อาโลกสนฺธึ ทิวสํ คือจงทำหน้าต่างบานเดียวให้เสร็จในวันเดียว. นัยว่า
เทพบุตรนั้นเมื่อครั้งศาสนาพระกัสสปพุทธเจ้า อาศัยคชังคลนคร เป็นพระ-
สังฆเถระ ผู้ดูแลวัดในมหาวิหารประมาณโยชน์หนึ่ง กระทำการก่อสร้างใน
วิหารได้รับทุกข์อย่างมาก ท่านกล่าวหมายถึงพระสังฆเถระนั้น. บทว่า
ปาสสเตหิ คือหลายบ่วง. บทว่า ฉมฺหิ ได้แก่ ในที่ ๖ แห่ง คือ ที่เท้า ๔
ที่คอ ๑ ที่ส่วนเอว ๑. บทว่า ตุตฺเตหิ คือไม้ด้ามยาวมีหนามสองข้าง.
บทว่า ปาจเนหิ คือปฏักสั้นหรือหอก. บทว่า อลกฺกมาลี ได้แก่ดอกรัก
คือประกอบด้วยมาลัยดอกรักที่หมองู คล้องไว้ที่คอ. บทว่า ติปุกณฺณปิฏฺโฐ
คือหลังหูประดับด้วยดีบุก. บทว่า ลฏฺฐิหโต คือหมองู สอนวานรให้เล่น
กับงู ถูกเฆี่ยนด้วยไม้เรียว. ฤาษีเหล่านั้นเกลียดการบริโภคกาม การอยู่
ครองเรือน และทุกข์ที่ตนได้รับทั้งหมด จึงกล่าวแช่งอย่างนั้นๆ.
ลำดับนั้นพระโพธิสัตว์ดำริว่า เมื่อดาบสเหล่านี้ทำการแช่ง. แม้เรา
ก็ควรทำบ้าง. เมื่อจะทำการแช่ง จึงกล่าวคาถานี้ว่า :-
ผู้ใดแลกล่าวสิ่งที่ไม่สูญหายว่าสูญหาย ผู้
นั้นจงได้และจงบริโภคกามทั้งหลาย หรือว่า
ข้าแต่เทวะผู้เจริญทั้งหลาย ผู้ใดไม่เคลือบ-
แคลงอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้นั้นจงเข้าถึงมรณะ
ในท่ามกลางเรือนเถิด.