ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 424 (เล่ม 74)

อาโลกสนฺธึ ทิวสํ คือจงทำหน้าต่างบานเดียวให้เสร็จในวันเดียว. นัยว่า
เทพบุตรนั้นเมื่อครั้งศาสนาพระกัสสปพุทธเจ้า อาศัยคชังคลนคร เป็นพระ-
สังฆเถระ ผู้ดูแลวัดในมหาวิหารประมาณโยชน์หนึ่ง กระทำการก่อสร้างใน
วิหารได้รับทุกข์อย่างมาก ท่านกล่าวหมายถึงพระสังฆเถระนั้น. บทว่า
ปาสสเตหิ คือหลายบ่วง. บทว่า ฉมฺหิ ได้แก่ ในที่ ๖ แห่ง คือ ที่เท้า ๔
ที่คอ ๑ ที่ส่วนเอว ๑. บทว่า ตุตฺเตหิ คือไม้ด้ามยาวมีหนามสองข้าง.
บทว่า ปาจเนหิ คือปฏักสั้นหรือหอก. บทว่า อลกฺกมาลี ได้แก่ดอกรัก
คือประกอบด้วยมาลัยดอกรักที่หมองู คล้องไว้ที่คอ. บทว่า ติปุกณฺณปิฏฺโฐ
คือหลังหูประดับด้วยดีบุก. บทว่า ลฏฺฐิหโต คือหมองู สอนวานรให้เล่น
กับงู ถูกเฆี่ยนด้วยไม้เรียว. ฤาษีเหล่านั้นเกลียดการบริโภคกาม การอยู่
ครองเรือน และทุกข์ที่ตนได้รับทั้งหมด จึงกล่าวแช่งอย่างนั้นๆ.
ลำดับนั้นพระโพธิสัตว์ดำริว่า เมื่อดาบสเหล่านี้ทำการแช่ง. แม้เรา
ก็ควรทำบ้าง. เมื่อจะทำการแช่ง จึงกล่าวคาถานี้ว่า :-
ผู้ใดแลกล่าวสิ่งที่ไม่สูญหายว่าสูญหาย ผู้
นั้นจงได้และจงบริโภคกามทั้งหลาย หรือว่า
ข้าแต่เทวะผู้เจริญทั้งหลาย ผู้ใดไม่เคลือบ-
แคลงอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้นั้นจงเข้าถึงมรณะ
ในท่ามกลางเรือนเถิด.

424
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 425 (เล่ม 74)

ในบทเหล่านั้น บทว่า โภนฺโต คือผู้เจริญทั้งหลาย. บทว่า สงกติ
คือย่อมไม่สงสัย. บทว่า กญฺจิ คืออย่างใดอย่างหนึ่ง.
ลำดับนั้นท้าวสักกะทรงทราบว่า ฤาษีทั้งหมดเหล่านี้ไม่มีความเพ่งใน
กามทั้งหลาย จึงทรงสลดพระทัย เมื่อจะทรงแสดงว่า บรรดาฤาษีเหล่านั้น
แม้ผู้ใดผู้หนึ่ง ก็มิได้นำเง่าบัวไป. แม้ท่านก็มิได้กล่าวถึงสิ่งที่ไม่สูญหายว่า
หาย. ที่แท้ข้าพเจ้าประสงค์จะทดลองพวกท่านจึงทำให้หายไปดังนี้ จึงกล่าว
คาถาสุดท้ายว่า :-
ข้าพเจ้าเมื่อจะทดลอง จึงถือเอาเง่าบัว
ของฤาษีที่ฝั่งแม่น้ำ แล้วเก็บไว้บนบก. ฤาษี
ทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่ลามก ย่อมอาศัยอยู่.
ท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ นี่เง่าบัวของท่าน.
พระโพธิสัตว์ได้สดับดังนั้น จึงต่อว่าท้าวสักกะว่า :-
ท่านเทวราชผู้เป็นท่าวสหัสนัยน์ พวก
อาตมาไม่ใช่นักฟ้อนรำของท่าน ไม่ใช่ผู้ควร
จะฟังเล่นของท่าน ไม่ใช่ญาติของท่าน ไม่ใช่
สหายของท่าน ที่พึงทำการรื่นเริง ท่านอาศัย
ใครจึงเล่นกับพวกฤาษี.

425
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 426 (เล่ม 74)

ลำดับนั้นท้าวสักกะทรงขอให้ฤาษีนั้นยกโทษให้ด้วยพระดำรัสว่า :-
ข้าแต่ท่านผู้เป็นดังพรหม ท่านเป็น
อาจารย์ของข้าพเจ้า และเป็นบิดาของข้าพเจ้า
เงาเท้าของท่านนี้จงเป็นที่พึ่งแห่งความผิดพลาด
ของข้าพเจ้า ท่านผู้มีปัญญาดุจแผ่นดิน ขอ
ท่านจงอดโทษสักครั้งเถิด บัณฑิตทั้งหลาย
ย่อมไม่มีความโกรธเป็นกำลัง.
พระมหาสัตว์ได้ยกโทษให้แก่ท้าวสักกเทวราชแล้ว ตนเองเมื่อจะยัง
หมู่ฤาษีให้ยกโทษให้ จึงกล่าวว่า :-
การอยู่ในป่าของพวกฤาษี แม้คืนเดียว
เป็นการอยู่ที่ดี พวกเราได้เห็นท้าววาสวะภูต-
บดี. ท่านผู้เจริญทั้งหลายจงดีใจเถิด เพราะ
พราหมณ์ใดได้เง่าบัวคืนแล้ว.
ในบทเหล่านั้น บทว่า น เต นฏา ความว่า ท่านเทวราช พวก
อาตมามิใช่นักฟ้อนรำของท่าน หรือมิใช่ผู้อันใคร ๆ จะพึงล้อเล่น มิใช่
ญาติของท่าน มิใช่สหายของท่าน ที่ควรทำการร่าเริง. เมื่อเป็นเช่นนั้น
ท่านอาศัยใคร คือใครเป็นผู้อุปถัมภ์ อธิบายว่า ท่านเล่นกับพวกฤาษีเพราะ

426
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 427 (เล่ม 74)

อาศัยอะไร. บทว่า เอสา ปติฏฺฐา คือเงาเท้าของท่านนี้จงเป็นที่พึ่งแห่ง
ความผิดพลาดของข้าพเจ้าในวันนี้เถิด. บทว่า สุวาสิตํ ความว่า การอยู่ใน
ป่านี้แม้เพียงคนเดียวของพวกฤาษี เป็นการอยู่ดีแล้ว เพราะเหตุไร ? เพราะ
พวกเราได้เห็นท้าววาสวะภูตบดี หากว่าพวกเราอยู่ในนคร พวกเราก็จะไม่
เห็นท้าววาสวะนี้. บทว่า โภนฺโต คือท่านผู้เจริญทั้งหลาย. แม้ทั้งหมด
จงดีใจ คือจงยินดี จงยกโทษให้แก่ท้าวสักกเทวราชเถิด เพราะเหตุไร ?
เพราะอาจารย์ของเราได้เง่าบัวแล้ว ท้าวสักกะทรงไหว้หมู่ฤาษีแล้วกลับสู่
เทวโลก. แม้หมู่ฤาษียังฌานและอภิญญาให้เกิด แล้วได้ไปสู่พรหมโลก.
น้องชายทั้ง ๖ คน มีอุปกัญจนะเป็นต้น ในครั้งนั้น ได้เป็นพระ-
สารีบุตร พระโมคคัลลานะ พระมหากัสสปะ พระอนุรุทธะ และพระ-
อานนทเถระ ในครั้งนี้. น้องสาว คือนางอุบลวรรณา. ทาสี คือนางขุช-
ชุตตรา. ทาส คือจิตตคฤหบดี. รุกขเทวดา คือสาตาถิระ. ช้าง คือช้าง
ปาลิไลยยะ. วานร คือมธุวาสิฏฐะ. ท้าวสักกะ คือกาฬุทายี. มหากัญจน-
ดาบส คือพระโลกนาถ.
แม้ในจริยานี้ ก็พึงเจาะจงกล่าวถึงบารมี ๑๐ ของพระโพธิสัตว์โดย
นัยดังที่กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. อนึ่ง พึงประกาศคุณานุภาพมีความไม่
คำนึงถึงในกามทั้งหลายเป็นต้น ส่วนเดียวเท่านั้น ด้วยประการฉะนี้.
จบ อรรถกถาภิงสจริยาที่ ๔

427
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 428 (เล่ม 74)

๕. โสณนันทปัณฑิตจริยา
ว่าด้วยจริยาวัตรของโสณนันทบัณฑิต
[๒๕] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเกิดในตระกูล
มหาศาลอันประเสริฐสุด อยู่ในพระนครพรหม-
วัทธนะ ในกาลนั้น เราเห็นสัตวโลกเป็นผู้ถูก
ความมืดครอบงำ จิตของเราเบื่อหน่ายจากภพ
เหมือนช้างถูกสับด้วยของด้วยกำลัง ฉะนั้นเรา
เห็นความลามกต่าง ๆ หลายอย่าง จึงคิดอย่างนี้
ในกาลนั้นว่า เมื่อไร เราจึงจะออกไปจากเรือน
แล้วเข้าป่าได้ แม้ในกาลนั้น พวกญาติก็เชื้อ
เชิญเราด้วยกามโภคะทั้งหลาย เราได้บอก
ความพอใจแม้แก่เขาเหล่านั้นว่า อย่าเชื้อเชิญ
เราด้วยสิ่งเหล่านั้นเลย น้องชายของเราเป็น
บัณฑิตชื่อว่า นันทะ แม้เขาก็ศึกษาตามเราชอบ
ใจบรรพชา แม้ในกาลนั้น เราคือโสณบัณฑิต
นันทบัณฑิต และมารดาบิดาทั้งสองของเราก็
ละทิ้งโภคสมบัติทั้งหลาย แล้วเข้าป่าใหญ่
ฉะนี้แล.
จบ โสณนันทปัณฑิตจริยาที่ ๕

428
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 429 (เล่ม 74)

อรรถกถาโสณนันทปัณฑิตจริยาที่ ๕
พึงทราบวินิจฉัยในโสณนันทปัณทิตจริยาที่ ๕ ดังต่อไปนี้. บทว่า นคเร
พฺรหฺมวฑฺฒเน คือในนครชื่อว่าพรหมวัทธนะ. บทว่า กุลวเร คือในตระกูล
เลิศ. บทว่า เสฏฺเฐ คือน่าสรรเสริญที่สุด. บทว่า มหาสาเล คือมหาศาล.
บทว่า อชายหํ คือเราได้เกิดแล้ว ท่านอธิบายไว้ว่า ในกาลนั้น เราได้
เกิดในกรุงพาราณสีอันได้ชื่อว่าพรหมวัทธนะ. ได้เกิดในตระกูลพราหมณ์
มหาศาล เพราะมีสมบัติถึง ๘๐ โกฏิ เป็นผู้เลิศโดยความเป็นผู้สูงด้วยเป็น
อภิชาตบุตร เป็นผู้ประเสริฐโดยความเป็นผู้มีวิชา.
ได้ยินว่า ในกาลนั้น พระมหาสัตว์ จุติจากพรหมโลกบังเกิด
เป็นบุตรของพราหมณ์มหาศาลคนหนึ่งมีสมบัติ ๘๐ โกฏิ ในพรหมวัทธน-
นคร. ในวันตั้งชื่อกุมารนั้นมารดาบิดาตั้งชื่อว่า โสณกุมาร. ครั้นโสณกุมาร
นั้นเดินได้ สัตว์อื่นจุติจากพรหมโลกได้ถือปฏิสนธิในครรภ์ของมารดาพระ-
โพธิสัตว์ชื่อว่า นันทกุมาร. มารดาบิดาเห็นรูปสมบัติของบุตรทั้งสอง ผู้
เจริญวัยเรียนพระเวท สำเร็จศิลปะทุกอย่าง ยินดีร่าเริงคิดว่า จักผูกพันให้
อยู่ครองเรือน ได้กล่าวกะโสณกุมารก่อนว่า ลูกรักพ่อแม่จักนำทาริกาจาก
ตระกูลที่สมควรมาให้ลูก. ลูกจงปกครองสมบัติเถิด.
พระมหาสัตว์กล่าวว่า ลูกไม่ต้องการอยู่ครองเรือน. ลูกจะปฏิบัติ
พ่อแม่ตลอดชีวิต เมื่อพ่อแม่ล่วงลับแล้วลูกจักบวช. เพราะในกาลนั้น ภพแม้

429
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 430 (เล่ม 74)

ทั้งสามได้ปรากฏแก่พระมหาสัตว์ดุจเรือนถูกไฟไหม้ และดุจอยู่ในหลุมถ่าน
เพลิง. อนึ่งโดยความพิเศษอย่างยิ่ง พระมหาสัตว์มีอัธยาศัยในเนกขัมมะ
ได้น้อมใจไปในการบวช. มารดาบิดาไม่ทราบความประสงค์ของพระมหาสัตว์
แม้กล่าวอยู่บ่อย ๆ ก็มิได้ทำใจของพระโพธิสัตว์นั้นให้เห็นดีงามได้ จึงเรียก
นันทกุมารมากล่าวว่า ลูกรักถ้าเช่นนั้นลูกจงปกครองทรัพย์สมบัติเถิด แม้
นันทกุมารก็กล่าวว่า ลูกไม่เอาศีรษะรับน้ำลายที่พี่ชายของลูกถ่มทิ้งไว้. แม้
ลูกก็จะบวชกับพี่ชาย เมื่อพ่อแม่ล่วงลับไป. มารดาบิดาจึงคิดว่า คนหนุ่ม ๆ
เหล่านี้ยังจะละกามทั้งหลายอย่างนี้ได้. ก็เราทำไมจะละไม่ได้เล่า ด้วยเหตุนั้น
เราทั้งหมดจักบวช. จึงกล่าวว่า ลูกรักประโยชน์อะไรของพวกลูกที่จะบวช
ต่อเมื่อพ่อแม่ล่วงลับไป. พ่อแม่จักบวชพร้อมกับลูกด้วย แล้วให้สิ่งที่ควรให้
แก่พวกญาติ ทำทาสให้เป็นไททูลแด่พระราชา สละทรัพย์ทั้งหมดบริจาค
มหาทาน ชนทั้ง ๔ ออกจากพรหมวัทธนนครอาศัยสระใหญ่ดารดาษด้วย
บัวหลวงบัวขาวในหิมวันตประเทศสร้างอาศรมในราวป่าน่ารื่นรมย์ พากัน
บวชอยู่ ณ ที่นั้น. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
ตทาปิ โลกํ ทิสฺวาน ฯลฯ ปาริสิมฺห มหาวนํ.
คำแปลปรากฏแล้วในบาลีแปลข้างต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ตทาปิ คือในครั้งเราได้เป็นพราหมณกุมารชื่อว่า
โสณะ ในพรหมวัทธน นคร. บทว่า โลกํ ทิสฺวาน คือเห็นสัตวโลกแม้ทั้งสิ้น
ด้วยปัญญาจักษุ. บทว่า อนฺธีภูตํ คือถึงความมิดด้วยปราศจากปัญญาจักษุ.

430
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 431 (เล่ม 74)

บทว่า ตโมตฺถฏํ คือถูกความมืดครอบงำ. บทว่า จิตฺตํ ภวโต ปติกุฏติ คือ
จิตของเราเบื่อหน่ายหดหู่ ท้อแท้จากภพมีกามภพเป็นต้น ด้วยพิจารณาวัตถุให้
เกิดสังเวชมิชาติเป็นต้น. บทว่า ตุตฺตเวคหตํ วิย เหมือนช้างถูสับด้วยขอ
ด้วยกำลัง หัวมีหนามเหล็กเรียกว่า ตุตฺตะ ไม้ยาวเรียกว่า ปโตทะ. ช้าง
อาชาไนยถูกสับด้วยขอนั้นด้วยกำลัง เป็นผู้ถึงความสลดใจ ฉันใด จิตของเรา
ถึงความสลดด้วยการพิจารณาโทษของกาม ฉันนั้น. ท่านแสดงไว้ดังนี้.
บทว่า ทิสฺวาน วิวิธํ ปาปํ เราเห็นความลามกหลาย ๆ อย่าง คือ
เราเห็นความลามกของสัตว์เหล่านั้น ผู้มีกรรมลามกมีปาณาติบาตเป็นต้น
และนิมิตของกรรมลามกนั้นหลาย ๆ อย่าง ที่ผู้ครองเรือนทั้งหลายกระทำด้วย
อำนาจอคติมีฉันทาคติ และโทสาคติเป็นต้น อันเป็นนิมิตของผู้ครองเรือน.
บทว่า เอวํ จินฺเตสหํ ตทา คือเราจึงคิดในขณะที่เป็นโสณกุมารอย่างนี้ว่า
เมื่อไรหนอเราจึงจะตัดความผูกพันในเรือน ดุจช้างใหญ่ตัดเครื่องผูกทำด้วย
เหล็กได้ฉะนั้น แล้วเข้าป่าด้วยการออกจากเรือน. บทว่า ตทาปิมํ นิมนฺตึสุ
แม้ในกาลนั้นพวกญาติเชื้อเชิญเรา คือ มิใช่ในขณะที่เราเป็นอโยฆรบัณฑิต
อย่างเดียวเท่านั้น. ที่จริงแล้ว แม้ในขณะที่เราเป็นโสณกุมารนั้น ญาติทั้ง
หลายมีมารดาบิดาเป็นต้น ผู้บริโภคกาม ผู้มีอัธยาศัยในกาม เชื้อเชิญเรา
ด้วยโภคะอันมากมายว่า ลูกเอ๋ย ลูกจงมาปกครองทรัพย์สมบัติ ๘๐ โกฏินี้
เถิด. จงดำรงวงศ์ตระกูลเถิด. บทว่า เตสมฺปิ ฉนฺทมาจิกฺขึ คือเราได้บอก
ความพอใจของตนแก่ญาติของเราแม้เหล่านั้นว่า ท่านทั้งหลายอย่าเชื้อเชิญ

431
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 432 (เล่ม 74)

เราด้วยกามโภคะเหล่านั้นเลย. เราได้บอกถึงอัธยาศัยที่น้อมไปในบรรพชา
อธิบายว่า พวกท่านจงปกครองตามอัธยาศัยเถิด. บทว่า โสปิ มํ อนุสิกฺขนฺโต
แม้นันทกุมารนั้นก็ศึกษาตามเรา ความว่า เราพิจารณาถึงโทษในกามทั้ง
หลายมีหลายประการ โดยนัยมีอาทิว่า ชื่อว่ากามทั้งหลายเหล่านี้มีความยินดี
น้อย มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก แล้วศึกษาศีลเป็นต้น ชอบใจการบวช.
แม้นันทบัณฑิตนั้นก็ศึกษาตามเรา ด้วยการออกบวชของเขาอย่างนั้น ย่อม
ชอบใจการบวช. บทว่า อหํ โสโณ จ นนฺโท จ คือในกาลนั้นเราคือ
โสณะ และนันทะน้องชายของเรา. บทว่า อุโภ มาตาปีตา มม คือมารดา
และบิดาของเราเกิดความสลดใจว่า บุตรเหล่านี้ยังละกามทั้งหลายได้แม้ใน
เวลาเป็นหนุ่มอย่างนี้ ก็เราทำไมจะละไม่ได้เล่า. บทว่า โภเค ฉฑฺเฑตฺวา
ความว่า เราทั้ง ๒ คนไม่คำนึงถึงมหาโภคะสมบัติ ๘๐ โกฏิ สละได้ดุจ
ก้อนน้ำลาย เข้าป่าใหญ่ในหิมวันตประเทศ ด้วยอัธยาศัยมุ่งต่อบรรพชา.
ก็ครั้นเข้าไปแล้ว ได้สร้างอาศรมอยู่ ณ ภูมิภาคอันน่ารื่นรมย์นั้นบวช
เป็นดาบสอยู่ ณ ที่นั้น. พี่น้องสองคนบำรุงมารดาบิดา. นันทบัณฑิตคิดว่า
เราจักให้มารดาบิดาบริโภคผลาผลที่เรานำมาเท่านั้น จึงนำผลาผลที่เหลือเมื่อ
วานนี้และในที่ที่ตนหาอาหารในวันก่อน ๆ มาแต่เช้าตรู่ให้มารดาบิดาบริโภค.
มารดาบิดาบริโภคผลาผลเหล่านั้นแล้วบ้วนปากรักษาอุโบสถ. ส่วนโสณบัณฑิต
ไปไกลหน่อยนำผลไม้ที่สุกดีแล้ว มีรสเอร็ดอร่อยน้อมเข้าไปให้มารดาบิดา.

432
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 433 (เล่ม 74)

ลำดับนั้น มารดาบิดากล่าวกะโสณบัณฑิตว่า ลูกเอ๋ย เราบริโภคผลาผล
ที่น้องนำมาแล้วจึงรักษาอุโบสถ. บัดนี้เราไม่ต้องการแล้ว. ผลาผลของนันท-
บัณฑิตนั้น ไม่ได้บริโภคจึงเสีย แม้ในวันรุ่งขึ้น ก็อย่างนั้นเหมือนกัน ด้วย
ประการอย่างนี้ นันทบัณฑิตจึงไปไกลนำมาเพราะได้อภิญญา ๕. แต่มารดา
บิดาก็ยังไม่บริโภค.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ดำริว่า มารดาบิดาเป็นคนแบบบาง. ก็นันทะ
นำผลาผลดิบบ้าง สุกไม่ดีบ้าง มาให้มารดาบิดาบริโภค. เมื่อเป็นเช่นนั้น
มารดาบิดาจักอยู่ได้ไม่นาน. เราจักห้ามนันทะนั้น. จึงเรียกนันทะมากล่าว
ว่า ดูก่อนนันทะ ตั้งแต่นี้ไปน้องจะนำผลาผลมา จงรอให้พี่กลับก่อน เราจัก
ให้มารดาบิดาบริโภคร่วมกัน. แม้เมื่อโสณบัณฑิตกล่าวอย่างนี้แล้ว นันท-
บัณฑิตหวังได้บุญจึงไม่ทำตาม. พระมหาสัตว์ปรบมือไล่นันทบัณฑิตผู้มาบำรุง
มารดาบิดากล่าวว่า น้องไม่ทำตามคำของบัณฑิต พี่เป็นพี่. มารดาบิดาเป็น
ภาระของพี่เอง พี่จักบำรุงมารดาบิดาเอง น้องจงไปจากที่นี้ไปอยู่เสียที่อื่น.
นันทบัณฑิตถูกพี่ชายไล่ไม่อาจอยู่ในที่นั้นได้ จึงไหว้พระโพธิสัตว์
แล้วบอกเรื่องราวแก่มารดาบิดาเข้าไปยังบรรณศาลาของตน เพ่งกสิณในวัน
นั้นเอง ยังสมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕ ให้เกิด แล้วคิดว่า เราจักนำทรายรัตนะ
มาจากเชิงเขาสิเนรุ เกลี่ยบริเวณบรรณศาลาของพี่ชายของเราแล้วขอขมา
หรือว่านำน้ำมาจากสระอโนดาตแล้วจึงขอขมา. หรืออีกอย่างหนึ่งพี่ชายของ
เราพึงยกโทษให้ด้วยอำนาจแห่งเทวดา เราจักนำมหาราช และท้าวสักก-

433