ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 414 (เล่ม 74)

เอเตสํ ปุพฺพโช อาสึ หิริสุกฺกมุปาคโต
ฯ ล ฯ
มาตาปิตา เอวมาหุ สพฺเพว ปพฺพชาม โภ.
มีคำแปลปรากฏแล้วในตอนต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า เอเตสํ ปุพฺพโช อาสึ คือในกาลนั้น
เราเป็นพี่ใหญ่ของน้องหญิงชาย ๗ คน มีอุปกัญจนะเป็นต้นเหล่านั้น. บทว่า
หิริสุกฺกมุปาคโต ประกอบด้วยหิริและธรรมขาว มีอธิบายว่า เรามีธรรม
งามคือหีริมีลักษณะเกลียดบาป ชื่อว่า เป็นธรรมขาว เพราะมีธรรมขาว
เป็นวิบาก และเพราะชำระสันดานให้บริสุทธิ์. เราเกลียดบาปเป็นอย่างยิ่ง.
บทว่า ภวํ ทิสฺวาน ภยโต , เนกฺขมฺมาภิรโต อหํ เราเห็นภพโดยความ
เป็นภัย จึงยินดีอย่างยิ่งในเนกขัมมะ มีอธิบายว่า เราเห็นภพทั้งหมดมี
กามภพเป็นต้น มีภัยเฉพาะหน้าโดยความเป็นของน่ากลัว ดุจเห็นช้างดุแล่น
มา ดุจเห็นเพชฌฆาตเงื้อมดาบมาเพื่อประหาร ดุจเห็น สีหะ ยักษ์ รากษส
สัตว์มีพิษร้าย อสรพิษ และถ่านเพลิงที่ร้อน แล้วยินดีในบรรพชา เพื่อพ้น
จากนั้น ออกบวชคิดว่า เราพึงบำเพ็ญสัมมาปฏิบัติอันเป็นธรรมจริยา และ
พึงยังฌานและสมาบัติให้เกิดขึ้นได้อย่างไรหนอ ดังนี้จึงยินดีในบรรพชา
กุศลธรรมและปฐมฌานเป็นต้น ในกาลนั้น. บทว่า ปหิตา คืออันมารดา-
บิดาส่งมา. บทว่า เอกมานสา พวกสหายร่วมใจ คือพวกสหายที่มีอัธยาศัย

414
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 415 (เล่ม 74)

เสมอกัน มีความพอใจเป็นอันเดียวกัน มีความประพฤติเป็นที่พอใจกับเรา
มาก่อน กล่าวคำน่าเกลียด ไม่เป็นที่พอใจพระมารดาบิดาส่งมา. บทว่า
กาเมหิ มํ นิมนฺเตนฺติ คือมีใจร่วมกันกับมารดาบิดาเชื้อเชิญเราด้วยกาม
ทั้งหลาย. บทว่า กุลวํสํ ธาเรหิ เชื้อเชิญท่านดำรงวงศ์ตระกูล มีอธิบายว่า
พวกเขาเชื้อเชิญเราว่า ขอให้ท่านอยู่ครองเรือนดำรงวงศ์ตระกูลของตนเถิด.
บทว่า ยํ เตสํ วจนํ วุตฺตํ คือคำใดที่สหายที่รักของเราเหล่านั้น
กล่าวแล้ว. บทว่า คิหิธมฺเม สุขาวหํ ความว่า เป็นเครื่องนำสุขมาให้ใน
ธรรมของคฤหัสถ์ คือ เมื่อความเป็นคฤหัสถ์มีอยู่ ชื่อว่า จะนำสุขมาให้ เพราะ
นำความสุข อันเป็นไปในปัจจุบันและเป็นไปในภพหน้ามาให้ เพราะบุรุษ
ผู้ตั้งอยู่ในความเป็นคฤหัสถ์ เป็นผู้ปฏิบัติตามระเบียบที่ถูกต้อง. บทว่า ตํ
เม อโหสิ กฐินํ คำนั้นเป็นเหมือนคำหยาบ คือคำของพวกสหายของเรา
เหล่านั้น และของมารดาบิดา เป็นเหมือนคำหยาบ ดุจเผาที่หูทั้งสองข้าง
เช่นเดียวกับผาลอันร้อนตลอดวัน เพราะไม่เป็นที่พอใจของเรา เพราะเรา
ยินดียิ่งแล้วในการบวชโดยส่วนเดียวเท่านั้น. บทว่า เต มํ ตทา อุกฺขิปนฺตํ
ความว่า สหายของเราเหล่านั้นได้ถามเราผู้ซัดไป ทิ้งไป ห้ามไป ซึ่งกาม
ทั้งหลาย ที่มารดาบิดานำเข้าไปหลายครั้งด้วยการเชื้อเชิญตน. บทว่า ปตฺถิตํ
มม ความว่า ความปรารถนาด้วยกามนี้หรือจะบริสุทธิ์กว่าการบรรพชานี้
ด้วยเหตุนั้นพวกสหายจึงถามถึงความปรารถนานั้นของเรา ซึ่งเราปรารถนา
แล้วว่า ท่านปรารถนาอะไรเล่าเพื่อน ถ้าท่านไม่บริโภคกาม. บทว่า อตฺถ-

415
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 416 (เล่ม 74)

กาโม คือผู้ใคร่ประโยชน์ตน อธิบายว่า กลัวบาป. บาลีว่า อตฺตกาโม บ้าง.
บทว่า หิเตสินํ คือสหายที่รักผู้แสวงหาประโยชน์ให้แก่เรา. อาจารย์บ้าง
พวกกล่าวว่า อตฺถกามหิเตสินํ คือผู้ใคร่ประโยชน์และแสวงหาประโยชน์
บทนั้นไม่ดี. บทว่า ปิตุํ มาตุญฺจ สาวยุํ ความว่า สหายของเราเหล่านั้น
รู้ความพอใจในบรรพชาของเราไม่เปลี่ยนแปลง จึงบอกคำของเราอันแสดง
ถึงความใคร่จะบรรพชาแก่บิดาและมารดา ได้กล่าวว่า พ่อแม่ทั้งหลายท่านจง
รู้เถิด มหากาญจนกุมารจักบวช โดยส่วนเดียวเท่านั้น. มหากาญจนกุมารนั้น
ใคร ๆ ไม่สามารถจะนำเข้าไปในกามทั้งหลายด้วยอุบายไร ๆ ได้. บทว่า
มาตาปิตา เอวมาหุ ความว่า ในกาลนั้นมารดาบิดาของเรา ฟังคำของเรา
ที่พวกสหายของเราบอก จึงกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ พวกเราทั้งหมดจะ
บวชบ้าง. ผิว่า มหากาญจนกุมารชอบใจการบวช. แม้พวกเราก็ชอบใจสิ่ง
ที่ลูกเราชอบ. เพราะฉะนั้น เราทั้งหมดก็จะบวช. บทว่า โภ เป็นคำเรียก
พราหมณ์เหล่านั้น. ปาฐะว่า ปพฺพชาม โข บ้าง ความว่า เราจะบวช
เหมือนกัน. น้องชาย ๖ มีอุปกัญจนะเป็นต้น และน้องสาวกัญจนเทวี รู้
ความพอใจในบรรพชาของพระมหาสัตว์ ได้ประสงค์จะบวชเหมือนกัน. ด้วย
เหตุนั้น แม้ชนเหล่านั้นอันมารดาเชื้อเชิญให้อยู่ครองเรือนก็ไม่ปรารถนา.
เพราะฉะนั้น จึงกล่าวอย่างนี้ว่า เราทั้งหมดก็จะบวชเหมือนกันนะท่าน
พราหมณ์ทั้งหลาย.
ก็และครั้นสหายทั้งหลายกล่าวอย่างนี้แล้ว มารดาบิดาจึงเรียกพระ-

416
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 417 (เล่ม 74)

มหาสัตว์แจ้งความประสงค์แม้ของตน ๆ แก่พระมหาสัตว์แล้วกล่าวว่า ลูกรัก
ถ้าลูกประสงค์จะบวชให้ได้ ลูกจงสละทรัพย์ ๘๐ โกฏิอันเป็นของลูกตาม
สบายเถิด. ลำดับนั้น พระมหาบุรุษบริจาคทรัพย์นั้นแก่คนยากจน และคน
เดินทางเป็นต้น แล้วออกบวชเข้าไปยังหิมวันตประเทศ. มารดาบิดา น้อง
ชาย ๖ น้องหญิง ๑ ทาส ๑ ทาสี ๑ และสหาย ๑ ละฆราวาสได้ไปกับ
พระมหาสัตว์นั้น. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
มารดาบิดาทั้งสอง และน้องหญิงชายทั้ง
๗ ของเรา สละทรัพย์นับไม่ถ้วน เข้าไปยัง
ป่าใหญ่.
แต่ในอรรถกถาชาดกท่านกล่าวไว้ว่า เมื่อมารดาบิดาถึงแก่กรรม
พระมหาสัตว์ทำกิจที่ควรทำแก่มารดาบิดาเหล่านั้น แล้วจึงออกบวช.
ก็ครั้นชนเหล่านั้นมีพระโพธิสัตว์เป็นประมุข เข้าไปยังหิมวันตประ-
เทศอย่างนั้นแล้ว จึงอาศัยสระปทุมสระหนึ่ง สร้างอาศรมในภูมิภาคอัน
น่ารื่นรมย์ บวชแล้ว ยังชีวิตให้เป็นไปด้วยอาหารอันเป็นรากไม้และผลไม้
ในป่า. บรรดานักบวชเหล่านั้น ชน ๘ คนมีอุปกัญจนะเป็นต้น ผลัดเวร
กันหาผลไม้ แบ่งส่วนของตนและคนนอกนั้นไว้บนแผ่นหินแผ่นหนึ่ง ให้
สัญญาระฆัง ถือเอาส่วนของตน ๆ. เข้าไปยังที่อยู่. แม้พวกที่เหลือก็ออกจาก

417
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 418 (เล่ม 74)

บรรณศาลาด้วยสัญญาณระฆัง ถือเอาส่วนที่ถึงของตน ๆ ไปยังที่อยู่บริโภค
แล้วบำเพ็ญสมณธรรม.
ครั้นต่อมาได้นำเอาเง่าบัวมาบริโภคเหมือนอย่างนั้น. ฤาษีเหล่านั้น
มีความเพียรกล้า มีอินทรีย์มั่นคงอย่างยิ่ง กระทำกสิณบริกรรมอยู่ ณ ที่นั้น.
ลำดับนั้น ด้วยเดชแห่งศีลของฤาษีเหล่านั้น ภพของท้าวสักกะหวั่นไหว
ท้าวสักกะทราบเหตุนั้นทรงดำริว่า จักทดลองฤาษีเหล่านี้ ด้วยอานุภาพของ
ตนจึงทำให้ส่วนของพระมหาสัตว์หายไปตลอด ๓. วัน. ในวันแรกพระมหา-
สัตว์ไม่เห็นส่วนของตน คิดว่า คงจะลืมส่วนของเรา. ในวันที่ ๒ คิดว่า
เราจะมีความผิดกระมัง. ไม่ตั้งส่วนของเราคงจะไล่เรากระมัง. ในวันที่ ๓
คิดว่า เราจักฟังเหตุการณ์นั้นแล้วจักให้ขอขมา จึงให้สัญญาณระฆังในเวลา
เย็น เมื่อฤาษีทั้งหมดประชุมกันด้วยสัญญาณนั้น จึงบอกเรื่องนั้นให้ทราบ
ครั้นฟังว่า ฤาษีเหล่านั้นได้แบ่งส่วนไว้ให้ทั้ง ๓ วัน จึงกล่าวว่า พวกท่าน
แบ่งส่วนไว้ให้เรา แต่เราไม่ได้ มันเรื่องอะไรกัน ? ฤาษีทั้งหมดฟังดังนั้น
ก็ได้ถึงความสังเวช.
ณ อาศรมนั้นแม้รุกขเทวดาก็ลงมาจากภพของตน นั่งในสำนักของ
ฤาษีเหล่านั้น. ช้างเชือกหนึ่งหนีจากเงื้อมมือของพวกมนุษย์เข้าป่า วานร
ตัวหนึ่งหนีจากเงื้อมมือของหมองูพ้นแล้ว เพราะจะให้เล่นกับงู ได้ทำความ
สนิทสนมกับฤาษีเหล่านั้น ในกาลนั้นก็ได้ไปหาฤาษีเหล่านั้น ได้ยืนอยู่ ณ
ส่วนข้างหนึ่ง. ในขณะนั้น อุปกัญจนดาบสน้องของพระโพธิสัตว์ ลุกขึ้น

418
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 419 (เล่ม 74)

ไหว้พระโพธิสัตว์ แล้วแสดงความเคารพพวกที่เหลือ ถามขึ้นว่า ข้าพเจ้า
เริ่มตั้งสัญญาณแล้วจะได้เพื่อยังตนให้บริสุทธิ์หรือ เมื่อฤาษีเหล่านั้นกล่าวว่า
ได้ซิ จึงยืนขึ้นในท่ามกลางหมู่ฤาษี เมื่อจะทำการแช่ง จึงได้กล่าวคาถานี้
ว่า :-
ท่านพราหมณ์ผู้ใดได้ลักเง่าบัวของท่านไป
ผู้นั้นจงได้ม้า โค ทอง เงิน ภริยาและสิ่งพอใจ
ณ ที่นี้ จงพรั่งพร้อมด้วยบุตรและภริยาเถิด.
เพราะอุปกัญจนดาบสนั้น ตำหนิวัตถุกามว่า ความทุกข์ทั้งหลาย
ย่อมเกิดขึ้น ในเพราะการพลัดพรากจากวัตถุอันเป็นที่รัก จึงกล่าวคาถานี้.
หมู่ฤาษีได้ฟังดังนั้น จึงปิดหูด้วยกล่าวว่า ท่านผู้นิรทุกข์ท่านอย่า
กล่าวอย่างนั้น. คำแช่งของท่านหนักเกินไป. แม้พระโพธิสัตว์ก็กล่าวว่า
คำแช่งของท่านหนักเกินไป. อย่าถือเอาเลยพ่อคุณ. นั่งลงเถิด. แม้ฤาษีที่
เหลือก็ทำการแช่ง ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ตามลำดับว่า :-
ท่านพราหมณ์ ผู้ใดได้ลักเง่าบัวของท่าน
ไป ผู้นั้นจงทรงไว้ซึ่งมาลัยและจันทน์แดง จาก
แคว้นกาสี. สมบัติเป็นอันมากจงมีแก่บุตร.
จงทำความเพ่งอย่างแรงกล้าในกามทั้งหลาย.

419
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 420 (เล่ม 74)

ท่านพราหมณ์ ผู้ใดได้ลักเง่าบัวของท่าน
ผู้นั้นจงมีข้าวเปลือกมาก สมบูรณ์ด้วยกสิกรรม
มียศ จงได้บุตร จงเป็นคฤหัสถ์ จงมีทรัพย์
จงได้สิ่งที่ปรารถนาทุกอย่าง ไม่เห็นความเสื่อม
จงครองเรือน.
ท่านพราหมณ์ ผู้ใดได้ลักเง่าบัวของท่าน
ผู้นั้นเป็นกษัตริย์ จงเป็นผู้ทำการข่มขี่ จงเป็น
พระราชายิ่งกว่าพระราชา ทรงพลัง จงมียศ
จงครองแผ่นดินพร้อมด้วยทวีปทั้ง ๔ เป็นที่
สุด.
ท่านพราหมณ์ ผู้ใดได้ลักเง่าบัวของท่าน
ผู้นั้นเป็นพราหมณ์ จงไม่ปราศจากราคะ จง
ขวนขวายในฤกษ์ยาม และในวิถีโคจรของ
นักษัตรผู้เป็นเจ้าแว่นแคว้น มียศ จงบูชาผู้
นั้น.
ท่านพราหมณ์ ผู้ใดได้ลักเง่าบัวของท่าน
โลกทั้งปวง จงสำคัญผู้นั้นว่า ผู้คงแก่เรียน
ผู้มีเวทพร้อมด้วยมนต์ทุกอย่าง ผู้มีตบะ ชั่ว

420
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 421 (เล่ม 74)

ชนบทพิจารณาเห็นแล้ว จงบูชาผู้นั้น.
ท่านพราหมณ์ ผู้ใดได้ลักเง่าบัวของท่าน
ผู้นั้นจงบริโภค บ้านส่วยอันหนาแน่นด้วยสิ่ง
ทั้ง ๔ อันบริบูรณ์พร้อม ที่ท้าววาสวะประทาน
จงไม่ปราศจาราคะ เข้าถึงมรณะ.
ท่านพราหมณ์ ผู้ใดได้ลักเง่าบัวของท่าน
ผู้นั้นเป็นผู้ใหญ่บ้าน จงบันเทิงอยู่ด้วยการ
ฟ้อนรำ การขับร้องในท่ามกลางสหาย ผู้นั้น
อย่าได้ความเสื่อมเสียไร ๆ จากพระราชา.
ท่านพราหมณ์หญิงใดได้ลักเง่าบัวของท่าน
หญิงนั้น เป็นอัครชายา ทรงชนะหญิงทั่วปฐพี
จงดำรงอยู่ในความเป็นผู้เลิศกว่าหญิง ๑,๐๐๐
จงเป็นผู้ประเสริฐกว่าหญิงทั่วแดน.
ท่านพราหมณ์หญิงใดได้ลักเง่าบัวของท่าน
หญิงนั้น ไม่หวั่นไหว บริโภคของอร่อยใน
ท่ามกลางฤาษีทั้งหลาย ที่ประชุมกันทั้งหมด.
จงเที่ยวอวดด้วยลาภ.

421
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 422 (เล่ม 74)

ท่านพราหมณ์ ผู้ใดได้ลักเง่าบัวของท่าน
ผู้นั้น จงเป็นผู้ดูแลวัด ในมหาวิหาร จงเป็นผู้
ดูแลการก่อสร้าง ในคชังคลนคร จงทำหน้า-
ต่างเสร็จเพียงวันเดียว.
ท่านพราหมณ์ช้างใดได้ลักเง่าบัวของท่าน
ช้างนั้นถูกคล้องด้วยบ่วง ๑๐๐ บ่วงในที่ ๖ แห่ง
จงนำออกจากป่าน่ารื่นรมย์ไปสู่ราชธานี ช้างนั้น
ถูกเบียดเบียนด้วยขอมีด้ามยาว.
ท่านพราหมณ์วานรใดได้ลักเง่าบัวของท่าน
วานรนั้น ประดับดอกรักที่คอ หลังหูประดับ
ด้วยดีบุก ถูกเฆี่ยนด้วยไม้เรียว จงนำเข้าไป
ต่อหน้างู ผูกติดกับผ้าเคียนพุง จงเที่ยวไป
ตลอด.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ติพฺพํ คือจงทำการเพ่งอย่างหนักในวัตถุกาม
และกิเลสกามทั้งหลาย. บทว่า ปุตฺเต คิหี ธนิมา สพฺพกาเม คือ
จงได้บุตร จงเป็นคฤหัสถ์ จงมีทรัพย์ ด้วยทรัพย์ ๗ อย่าง จงได้ความ
ใคร่ทั้งปวงมีรูปเป็นต้น. บทว่า วยํ อปสฺสํ คือแม้ในเวลาแก่ก็ไม่เห็น

422
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 423 (เล่ม 74)

ความเสื่อมของตน จงครองเรือนอันสำเร็จด้วยกามคุณ ๕. บทว่า ราชา-
ภิราชา คือเป็นพระราชายิ่งในระหว่างพระราชาทั้งหลาย. บทว่า อวีตราโค
ยังไม่ปราศจากราคะ คือมีความอยากด้วยอยากในตำแหน่งปุโรหิต บทว่า
ตปสฺสินํ คือตบะและศีล จงสำคัญผู้นั้นว่าเป็นผู้มีศีล. บทว่า จตุสฺสทํ
คือหนาแน่นด้วยสิ่ง ๔ อย่างคือด้วยมนุษย์ทั้งหลาย เพราะมีมนุษย์เกลื่อน-
กล่น ๑ ด้วยข้าวเปลือก เพราะมีข้าวเปลือกมาก ๑ ด้วยไม้ เพราะไม้หา
ได้ง่าย ๑ ด้วยน้ำ เพราะมีน้ำสมบูรณ์ ๑. บทว่า วาสเวน คือไม่หวั่น-
ไหว ดุจท้าววาสวะประทาน. อธิบายว่า ยังพระราชาให้ทรงโปรดปราน
ด้วยอานุภาพพรที่ได้จากท้าววาสวะ อันท้าววาสวะนั้นประทานบ้าง บทว่า
อวีตราโค คือยังไม่ปราศจากราคะ จงเป็นผู้จมลงในเปือกตม คือกามดุจ
สุกรในเปือกตมฉะนั้น. บทว่า คามณี คือผู้ใหญ่บ้าน. บทว่า ตํ คือ
หญิงนั้น. บทว่า เอกราชา คือพระอัครราชา คำว่า อิตฺถีสหสฺสสฺส
ท่านกล่าวเป็นบทตั้งไว้ อธิบายว่า จงดำรงอยู่ในฐานะอันเลิศกว่าหญิง
๑๖,๐๐๐ บทว่า สีมนฺตินีนํ คือหญิงทั้งหลาย. บทว่า สพฺพสมาคตานํ
คือนั่งในท่ามกลางฤาษีทั้งหลายที่มาประชุมกันทั้งหมด. บทว่า อปิกมฺปมา-
นา ไม่หวั่นไหว คือไม่ชักช้าจงบริโภคอาหารมีรสอร่อย. บทว่า จราตุ
ลาเภน วิกตฺถมานา คือแต่งตัวน่ารัก เพราะลาภเป็นเหตุ จงเที่ยวไป
เพื่อให้เกิดลาภ. บทว่า อาวาสิโก คือผู้ดูแลวัด. บทว่า คชงฺคลายํ คือ
ในนครมีชื่ออย่างนี้ ได้ยินว่าในนครนั้น มีทัพพสัมภาระหาได้ง่าย. บทว่า

423