พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ - หน้าที่ 554 (เล่ม 74)

ปรารภความเพียรโดยเป็นทางเกษม แล้วจง
ปรารภความเพียรเถิด นี้เป็นคำสั่งสอนของ
พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงเห็น
ความวิวาทโดยความเป็นภัย และเห็นความ
ไม่วิวาทโดยเป็นทางเกษม แล้วจงกล่าววาจา
อ่อนหวานอันสมัครสมากันเถิด นี้เป็นคำสั่ง
สอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ท่านทั้งหลาย
จงเห็นความประมาทโดยความเป็นภัย และ
เห็นความไม่ประมาทโดยเป็นทางเกษม แล้ว
จงเจริญมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ
เถิด นี้เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้ง-
หลาย.
ทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงยกย่องบุรพจรรยาของพระ-
องค์ จึงได้ตรัสธรรมบรรยายชื่อพุทธาปทานีย์ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ จริยาปิฎก

554
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ - หน้าที่ 555 (เล่ม 74)

สโมธานกถา
สรุปการบำเพ็ญบารมี ๓๐ ข้อ
[๓๖] การบำเพ็ญบารมีอันเป็นเครื่องบ่มพระโพธิ-
ญาณเหล่านี้ จัดเป็นบารมี ๑๐ อุปบารมี ๑๐
ปรมัตถบารมี ๑๐ คือการบำเพ็ญทานในภพที่
ตถาคตเป็นพระเจ้าสิวิราชผู้ประเสริฐเป็นทาน-
บารมี ในภพที่เราเป็นเวสสันดรและเป็น
เวลามพราหมณ์ เป็นทานอุปบารมี ในภพที่เรา
เป็นอกิตติดาบสอดอาหารนั้นเป็นทานอุปบารมี
ในภพที่เราเป็นพระยาไก่ป่าสีลวนาคและพระ-
ยากระต่าย เป็นทานปรมัตถบารมี ในภพที่เรา
เป็นพระยาวานร ช้างฉันททันต์ และช้างเลี้ยง
มารดา เป็นศีลบารมี พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้แสวง
หาคุณยิ่งใหญ่ตรัสไว้ดังนี้ การรักษาศีลในภพ
ที่เราเป็นจัมเปยยกนาคราช และภูริทัตตนาค-
ราช เป็นศีลอุปบารมี ในภพที่เราเป็นสังข-

555
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ - หน้าที่ 556 (เล่ม 74)

ปาลบัณฑิต เป็นศีลปรมัตถบารมี ในภพที่เรา
เป็นยุธัญชยกุมาร มหาโควินทพราหมณ์ คน
เลี้ยงช้าง อโยฆรราชโอรส ภัลลาติ สุวรรณ-
สาม มฆเทวะและเนมิราช บารมีเหล่านี้เป็น
อุปปบารมี ในภพที่เราเป็นมโหสถผู้เป็นทรัพย์
ของรัฐ กุณฑลตัณฑิละและนกกระทาบารมี
เหล่านี้เป็นปัญญาอุปบารมี ในภพที่เราเป็น
วิธูรบัณฑิตและสุริยพราหมณ์มาตังคะ ผู้เป็น
ศิษย์เก่าของอาจารย์ บารมีทั้ง ๒ ครั้งนี้ เป็น
ปัญญาบารมี ในภพที่เราเป็นพระราชผู้มีศีล มี
ความเพียร เป็นผู้ก่อให้เกิดสัตตุภัสตชาดก
บารมีนี้แลเป็นปัญญาปรมัตถบารมี ในภพที่เรา
เป็นพระราชาผู้มีความเพียร บากบั่น เป็น
วีริยปรมัตถบารมี ในภพที่เราเป็นพระยาวานร
ผู้มีครุธรรม ๕ ประการ เป็นวีริยบารมี ในภพ
ที่เราเป็นธรรมปาลกุมาร เป็นขันติบารมี ใน
ภพที่เราเป็นธรรมิกเทพบุตร ทำสงครามกับ

556
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ - หน้าที่ 557 (เล่ม 74)

อธรรมิกเทพบุตร เรียกว่าขันติอุปบารมี ใน
ภพที่เราเป็นขันติวาทีดาบส แสวงหาพุทธภูมิ
ด้วยการบำเพ็ญขันติบารมี ได้ทำกรรมที่ทำได้
ยากเป็นอันมาก นี้เป็นขันติปรมัตถบารมี ใน
ภพที่เราเป็นสสบัณฑิต นกคุ่ม ซึ่งประกาศ
คุณสัจจะยังไฟให้ดับด้วยสัจจะ นี้เป็นสัจจ-
บารมี ในภพที่เราเป็นปลาอยู่ในน้ำ ได้ทำ
สัจจะอย่างสูง ยังฝนให้ตกใหญ่ นี้เป็นสัจจ-
บารมีของเรา ในภพที่เราเป็นสุปารบัณฑิตผู้
เป็นนักปราชญ์ ยังเรือให้ข้ามสมุทรจนถึงฝั่ง
เป็นกัณหทีปายนดาบส ระงับยาพิษได้ด้วย
สัจจะ และเป็นวานรข้ามกระแสแม่น้ำคงคา
ได้ด้วยสัจจะ นี้เป็นสัจอุปบารมีของเรา ใน
ภพที่เราเป็นสุตโสมราชา รักษาสัจจะอย่างสูง
ช่วยปล่อยกษัตริย์ ๑๐๑ นี้ เป็นสัจปรมัตถ-
บารมี อะไรที่จะเป็นความพอใจไปกว่าอธิษ-
ฐาน นี้เป็นอธิษฐานบารมี ในภพที่เราเป็น-

557
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ - หน้าที่ 558 (เล่ม 74)

มาตังคชฎิล และช้างมาตังคะ นี้เป็นอธิษฐาน
อุปบารมี ในภพที่เราเป็นมูคผักขกุมาร เป็น
อธิษฐานปรมัตถบารมี ในภพที่เป็นมหากัณห-
ฤาษี และพระเจ้าโสธนะ และบารมีสอง
อย่าง คือในภพที่เราเป็นพระเจ้าพรหมทัต
และคัณฑิติณฑกะ ที่กล่าวแล้วเป็นเมตตา.
บารมี ในภพที่เป็นโสณนันทบัณฑิตผู้ทำความ
รัก บารมีเหล่านั้นเป็นเมตตาอุปบารมีเมตตา
บารมี ในภพที่เราเป็นพระเจ้าเอกราช เป็น
บารมีไม่มีของผู้อื่นเหมือน นี้เป็นเมตตาปร-
มัตถบารมี ในภพที่เราเป็นนกแขกเต้าสองครั้ง
เป็นอุเบกขาบารมี ในภพที่เราเป็นโลมหังส-
บัณฑิต เป็นอุเบกขาปรมัตถบารมี บารมีของ
เรา ๑๐ ประการนี้ เป็นส่วนแห่งโพธิญาณอัน
เลิศ บารมียิ่งกว่า ๑๐ ไม่มี หย่อนกว่า ๑๐
ก็ไม่มี เราบำเพ็ญบารมีทุกอย่างไม่ยิ่งไม่หย่อน
เป็นบารมี ๑๐ ประการ ฉะนี้แล.
จบ สโมธานกถา

558
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ - หน้าที่ 559 (เล่ม 74)

อรรถกถาอุททานคาถา
พึงทราบวินิจฉัยในอุททานคาถา ดังต่อไปนี้. อุททานคาถา มีอาทิว่า
ยุทฺธญฺชโย.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ภิเสน ท่านแสดงมหากัญจนจริยา ด้วย
ชื่อเรื่องว่า ภิงสจริยา. ท่านแสดงโสณบัณฑิตจริยา ด้วยบทว่า โสณนนฺโท
นี้. อนึ่ง บทว่า มูคผกฺโข ท่านแสดงเตมิยบัณฑิตจริยา ด้วยชื่อเรื่องว่า
มูคภักขะ. ท่านแสดงมหาโลมหังสจริยา ด้วยหัวข้อธรรมคืออุเบกขาบารมี.
บทว่า อาสิ อิติ วุตฺตํ มเหสินา พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้แสวงหาคุณอัน
ยิ่งใหญ่ตรัสแล้ว อธิบายว่า ดูก่อนสารีบุตร ในครั้งนั้นเราเป็นพระโพธิสัตว์
ชื่อว่า แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ เพราะแสวงหาโพธิสมภารมีทานบารมีเป็นต้น
ใหญ่โดยวิธีนี้ได้ประพฤติปฏิบัติมาแล้ว เหมือนอย่างที่แสดงแก่เธอในบัดนี้
แหละ. บัดนี้พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อทรงแสดงถึงประโยชน์ที่พระองค์ทรง
บำเพ็ญบารมี ทรงกระทำทุกรกิริยาของพระองค์ทั้งที่กล่าวแล้ว และยังไม่ได้
กล่าวในที่นี้ อันเป็นไปตลอดกาลนาน ด้วยการบำเพ็ญบารมีให้บริบูรณ์รวม
เป็นอันเดียวกัน โดยสังเขปเท่านั้น จึงตรัสคาถานี้ว่า:-
เราได้เสวยทุกข์และสมบัติมากมายหลาย
อย่าง ในภพน้อยภพใหญ่ ตามนัยที่กล่าว
แล้วนี้ แล้วจึงได้บรรลุสัมโพธิญาณอันสูงสุด.

559
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ - หน้าที่ 560 (เล่ม 74)

ในบทเหล่านั้น บทว่า เอวํ คือโดยนัยดังกล่าวแล้วนี้. บทว่า
พหุวิธํ ทุกฺขํ คือทุกข์หลายอย่างหลายประการ เพราะอาหารมีใบหมากเม่า
เป็นต้น เมื่อครั้งเป็นอกิตติบัณฑิตเป็นต้น และด้วยการอดอาหารเป็นต้น
เพราะให้ใบหมากเม่านั้นแก่ยาจก. อนึ่ง เมื่อครั้งเป็นพระเจ้ากุรุเป็นต้น
สมบัติมีหลายอย่าง เช่นกับสมบัติของท้าวสักกะ. บทว่า ภวาภเว คือภพ
น้อยภพใหญ่. หรือเสวยความเจริญและความเสื่อม ในภพน้อยภพใหญ่ ไม่
เดือดร้อนด้วยทุกข์หลายอย่าง ไม่ถูกฉุดคร่าด้วยสมบัติหลายอย่าง เป็นผู้
ขวนขวายในการบำเพ็ญบารมี ปฏิบัติข้อปฏิบัติอันสมควรแก่บารมีนั้น บรรลุ
อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณอย่างสูงสุด คือพระสัพพัญญุตญาณ.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อทรงแสดงถึงความที่บารมีที่พระองค์
ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา สิ้นกาลนาน เพื่อให้บริบูรณ์ให้เต็มเปี่ยมโดยไม่มี
เหลือ และความที่ผลที่ควรบรรลุ พระองค์ได้บรรลุแล้ว จึงตรัสคาถามีอาทิ
ว่า :-
เราได้ให้ทานอันควรให้ บำเพ็ญศีลโดย
หาเศษมิได้ ถึงเนกขัมมบารมีแล้วจึงบรรลุ
สัมโพธิญาณอันสูงสุด. เราสอบถามบัณฑิต
ทั้งหลาย ทำความเพียรอยู่อย่างอุกฤษฏ์ อย่าง

560
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ - หน้าที่ 561 (เล่ม 74)

ถึงขันติบารมีแล้ว จึงบรรลุสัมโพธิญาณอัน
สูงสุด. เราทำอธิษฐานอย่างมั่น ตามรักษา
สัจวาจา ถึงเมตตาบารมีแล้ว จึงบรรลุสัม-
โพธิญาณอันสูงสุด. เราเป็นผู้มีจิตเสมอใน
ลาภและเสื่อมลาภ ในยศและเสื่อมยศ ใน
ความนับถือและการดูหมิ่นทั้งปวง แล้วจึง
บรรลุสัมโพธิญาณอันสูงสุด.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ทตฺวา ทาตพฺพกํ ทานํ ความว่า ใน
กาลนั้น เราได้สละไทยธรรม มีราชสมบัติเป็นต้นในภายนอก อวัยวะและตา
เป็นต้นในภายใน ที่พระโพธิสัตว์ผู้ปฏิบัติปฏิปทาอันเป็นยานเลิศ เพื่อบรรลุ
พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ จากนั้นได้บริจาคทานมีประเภทเป็นทาน.
บารมี ทานอุปบารมี และทานปรมัตถบารมี มีการบริจาคใหญ่ . อย่างเป็น
ที่สุด คือบริจาคราชสมบัติ ๑ บริจาคอวัยวะ ๑ บริจาคนัยน์ตา ๑ บริจาค
บุตรภรชยา ๑ บริจาคตน ๑ โดยไม่มีเหลือ. ไม่มีปริมาณของอัตภาพ ที่
พระมหาบุรุษบำเพ็ญทานบารมี ในกาลที่แล้วมา ในจริยานี้มีอาทิอย่างนี้ คือ
ในกาลเป็นอกิตติพราหมณ์ ในกาลเป็นสังขพราหมณ์ แม้ในกาลที่มิได้มา
มีอาทิอย่างนี้ คือในกาลเป็นวิสัยหเศรษฐี ในกาลเป็นเวลามพราหมณ์.
ทานบารมีของพระโพธิสัตว์ ครั้งเป็นสสบัณฑิต สละตนอย่างนี้ว่า :-

561
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ - หน้าที่ 562 (เล่ม 74)

เราเห็นยาจกเข้าไปขออาหาร จึงสละตน
ของตน ผู้เสมอด้วยทานของเราไม่มี นี้คือ
ทานบารมีของเรา.
ชื่อว่า ปรมัตถบารมีโดยส่วนเดียว. ส่วนในบารมีนอกนั้นพึงทราบ
บารมีและอุปบารมี ตามสมควร.
บทว่า สีลํ ปูเรตฺวา อเสสโต ความว่า อันผู้บำเพ็ญศีลของ
พระโพธิสัตว์ มีอาทิอย่างนี้ คือ สำรวมกาย สำรวมวาจา สำรวมทั้งกาย
วาจา สำรวมอินทรีย์ รู้จักประมาณในกาลบริโภค มีอาชีพบริสุทธิ์ ควร
บำเพ็ญบารมี อันมีประเภทเป็นศีลบารมี ศีลอุปบารมี ศีลปรมัตถบารมี ยัง
ศีลทั้งปวงให้บริบูรณ์ คือให้ถึงพร้อมด้วยชอบ โดยไม่มีส่วนเหลือ. แม้ใน
ที่นี้ไม่มีปริมาณของอัตภาพที่พระมหาสัตว์บำเพ็ญศีลบารมี ในกาลที่มาแล้ว
ในจริยานี้ มีอาทิอย่างนี้ คือในกาลเป็นศีลวนาคราช ในกาลเป็นจัมเปยย-
นาคราช และในกาลที่มิได้มา มีอาทิอย่างนี้ว่า ในกาลเป็นมหาวานร ใน
กาลเป็นช้างฉัททันตะ. ศีลบารมีของพระโพธิสัตว์ ครั้งเป็นสังขปาละ.
สละตนอย่างนี้ว่า :-
เราไม่โกรธเคืองพวกบุตรพราน แม้จะ
แทงด้วยหลาว แม้จะทิ่มด้วยหอก นี้เป็นศีล-
บารมีของเรา.

562
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ - หน้าที่ 563 (เล่ม 74)

ชื่อว่า ปรมัตถบารมีโดยส่วนเดียว. ส่วนในบารมีนอกนี้พึงทราบ
บารมีและอุปบารมีตามสมควร.
บทว่า เนกฺขมฺเม ปารมึ คนฺตฺวา คือถึงบารมีในการออกบวชครั้ง
ใหญ่ ๓ อย่าง อุกฤษฏ์อย่างยิ่ง. ในบทนั้นไม่มีปริมาณของอัตภาพที่พระ-
มหาสัตว์ สละราชสมบัติยิ่งใหญ่ แล้วบำเพ็ญเนกขัมมบารมี ในกาลที่มาแล้ว
ในจริยานี้อย่างนี้ คือ ในกาลเป็นยุธัญชยบัณฑิต ในกาลเป็นโสมนัสกุมาร
และที่มิได้ คือ ในกาลมีอาทิอย่างนี้ ในกาลเป็นหัตถิปาลกุมาร ในกาลเป็น
มฆเทวะ. อนึ่ง เนกขัมมบารมีของพระมหาสัตว์นั้น ผู้สละราชสมบัติออก
บวช เพราะไม่เกี่ยวข้องอย่างนี้ว่า :-
เราสละราชสมบัติอันใหญ่หลวงที่อยู่ใน
เงื้อมมือ ดุจถ่มก้อนน้ำลาย เมื่อเราสละก็ไม่
เกี่ยวข้อง นี้เป็นเนกขัมมบารมีของเรา.
ชื่อว่า ปรมัตบารมีโดยส่วนเดียว. ส่วนในบารมีนอกนี้ พึงทราบ
บารมีและอุปบารมีตามสมควร.
บทว่า ปณฺฑิเต ปริปุจฺฉิตฺวา ความว่า เราสอบถามถึงการจำแนก
ธรรมมีกุศลเป็นต้น ด้วยนัยมีอาทิว่า อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล อะไร
มีโทษ อะไรไม่มีโทษ การจำแนกกรรมและผลของกรรม กรรมศิลปะวิชา

563