ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 454 (เล่ม 74)

พระเทวีตกแต่งพระโอรส ทรงให้ตีกลองป่าวประกาศในพระนครว่า
นี้เป็นราชสมบัติของเตมิยกุมาร แล้วให้พระโอรสขึ้นคอช้าง ยกเศวตรฉัตร
ให้พระโอรส ซึ่งทำประทักษิณพระนครเสด็จกลับมา แล้วบรรทม ณ สิริ-
ไสยาสน์ที่ตกแต่งแล้ว ทรงขอร้องอยู่ตลอดคืน ว่า พ่อเตมิยะ แม่นอนไม่
หลับมา ๑๖ ปีแล้ว เพราะอาศัยลูกร้องจนนัยน์ตาแม่บวมแล้ว. หัวใจของแม่
เพียงจะแตกด้วยความเศร้าโศก. แม้รู้ว่าลูกไม่ง่อยเปลี้ยเป็นต้น. ลูกอย่าทำ
ให้แม่หมดที่พึ่งเลย. พระเทวีขอร้องโดยทำนองนี้ล่วงไป ๖ วัน. ในวันที่ ๖
พระราชาตรัสเรียกสุนัขขนทสารถีมา แล้วตรัสว่า พรุ่งนี้เจ้าจงนำพระกุมาร
โดยรถอวมงคลออกไปแต่เช้าตรู่ ฝังลงในแผ่นดินที่ป่าช้าผีดิบ กลบดินให้
เรียบ แล้วจงกลับ. พระเทวีได้สดับดังนั้น ตรัสว่า ลูกเอ๋ย พระเจ้ากาสี
มีพระบัญชาให้ฝังลูกที่ป่าช้าผีดิบในวันพรุ่งนี้. พรุ่งนี้ ลูกก็จักถึงความตาย.
พระมหาสัตว์ทรงสดับดังนั้น จึงร่าเริงยินดีอย่างยิ่งว่า ดูก่อนเตมิยะ
เจ้าทำความเพียรมา ๑๖ ปี จะถึงที่สุดแล้ว. แต่พระหทัยของพระมารดา
พระโพธิสัตว์ได้เป็นดุจมีอาการแตกสลายไป. เมื่อราตรีนั้นผ่านไป สารถี
นำรถมาแต่เช้าตรู่ จอดไว้ที่ประตู เข้าไปยังห้องสิริ ทูลว่า ข้าแต่พระเทวี
พระองค์อย่าทรงพิโรธหม่อมฉันเลย. หม่อมฉันทำตามพระราชบัญชา แล้ว
ผลักพระเทวีด้วยหลังมือ ซึ่งบรรทมกอดพระโอรสออก แล้วอุ้มพระกุมาร
ลงจากปราสาท. พระเทวีทรงทุบพระอุระ ทรงพระกันแสงร่ำไห้ด้วยพระ-
สุรเสียงดัง ทรงล้มลงบนพื้นกว้าง.

454
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 455 (เล่ม 74)

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ทรงมองดูพระมารดา ทรงดำริว่า เมื่อเรา
ไม่พูด พระมารดาจักเศร้าโศกสุดกำลัง แม้อยากจะพูดแต่ก็อดกลั้นไว้ด้วย
พระดำริว่า หากเราจักพูด ความพยายามที่เราทำมาตลอด ๑๖ ปี ก็จะเป็น
โมฆะ. แต่เมื่อเราไม่พูด จักเป็นปัจจัยแก่ตัวเราและแก่พระมารดาพระบิดา.
สารถีคิดว่า เราจักนำพระมหาสัตว์ขึ้นรถ แล้วจักแล่นรถไป มุ่งไปทางประตู
ทิศตะวันตก แต่กลับแล่นมุ่งไปทิศตะวันออก. รถออกจากพระนครด้วย
อานุภาพของเทวดา แล่นไปยังที่ประมาณ ๓ โยชน์. พระมหาสัตว์ทรง
ยินดีเป็นที่ยิ่ง. แนวป่า ณ ที่นั้น ได้ปรากฏแก่สารถี ดุจป่าช้าผีดิบ. สารถี
คิดว่า ที่นี้ดีแล้ว จึงหยุดรถจอดไว้ข้างทาง แล้วลงจากรถ เปลื้องเครื่อง
ประดับของพระมหาสัตว์ออกห่อวางไว้ ถือเอาจอบ เริ่มขุดหลุมไม่ไกลนัก.
ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
ราชบุรุษทั้งหลายอาบน้ำให้เรา ไล้ทา
ด้วยของหอม สวมราชมงกุฎราชาภิเษกแล้ว
มีฉัตรที่บุคคลถือไว้ให้ทำประทักษิณพระนคร
ดำรงเศวตรฉัตรอยู่ ๗ วัน พอดวงอาทิตย์ขึ้น
สารถีอุ้มเราขึ้นรถเข้าป่า สารถีหยุดรถไว้ ณ
โอกาสหนึ่ง ปล่อยรถเทียมม้าพอพ้นมือ ก็
ขุดหลุมเพื่อจะฝังเราเสีย ในแผ่นดิน.

455
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 456 (เล่ม 74)

ในบทเหล่านั้น บทว่า นหาเปตฺวา คือ ให้อาบน้ำด้วยหม้อน้ำหอม
๑๖ หม้อ. บทว่า อนุลิมฺปิตฺวา คือ ให้ลูบไล้ด้วยของหอม. บทว่า เวเฐตฺวา
ราชเวฐนํ คือ สวมราชมงกุฎที่พระเศียร อันเป็นไปตามประเพณีของ
พระเจ้ากาสีทั้งหลาย. บทว่า อภิสิญฺจิตฺวา คือ อภิเษกโดยแบบแผนราชา-
ภิเษก ในราชตระกูลนั้น. บทว่า ฉตฺเตน กาเรสุํ ปุรํ ปทกฺขิณํ คือ
มีเศวตรฉัตรกั้นให้เราทำประทักษิณพระนคร.
บทว่า สตฺตาหํ ธารยิตฺวาน ความว่า ดำรงเศวตรฉัตรของเรา
ที่พระนางจันทาเทวี พระมารดาของเราได้ด้วยพรอยู่ ๗ วัน. บทว่า อุคฺคเต
รวิมณฺฑเล ความว่า แต่นั้นวันรุ่งขึ้น พอดวงอาทิตย์ขึ้น สุนัขขนทสารถี
คือรถเทียมม้า ความว่า สารถีหยุดรถของเราซึ่งเทียมม้าที่แอกไว้ในโอกาส
รถเทียมม้า ความว่า สารถีหยุดรถของเราซึ่งเทียมม้าที่แอกไว้ในโอกาส
หนึ่ง ด้วยหลีกออกจากทาง. บทว่า หตฺถมุจฺจิโต คือพ้นจากมือ อธิบายว่า
มีมือพ้นจากคันรถ. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า หตฺถมุจฺจิโต คือพ้นจากมือ
อธิบายว่า ปล่อย. บทว่า กาสุํ คือหลุม. บทว่า นิขาตุํ คือเพื่อฝัง.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อทรงแสดงถึงประโยชน์ที่พระองค์
อธิษฐาน ประพฤติสิ่งที่ทำได้ยากตลอด ๑๖ ปี ด้วยอธิษฐาน เป็นใบ้เป็นต้น
จึงตรัสสองคาถาว่า :-

456
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 457 (เล่ม 74)

พระราชาทรงคุมคามการอธิษฐาน ที่เรา
อธิษฐานไว้ด้วยเหตุต่าง ๆ แต่เราไม่ทำลาย
การอธิษฐานนั้น เพราะเหตุแห่งโพธิญาณนั่น
เอง เราจะเกลียดพระมารดาพระบิดาก็หามิได้
เราจะเกลียดตนเองก็หามิได้ แต่พระสัพพัญ-
ญุตญาณเป็นที่รักของเรา เพราะฉะนั้นแหละ
เราจึงอธิฐานองค์ ๓.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ตชฺเชนฺโต วิวิธการณา คือ คือ พระราชาทรง
คุมคามด้วยเหตุต่าง ๆ ความว่า ทรงคุมคามด้วยเหตุหลายประการ มีห้าม
น้ำนมเป็นต้น ตั้งแต่เรามีอายุได้ ๒ เดือน จนกระทั่ง อายุ ๑๖ ปี คือ
ให้ลำบากด้วยอาการกำจัดภัย. บทที่เหลือ เข้าใจได้ง่ายแล้ว.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ เมื่อสุนันทสารถีกำลังขุดหลุม คิดว่า
นี้เป็นการพยายามของเรา จึงลุกขึ้น แล้วบีบพระหัตถ์และพระบาทของ
พระองค์ ทรงทราบว่า เรามีกำลังอยู่ จึงทรงดำริจะเสด็จลงจากรถ. ทันใด
นั้นเอง ที่วางพระบาทของพระมหาสัตว์ก็ผุดขึ้นดุจถึงหนังเต็มด้วยลมตั้งขึ้น
จรดท้ายรถ. พระมหาสัตว์เสด็จลง ทรงดำเนินไป ๆ มา ๆ เล็กน้อย ทรง
ทราบว่า เรามีกำลังพอที่จะไปได้ แม้ตั้ง ๑๐๐ โยชน์ จึงทรงจับรถข้างท้าย
แล้วยกขึ้นดุจยานน้อยสำหรับเด็กเล่น ทรงสังเกตว่า หากสารถีจะพึงทำร้าย

457
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 458 (เล่ม 74)

เรา. เราก็มีกำลังพอที่จะป้องกันการทำร้ายได้ ทรงคิดที่จะตกแต่งพระองค์.
ขณะนั้นเอง ภพของท้าวสักกะแสดงอาการร้อน. ท้าวสักกะทรงทราบเหตุ
นั้น จึงมีเทวบัญชากะวิษณุกรรมว่า ท่านจงไปตกแต่งพระโอรสของพระเจ้า-
กาสี. วิษณุกรรมรับเทวบัญชาแล้ว จึงตกแต่งพระมหาสัตว์นั้น ด้วยเครื่อง
อลังการอันเป็นของทิพย์และของมนุษย์ ดุจท้าวสักกะ. พระมหาสัตว์เสด็จ
ไปยังสถานที่ที่สารถีกำลังขุดหลุม ด้วยเทพลีลาประทับยืนริมหลุมตรัสว่า :-
ดูก่อนสารถี ท่านรีบร้อนขุดหลุมไป
ทำไม ดูก่อนสหาย เราถามท่าน ขอท่านจง
บอกเราเถิด ว่าท่านจักทำอะไรแก่หลุม.
สารถีมิได้เงยหน้าดู กล่าวว่า :-
พระโอรสของพระราชา เป็นใบ้ ง่อย
เปลี้ย ไม่มีความรู้สึก. พระราชามีพระบัญชา
ให้เราฝังพระโอรสนั้นในป่า.
พระมหาสัตว์ ตรัสว่า :-
ดูก่อนสารถี เราไม่หนวก ไม่ใบ้ ไม่
ง่อยเปลี้ย และไม่วิกล. หากท่านฝังเราในป่า.
ท่านพึงทำสิ่งที่ไม่ชอบธรรม ดูก่อนสารถี ท่าน

458
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 459 (เล่ม 74)

จงดู ขาและแขนของเรา และจงพึงเราพูด.
หากท่านฝังเราในป่า. ท่านพึงทำสิ่งที่ไม่ชอบ
ธรรม.
สารถีนั้น หยุดขุดหลุมแหงนดู เห็นรูปสมบัติของพระมหาสัตว์
ไม่รู้ว่า เป็นมนุษย์หรือเทวดา จึงถามว่า :-
ท่านเป็นเทวดา เป็นคนธรรพ์ หรือเป็น
ท้าวสักกะจอมเทพ. ท่านเป็นใคร เป็นลูก
ของใคร. เราจะรู้จักท่านได้อย่างไร.
พระมหาสัตว์ จึงทรงแสดงธรรม โดยนัยมีอาทิว่า :-
เราไม่ใช่เทวดา ไม่ใช่คนธรรพ์ ไม่ใช่
ท้าวสักกะ เราเป็นโอรสของพระเจ้ากาสี ที่
ท่านจะฝังในหลุมนี้แหละ. ท่านอาศัยเราผู้เป็น
โอรสของพระราชาพระองค์นั้น เป็นอยู่.
ดูก่อนสารถี หากท่านฝังเราในป่า. ท่านฟังทำ
สิ่งที่ไม่ชอบธรรม. บุคคลพึงนั่งหรือพึงนอนได้
ร่มไม้ใด ไม่พึงหักกิ่งไม้นั้น. เพราะทำลาย
มิตร เป็นคนลามก. พระราชาเหมือนต้นไม้

459
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 460 (เล่ม 74)

เราเหมือนกิ่งไม้. ดูก่อนสารถี ท่านเหมือน
บุรุษที่เข้าไปอาศัยร่มเงา. หากท่านฝังเราในป่า.
ท่านพึงทำสิ่งที่ไม่ชอบธรรม.
แล้วสารถีก็ทูลวิงวอนเพื่อขอให้พระโพธิสัตว์เสด็จกลับ จึงตรัสถึง
เหตุที่ไม่กลับ และความพอใจในการบรรพชา ตลอดถึงเรื่องราวของ
พระองค์ในภพที่ล่วงไปแล้ว มีภัยในนรกเป็นต้น เพราะเหตุแห่งความพอใจ
ในการบรรพชานั้น โดยพิสดาร. แม้เมื่อสารถีนั้น ประสงค์จะบวช เพราะ
ธรรมกถานั้น และเพราะการปฏิบัตินั้น จึงตรัสคาถานี้ว่า :-
ดูก่อนสารถี ท่านจงนำรถกลับไป แล้ว
เป็นคนไม่มีหนี้กลับมา. เพราะบรรพชาเป็น
ของตนไม่มีหนี้. ข้อนี้ฤาษีทั้งหลายสรรเสริญ
แล้ว.
แล้วก็ทรงส่งสารถีกลับไปแจ้งแด่พระราชา.
สารถี นำรถและเครื่องอาภรณ์ไปเฝ้าพระราชา ทูลความนั้นให้
ทรงทราบ ในทันใดนั้นเอง พระราชาทรงดำริว่า เราจักไปหาพระมหาสัตว์
จึงเสด็จออกจากพระนคร พร้อมด้วยจตุรงคเสนา นางสนมและชาวพระนคร
ชาวชนบท. แม้พระมหาสัตว์ ครั้นทรงส่งสารถีกลับไปแล้ว ก็มีพระ-
ประสงค์จะทรงผนวช. ท้าวสักกะทรงทราบ จิตของพระโพธิสัตว์ จึงมี

460
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 461 (เล่ม 74)

เทวบัญชากะวิษณุกรรมว่า เตมิยบัณฑิตประสงค์จะทรงผนวช ท่านจง
เนรมิตอาศรมบท และเครื่องบริขารของบรรพชิต ให้แก่พระมหาสัตว์นั้น.
วิษณุกรรม จึงไปเนรมิตอาศรมในราวป่าประมาณ ๓ โยชน์ ทำให้สมบูรณ์
ด้วยที่พักกลางคืน ที่พักกลางวัน ที่จงกรม สระโบกขรณี ผลไม้ และต้นไม้
และเนรมิตเครื่องบริขารของบรรพชิตทั้งปวง เสร็จแล้วกลับที่อยู่ของตน.
พระโพธิสัตว์ทอดพระเนตรเห็นดังนั้น ทรงทราบว่า ท้าวสักกะประทานให้
จึงเสด็จเข้าสู่บรรณศาลา เปลื้องผ้าออก ถือเพศเป็นดาบส นั่งบนเครื่องลาด
ทำด้วยไม้ ยังสมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕ ให้เกิด ประทับนั่งในอาศรม
ด้วยความสุขในการบรรพชา.
แม้พระเจ้ากาสี ก็เสด็จไปตามทางที่สารถีได้ทูลไว้ แล้วเสด็จเข้าสู่
อาศรม พระมหาสัตว์ทรงร่วมกันปฏิสันถาร แล้วทรงเชื้อเชิญให้ครอง
ราชสมบัติ. เตมิยบัณฑิต ทรงปฏิเสธ แล้วทูลให้พระราชาเกิดสังเวช
ด้วยธรรมิกถาปิสังยุต ด้วยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น และปฏิสังยุต
ด้วยโทษของกาม อันเป็นของต่ำช้าด้วยอาการหลายอย่าง. พระราชาทรง
สลดพระทัย ทรงเบื่อหน่ายในการครองเรือน มีพระประสงค์ จะทรงผนวช
จึงตรัสถามพวกอำมาตย์และสนมทั้งหลาย. แม้ทั้งหมดก็ประสงค์จะบวช.
ลำดับนั้น พระราชาทรงทราบว่า นางสนมกำนัลใน ๑๖,๐๐๐ คน ตั้งแต่
พระนางจันทาเทวีเป็นต้น และพวกอำมาตย์เป็นต้น ประสงค์จะบวช จึง
รับสั่งให้ตีกลองป่าวประกาศในพระนครว่า ผู้ใดประสงค์จะบวชในสำนัก

461
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 462 (เล่ม 74)

พระโอรสของเรา ผู้นั้นก็จงบวชเถิด ทรงให้เปิดห้องพระคลังทองเป็นต้น
แล้วทรงบริจาค. อนึ่ง ชาวพระนครละทิ้งตลาดอันยาวเหยียดและปิดประตู
เรือนไปเฝ้าพระราชา. พระราชาทรงผนวชในสำนักของพระมหาสัตว์
พร้อมด้วยมหาชน. อาศรมบทประมาณ ๓ โยชน์ ที่ท้าวสักกะประทานเต็ม
พอดี.
พระราชาสามนตราชทั้งหลาย ได้ทรงสดับว่า พระเจ้ากาสีทรง
ผนวช จึงดำริว่า จักยึดราชสมบัติในกรุงพาราณสี จึงเสด็จเข้าพระนคร
ทรงเห็นพระนครเช่นกับเทพนคร และพระราชนิเวศน์เช่นกับเทพวิมาน
เต็มไปด้วยรัตนะ ๗ ประการ ทรงคิดว่า จะพึงมีภัยเพราะอาศัยทรัพย์นี้
เสด็จออกกลับไปในทันใดนั้นเอง. พระมหาสัตว์ทรงสดับการมาของพระ-
ราชาเหล่านั้น จึงเสด็จไปชายป่าประทับนั่ง ทรงแสดงธรรมอยู่บนอากาศ
พระราชาเหล่านั้นทั้งหมด พร้อมด้วยบริวารก็พากันบวชในสำนักของพระ-
โพธิสัตว์นั้น. ด้วยประการฉะนี้ ได้เป็นมหาสมาคมอื่น ๆ อีกมากมาย ฤาษี
ทั้งหมดบริโภคผลาผล แล้วบำเพ็ญสมณธรรม. ผู้ใดวิตกถึงกามวิตกเป็นต้น
พระโพธิสัตว์ทรงทราบจิตของผู้นั้น แล้วเสด็จไป ณ ที่นั้น ประทับนั่ง
แสดงธรรมบนอากาศ.
พระราชานั้น ทรงได้สัปปายะในการฟังธรรม จึงยังสมาบัติและ
อภิญญาให้เกิด แม้ผู้อื่น ๆ ก็เป็นอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้ ทั้งหมดเมื่อสิ้น

462
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 463 (เล่ม 74)

ชีวิตก็ไปบังเกิดในพรหมโลก. แม้สัตว์เดียรัจฉานทั้งหลายที่มีใจเลื่อมใส
ในพระมหาสัตว์ แม้ในหมู่ฤาษีก็ไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นกามภูมิ ๖ ชั้น.
พรหมจรรย์ของพระมหาสัตว์ยังเป็นไปอยู่ ตลอดกาลยาวนาน.
เทพธิดาสิงสถิตอยู่ ณ เศวตรฉัตร ในครั้งนั้นได้เป็นนางอุบลวรรณา
ในครั้งนี้. สารถี คือ พระสารีบุตรเถระ. พระมารดาพระบิดา คือ ตระกูล
มหาราช. บริษัททั้งหลาย คือ พุทธบริษัท. เตมิยบัณฑิต คือ พระโลกนาถ.
อธิษฐานบารมีของพระมหาสัตว์นั้น ถึงที่สุดในจริยานี้. แม้บารมี
ที่เหลือ ก็พึงเจาะจงกล่าวตามสมควร. อนึ่ง พึงประกาศคุณานุภาพมีอาทิ
อย่างนี้ คือ ความกลัวนรกตั้งแต่ประสูติได้หนึ่งเดือน. ความกลัวบาป.
ความรังเกียจราชสมบัติ. การอธิษฐานความเป็นใบ้เป็นต้น อันมีเนกขัมมะ
เป็นนิมิต และความไม่หวั่นไหวแม้ในการประชุมวิโรธิปัจจัย ( ข้าศึก,
ผู้ทำร้าย ).
จบ อรรถกถามูคผักขจริยาที่ ๖
จบ อธิษฐานบารมี

463