พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ - หน้าที่ 504 (เล่ม 74)

เสียเลย. บทว่า เอเตน สจฺเจน สุวตฺถิ โหตุ ด้วยความสัตย์นี้ขอความ
สวัสดีจงมี คือหากว่า ความที่เราผู้อยู่อย่างไม่ยินดีตลอด ๕๐ ปีเศษไม่มีใครรู้
เป็นความสัตย์. ด้วยความสัตย์นั้น ขอความสวัสดีจงมีแก่ยัญญทัตตกุมารเถิด.
ขอยัญญทัตตกุมาร จงได้คืนชีวิตเถิด.
ก็เมื่อพระมหาสัตว์ทำสัจกิริยาอย่างนี้แล้ว พิษตกจากสรีระของ
ยัญญทัตตะลงไปสู่แผ่นดิน. กุมารลืมตาแลดูมารดาบิดาแล้วลุกขึ้นเรียก แม่
จ๋า พ่อจ๋า. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
พร้อมกับเมื่อเราทำสัจกิริยา เด็กหวั่น-
ไหวด้วยกำลังพิษไม่รู้สึกตัวได้ฟื้นกายหายโรค
ลุกขึ้นได้.
บทนี้มีเนื้อความดังต่อไปนี้ พร้อมกับการทำสัจจะของเราแต่นั้นเด็ก
หวั่นไหวด้วยกำลังพิษในกาลก่อน ไม่รู้สึกตัวเพราะสลบ ได้ฟื้นขึ้นเพราะ
ปราศจากพิษลุกขึ้นทันที. กุมารนั้นได้หายโรคเพราะไม่มีกำลังพิษ.
บัดนั้นพระศาสดา เมื่อจะทรงแสดงถึง ความที่สัจกิริยาของพระองค์
นั้น เป็นปรมัตถบารมี จึงกล่าวว่า สจฺเจน เม สโม นตฺถิ,เอสา เม
สจฺจปารมี มีคำแปลดังได้แปลไว้แล้ว. แต่มาในอรรถกถาชาดกว่าด้วย
สัจกิริยาของพระมหาสัตว์ พิษได้ตกจากเบื้องบนถันของกุมารแล้วไหลไป.
ด้วยสัจกิริยาของบิดา พิษตกจากบนสะเอวของเด็ก. ด้วยสัจกิริยาของ

504
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ - หน้าที่ 505 (เล่ม 74)

มารดาพิษตกจากร่างกายที่เหลือของเด็กแล้วไหลไป. สมดังที่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
บางครั้งเราเห็นแขกมาเรือนก็ไม่ยินดีจะให้.
อนึ่ง สมณพราหมณ์ผู้เป็นพหูสูตร ก็ไม่รู้ความ
ที่เราไม่รัก เราไม่ปรารถนาจะให้ ด้วยความ
สัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่เจ้า พิษจงระงับ
ขอยัญญทัตตกุมารจงเป็นอยู่เถิด.
ดูก่อนพ่อยัญญทัตตะ อสรพิษมีพิษร้าย
ออกจากปล่องได้เห็นเจ้า วันนี้ความพิเศษไร ๆ
ไม่มีแก่เรา เพราะความไม่รักในอสรพิษนั้น
และในบิดาของเจ้าด้วยความสัตย์นี้ ขอความ
สวัสดีจงมีแก่เจ้า พิษจงระงับ ยัญญทัตต
กุมารจงเป็นอยู่เถิด.
ในบทเหล่านั้น บทว่า วาสกาเล คือในเวลามาเรือนเพื่อต้องการ
อยู่. บทว่า น จาปิ เม อปฺปิยตํ อเวทุํ คือ สมณพราหมณ์ทั้งหลายแม้
เป็นพหูสูตก็ไม่รู้ความที่เราไม่รักนี้ว่า ที่ปายนดาบสนี้ไม่ยินดีการให้. ไม่
ยินดีเราดังนี้. ท่านแสดงว่า เพราะเราแลดูสมณพราหมณ์เหล่านั้นด้วยตา
อันน่ารักเท่านั้น. บทว่า เอเตน สจฺเจน ความว่า หากเราแม้ให้ก็ไม่เชื่อผล

505
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ - หน้าที่ 506 (เล่ม 74)

ให้เพราะความไม่ปรารถนาของตน. อนึ่งชนเหล่าอื่นไม่รู้ความที่เราไม่
ปรารถนา. อธิบายว่า ด้วยความสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมีเถิด . บทว่า
ปหูตเตโช คือมีพิษร้ายแรง. บทว่า ปตรา คือปล่อง. บทว่า อุทิจฺจ คือ
โผล่ขึ้น อธิบายว่า ขึ้นจากปล่องจอมปลวก. ท่านอธิบายไว้ว่า ดูก่อนพ่อ
ยัญญทัตตะ ความพิเศษไร ๆ ย่อมไม่มีแก่เรา เพราะความไม่รักในอสรพิษ
นั้นและในบิดาของเจ้า. อนึ่งเว้นความไม่เป็นที่รักนั้น วันนี้เราไม่เคยรู้จัก
ความพิเศษไรๆ. หากข้อนี้เป็นความจริง ด้วยคำสัตย์นั้นขอความสวัสดี
จงมีแก่เจ้าเถิด ด้วยประการฉะนี้.
พระโพธิสัตว์เมื่อเด็กหายจากโรคแล้ว จึงให้บิดาของเด็กนั้นตั้งอยู่ใน
ความเชื่อกรรมและผลของกรรมว่า ชื่อว่าผู้ให้ทานควรเชื่อกรรมและผลแห่ง
กรรมแล้ว พึงให้ดังนี้ ตนเองบรรเทาความไม่ยินดี แล้วยังฌานและอภิญญา
ให้เกิดครั้นสิ้นอายุก็ไปเกิดในพรหมโลก.
มัณฑัพยะในครั้งนั้น ได้เป็นพระอานนท์เถระในครั้งนี้. ภริยาของ
มัณฑัพยะนั้นคือ นางวิสาขา. บุตรคือพระราหุลเถระ. อาณิมัณฑัพยะ คือ
พระสารีบุตรเถระ. กัณหทีปายนะ คือพระโลกนาถ.
ในจริยานี้ พึงเจาะจงกล่าวถึงสัจบารมี และบารมีที่เหลือของพระ-
มหาสัตว์นั้นซึ่งท่านยกขึ้นไว้ในบาลีโดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลัง. อนึ่ง
พึงประกาศคุณานุภาพมีการบริจาคมหาโภคสมบัติจนหมดสิ้น. ด้วยประการ
ฉะนี้.
จบ อรรถกถากัณหทีปายนจริยาที่ ๑๑

506
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ - หน้าที่ 507 (เล่ม 74)

๑๒. สุตโสมจริยา
ว่าด้วยจริยาวัตรของพระเจ้าสุตโสม
[๓๒] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นพระเจ้า
แผ่นดินพระนามว่า สุตโสม ถูกพระเจ้า
โปริสาทจับไปได้ ระลึกถึงคำผิดเพี้ยนไว้กะ
พราหมณ์ พระยาโปริสาทเอาเชือกร้อยฝ่ามือ
กษัตริย์ ๑๐๑ ไว้แล้ว ทำกษัตริย์เหล่านั้นให้
ได้รับความลำบาก นำเราไปด้วยเพื่อต้องการ
ทำพลีกรรม พระยาโปริสาทได้ถามเราว่า ท่าน
ปรารถนาจะให้ปล่อยหรือ เราจักทำตามชอบ
ใจของท่าน ถ้าท่านจะกลับมาสู่สำนักเรา เรา
รับคำพระยาโปริสาทนั้นว่า จะกล่าวใย ถึง
การมาของเรา แล้วเข้าไปยังพระนครอันรื่นรมย์
มอบราชสมบัติแล้วในกาลนั้น เพราะเราระลึก
ถึงธรรมของสัตบุรุษ เป็นของเก่า อันพระ-
พุทธเจ้า เป็นต้นเสพแล้ว ให้ทรัพย์แก่
พราหมณ์แล้ว จึงเข้าไปหาพระยาโปริสาท ใน

507
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ - หน้าที่ 508 (เล่ม 74)

การมาในสำนักพระยาโปริสาทนั้น เราไม่มี
ความสงสัยว่า จักฆ่าหรือไม่ เราตามรักษา
สัจวาจายอมสละชีวิตเข้าไปหาพระยาโปริสาทผู้
เสมอด้วยความสัตย์ของเราไม่มี นี้เป็นสัจ
บารมีของเรา ฉะนี้แล.
จบ สุตโสมจริยาที่ ๑๒
อรรถกถามหาสุตโสมจริยาที่ ๑๒
พึงทราบวินิจฉัยในอรรถกถามหาสุตโสมจริยาที่ ๑๒ ดังต่อไปนี้.
บทว่า สุตโสโม มหีปติ คือเป็นกษัตริย์ พระนามว่า สุตโสมะ.
ได้ยินว่า ในกาลนั้นพระมหาสัตว์ทรงอุบัติในพระครรภ์ของ
พระอัครมเหสีของพระเจ้าโกรัพยะ ในกรุงอินทปัตถะแคว้นกุรุ. พระมารดา
พระบิดาทรงขนานพระนาม พระกุมารว่า สุตโสมะ เพราะปลื้มใจด้วย
การฟัง และเพราะมีพระฉวีเปล่งปลั่งเสมอดุจพระจันทร์. ครั้นพระกุมาร
สุตโสมทรงเจริญวัยสำเร็จศิลปะทุกแขนง พระมารดาพระบิดาทรงอภิเษก
ไว้ในราชสมบัติ. บทว่า คหิโต โปริสาเทน ความว่า ถูกพระราชากรุง
พาราณสี พระนามว่า โปริสาท เพราะเคี้ยวกินพวกมนุษย์ จับไปเพื่อ
ทำพลีกรรมเทวดา.

508
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ - หน้าที่ 509 (เล่ม 74)

พระเจ้าพาราณสีเว้นเนื้อแล้วก็ไม่เสวย คนทำอาหารเมื่อไม่ได้
เนื้ออื่น ก็ทำเนื้อมนุษย์ให้เสวย ทรงติดในรส รับสั่งให้ฆ่ามนุษย์ แล้ว
เสวยเนื้อมนุษย์ จึงมีพระนามว่า โปรสาท พวกชาวพระนคร ชาวนิคม
ชาวชนบท มีอำมาตย์ราชบริษัทเป็นหัวหน้า และกาฬหัตถีเสนาบดีของ
พระองค์ พากันไปทูลว่า ข้าแต่เทวะ หากพระองค์ยังทรงต้องการราชสมบัติอยู่
ขอได้ทรงเว้นจากการเสวยเนื้อมนุษย์เสียเถิด ตรัสว่า แม้เราสละราชสมบัติ
ก็จะไม่เว้นการกินเนื้อมนุษย์ จึงถูกชนเหล่านั้นขับไล่ออกจากเเว่นแคว้น
เข้าป่าอาศัยอยู่ ณ โคนต้นไทรต้นหนึ่ง เพื่อรักษาแผลที่เท้าเพราะถูก
ตอตำ จึงทำการบวงสรวงเทวดาว่า ข้าพเจ้าจะเอาโลหิตที่ลำคอของกษัตริย์
๑๐๑ ในชมพูทวีปทั้งสิ้น กระทำพลีกรรม. เมื่อแผลหายเป็นปกติ เพราะ
อดอาหารมา ๗ วัน สำคัญว่า เพราะอานุภาพของเทวดา เราจึงได้ความ
สวัสดี คิดว่า เราจักนำพระราชามาเพื่อพลีกรรมเทวดา จึงไปสมคบกับยักษ์
ซึ่งเคยเป็นสหายกันในอดีตภพ ด้วยกำลังมนต์ที่ยักษ์นั้นให้ไว้ จึงมีกำลัง
เรี่ยวแรงว่องไวยิ่งนัก นำพระราชา ๑๐๐ มาได้ภายใน ๗ วันเท่านั้น
แขวนไว้ที่ต้นไทรอันเป็นที่อยู่ของตน เตรียมทำพลีกรรม.
ลำดับนั้น เทวดาที่สิงสถิตอยู่ ณ ต้นไม้นั้น ใช่ปรารถนาพลีกรรม
นั้น คิดว่า เราจะหาอุบายห้ามพระยาโปริสาทนั้น จึงมาในรูปของนักบวช
แสดงตนให้เห็น พระยาโปริสาทติดตามไป สิ้นทาง ๓ โยชน์ แล้วจึงแสดง
รูปทิพย์ของตนให้ปรากฏ กล่าวว่า ท่านพูดเท็จ ท่านบนไว้ว่า จักนำ

509
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ - หน้าที่ 510 (เล่ม 74)

พระราชาในสกลชมพูทวีปมาทำพลีกรรม. บัดนี้ ท่านนำพระราชากระจอก ๆ
มา. หากท่านไม่นำพระเจ้าสุตโสมผู้ยิ่งใหญ่ในชมพูทวีปมา. เราไม่ต้องการ
พลีกรรมของท่าน.
พระยาโปริสาท ดีใจว่า เราได้เห็นเทวดาของตนแล้ว จึงกล่าวว่า
ข้าแต่เทพเจ้า อย่าวิตกเลย ข้าพเจ้าจักนำสุตโสมมาในวันนี้แหละ. จึงรีบ
ไปยังสวนสัตว์ซึ่งมีเนื้อและเสือเหลือง เมื่อยังไม่จัดการอารักขา จึงหยั่งลง
สระโบกขรณียืนเอาใบบัวคลุมศีรษะ. เมื่อพระยาโปริสาทไปภายในพระ-
ราชอุทยานนั้นแล ตอนใกล้รุ่งพวกราชบุรุษจัดการอารักขา สิ้น ๓ โยชน์
โดยรอบ. พระมหาสัตว์เสด็จประทับบนคอคชสารที่ตกแต่งแล้ว เสด็จออก
จากพระนครพร้อมด้วยเสนา ๔ เหล่า แต่เช้าตรู่. ในกาลนั้น นันทพราหมณ์
จากเมืองตักกศิลา ถือเอาสตารหคาถา ๔ บท เดินทางไปประมาณ ๑๒๐
โยชน์ ถึงพระนครนั้น เห็นพระราชาเสด็จออกทางประตูด้านตะวันออก
จึงยกมือ ทูลว่า ขอพระมหาราชจงทรงพระเจริญ แล้วถวายพระพร.
พระราชาทรงไสช้างเข้าไปหาพราหมณ์นั้น ตรัสว่า ดูก่อนพราหมณ์
ท่านมาแต่ไหน ? ปรารถนาอะไร ? ควรให้อะไรแก่ท่าน. พราหมณ์ได้ยินว่า
พระองค์เป็นผู้ปลื้มใจในการฟัง จึงทูลว่า ข้าพระองค์รับสตารหคาถา ๔ บท
มาเพื่อแสดงถวายแด่พระองค์. พระมหาสัตว์ทรงดีพระทัย ตรัสว่า เราไป
อุทยานอาบน้ำ แล้วจะมาฟัง. ท่านอย่าเบื่อเลย แล้วมีรับสั่งว่า พวกท่าน
จงไปจัดที่อยู่ ณ เรือนหลังโน้น และอาหารเครื่องนุ่งห่มให้แก่พราหมณ์

510
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ - หน้าที่ 511 (เล่ม 74)

แล้วเสด็จไปพระราชอุทยาน จัดอารักขาอย่างใหญ่โต ทรงเปลื้องเครื่อง
อาภรณ์อันโอฬาร ทรงแต่งพระมัสสุ ทรงฟอกพระวรกาย ทรงสรงสนาน
ณ สระโบกขรณี แล้วเสด็จขึ้น ทรงประทับยืนนุ่งผ้าสาฎกชุ่มด้วยน้ำ.
ลำดับนั้น พวกเครื่องต้นนำของหอมดอกไม้และเครื่องประดับ เข้า
ไปถวายพระราชา. พระยาโปริสาท คิดว่า ในเวลาแต่งพระองค์ พระราชา
จักหนักเกินไป. เราจักจับพระราชาในตอนที่ยังเบา จึงแผดเสียงแกว่ง
พระขรรค์ ประกาศชื่อว่า เราโปริสาท แล้วโผล่ขึ้นจากน้ำ. ควาญช้าง
เป็นต้น ได้ยินเสียงของพระยาโปริสาทนั้น ก็ตกจากช้างเป็นต้น. หมู่ทหาร
ที่ยืนอยู่ไกลก็หนีไปจากนั้น. ที่อยู่ใกล้ก็ทิ้งอาวุธของตนนอนหมอบ.
พระยาโปริสาท อุ้มพระราชาประโยคทับนั่งที่คอ กระโดดข้ามกำแพงสูง ๑๘ ศอก
ไปต่อหน้า เหยียบกระพองช้างตกมันซึ่งแล่นไปข้างหน้า ให้ล้มลงดุจ
ยอดเขาล้ม เหยียบหลังม้าแก้วซึ่งวิ่งเร็วให้ล้ม เหยียบงอนรถให้ล้มลง ดุจ
หมุนลูกข่าง ดุจขยี้ใบต้นไทรสีเขียว ไปสิ้นทาง ๓ โยชน์ด้วยความเร็ว
แพล็บเดียวเท่านั้น ไม่เห็นใครติดตาม จึงค่อย ๆ ไป หยาดน้ำบนพระเกศา
ของพระเจ้าสุตโสมหล่นลงบนตน สำคัญว่า หยาดน้ำตา จึงกล่าวว่า
นี่อะไรกัน แม้สุตโสมยังทรงกันแสงเศร้าโศกถึงความตายเลย.
พระมหาสัตว์ ตรัสว่า เราไม่ได้เศร้าโศกถึงความตายดอก. ร้องไห้
ที่ไหนกัน. แต่ธรรมดาการถือความสัตย์ เพราะทำการผัดเพี้ยนเป็นข้อ
ปฏิบัติของบัณฑิตทั้งหลาย. เราเศร้าโศกถึงว่า นั่นยังไม่สำเร็จต่างหาก.

511
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ - หน้าที่ 512 (เล่ม 74)

เราทำอาคันตุกวัตรแก่พราหมณ์ผู้รับสตารหคาถา ๔ บท ที่พระทศพล พระ
นามว่า กัสสปะ ทรงแสดงไว้ แล้วผัดว่า เราอาบน้ำแล้วจักมาฟัง. ท่าน
รอจนกว่าเราจะมา แล้วไปพระราชอุทยาน และท่านไม่ให้ฟังคาถาเหล่านั้น
จับเรามา. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
เราถูกพระยาโปริสาทจับไปได้ ระลึกถึง
คำผัดเพี้ยนไว้กะพราหมณ์. พระยาโปริสาท
เอาเชือกร้อยฝ่ามือกษัตริย์ ๑๐๑ ไว้แล้ว ทำ
กษัตริย์เหล่านั้นให้ได้รับความลำบาก. นำเรา
ไปด้วย เพื่อต้องการทำพลีกรรม.
ในบทเหล่านั้น บทว่า พฺราหฺมเณ สงฺครํ สรึ คือระลึกถึงคำปฏิญญา
ที่ตนทำไว้กะนันทพราหมณ์. บทว่า อาวุณิตฺวา กรตฺตเล ร้อยฝ่ามือ
คือพระยาโปริสาท เจาะฝ่ามือของกษัตริย์ ๑๐๑ ที่ไปในพระราชอุทยาน
เป็นต้นนั้น ๆ แล้วนำมาด้วยกำลังของตน แล้วร้อยเชือกเพื่อแขวนไว้ที่
ต้นไม้. บทว่า เอเตสํ ปมิลาเปตฺวา ความว่า พระยาโปริสาทจับเป็นกษัตริย์
๑๐๑ เหล่านั้น เอาพระบาทขึ้น พระเศียรลง ประการพระเศียรด้วยส้นเท้า
เอาเชือกร้อยที่ฝ่ามือด้วยการหมุน ให้ได้รับความลำบาก ให้ซูบซีด ให้
เดือดร้อนด้วยประการทั้งปวง ด้วยการแขวนไว้ที่ต้นไม้ และด้วยการตัด

512
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ - หน้าที่ 513 (เล่ม 74)

อาหารทุกชนิด. บทว่า ยญฺญตฺเถ คือเพื่อต้องการทำพลีกรรม ได้แก่
ให้เกิดผลสำเร็จ. บทว่า อุปนยี มมํ คือนำเราไปด้วย.
พระยาโปริสาทนำพระมหาสัตว์ไปอย่างนั้น จึงถามว่า ท่านกลัว
ความตายหรือ. พระมหาสัตว์ตรัสว่า เราไม่กลัวตาย. แต่เราเศร้าโศกถึงว่า
เราได้ผัดเพี้ยนพราหมณ์นั้นไว้ ยังไม่ได้ปลดเปลื้องเลย. หากท่านปล่อยเรา.
เราฟังธรรมนั้น และทำสักการะสัมมานะแก่พราหมณ์นั้น แล้วจักกลับมา
อีก. พระยาโปริสาทกล่าวว่า เราไม่เชื่อว่าเราปล่อยท่านไป แล้วท่านจักมา
สู่เงื้อมมือเราอีก. พระมหาสัตว์ตรัสว่า ดูก่อนสหาย โปริสาท ท่านกับเรา
เป็นสหายศึกษาในสำนักอาจารย์เดียวกัน ไม่เชื่อหรือว่า เราไม่พูดปด
แม้เพราะเหตุของชีวิต.
เมื่อพระมหาสัตว์ตรัสคาถานี้ว่า :-
เราลูบคลำคาบและหอก โดยเพียงคำพูด
นี้ ของเราโดยแท้. ดูก่อนสหาย เราขอสาบาน
กับท่านว่า เมื่อเราพ้นไปจากท่าน หมดหนี้
แล้ว รักษาความสัตย์ จักกลับมาอีก.
โปริสาทคิดว่า สุตโสมนี้กล่าวว่า เราขอสาบาน ซึ่งกษัตริย์ไม่
ควรทำ. แม้สุตโสมไปแล้วไม่กลับ ก็จักไม่พ้นจากมือเราไปได้ จึงปล่อยไป
ด้วยกล่าวว่า :-

513