเกิน ๒ ภาณวาร วิภังค์แม้ทั้งหมด เมื่อให้พิสดารก็ไม่มีที่สุด
ไม่มีประมาณ ปกรณ์ชื่อว่า วิภังคปกรณ์นี้ เมื่อว่าโดยทางแห่งถ้อยคำมีประมาณ
๓๕ ภาณวาร แต่เมื่อให้พิสดารย่อมไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณด้วยประการฉะนี้.
ธาตุกถาปกรณ์
ในลำดับต่อจากวิภังคปกรณ์นั้น ชื่อว่า ธาตุกถาปกรณ์ ทรง
จำแนก ๑๔ อย่าง คือ
๑. สงฺคโห อสงฺคโห - ธรรมสงเคราะห์ได้ ธรรม
สงค์เคราะห์ไม่ได้
๒. สงฺคหิเตน อสงฺคหิตํ - ธรรมที่สงเคราะห์ไม่ได้ ด้วย
ธรรมที่สงเคราะห์ได้
๓. อสงฺคหิเตน สงฺคหตํ - ธรรมที่สงเคราะห์ได้ ด้วยธรรม
ที่สงเคราะห์ไม่ได้
๔. สงฺคหิเตน สงฺคหิตํ - ธรรมที่สงเคราะห์ได้ ด้วยธรรม
ที่สงเคราะห์ได้
๕. อสงฺคหิเตน อสงฺคหิตํ - ธรรมที่สงเคราะห์ไม่ได้ ด้วย
ธรรมที่สงเคราะห์ไม่ได้

22
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 23 (เล่ม 75)

๖. สมฺปโยโค วิปฺปโยโค - ธรรมที่ประกอบกัน ธรรมที่ไม่
ประกอบกัน
๗. สมปยุตฺเตน วิปฺปยุตฺตํ - ธรรมที่วิปปยุตกันได้ ด้วยธรรม
ที่สัมปยุตกัน
๘. วิปฺปยุตฺเตน สมปยุตฺตํ - ธรรมที่สัมปยุตกันได้ ด้วยธรรม
ที่วิปปยุตกัน
๙. สมฺปยุตฺเตน สมฺปยุตฺตํ - ธรรมที่สัมปยุตกันได้ด้วยธรรม
ที่สัมปยุตกัน
๑๐. วิปฺปยุตฺเตน วิปฺปยุตฺตํ - ธรรมที่วิปปยุตกันได้ ด้วย
ธรรมที่วิปปยุตกัน
๑๑. สงฺคหิเตน สมฺปยุตฺตํ
วิปฺปยุตฺตํ - ธรรมที่สัมปยุตกันได้ ธรรมที่
วิปปยุตกันได้ ด้วยธรรมที่
สงเคราะห์กัน
๑๒. สมฺปยุตฺเตน สงฺคหิตํ
อสงฺคหิตํ - ธรรมที่สงเคราะห์กันได้ ธรรม
ที่สงเคราะห์กันไม่ได้ ด้วยธรรม
ที่สัมปยุตกัน
๑๓. อสงฺคหิเตน สมฺปยุตฺตํ
วิปฺปยุตฺตํ - ธรรมที่สัมปยุตกัน ธรรมที่
วิปปยุตกันได้ ด้วยธรรมที่
สงเคราะห์กันไม่ได้

23
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 24 (เล่ม 75)

๑๔. วิปฺปยุตฺเตน สงฺคหิตํ
อสงฺคหิตํ - ธรรมที่สงเคราะห์กันได้ ธรรม
ที่สงเคราะห์กันไม่ได้ ด้วยธรรม
ที่วิปปยุตกัน.
ธาตุกถาปกรณ์นั้น ว่าโดยทางแห่งถ้อยคำมีประมาณเกิน ๖ ภาณวาร
แต่เมื่อให้พิสดารย่อมไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ.
ปุคคลบัญญัติปกรณ์
ในลำดับต่อจากธาตุกถาปกรณ์นั้น ชื่อว่า ปุคคลบัญญัติ บุคคล
บัญญัตินั้นจำแนกไว้ ๖ อย่าง คือ
๑. ขันธบัญญัติ
๒. อายตนบัญญัติ
๓. ธาตุบัญญัติ
๔. สัจจบัญญัติ
๕. อินทริยบัญญัติ
๖. ปุคคลบัญญัติ
ปุคคลบัญญัตินั้น ว่าโดยทางแห่งถ้อยคำ มีเกิน ๕ ภาณวาร แต่เมื่อ
ให้พิสดารก็ย่อมไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณเหมือนกัน.
กถาวัตถุปกรณ์
ในลำดับต่อจากปุคคลบัญญัติปกรณ์ ชื่อว่า กถาวัตถุปกรณ์ กถา-
วัตถุปกรณ์นั้น ประมวลจำแนกไว้หนึ่งพันสูตร คือ ในสกวาทะ (ลัทธิของตน)
๕๐๐ สูตร ในปรวาทะ (ลัทธิอื่น) ๕๐๐ สูตร กถาวัตถุปกรณ์นั้น ว่าโดย
ทางแห่งถ้อยคำ มีประมาณเท่าทีฆนิกายหนึ่ง โดยนัยที่ยกขึ้นสู่สังคีติ ไม่ถือเอา
คำที่เขียนไว้ในโกฏฐาสในบัดนี้ แต่เมื่อให้พิสดารย่อมไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ.

24
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 25 (เล่ม 75)

ยมกปกรณ์
ในลำดับต่อจากกถาวัตถุปกรณ์นั้น ชื่อว่า ยมกปกรณ์ ทรงจำแนก
ไว้ ๑๐ อย่าง คือ
๑. มูลยมก
๒. ขันธยมก
๓. อายตนยมก
๔. ธาตุยมก
๕. สัจจยมก
๖. สังขารยมก
๗. อนุสสยยมก
๘. จิตตยมก
๙. ธรรมยมก
๑๐. อินทริยยมก
ยมกปกรณ์นั้น ว่าโดยทางแห่งถ้อยคำ มีประมาณ ๑๒๐ ภาณวาร
เมื่อว่าโดยพิสดาร ย่อมไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ.
มหาปกรณ์
ในลำดับแห่งยมกปกรณ์นั้น ชื่อว่า มหาปกรณ์ แม้คำว่า ปัฏฐาน
ดังนี้ ก็เป็นชื่อของมหาปกรณ์นั้นนั่นแหละ มหาปกรณ์นั้น เบื้องต้นทรง
จำแนกไว้ ๒๔ อย่าง ด้วยอำนาจแห่งปัจจัย คือ
๑. เหตุปัจจัย (เหตุเป็นปัจจัย)
๒. อารัมมณปัจจัย (อารมณ์เป็นปัจจัย)
๓. อธิปติปัจจัย (อธิบดีเป็นปัจจัย)

25
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 26 (เล่ม 75)

๔. อนันตรปัจจัย (อนันตรธรรมเป็นปัจจัย)
๕. สมนันตรปัจจัย (สมนันตรธรรมเป็นปัจจัย)
๖. สหชาตปัจจัย (สหชาตธรรมเป็นปัจจัย)
๗. อัญญมัญญปัจจัย (อัญญมัญญธรรมเป็นปัจจัย)
๘. นิสสยปัจจัย (นิสสยธรรมเป็นปัจจัย)
๙. อุปนิสสยปัจจัย (อุปนิสสยธรรมเป็นปัจจัย)
๑๐. ปุเรชาตปัจจัย (ปุเรชาตธรรมเป็นปัจจัย)
๑๑. ปัจฉาชาตปัจจัย (ปัจฉาชาตธรรมเป็นปัจจัย)
๑๒. อาเสวนปัจจัย (อาเสวนธรรมเป็นปัจจัย)
๑๓. กัมมปัจจัย (กรรมเป็นปัจจัย)
๑๔. วิปากปัจจัย (วิบากเป็นปัจจัย)
๑๕. อาหารปัจจัย (อาหารเป็นปัจจัย)
๑๖. อินทริยปัจจัย (อินทรีย์เป็นปัจจัย)
๑๗. ฌานปัจจัย (ฌานเป็นปัจจัย)
๑๘. มัคคปัจจัย (มรรคเป็นปัจจัย)
๑๙. สัมปยุตตปัจจัย (สัมปยุตธรรมเป็นปัจจัย)
๒๐. วิปปยุตปัจจัย (วิปยุตธรรมเป็นปัจจัย)
๒๑. อัตถิปัจจัย (อัตถิธรรมเป็นปัจจัย)
๒๒. นัตถิปัจจัย (นัตถิธรรมเป็นปัจจัย)
๒๓. วิคตปัจจัย (วิคตธรรมเป็นปัจจัย)
๒๔. อวิคตปัจจัย (อวิคตธรรมเป็นปัจจัย)

26
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 27 (เล่ม 75)

ก็ในฐานะนี้ พึงประมวลมาซึ่งปัฏฐาน จริงอยู่ ติกะ ๒๒ มีกุศลติกะ
เป็นต้น ทุกะ ๑๐๐ เหล่านี้ คือ เหตุธมฺมา น เหตุธมฺมา... ฯลฯ...
สรณาธฺมมา อสรณาธมฺมา ทุกะแม้อื่นอีก ชื่อว่า สุตตันตทุกะ ๔๒ คือ
วิชฺชาภาคิโน ธมฺมา อวิชฺชาภาคิโน ธมฺมา... ฯลฯ ... ขเย ญาณํ
อนุปฺปาเท ญาณํ.
บรรดาติกะและทุกะเหล่านั้น ธรรมนี้คือ ติกะ ๒๒ ทุกะ ๑๐๐ ชื่อว่า
มาติกาแห่งปกรณ์ทั้ง ๗ เป็นพุทธพจน์อันพระชินเจ้าตรัสภาษิตไว้ คือเป็น
ธรรมอันพระพุทธเจ้าผู้มีพระสัพพัญญุตญาณแสดงแล้ว.
มีคำถามสอดมาว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น ทุกะ ๔๒ อื่นอีกมาจากไหน ?
ใครตั้งไว้ ? ใครเป็นผู้แสดง ?
ตอบว่า มาจากพระธรรมเสนาบดีสารีบุตร พระธรรมเสนาบดีนั้น
ตั้งไว้ พระธรรมเสนาบดีนั้นแสดงไว้
ก็พระเถระเมื่อตั้งธรรมเหล่านี้ หาได้ตั้งไว้โดยการยกขึ้นแสดงเอง คือ
ด้วยปรีชาญาณของตนไม่ แต่พระเถระได้ประมวลเพิ่มขึ้นทีละหนึ่งด้วยทสุตตร-
สูตรในสังคีติ มีเอกนิบาตเป็นต้นตั้งไว้เพื่อพระเถระผู้ชำนาญอภิธรรม ผู้ถึง
พระสูตรแล้วจะไม่ลำบาก
ก็ทุกะเหล่านั้น จำแนกให้ถึงที่สุดไว้นิกเขปกัณฑ์หนึ่ง ในฐานะที่เหลือ
ท่านจำแนกอภิธรรมไว้จนถึงสรณทุกะ จริงอยู่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง
ธรรมชื่อติกปัฏฐาน เพราะอาศัยติกะ ๒๒ ในอนุโลมปัฏฐาน ทรงแสดงธรรม
ชื่อว่าทุกปัฏฐานเพราะอาศัยทุกะ ๑๐๐ ที่สำเร็จแล้ว เบื้องหน้าแต่นี้ก็ถือเอา
ติกะ ๒๒ รวมทุกะ ๑๐๐ แสดงธรรมชื่อว่า ทุกติกปัฏฐาน จากนั้นก็ถือเอาทุกะ
๑๐๐ รวมในติกะ ๒๒ แสดงธรรมชื่อว่า ติกทุกปัฏฐาน แต่นั้นทรงรวมติกะ

27