พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ - หน้าที่ 544 (เล่ม 74)

อนึ่ง ในจริยานี้พึงเจาะจงกล่าวถึงคุณวิเศษ มีความเป็นผู้อนุเคราะห์
เสมอกันเป็นต้นในสรรพสัตว์ของพระมหาสัตว์ ดุจบุตรเกิดในอก ฉะนั้น
ด้วยประการฉะนี้.
จบ อรรถกถาเอกราชจริยาที่ ๑๔

544
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ - หน้าที่ 545 (เล่ม 74)

๑๕. มหาโลมหังสจริยา
ว่าด้วยจริยาวัตรของมหาโลมหังสบัณฑิต
[๓๕] เรานอนอยู่ในป่าช้า เอาซากศพอันมีแต่
กระดูกทำเป็นหมอนหนุน เด็กชาวบ้านพวก
หนึ่ง พากันเข้าไปทำความหยาบช้าร้ายกาจนา-
นัปการ อีกพวกหนึ่งร่าเริง อีกพวกหนึ่งสลดใจ
พากันนำเอาของหอม ดอกไม้ อาหาร และ
เครื่องบรรณาการต่าง ๆ เป็นอันมากมาให้เรา
พวกใดนำทุกข์มาให้เรา และพวกใดให้สุขแก่
เรา เราเป็นผู้มีจิตเสมอแก่เขาทั้งหมด ไม่มี
ความเอ็นดู ไม่มีความโกรธ เราเป็นผู้วางเฉย
ในสุขและทุกข์ ในยศแลความเสื่อมยศ เป็น
ผู้มีใจเสมอในสิ่งทั้งปวง นี้เป็นอุเบกขาบารมี
ของเรา ฉะนี้แล.
จบ มหาโลมหังสจริยาที่ ๑๕

545
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ - หน้าที่ 546 (เล่ม 74)

อรรถกถามกาโลมหังสจริยาที่ ๑๕
พึงทราบวินิจฉัยในอรรถกถามหาโลมหังสจริยาที่ ๑๕ ดังต่อไปนี้.
บทว่า สุสาเน เสยฺยํ กปฺเปมิ เรานอนอยู่ในป่าช้านี้ มีเรื่องราวเป็น
ลำดับดังต่อไปนี้.
ได้ยินว่า ในครั้งนั้นพระมหาสัตว์บังเกิดในตระกูลมีโภคะยิ่งใหญ่
อาศัยความเจริญอยู่กับครูในสำนักอาจารย์ทิศาปาโมกข์ สำเร็จศิลปะทุก
แขนง มายังเรือนของตระกูล เมื่อมารดาบิดาล่วงลับไปแล้ว แม้พวกญาติ
ขอร้องให้ครอบครองทรัพย์สมบัติ เป็นผู้เกิดความสังเวชในภาวะทั้งปวงด้วย
มนสิการถึงความเป็นของไม่เที่ยง ได้อสุภสัญญาในกาย ไม่ยึดถือกิเลสอันทำ
ให้มีความกังวลในการครองเรือน เพิ่มพูนอัธยาศัยในเนกขัมมะที่สะสมมา
ช้านาน ประสงค์ละกองโภคะใหญ่ออกบวช จึงคิดต่อไปว่า หากเราบวช
จักเป็นผู้ไม่ปรากฏด้วยการยกย่องทางคุณธรรม.
พระมหาสัตว์รังเกียจลาภและสักการะ ไม่เข้าไปบวชตรึกถึงตนว่า
เราเพียงพอเพื่อไม่เป็นผู้ผิดปกติในลาภและเสื่อมลาภเป็นต้น จึงคิดว่า เรา
บำเพ็ญปฏิปทามีความอดทนคำเย้ยหยันของผู้อื่นเป็นต้น อย่างวิเศษ จักยัง
อุเบกขาบารมี ให้ถึงที่สุดได้จึงออกจากเรือนด้วยผ้าผืนที่นุ่งอยู่นั่นแหละ
เป็นผู้ประพฤติขัดเขลากิเลสอย่างยิ่ง หมดกำลังก็ทำเป็นมีกำลัง ไม่โง่ก็ทำ

546
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ - หน้าที่ 547 (เล่ม 74)

เป็นโง่ ถูกคนอื่นเยาะเย้ย เย้ยหยันด้วยรูปร่างอันไร้จิตใจ เที่ยวไปในหมู่
บ้าน นิคม และราชธานีโดยอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้น. ในที่ใดได้รับการ
เย้ยหยันมาก ก็อยู่ในที่นั้นนาน. เมื่อผ้าที่นุ่งเก่า แม้ผ้านั้นจะเก่าจนเป็น
ผ้าขี้ริ้วก็ไม่รับผ้าที่ใคร ๆ ให้ เที่ยวไปเพียงปกปิดอวัยวะยังหิริให้กำเริบเท่า-
นั้น. เมื่อกาลผ่านไปอย่างนี้ เขาได้ไปถึงบ้านและนิคมแห่งหนึ่ง.
ณ ที่นั้น เด็กชาวบ้าน นิสัยนักเลงชอบตีรันฟันแทง บางคนก็เป็น
บุตรหลานและทาสเป็นต้น ของพวกราชวัลลภ หยิ่ง ทะลึ่ง ล่อกแล่ก
ปากจัด พูดจาสามหาว เที่ยวเล่นตลอดเวลาเสียแหละมาก. เด็กชาวบ้าน
เหล่านั้น เห็นชายและหญิงที่เป็นคนแก่เข็ญใจก็เอาฝุ่นละอองโปรยไปบน
หลัง ห้อยใบลำเจียกไว้ในระหว่างรักแร้ แสดงการเล่นด้วยท่าทางอันไม่
เหมาะสมน่าตำหนิ ก็หัวเราะใส่คนที่กำลังดู. พระมหาบุรุษเห็นพวกเด็ก
นักเลงเหล่านั้นเที่ยวไปในนิคมนั้น จึงคิดว่า บัดนี้ เราได้อุบายเครื่อง
บำเพ็ญอุเบกขาบารมี แล้วจึงอยู่ ณ ที่นั้น. พวกเด็กนักเลงเห็นพระมหา-
บุรุษนั้น จึงเริ่มที่จะทำความไม่เหมาะสม.
พระมหาสัตว์ลุกขึ้นเดินไปทำคล้ายกับทนไม่ได้ และทำคล้ายกลัวเด็ก
พวกนั้น. พวกเด็กเหล่านั้นก็ตามพระโพธิสัตว์ไป. พระโพธิสัตว์เมื่อถูก
พวกเด็กตามไป จึงไปป่าช้าด้วยเห็นว่าที่ป่าช้านี้คงไม่มีใครขัดคอ เอาโครง-
กระดูกทำเป็นหมอนหนุนแล้วนอน. พวกเด็กนักเลงก็พากันไปที่ป่าช้านั้น
ทำความไม่เหมาะสมหลาย ๆ อย่าง มีการถ่มน้ำลายเป็นต้น แล้วก็กลับไป.

547
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ - หน้าที่ 548 (เล่ม 74)

พวกเด็กนักเลงทำอย่างนี้ทุก ๆ วัน. พวกที่เป็นวิญญูชนเห็นเด็ก ๆ ทำอย่าง
นั้น ก็ห้าม รู้ว่าท่านผู้นี้มีอานุภาพมาก มีตบะเป็นมหาโยคี จึงพากันกระทำ
สักการสัมมานะอย่างมากมาย. ฝ่ายพระมหาสัตว์เป็นเช่นเดียว คือเป็น
กลางในทุกอย่าง. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
สุสาเน เสยฺยํ กปฺเปมิ ฯ ล ฯ ทยา โกโป น วิชฺชติ
คำแปลปรากฏแล้วในบาลีแปลข้างต้น
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุสาเน เสยฺยํ กปฺเปมิ, ฉวฏฺฐิกํ
อุปนิธาย เรานอนอยู่ในป่าช้า เอาซากศพอันมีแต่โครงกระดูกทำเป็นหมอน
หนุน ความว่า เรานอนอยู่ในป่าช้านั้น เพราะเรามีจิตเสมอกันในสิ่งที่
สะอาดและไม่สะอาด จึงเอาบรรดากระดูกที่กระจัดกระจายอยู่ในที่นั้น จาก
ซากที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้าผีดิบ มีสุนัขบ้านและสุนัขจิ้งจอกเป็นต้น กระดูก
ชิ้นหนึ่งเป็นหมอนหนุน. บทว่า คามมณฺฑลา คือเด็กชาวบ้าน บทว่า
รูปํ ทสฺเสนฺตินปฺปกํ ความว่า เด็กชาวบ้านเหล่านั้นกระทำความไม่เหมาะ-
สมความหยาบช้าหลายอย่าง ด้วยการถ่มน้ำลายหัวเราะเยาะและถ่ายปัสสาวะ
เป็นต้น และด้วยการแยงเส้นหญ้าเป็นต้น เข้าไปในช่องหู เพราะเล่นได้
ตามความพอใจ.
บทว่า อปเร คือบรรดาเด็กชาวบ้านเหล่านั้นบางพวก. บทว่า อุ-
ปายนานิ อุปเนนฺติ ความว่า เด็กชาวบ้านพวกนั้นสังเกตดูว่า ท่านผู้นี้

548
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ - หน้าที่ 549 (เล่ม 74)

เมื่อเด็กเหล่านั้นทำความไม่เหมาะสม เห็นปานนี้ด้วยการเยาะเย้ยยังไม่แสดง
ความผิดปกติไร ๆ เลย จึงพากันนำของหอม ดอกไม้ อาหารหลายอย่าง
และเครื่องบรรณาการอย่างอื่นมาให้. หรือว่ามนุษย์ผู้เป็นวิญญูชนเหล่าอื่น
นอกจากเด็กชาวบ้านไร้มารยาทเหล่านั้น ร่าเริงว่า ท่านผู้นี้เมื่อเด็กเหล่านี้
ทำความไม่เหมาะสมหลายอย่างอย่างนี้ก็ไม่โกรธ. กลับเข้าไปตั้งขันติ เมตตา
และความเอ็นดูในเด็กเหล่านั้นอีก. โอ อัจฉริยบุรุษ มีใจสังเวชว่า เด็ก
พวกนี้ปฏิบัติผิดในท่านผู้นี้เป็นผู้ขวนขวายบาปเป็นอันมาก จึงนำของหอม
ดอกไม้เป็นอันมาก อาหารหลายอย่างและเครื่องสักการะอื่นเข้ามาให้.
บทว่า เย เน ทุกฺขํ อุปหรนฺติ ความว่า เด็กชาวบ้านพวกใด
นำทุกข์ในร่างกายมาให้เรา. ปาฐะว่า อุปทหนฺติ ดังนี้บ้าง แปลว่าให้เกิด
บทว่า เย จ เทนฺติ สุขํ มม ความว่า มนุษย์ที่เป็นวิญญูชนพวกใด
ให้ความสุขแก่เรา นำความสุขมาให้เราด้วยเครื่องบำรุงความสุข มีดอกไม้
ของหอม และอาหารเป็นต้น. บทว่า สพฺเพสํ สมโก โหมิ ความว่า เรา
เป็นผู้มีจิตเสมอ คือเป็นเช่นเดียวกันแก่ชนเหล่านั้น เพราะเรามีจิตเสมอ
โดยไม่เกิดความผิดปกติในที่ไหน ๆ. บทว่า ทยา โกโป น วิชฺชติ ความ
ว่า เพราะความเอ็นดู กล่าวคือความมีจิตเมตตาในผู้ทำอุปการะไม่มีแก่เรา.
แม้ความโกรธ กล่าวคือความประทุษร้ายทางใจในผู้ไม่ทำอุปการะก็ไม่มี.
ฉะนั้นเราจึงเป็นผู้มีใจเสมอแก่ชนทั้งปวง ท่านแสดงไว้ด้วยประการฉะนี้.

549
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ - หน้าที่ 550 (เล่ม 74)

บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ในกาลนั้น เพื่อทรงแสดงถึงความไม่มี
ผิดปกติ และความไม่ติดอยู่ในโลกธรรมทั้งหลาย เพราะพระองค์ทรงสะสม
ญาณสัมภารไว้ จึงมีพระทัยเสมอในสัตว์ทั้งหลายทั้งที่มีอุปการะและไม่มีอุป-
การะ จึงตรัสคาถาสุดท้ายว่า :-
เราเป็นผู้วางเฉยในสุขและทุกข์ ในยศ
และความเสื่อมยศ เป็นผู้มีใจเสมอในสิ่งทั้ง
ปวง นี้เป็นอุเบกขาบารมีของเรา.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สุขทุกฺเข คือในสุข และในทุกข์ บทว่า
ตุลาภูโต ได้แก่ เป็นผู้วางตนเป็นกลาง เว้นการยินดียินร้าย คือไม่ยินดี
ยินร้าย ดุจตาชั่งที่จับไว้เสมอกัน . อนึ่ง ด้วยศัพท์ว่า สุขทุกฺข ในบทว่า
สุขทุกฺเข นี้ พึงทราบว่า หมายถึงแม้ลาภและความเสื่อมลาภด้วย เพราะ
สุขทุกข์นั้นเป็นนิมิต. บทว่า ยเสสุ คือเกียรติยศ. บทว่า อยเสสุ คือ
นินทา. บทว่า สพฺพตฺถ คือในโลกธรรมทั้งหมดมีสุขเป็นต้น ด้วยประ-
การฉะนี้ ในครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นแสดงความที่พระองค์เป็น
กลางในสรรพสัตว์ และในโลกธรรมทั้งปวง ไม่ทั่วไปแก่ผู้อื่น แล้วเมื่อจะ
ทรงประกาศความที่พระองค์ถึงยอดแห่งอุเบกขาบารมี ในอัตภาพนั้นด้วยบท
นั้น จึงทรงจบเทศนาลงด้วยบทว่า เอสา เม อุเปกฺขาปารมี ดังนี้.

550
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ - หน้าที่ 551 (เล่ม 74)

แม้ในจริยานี้ พระมหาสัตว์ย่อมได้บารมี ๑๐ ครบโดยเฉพาะทาน-
บารมีก่อน. การบริจาคสมบัติทั้งปวงและการบริจาคอัตภาพของตนโดยไม่
คำนึงว่าใคร ๆ ถือเอาสรีระนี้ แล้วจงทำอย่างใดอย่างหนึ่งที่ตนปรารถนา
เป็น ทานบารมี. การไม่ทำสิ่งไม่ควรทำทั้งปวง มีความเลวเป็นต้น เป็น
ศีลบารมี. การเพิ่มพูนอสุภสัญญาในกายของพระโพธิสัตว์ผู้หันหลังให้ความ
ยินดีในกาม ออกจากเรือน เป็น เนกขัมมบารมี. ความเป็นผู้ฉลาดใน
การกำหนดธรรมเป็นอุปการะแก่สัมโพธิสมภาร แลในการละธรรมอันเป็น
ปฏิปักษ์ต่ออุปการะธรรมนั้น ละการคิดถึงสภาวธรรมจากธรรมอันไม่วิปริต
เป็น ปัญญาบารมี. การบรรเทากามวิตกเป็นต้น และการพยายามอดกลั้น
ความทุกข์ เป็น วีริยบารมี. ความอดทนด้วยความอดกลั้น เป็น ขันติ-
บารมี. จริงวาจา และจริงด้วยการเว้นโดยไม่ผิดสมาทาน เป็น สัจบารมี.
การตั้งใจสมาทานไม่หวั่นไหวในธรรมอันไม่มีโทษ เป็น อธิษฐานบารมี.
ความเป็นผู้มีเมตตา และความเอ็นดูในสรรพสัตว์โดยไม่เจาะจง เป็น เมต-
ตาบารมี. ส่วนอุเบกขาบารมี ของพระโพธิสัตว์นั้นพึงทราบตามที่กล่าวแล้ว
นั่นแล. อนึ่ง ในจริยานี้ ท่านทำอุเบกขาบารมีให้เป็นบารมียอดเยี่ยมอย่าง
ยิ่ง จึงยกอุเบกขาบารมีนั้นขึ้นสู่เทศนา.
อนึ่ง ในจริยานี้ พึงประกาศคุณานุภาพของพระมหาสัตว์ มีอาทิ
อย่างนี้ คือการละกองโภคสมบัติใหญ่และวงศ์ญาติใหญ่ แล้วออกจากเรือน
เช่นกับการออกบวช. การไม่ถือเพศบรรพชิตของพระมหาสัตว์ผู้ออกไปอย่าง

551
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ - หน้าที่ 552 (เล่ม 74)

นั้น แล้วรังเกียจลาภและสักการะประสงค์จะรักษาความนับถือของผู้อื่น แล้ว
อธิษฐานคุณของบรรพชาไม่ให้มีเหลือด้วยจิตเท่านั้น แล้วอยู่เป็นสุขอย่างยิ่ง.
ความเป็นผู้มักน้อยอย่างยิ่ง. ความยินดีในความสงัด การไม่คำนึงถึงกายแล
ชีวิตของตนด้วยประสงค์จะวางเฉย. การประพฤติขัดเกลากิเลสถึงขั้นอุกฤษฏ
อดกลั้นความน่าเกลียดที่ผู้อื่นทำเบื้องบนของตน. การยังตนให้ตั้งมั่นด้วย
ความที่กิเลสอันเป็นปฏิปักษ์ต่อโพธิสมภารมีน้อย ด้วยความเป็นกลางใน
ที่ทั้งปวง อันเป็นเหตุแห่งความไม่ผิดปกติในผู้มีอุปการะและไม่มีอุปการะ
ของคนอื่น ดุจพระขีณาสพฉะนั้น แล้วไม่ติดด้วยโลกธรรมทั้งหลาย. การ
ถึงยอดแห่งอุเบกขาบารมี อันเป็นพุทธบารมีของบารมีทั้งปวง
จบ อรรถกถามหาโลมหังสจริยาที่ ๑๕
จบ อุเบกขาบารมี
จบ ยุธัญชยวรรคที่ ๓
รวมจริยาที่มีในวรรคนี้คือ
๑. ยุธัญชยจริยา ๒. โสมนัสสจริยา ๓. อโยฆรจริยา ๔. ภิงสจริยา
๕. โสณนันทปัณฑิตจริยา ๖. มูคผักขจริยา ๗. กปิลราชจริยา ๘. สัจจ-
สวหยปัณฑิตจริยา ๙. วัฏฏกโปตกจริยา ๑๐. มัจฉราชจริยา ๑๑. กัณห-
ทีปายนจริยา ๑๒. สุตโสมจริยา ๑๓. สุวรรณสามจริยา ๑๔. เอกราชจริยา
๑๕. มหาโลมหังสจริยา เป็นอุเบกขาบารมีดังนี้.

552
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ - หน้าที่ 553 (เล่ม 74)

พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้แสวงหาคุณอันใหญ่
ตรัสแล้ว เราได้เสวยทุกข์และสมบัติมากมาย
หลายอย่าง ในภพน้อยภพใหญ่ ตามนัยที่
กล่าวแล้วอย่างนี้ แล้วจึงได้บรรลุสัมมาสัม-
โพธิญาณอันสูงสุด เราได้ให้ทานอันควรให้
บำเพ็ญศีล โดยหาเศษมิได้ถึงเนกขัมมบารมี
แล้ว จึงบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณอันสูงสุด เรา
สอบถามบัณฑิตทั้งหลาย ทำความเพียรอย่าง
อุกฤษฏ์อย่างถึงขันติบารมี แล้วจึงบรรลุสัมมา-
สัมโพธิญาณอันสูงสุด เรากระทำอธิษฐาน
อย่างมั่น ตามรักษาสัจวาจา ถึงเมตตาบารมี
แล้ว จึงบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณอันสูงสุด
เราเป็นผู้มีจิตเสมอในลาภและความเสื่อมลาภ
ในยศและความเสื่อมยศ ในความนับถือและ
การดูหมิ่นทั้งปวงแล้ว จึงบรรลุสัมมาสัมโพธิ-
ญาณอันสูงสุด ท่านทั้งหลายจงเห็นความ
เกียจคร้านโดยความเป็นภัย และเห็นการ

553