ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 434 (เล่ม 74)

เทวราชมาแล้วจึงขอขมา อย่างนี้ก็ไม่งาม. พระราชาเมืองพรหมวัทธนะ
พระนามว่า มโนชะ นี้เป็นพระอัครราชาทั่วชมพูทวีป เราจักนำพระราชา
ทั้งหมด ตั้งต้นแต่พระเจ้ามโนชะนั้นมาแล้วขอขมา เมื่อเป็นอย่างนี้คุณของพี่
ชายของเราจักครองงำไปทั่วชมพูทวีป และจักปรากฏดุจดวงจันทร์และดวง-
อาทิตย์.
ทันใดนั้นเองนันทบัณฑิตได้ไปด้วยฤทธิ์ ลงที่ประตูพระราชนิเวศน์
ของพระราชานั้นในพรหมวัทธนนคร ให้คนไปทูลแด่พระราชาว่า มีดาบส
องค์หนึ่งประสงค์จะเฝ้าพระองค์ ครั้นพระราชทานโอกาวให้เข้าเฝ้าได้ จึง
เข้าไปเฝ้าทูลว่า อาตมภาพจะยึดราชสมบัติทั่วชมพูทวีป ด้วยกำลังของตนนำ
มาถวายพระองค์. พระราชาตรัสถามว่า พระคุณท่านจะยึดราชสมบัติทั่ว
ชมพูทวีปมาให้ได้อย่างไร. ทูลว่า มหาราชอาตมาภาพจะไม่ฆ่าใคร ๆ จะยึด
ด้วยฤทธิ์ของตนเท่านั้นแล้วนำมาถวาย แล้วพาพระราชาพร้อมด้วยเสนา
หมู่ใหญ่ไปถึงแคว้นโกศล พักค่ายไว้ไม่ไกลพระนคร ส่งทูตไปทูลแด่พระ-
เจ้าโกศลว่า จะรบหรือจะยอมอยู่ในอำนาจ. เมื่อการรบกับพระเจ้าโกศลซึ่ง
ทรงพิโรธเตรียมการรบเสด็จออกมาเริ่มขึ้นแล้ว ด้วยฤทธานุภาพของตน
นันทบัณฑิตได้นำโดยที่นักรบทั้งสองฝ่ายมิได้ทำร้ายกัน. แล้วตระเตรียมด้วย
การนำคำโต้ตอบกันโดยที่พระเจ้าโกศล ทรงยอมอยู่ในอำนาจของพระราชา
นั้น. โดยอุบายนี้ นันทบัณฑิตยังพระราชาทั่วชมพูทวีปให้ตกอยู่ในอำนาจ
ของพระราชานั้นหมดสิ้น.

434
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 435 (เล่ม 74)

พระราชานั้นทรงยินดีกับนันทับณฑิต ตรัสกะนันทบัณฑิตว่า ข้าแต่
ท่านผู้เจริญ พระคุณท่านได้ทำเหมือนอย่างที่ปฏิญญาไว้แล้ว. พระคุณท่าน
เป็นผู้มีอุปการะมากแก่ข้าพเจ้า. ข้าพเจ้าจักทำอะไรตอบแทนพระคุณท่าน
ได้เล่า. ข้าพเจ้าปรารถนาจะให้ราชสมบัติกึ่งหนึ่งในชมพูทวีปทั้งสิ้นแก่พระ-
คุณท่าน. การกำหนดช้าง ม้า รถ แก้วมณี แก้วมุกดา แก้วประพาฬ เงิน
ทอง ทาสหญิง ทาสชาย และบริวารชนจะทำอย่างไร. นันทบัณฑิตได้ฟังดัง
นั้นทูลว่า มหาราชอาตมาภาพไม่ต้องการราชสมบัติ. แม้พาหนะช้างเป็นต้นก็
ไม่ต้องการ. ก็แต่ว่ามารดาบิดาของอาตมาบวชอยู่ในอาศรมโน้นในแคว้น
ของพระองค์. อาตมาภาพบำรุงมารดาบิดาเหล่านั้น ถูกโสณบัณฑิตพี่ชาย
ของอาตมา ผู้แสวงหาคุณธรรมอันยิ่งใหญ่ไล่ในเพราะความผิดอย่างหนึ่ง.
อาตมาภาพจักพาพระองค์ไปหาพี่ชายขอขมา. ขอพระองค์จงทรงเป็นเพื่อน
ในการให้พี่ชายของอาตมายกโทษให้เถิด. พระราชาทรงรับแวดล้อมด้วย
นักรบมีประมาณ ๒๔ อักโขภินีกับพระราชาร้อยเอ็ด นันทบัณฑิตนำหน้า
ครั้นถึงอาศรมบทนั้น จึงปล่อยระยะไว้สี่อังคุละ นำน้ำมาจากสระอโนดาด
ด้วยเครื่องหาบซึ่งตั้งอยู่บนอากาศ เตรียมน้ำดื่ม กวาดบริเวณ แล้วเข้าไปหา
พระมหาสัตว์ ผู้อิ่มด้วยความยินดีในฌานนั่งอยู่ใกล้มารดาบิดา แล้วขอขมา.
พระมหาสัตว์ให้นันทบัณฑิตดูแลมารดา ตนเองบำรุงบิดาจนตลอด
ชีวิต. พระมหาสัตว์แสดงธรรมแด่พระราชาเหล่านั้นด้วยพุทธลีลาว่า :-

435
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 436 (เล่ม 74)

ความยินดีความบันเทิง อันผู้รู้พึงได้
เพราะบำรุงบำเรอมารดาให้ท่านหัวเราะแจ่มใส
อยู่ทุกเมื่อ.
ความยินดีความบันเทิง อันผู้รู้พึงได้
เพราะบำรุงบำเรอบิดาให้ท่านหัวเราะแจ่มใสอยู่
ทุกเมื่อ.
การสงเคราะห์เหล่านี้แลในโลก ตามสม-
ควรในธรรมนั้น ๆ คือ การให้ การเจรจาถ้อย
คำอ่อนหวาน การประพฤติเป็นประโยชน์ การ
วางตนเสมอต้นเสมอปลาย ดุจลิ่มรถที่แล่น
ไปฉะนั้น.
การสงเคราะห์เหล่านั้นไม่พึงมี มารดาย่อม
ไม่ได้การนับถือหรือการบูชา เพราะเหตุแห่ง
บุตร. หรือบิดาย่อมไม่ได้การนับถือหรือการบูชา
เพราะเหตุแห่งบุตร.
เพราะบัณฑิตทั้งหลาย เพ่งเล็งโดยชอบ
ถึงการสงเคราะห์เหล่านี้ ฉะนั้นจึงถึงความเป็น
ผู้ยิ่งใหญ่และได้ความสรรเสริญ.

436
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 437 (เล่ม 74)

มารดาบิดาท่านกล่าวว่าเป็นพรหม เป็น
บุรพาจารย์และเป็นผู้ควรบูชาของบุตรทั้งหลาย
เป็นผู้อนุเคราะห์สัตว์.
เพราะฉะนั้นแล บัณฑิตพึงนอบน้อม พึง
สักการะมารดาบิดาเหล่านั้น ด้วยข้าว ด้วยน้ำ
ด้วยผ้า ด้วยที่นอน ด้วยเครื่องนุ่งห่ม ด้วย
น้ำอาบ. และด้วยการล้างเท้า.
บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมสรรเสริญบุคคลนั้น
ในโลกนี้ ด้วยการบำรุงบำเรอในมารดาบิดาทั้ง
หลาย. บุคคลนั้นละจากโลกนี้ไปแล้วย่อม
บันเทิงในสวรรค์
พระราชาทั้งหมดเหล่านั้นครั้นได้ฟังดังนั้นแล้ว ก็ทรงเลื่อมใสพร้อม
กับกองพล. ลำดับนั้นพระโพธิสัตว์ยังพระราชาเหล่านั้นให้ตั้งอยู่ในศีล ๕
แล้วให้โอวาทว่า ขอท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่ประมาทในทานเป็นต้นเถิด.
แล้วก็ปล่อยไป. พระราชาเหล่านั้นทั้งหมดทรงครองราชสมบัติโดยธรรม
ครั้นสวรรคตก็ไปบังเกิดในสวรรค์. พระโพธิสัตว์ให้นันทบัณฑิต แลมารดา
ด้วยกล่าวว่า ตั้งแต่นี้น้องจงบำรุงมารดาตนเองบำรุงบิดาจนตลอดชีวิต. ทั้ง
สองพี่น้องเมื่อถึงแก่กรรมก็ไปเกิดบนพรหมโลก.

437
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 438 (เล่ม 74)

มารดาบิดาในครั้งนั้นได้เป็นตระกูลมหาราชในครั้งนี้. นันทบัณฑิต
คือพระอานนท์เถระ. พระราชาคือพระสารีบุตรเถระ. พระราชาร้อยเอ็ดคือ
พระอสีติมหาเถระ และพระเถระรูปอื่น ๆ บริษัท ๒๔ อักโขภินีคือพุทธบริษัท.
โสณบัณฑิต คือพระโลกนาถ.
เนกขัมมบารมียอดเยี่ยมอย่างยิ่งของโสณบัณฑิตนั้นก็จริง แม้ถึงอย่าง
นั้นก็พึงเจาะจงกล่าวถึงบารมีที่เหลือโดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
อนึ่ง พึงประกาศคุณานุภาพของพระมหาสัตว์มีอาทิอย่างนี้คือ ความเป็นผู้
ไม่คำนึงในกามทั้งหลายโดยสิ้นเชิง. ความเป็นผู้มีความเคารพยำเกรง อย่าง
แรงกล้าในมารดาบิดาทั้งหลาย ความไม่อิ่มด้วยการบำรุงมารดาบิดา. แม้เมื่อ
มีการบำรุงมารดาบิดาเหล่านั้นอยู่ ก็ยังกาลเวลาทั้งหมดให้น้อมไปด้วยสมาบัติ
วิหารธรรม ด้วยประการฉะนี้.
จบ อรรถกถาโสณนันทปัณฑิตจริยาที่ ๕
จบ เนกขัมมมารมี

438
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 439 (เล่ม 74)

๖. มูคผักขจริยา๑
ว่าด้วยจริยาวัตรของมูคผักขกุมาร
[๒๖] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นพระราช-
โอรสของพระเจ้ากาสี ชนทั้งหลายเรียกเรา
โดยชื่อว่า มูคผักขกุมารบ้าง เตมิยกุมารบ้าง
ในกาลนั้น พระสนมนางในหมื่นหกพัน ไม่มี
พระราชโอรส โดยวันคืนล่วงไป ๆ เราบังเกิด
ผู้เดียว พระบิดารับสั่งให้ตั้งเศวตรฉัตร ให้
เลี้ยงดูเราผู้เป็นบุตรสุดที่รัก อันได้ด้วยยาก
เป็นอภิชาตบุตร ทรงไว้ซึ่งความรุ่งเรือง บนที่
นอนในกาลนั้น เรานอนอยู่บนที่นอนอันอ่อน
นุ่ม ตื่นขึ้นแล้วได้เห็นเศวตรฉัตรอันเป็นเหตุ
ให้เราไปสู่นรก ความสะดุ้งหวาดกลัวเกิดขึ้น
แล้วแก่เรา พร้อมกับได้เห็นฉัตร เราถึงความ
วินิจฉัยว่า เมื่อไรหนอ เราจึงจะเปลื้องราช-
สมบัตินี้ได้ เทพธิดาผู้เป็นสายโลหิตของเรามา
๑. พม่า เป็น เตมิยจริยา.

439
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 440 (เล่ม 74)

ก่อน ผู้ใคร่ประโยชน์ต่อเรา นางเห็นเราผู้
ประกอบด้วยทุกข์ จึงแนะนำให้เราประกอบ
ในเหตุ ๓ ประการ ว่าท่านจงอย่าแสดงความ
เป็นบัณฑิต จงแสดงความเป็นคนโง่แก่ชน
ทั้งปวง ชนทั้งหมดนั้นก็จะดูหมิ่นท่าน
ประโยชน์จักมีแก่ท่านด้วยอาการอย่างนี้ เมื่อ
เทพธิดากล่าวอย่างนี้แล้ว เราได้กล่าวดังนี้ว่า
ดูก่อนนางเทพธิดา ข้าพเจ้าจะทำตามคำที่ท่าน
กล่าวกะเราฉันนั้น ท่านเป็นผู้ปรารถนา
ประโยชน์ เป็นผู้ใคร่ความเกื้อกูลแก่ข้าพเจ้า
แม่เทพธิดา ครั้นเราได้ฟังคำของเทพธิดานั้น
แล้ว เหมือนดังได้พบฝั่งในสาคร ร่าเริงดีใจ
ได้อธิษฐานองค์ ๓ ประการ คือ เราเป็นคนใบ้
เป็นคนหนวก เป็นคนง่อยเปลี้ย เว้นจากคติ
เราอธิษฐานองค์ ๓ ประการนี้อยู่ ๑๖ ปี ครั้งนั้น
เสนาบดีเป็นต้นตรวจดูมือเท้า ลิ้น และช่องหู
ของเราแล้ว เห็นความไม่บกพร่องของเรา

440
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 441 (เล่ม 74)

ติเตียนว่าเป็นคนกาลกรรณี ทีนั้นชาวชนบท
เสนาบดี และปุโรหิตทั้งปวงร่วมใจกันทั้งหมด
พลอยดีใจการที่รับสั่งให้นำไปทิ้ง เรานั้นได้ฟัง
ความประสงค์ของเสนาบดีเป็นต้นนั้นแล้ว
ร่าเริงดีใจว่า เราประพฤติตบะมาเพื่อประโยชน์
ใด ประโยชน์นั้นจะสำเร็จแก่เรา ราชบุรุษ
ทั้งหลายอาบน้ำให้เรา ไล้ทาด้วยของหอม สวม
ราชมงกุฎราชาภิเศกแล้ว มีฉัตรที่บุคคลถือไว้
ให้ทำประทักษิณพระนคร ดำรงเศวตรฉัตรอยู่
๗ วัน พอดวงอาทิตย์ขึ้นนายสารถีอุ้มเราขึ้น
รถ เข้าไปยังป่า นายสารถีหยุดรถไว้ ณ โอกาส
หนึ่งปล่อยรถเทียมม้าพอพ้นมือ ก็ขุดหลุม
เพื่อจะฝังเราเสียในแผ่นดิน พระมหากษัตริย์
ทรงคุกคามการอธิษฐาน ที่เราอธิษฐานไว้
ด้วยเหตุต่าง ๆ แต่เราก็ไม่ทำลายการอธิษฐาน
นั้น เพราะเหตุแห่งโพธิญาณนั่นเอง เราจะ
เกลียดพระมารดาพระบิดาก็หามิได้ เราจะ

441
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 442 (เล่ม 74)

เกลียดตนเองก็หามิได้ แต่พระสัพพัญญุตญาณ
เป็นที่รักของเรา เพราะฉะนั้นแหละ เราจึง
อธิษฐานองค์ ๓ ประการนั้น เราอธิษฐานองค์
๓ ประการนี้อยู่ ๑๖ ปี ผู้เสมอด้วยอธิษฐาน
ของเราไม่มี นี้เป็นอธิษฐานบารมีของเรา ฉะนี้
แล.
จบ มูคผักขจริยาที่ ๖
อรรถกถามูคผักขจริยาที่ ๖
พึงทราบวินิจฉัยในอรรถกถามูคผักขจริยาที่ ๖ ดังต่อไปนี้. บทว่า
กาสิราชสฺส อตฺรโช คือในกาลเมื่อเราเป็นโอรสของพระเจ้ากาสี. ใน
กาลนั้น ชื่อว่า มูคผักขะ. ชนทั้งหลายเรียกเราว่า เตมิยะ. ควรเชื่อม
ความว่า ชนทั้งหลายทั้งปวงตั้งแต่พระมารดาพระบิดาเป็นต้นเรียกเราว่า
มูคผักขะ เพราะอธิษฐานเป็นคนใบ้และเป็นคนง่อยเปลี้ย. อนึ่ง เพราะ
พระมหาสัตว์นั้นยังหทัยของพระราชาและของอำมาตย์เป็นต้นให้ชุ่ม อัน
เกิดด้วยปีติและสิเนหาอย่างยิ่ง. ฉะนั้น จึงได้พระนามว่า เตมิยกุมาร.
บทว่า โสฬสิตถีสหสฺสานํ คือ สนมของพระเจ้ากาสี ๑๖,๐๐๐
บทว่า น วิชฺชติ ปุโม คือ ไม่มีพระโอรส มิใช่ไม่มีพระโอรสอย่างเดียว
เท่านั้น แม้พระบิดาของพระองค์ก็ไม่มี. บทว่า อโหรตฺตานํ อจฺจเยน

442
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 443 (เล่ม 74)

นิพฺพตฺโต อหเมกโก ความว่า พระศาสดาทรงแสดงว่า โดยวันคืนล่วงไป ๆ
เราเกิดผู้เดียว คือ โดยวันคืนน้อมล่วงไปไม่น้อยเพราะล่วงไปหลายปี เราผู้
เดียวเท่านั้นที่ท้าวสักกะประทานให้แด่พระราชาพระองค์นั้นผู้ไม่มีโอรส เรา
เที่ยวแสวงหาโพธิญาณ ในกาลนั้นได้เกิดเป็นโอรสของพระราชา.
ในจริยานั้นมีเรื่องราวเป็นลำดับดังต่อไปนี้. ในอดีตกาลครั้งพระเจ้า-
กาสีครองราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี. พระองค์มีสนม ๑๖,๐๐๐ นาง.
ในสนมเหล่านั้นไม่ได้บุตรหรือธิดาแม้แต่คนเดียว. ชาวพระนครเกิด
เดือดร้อนว่า พระโอรสแม้องค์เดียวที่จะรักษาราชวงศ์ของพวกเราไม่มีเลย
จึงประชุมกัน ทูลพระราชาว่า ขอพระองค์จงปรารถนาพระโอรสเถิด
พระเจ้าข้า. พระราชาทรงรับสั่งกะสนม ๑๖,๐๐๐ นางว่า พวกเจ้าจงปรารถนา
บุตรเถิด. พวกสนมเหล่านั้นทำการบวงสรวงพระจันทร์เป็นต้น แม้ปรารถนา
ก็ไม่ได้บุตร. ฝ่ายพระจันทาเทวี พระธิดาของพระเจ้ามัททราชอัครมเหสี
ของพระราชานั้น พระนางสมบูรณ์ด้วยศีล. พระราชาตรัสว่า แม้เธอก็จง
ปรารถนาโอรสเถิด. ในวันเพ็ญพระนางรักษาอุโบสถระลึกถึงศีลของตน
ทรงตั้งสัจจกิริยาว่า หากเรามีศีลไม่ขาด ด้วยสัจจะของเรานี้ขอให้โอรส
เกิดเถิด. ด้วยเดชแห่งศีลของนางนั้น อาสนะของท้าวสักกะแสดงอาการ
ร้อน. ท้าวสักกะทรงรำพึงก็ทรงทราบเหตุนั้น จึงดำริว่า. เราจักอนุเคราะห์
นางจันทาเทวีให้ได้โอรส ทรงใคร่ครวญถึงโอรสผู้สมควรแก่พระเทวีนั้น
ทรงเห็นพระโพธิสัตว์ผู้ประสงค์จะอุบัติในดาวดึงสพิภพดำรงอยู่บนดาวดึงส-

443