พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ - หน้าที่ 514 (เล่ม 74)

ความผัดเพี้ยนใด อันท่านผู้ตั้งอยู่ใน
ความเป็นอิสระในแคว้นของตน ได้ทำไว้กับ
พราหมณ์ ดูก่อนพราหมณ์ ท่านปฏิบัติความ
ผัดเพี้ยนนั้นแล้ว เป็นผู้รักษาความสัตย์ จง
กลับมาอีก.
พระมหาสัตว์มีกำลังดุจช้างสาร สมบูรณ์ด้วยเรี่ยวแรง เสด็จถึง
พระนครนั้นเร็วพลันดุจพระจันทร์พ้นจากปากราหู ฉะนั้น. แม้เสนาของ
พระองค์ก็คิดว่า พระเจ้าสุตโสมเป็นบัณฑิตจักทรมานพระยาโปริสาท แล้ว
รีบกลับมาดุจช้างตกมัน จึงพักอยู่นอกพระนคร เพราะเกรงครหาว่า ให้
พระราชาแก่โปริสาท แล้วพากันกลับ ครั้นเห็นพระมหาสัตว์เสด็จมาแต่
ไกล จึงลุกขึ้นต้อนรับถวายบังคม กระทำปฏิสันถารว่า ช้าแต่มหาราช
โปริสาททำพระองค์ให้ลำบากบ้างหรือ ตรัสว่า กรรมที่แม้พระมารดาพระ-
บิดาของเราทำได้ยาก โปริสาทก็ได้ทำแล้ว. พระจันทร์ว่องไวถึงปานนั้น
ยังเชื่อเรา แล้วปล่อยเรา จึงตกแต่งพระราชาให้ประทับบนคอคชสาร
แวดล้อมเข้าพระนคร. ชาวพระนครทั้งหมดเห็นพระมหาสัตว์ แล้วต่าง
พากันยินดี.
แม้พระมหาสัตว์ เพราะพระองค์สนพระทัยในธรรม จึงไม่เข้าเฝ้า
พระมารดาพระบิดา เสด็จไปยังพระตำหนัก ตรัสเรียกหาพราหมณ์ ทรง

514
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ - หน้าที่ 515 (เล่ม 74)

กระทำสักการะสัมมานะใหญ่โตแก่พราหมณ์นั้น เพราะพระองค์ทรงหนัก
ในธรรม พระองค์เองประทับนั่งบนอาสนะที่ต่ำ แล้วตรัสว่า ท่านอาจารย์
ข้าพเจ้าจะฟังสตารหคาถา ที่ท่านนำมาเพื่อเรา. พราหมณ์ในเวลาที่พระ-
มหาสัตว์ทรงขอร้อง จึงเอาน้ำหอมพอกมือ แล้วนำคัมภีร์เป็นที่พอใจออก
จากถุง จับด้วยมือทั้งสอง ทูลว่า ข้าแต่มหาราช ขอได้โปรดฟังเถิด
พระเจ้าข้า เมื่อจะอ่านคัมภีร์ จึงได้กล่าวคาถาทั้งหลายว่า :-
ข้าแต่พระเจ้าสุตโสม การสมาคมกับ
สัตบุรุษ แม้คราวเดียวเท่านั้น การสมาคมนั้น
ย่อมรักษาผู้นั้น การสมาคมมากกับอสัตบุรุษ
ย่อมรักษาไม่ได้ ควรสมาคมกับสัตบุรุษเท่า
นั้น ไม่ควรทำความคุ้นเคยกับอสัตบุรุษ รู้
สัทธรรมของสัตบุรุษประเสริฐกว่า ไม่ลามก
เลย.
ราชรถวิจิตรงดงามยังคร่ำคร่าได้ อนึ่ง
แม้ร่างกายก็เข้าถึงความคร่ำคร่า แต่ธรรมของ
สัตบุรุษ ไม่ถึงความคร่ำคร่า สัตบุรุษแล ย่อม
ประกาศด้วยสัตบุรุษ ข้าแต่ราชา ฟ้าและ

515
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ - หน้าที่ 516 (เล่ม 74)

แผ่นดินไกลกัน ฝังข้างโน้นของมหาสมุทร
เขาก็ว่าไกลกัน ธรรมของสัตบุรุษและธรรม
ของอสัตบุรุษบัณฑิตทั้งหลาย กล่าวว่า ไกล
กว่านั้น.
พระมหาสัตว์ทรงสดับดังนั้นแล้ว มีพระทัยยินดีว่า การมาของเรา
มีผล ทรงดำริว่า คาถาเหล่านี้ ไม่ใช่สาวกกล่าว ไม่ใช่ฤาษีกล่าว ไม่ใช่
กวีกล่าว ไม่ใช่เทวดากล่าว แต่พระสัพพัญญูนั่นแลกล่าวไว้. จะมีค่า
อย่างไรหนอ ? ทรงดำริต่อไปว่า แม้เราจะทำจักรวาลทั้งสิ้นนี้ จนถึง
พรหมโลก ให้เต็มด้วยรตนะ ๗ ประการ แล้วให้ยังเป็นการทำอันไม่
สมควร. แต่เราพอที่จะให้ราชสมบัติ ในแคว้นกุรุประมาณ ๓๐๐ โยชน์
ในอินทปัตถนครประมาณ ๗ โยชน์ แก่พราหมณ์นั้นได้. แต่พราหมณ์นั้น
ไม่มีส่วนที่จะครองราชสมบัติได้. เป็นความจริง ความเป็นผู้มีอานุภาพน้อย
ปรากฏแก่พราหมณ์นั้น โดยมองดูลักษณะของอวัยวะ. เพราะฉะนั้น แม้
ให้ราชสมบัติไป ก็ไม่ดำรงอยู่ได้ในพราหมณ์นี้ จึงตรัสถามว่า ท่านอาจารย์
ท่านแสดงคาถาเหล่านี้แก่กษัตริย์ทั้งหลายเหล่าอื่น แล้วได้อะไร. ทูลว่า
ข้าแต่มหาราชได้คาถาละร้อย ๆ. ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า สตารหคาถา.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ตรัสแก่พราหมณ์นั้นว่า ท่านอาจารย์ ท่านรับด้วย
ตนเองยังไม่รู้ค่าของสินค้าที่เที่ยวไป.

516
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ - หน้าที่ 517 (เล่ม 74)

ท่านพราหมณ์ คาถาเหล่านี้มีค่า ๑,๐๐๐
มิใช่มีค่า ๑๐๐. ท่านจงรีบรับทรัพย์ ๔,๐๐๐
ไปเถิด.
พระมหาสัตว์ทรงให้ทรัพย์ ๔,๐๐๐ และยานน้อยเป็นสุข ๑ คัน
ส่งพราหมณ์นั้นไปด้วยสักการะและสัมมานะอันยิ่งใหญ่ ถวายบังคมพระ-
มารดาพระบิดา แล้วทูลว่า หม่อมฉันได้ให้ปฏิญญาไว้แก่โปริสาทว่า เรา
บูชาพระสัทธรรมรัตนะที่พราหมณ์นำมาแล้ว และทำสักการะและสัมมานะ
แก่พราหมณ์นั้นแล้ว จะกลับมา จึงมาได้. สิ่งที่ควรทำควรปฏิบัติแก่
พราหมณ์ในข้อนั้น ได้ทำเสร็จแล้ว บัดนี้ หม่อมฉันจักไปหาโปริสาท.
พระมารดาพระบิดาทรงขอร้องว่า พ่อสุตโสม ลูกพูดอะไรอย่างนั้น. เรา
จะจับโจรด้วยทหาร ๔ เหล่า. อย่าไปหาโจรเลยลูก. หญิงฟ้อน ๑๖,๐๐๐
แม้บริวารชนที่เหลือต่างก็พากันร่ำไห้ว่า ข้าแต่เทวะ พระองค์ทำให้พวก
หม่อมฉันไร้ที่พึ่ง แล้วจะเสด็จไปไหน. ได้เกิดโกลาหลขึ้นอีกครั้งว่า ได้
ยินว่า พระราชาจะเสด็จไปหาโจรอีก.
พระมหาสัตว์ตรัสว่า ธรรมดาการทำตามคำสัตย์ปฏิญญาเป็นหลัก
ปฏิบัติของสาธุสัตบุรุษทั้งหลาย. แม้โปริสาทนั้นก็ยังเธอเรา แล้วปล่อย
ออกมา. เพราะฉะนั้น เราจักไปละ ถวายบังคมพระมารดาพระบิดา แล้ว
ทรงสั่งสอนชนที่เหลือ นางสนมกำนัลในเป็นต้น มีน้ำตานองหน้า ร่ำไห้

517
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ - หน้าที่ 518 (เล่ม 74)

มีประการต่าง ๆ ตามส่งเสด็จออกจากพระนคร ทรงเอาไม้ขีดขวางทาง เพื่อ
ให้ชนพากันกลับ ตรัสว่า ชนทั้งหลายอย่าล่วงเลยเส้นขีดของเรานี้ แล้ว
ได้เสด็จไป. มหาชนไม่อาจละเมิดพระดำรัสของพระมหาสัตว์ผู้ทรงเดชได้
จึงคร่ำครวญกันแสงไห้ด้วยเสียงดัง แล้วพากันกลับ. ดังที่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
อปุจฺฉิ มํ โปริสาโท ฯ ล ฯ เอสา เม สจฺจปารมี
คำแปลปรากฏแล้วในบาลี แปลข้างต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า กึ ตฺวํ อิจฺฉสิ นิสชฺชํ คือ ท่านปรารถนา
จะให้ปล่อยจากเงื้อมมือของเราไปนครของตนหรือ ? ท่านกล่าวว่า การพูด
คำสัตย์ อันเราสะสมมานานแล้วในเมืองตักกศิลาเป็นต้น เพราะฉะนั้น
เราจักทำตามใจชอบของท่าน คือ ทำตามชอบใจของท่าน. บทว่า ยทิ เม
ตฺวํ ปุเนหิสิ คือ หากท่านจักกลับมาหาเราอีกโดยแน่นอน. บทว่า ปญฺเห
อาคมนํ มม คือ เรารับการมาของเราแก่โปริสาทนั้น แล้วทำสัญญาว่า
จักมาแต่เช้าตรู่ทีเดียว. บทว่า รชฺชํ นิยฺยาทยึ ตทา ความว่า ในกาลนั้น
เราประสงค์จะไปหาโปริสาท จึงมอบราชสมบัติ ประมาณ ๓๐๐ โยชน์
แก่พระมารดาพระบิดาว่า ขอพระองค์ทรงปกครองราชสมบัติของพระองค์
เถิด เพราะเหตุไร เราจึงมอบราชสมบัติ ? เพราะระลึกถึงธรรมสัตบุรุษ.
เพราะธรรมดาการทำตามคำสัตย์ปฏิญญา เป็นประเพณี เป็นวงศ์ตระกูล
ของพระมหาโพธิสัตว์ผู้เป็นสัตบุรุษ คือเป็นคนดี. ฉะนั้น เราจึงระลึกถึง

518
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ - หน้าที่ 519 (เล่ม 74)

ธรรม คือสัจจบารมีนั้น อันเป็นของเก่ามีมาก่อน อันพระชินะทั้งหลาย
มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ทรงเสพแล้ว เมื่อจะตามรักษาความสัตย์ จึงให้
ทรัพย์แก่พราหมณ์นั้น สละชีวิตของตนเข้าไปหาโปริสาท. บทว่า นตฺถิ
เม สํสโย ตตฺถ ความว่า ในกาลไปหาโปริสาทนั้น เราไม่มีความสงสัย
ว่า โปริสาทนี้จักฆ่าเรา หรือไม่หนอ ? เรารู้อยู่ว่า โปริสาทนั้นดุร้ายป่าเถื่อน
เตรียมฆ่ากษัตริย์ ๑๐๐ กับเรา ทำพลีกรรมแก่เทวดา จักฆ่าท่าเดียว จึง
ตามรักษาสัจวาจาอย่างเดียว สละชีวิตของตนเข้าไปหาโปริสาทนั้น เพราะ
เรื่องเป็นอย่างนี้แหละ ฉะนั้น ผู้เสมอด้วยสัจจะของเราจึงไม่มี. นี้เป็น
สัจบารมี ถึงความเป็นปรมัตถบารมีของเรา ด้วยประการฉะนี้.
อนึ่ง เมื่อพระมหาสัตว์เข้าไปหา โปริสาท แล้วเห็นพระพักตร์ของ
พระมหาสัตว์นั้น มีสง่าดุจกลีบบัวแย้ม จึงคิดว่า พระเจ้าสุตโสมนี้ ไม่
กลัวตาย จึงมา. นี้เป็นอานุภาพของอะไรหนอ ? จึงสันนิษฐานว่า พระเจ้า.
สุตโสมนี้ เป็นผู้มีเดชและไม่กลัวตายอย่างนี้ เห็นจะเป็นเพราะฟังธรรม
นั้นกระมัง. แม้เราฟังธรรมนั้นแล้ว ก็จักเป็นผู้มีเดชและไม่กลัวตายเหมือน
กัน จึงกล่าวกะพระมหาสัตว์ว่า ข้าพเจ้าขอฟังสตารหคาถาที่ท่านไปพระนคร
ของตนเพื่อจะฟัง.
พระโพธิสัตว์ทรงสดับดังนั้น ทรงดำริว่า โปริสาทนี้ มีธรรมลามก
เราจักข่มให้ละอายเสียหน่อยหนึ่ง แล้วจึงจักกล่าว จึงตรัสว่า :-

519
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ - หน้าที่ 520 (เล่ม 74)

สัจจะย่อมไม่มี แก่ผู้ไม่มีธรรม ผู้
หยาบคาย ผู้มีฝ่ามือเต็มไปด้วยเลือดเป็นนิจ
ธรรมจะมีได้แต่ไหน. ท่านจะฟังไปทำไม.
เมื่อโปริสาทเกิดความตั้งใจจะฟังด้วยดี จึงตรัสว่า :-
ชนทั้งหลายฟังธรรมแล้ว ย่อมรู้ดีและ
ชั่ว อนึ่ง ใจของเรายินดีในธรรม ก็เพราะ
ฟังคาถาทั้งหลาย ดังนี้.
พระมหาสัตว์ทรงดำริว่า โปริสาทนี้ เกิดความสนใจใคร่จะฟังอย่างยิ่ง
เอาเถิดเราจักกล่าวคาถาแก่เขา จึงตรัสว่า สหาย ถ้าเช่นนั้นท่านจงฟังให้ดี
จงใส่ไว้ในใจ แล้วทรงสดุดีคาถาทั้งหลาย ทำนองเดียวกับที่นันทพราหมณ์
กล่าวโดยเคารพ เกิดโกลาหลเป็นอันเดียวกันในสวรรค์ชั้นกามาวจร ๖ ชั้น
เมื่อทวยเทพซ้องสาธุการ พระมหาสัตว์ จึงทรงแสดงธรรมแก่โปริสาท
ว่า :-
มหาราช การสมาคมกับสัตบุรุษคราว
เดียวเท่านั้น การสมาคมนั้นย่อมรักษาผู้นั้น
การสมาคมกับอสัตบุรุษมาก ย่อมไม่รักษา
ฯลฯ ธรรมของสัตบุรุษและธรรมของอสัต-
บุรุษ บัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่า ไกลกว่านั้น.

520
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ - หน้าที่ 521 (เล่ม 74)

เมื่อโปริสาทนั้น ฟังคาถาทั้งหลาย เพราะพระมหาสัตว์ตรัสดีแล้ว
และเพราะบุญญานุภาพของตน สกลกายจึงเต็มไปด้วยปีติมีองค์ ๕. โปริสาท
มีจิตอ่อนโยนในพระโพธิสัตว์กล่าวว่า สุตโสม ผู้สหายเราไม่เห็นเงิน
เป็นต้น ที่เป็นของควรให้. เราจักให้พรอย่างหนึ่ง ๆ ในคาถาหนึ่ง ๆ
มีสี่คาถา พรสี่ข้อ.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์รุกรานโปริสาทว่า ท่านไม่รู้ประโยชน์
แม้ของตน จักให้พรแก่ผู้อื่นได้อย่างไร ? ครั้นโปริสาทขอร้องอีกว่า ท่านจง
รับพรเถิด. พระมหาสัตว์ จึงขอพรข้อแรกว่า เราพึงเห็นโปริสาทไม่มีโรค
ตลอดกาลนาน. โปริสาทดีใจว่า พระเจ้าสุตโสมนี้ เมื่อเราประสงค์จะฆ่า
กินเนื้อในบัดนี้ ยังปรารถนาชีวิตของเราผู้ทำความมหาพินาศอีก ไม่รู้ว่า
ถูกลวงรับพร จึงได้ให้ไป. จริงอยู่พระมหาสัตว์ เพราะพระองค์เป็นผู้ฉลาด
ในอุบาย ทรงขอชีวิตของพระองค์ โดยอ้างใคร่ขอให้โปริสาทมีชีวิตอยู่
ตลอดกาลนาน. ต่อไป จึงตรัสขอพรข้อที่ ๒ ว่า ขอท่านจงให้ชีวิตแก่
กษัตริย์ทั้งหลายมากกว่า ๑๐๐. ขอให้ปล่อยกษัตริย์เหล่านั้นกลับแว่นแคว้น
ของตน เป็นพรข้อที่ ๓. ขอให้โปริสาทเว้นจากการกินเนื้อมนุษย์ เป็นพร
ข้อที่ ๔. โปริสาทให้พร ๓ ข้อ ประสงค์จะไม่ให้พรข้อที่ ๔ แม้กล่าวว่า
ท่านจงขอพรข้ออื่นเถิด ก็ถูกพระมหาสัตว์ทรงแค่นไค้ จึงได้ให้พรข้อที่ ๔
นั้นจนได้.

521
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ - หน้าที่ 522 (เล่ม 74)

ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ทรงทำให้โปริสาทหมดพยศ จึงให้โปริสาท
ปล่อยพระราชาทั้งหลาย แล้วให้โปริสาทนอนลงบนพื้นดินค่อย ๆ ดึงเชือก
ออก ดุจดึงเส้นด้ายออกจากหูของพวกเด็ก ๆ ให้โปริสาทนำหนังมาแผ่นหนึ่ง
ถูกับหิน แล้วทรงทำสัจกิริยาทาที่ผ่าพระหัตถ์ของกษัตริย์เหล่านั้น. ความ
ผาสุกก็ได้มีในขณะนั้นเอง. พระโพธิสัตว์ประทับอยู่ ณ ที่นั้น ๒-๓ วัน
ทรงให้โปริสาทเยียวยากษัตริย์เหล่านั้นให้หายโรค แล้วให้ทำความสนิทสนม
ฉันมิตร มีความไม่ทำลายกันกับกษัตริย์เหล่านั้น แล้วทรงนำโปริสาทนั้น
ไปกรุงพาราณสี พร้อมด้วยกษัตริย์เหล่านั้น ให้ดำรงอยู่ในราชสมบัติ ทรง
ประทานโอวาทว่า ขอท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด แล้วทรงส่ง
พระราชาเหล่านั้นไปยังนครของตน ๆ ทรงแวดล้อมด้วยหมู่จาตุรงคเสนา
ของพระองค์ ซึ่งมาจากอินทปัตถนคร เสด็จกลับพระนครของพระองค์
ชนชาวพระนคร ต่างยินดีเบิกบานห้อมล้อม เสด็จเข้าภายในพระนคร
ถวายบังคมพระมารดาพระบิดา แล้วเสด็จขึ้นสู่พื้นใหญ่.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ทรงให้สร้างศาลาทาน ๖ แห่ง ทรงบริจาค
มหาทานทุกวัน ทรงบำเพ็ญศีลรักษาอุโบสถ เพิ่มพูนบารมีทั้งหลาย. แม้
พระราชาเหล่านั้น ก็ทรงตั้งอยู่ในโอวาทของพระมหาสัตว์ ทรงทำบุญมีทาน
เป็นต้น เมื่อสวรรคตก็เสด็จสู่สวรรค์.
พระยาโปริสาทในครั้งนั้น ได้เป็นพระองคุลิมาลเถระในครั้งนี้.
กาฬหัตถีอำมาตย์ คือ พระสารีบุตรเถระ. นันทพราหมณ์ คือ พระอานนท-

522
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ - หน้าที่ 523 (เล่ม 74)

เถระ. รุกขเทวดา คือ พระมหากัสสปเถระ. พระราชาทั้งหลาย คือ
พุทธบริษัท. พระมารดาพระบิดา คือ ตระกูลมหาราช. พระเจ้าสุตโสม-
มหาราช คือ พระโลกนาถ.
พึงเจาะจงกล่าว แม้บารมีที่เหลือของพระมหาสัตว์นั้น โดยนัยดัง
ได้กล่าวแล้วในหนหลังนั้นแล. อนึ่ง พึงประกาศคุณานุภาพของพระมหา -
สัตว์ ดุจในอรรถกถาอลีนสัตตุจริยา ด้วยประการฉะนี้.
จบ อรรถกถาสุตโสมจริยาที่ ๑๒
จบ สัจบารมี

523