ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 394 (เล่ม 74)

บทว่า อการุณา เป็นไวพจน์ของบทว่า ลุทฺทา นั่นเอง. บาลีว่า อกรุณา
บ้าง อธิบายว่า ไม่มีกรุณา. บทว่า มาตุ องฺเก นิสิหนฺนสฺส คือนั่งอยู่
บนตักของพระสุธรรมาเทวีพระชนนีของเรา. บทว่า นิสินฺนสฺส เป็น
ฉัฏฐีวิภัตติ์ลงในอนาทร คือแปลว่า เมื่อ. บทว่า อากฑฺฒิตฺวา นยนฺติ มํ
คือพวกเพชฌฆาตเหล่านั้นเอาเชือกฉุดคร่าเราดุจโค ซึ่งพระชนนีตกแต่ง
แล้วให้นั่งบนตักของพระองค์ นำไปฆ่าตามพระราชบัญชา. ก็เมื่อพระกุมาร
ถูกเพชฌฆาตนำไป พระสุธรรมาเทวีแวดล้อมด้วยหมู่หาสีพร้อมด้วยพวก
สนม แม้ชาวพระนครต่างก็พากันไปกับพระกุมารนั้น ด้วยคิดว่า พวกเราจัก
ไม่ให้ฆ่าพระกุมารนั้นผู้ไม่มีความผิด. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
เราได้กล่าวแก่เขาเหล่านั้นซึ่งกำลังผูก
มัดอย่างมั่นคงอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายจงพา
เราไปเฝ้าพระราชาโดยเร็ว ราชกิจของเรามีอยู่
เขาเหล่านั้นเป็นคนลามก และคบกับคนลามก
พาเราไปเฝ้าพระราชา. เราไปเฝ้าพระราชา
แล้วทูลให้เข้าพระทัย และนำมาสู่อำนาจ
ของเรา.
บทว่า พนฺธตํ คาฬฺหพนฺธนํ คือพวกเพชฌฆาตเหล่านั้นผูกมัด
อย่างมั่นคง. บทว่า ราชกิริยานิ อตฺถิ เม คือเรามีราชกิจที่จะต้อง

394
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 395 (เล่ม 74)

กราบทูลแด่พระราชา. เพราะฉะนั้นพวกท่านจงพาเราไปเฝ้าพระราชา เรา
ได้กล่าวถ้อยคำอย่างนี้แก่พวกเพชฌฆาต.
บทว่า รญฺโญ ทสฺสยึสุ ปาปสฺส ปาปเสวิโน คือพวก
เพชฌฆาตคบคนลามก เพราะคบดาบสโกงผู้มีศีลลามก มีอาจาระลามก
ด้วยตนพาเราไปเฝ้าพระราชา. บทว่า ทิสฺวาน ตํ สญฺญาเปสึ คือเราไป
เฝ้าพระราชากุรุพระชนกของเรา แล้วทูลถามว่า เพราะเหตุไรพระบิดาจึง
ให้ฆ่าลูกเสียเล่าพระเจ้าข้า. เมื่อพระราชาตรัสว่า ก็เพราะเหตุไรเจ้าจึง
เรียกทิพพจักขุดาบสผู้เป็นเจ้านายของพ่อด้วยคำว่า คฤหบดี เล่า. เจ้าทำ
ผิดมาก. พระกุมารทูลว่า ข้าแต่พระบิดา เมื่อข้าพระองค์กล่าวกะผู้ที่เป็น
คฤหบดีว่า คฤหบดี ดังนี้ จะมีความผิดได้อย่างไร ? แล้วทูลต่อไปว่า
ขอพระบิดาทรงเชื่อว่าดาบสนั้นปลูกไม้ดอกไม้ผลนานาชนิด แล้วขายดอกไม้
ผัก และผลาผลเป็นต้น พวกขายพวงมาลัยและผักซื้อของเหล่านั้นจากมือ
ดาบสนั้นทุกวัน แล้วโปรดทรงพิจารณาพื้นที่ปลูกไม้ดอก และพื้นที่ปลูกผัก
เถิดพระเจ้าข้า แล้วเราเข้าไปยังบรรณศาลาของดาบสนั้นให้พวกราชบุรุษ
ของตน นำกหาปณะและภัณฑะที่ดาบสได้จากการขายดอกไม้เป็นต้น ให้
พระราชาทรงรู้เห็น. เราให้พระราชาทรงทราบถึงความที่ดาบสนั้นเป็น
ดาบสโกงแล้ว. บทว่า มมญฺจ วสมานยึ เรานำมาสู่อำนาจของเรา ความว่า
ด้วยการให้ทรงเข้าพระทัยนั้น พระราชาทรงทราบดีว่า กุมารพูดจริง
ดาบสโกงนี้ ครั้งก่อนทำเป็นมีความมักน้อย เดี๋ยวนี้กลายเป็นคนมักมาก

395
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 396 (เล่ม 74)

เพราะเหตุนั้น เราจึงนำพระราชามาสู่อำนาจของเรา โดยที่พระองค์ทรง
เบื่อหน่ายในดาบสนั้น แล้วตกอยู่ในอำนาจของเรา.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ทรงดำริว่า เราควรเข้าป่าบวชดีกว่าอยู่ใน
สำนักของพระราชาผู้โง่เขลาเห็นปานนี้ แล้วทูลลาพระราชาว่า ข้าแต่
มหาราช ข้าพระองค์ไม่ต้องการอยู่ในที่นี้. ขอพระองค์ทรงอนุญาต.
ข้าพระองค์จักบวช. พระราชาตรัสว่า ลูกรักพ่อมิได้ใคร่ครวญบังคับให้ฆ่าลูก.
ลูกจงยกโทษให้พ่อเถิด แล้วให้พระมหาสัตว์ยกโทษให้ ตรัสว่า ลูกจงครอง
ราชสมบัติเถิด. พระกุมารทูลว่า ข้าแต่พระบิดาในโภคสมบัติ อันเป็นของ
มนุษย์จะมีอะไร. ลูกเคยเสวยโภคสมบัติอันเป็นทิพย์มาตลอดกาลนาน. ลูก
ยังไม่ติดในสมบัตินั้นเลย. ลูกจักบวชละ. ลูกไม่ขออยู่ในสำนักของผู้ที่มี
ปัญญาโดยถูกผู้อื่นนำไปเป็นคนโง่เช่นนั้นแล้ว เมื่อจะทรงสั่งสอนพระราชา
จึงทรงแสดงธรรมด้วยคาถาเหล่านี้ว่า :-
กรรมที่บุคคลไม่ใคร่ครวญแล้วทำลงไป
ไม่กำหนดความคิด เหมือนความวิบัติของยาก
ย่อมเป็นผลชั่ว. อนึ่ง กรรมที่บุคคลใคร่ครวญ
ก่อนแล้วทำ กำหนดความคิดโดยชอบ.
เหมือนสมบัติของยา ย่อมเป็นผลเจริญ.

396
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 397 (เล่ม 74)

คฤหัสถ์เกียจคร้านบริโภคกาม ไม่ดี
เลข บรรพชิตไม่สำรวมก็ไม่ดี. พระราชาไม่
ใคร่ครวญแล้วทำลงไปดีไม่ดี. ผู้ที่เป็นบัณฑิต
มักโกรธก็ไม่ดี.
ข้าแต่ราชะผู้เป็นใหญ่ในทิศ กษัตริย์
พึงใคร่ครวญก่อนแล้วทำ ไม่ใคร่ครวญก่อน
แล้วไม่ทำ. ยศและเกียรติย่อมเจริญแก่
พระราชาผู้ใคร่ครวญก่อนแล้วทำ.
ข้าแต่พระภูมิบาล ผู้เป็นใหญ่ใคร่ครวญ
ก่อนแล้วจึงปรับสินไหม. ย่อมอิ่มใจถึงสิ่งที่
ทำแล้วโดยพลัน. ประโยชน์ทั้งหลายของตน
ที่ด้วยการตั้งใจชอบ ย่อมไม่ตามเดือดร้อนใน
ภายหลัง. ผู้จำแนกกรรมทั้งหลายในโลกอัน
วิญญูชนสรรเสริญแล้วอันมีสุขเป็นกำไร ทำ
กรรมอันไม่ตามเดือดร้อน กรรมเหล่านั้นย่อม
เป็นกรรมอันบัณฑิตทั้งหลายเห็นชอบแล้ว

397
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 398 (เล่ม 74)

ข้าแต่พระบิดาผู้เป็นใหญ่ในชน เพชฌ-
ฆาตสะพายดาบ นุ่งผ้าย้อมน้ำฝาดเดินมาจะฆ่า
ข้าพระองค์. ข้าแต่เทวะ ข้าพระองค์นั่งบน
ตักพระชนนี เพชฌฆาตเหล่านั้นฉุดคร่า
ข้าพระองค์อย่างรีบร้อน. ข้าแต่พระราชา
ข้าพระองค์ได้รับทุกข์เผ็ดร้อนแสนสาหัส ได้
มีจิตเพราะพูดคำอ่อนหวานน่ารัก. วันนี้
ข้าพระองค์พ้นจากการฆ่าได้ด้วยความยาก.
ข้าพระองค์มีใจมุ่งต่อบรรพชา.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อนิสมฺม คือไม่ใคร่ครวญ. บทว่า
อนวตฺถาย คือไม่กำหนด. บทว่า เวภงฺโค คือวิบัติ. บทว่า วิปาโก
คือความสำเร็จ. บทว่า อสญฺญโต คือไม่สำรวม ทุศีล. บทว่า ปณเยยฺย
คือพึงปรับ. บทว่า เวคา คือโดยเร็ว โดยพลัน. บทว่า สมฺมาปณีธีจ
คือด้วยการตั้งใจไว้โดยชอบ อธิบายว่า ประโยชน์ทั้งหลายของตนที่ทำด้วย
จิตตั้งไว้โดยแยบคาย. บทว่า วิภชฺช คือจำแนกด้วยปัญญาอย่างนี้ว่า
กรรมนี้ควรทำ กรรมนี้ไม่ควรทำ ดังนี้ . บทว่า กมฺมายตนานิ คือกรรม
ทั้งหลาย. บทว่า พุทฺธานุมตานิ คืออันบัณฑิตทั้งหลายเห็นชอบ คือไม่มีโทษ.
บทว่า กฏุกํ คือข้าพระองค์ถึงมรณภัยอันเป็นทุกข์ ไม่น่ายินดี คับแค้น

398
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 399 (เล่ม 74)

แสนสาหัส. บทว่า ลทฺธ คือให้ชีวิต ด้วยกำลังความรู้ของตน. บทว่า
ปพฺพชฺชเมวาภิมโน คือข้าพระองค์มีจิตมุ่งต่อบรรพชา.
เมื่อพระมหาสัตว์ทรงแสดงธรรมอย่างนี้ พระราชาตรัสกับพระเทวี
ว่า ดูก่อนพระเทวี เธอจงยับยั้งโอรสไว้. แม้พระเทวีก็ทรงพอพระทัย
การบวชของพระกุมารเหมือนกัน. พระมหาสัตว์ถวายบังคมพระชนกชนนี
แล้วทรงขอขมาว่า หากโทษมีอยู่แก่ข้าพระองค์ ขอได้ทรงโปรดยกโทษให้
ข้าพระองค์เถิด แล้วทรงอำลามหาชนได้เสด็จบ่ายหน้าไปหิมวันตประเทศ.
ก็และเมื่อพระมหาสัตว์เสด็จไปแล้ว มหาชนพากันทุบตีชฎิลโกงจนถึงสิ้น
ชีวิต. แม้พระโพธิสัตว์ก็รับสั่งให้ราชบุรุษ มีอำมาตย์ราชบริษัท พร้อมด้วย
ชาวพระนครซึ่งมีหน้าเต็มไปด้วยน้ำตาให้กลับ . เมื่อมนุษย์ทั้งหลายพากัน
กลับ ทวยเทพมาในเพศของมนุษย์ นำพระโพธิสัตว์ล่วงเลยแนวภูเขา ๗ ลูก
พระโพธิสัตว์บรรพชาเป็นฤาษีอยู่ ณ บรรณศาลา ที่วิษณุกรรมเนรมิตไว้
ในหิมวันตประเทศ ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
พระบิดาขมาเราในที่นั้นแล้ว ได้พระ-
ราชทานราชสมบัติอันใหญ่หลวงแก่เรา เรานั้น
ทำลายความมืดมัว แล้วออกบวชเป็นบรรพชิต.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ตมํ ทาลยิตฺวา ได้แก่กำจัดความมืดคือ
โมหะอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเห็นโทษในกาม. บทว่า ปพฺพชึ คือเข้าถึง

399
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 400 (เล่ม 74)

แล้ว. บทว่า อนคาริยํ คือการบวช.
บัดนี้ พระมีพระภาคเจ้า เพื่อจะทรงแสดงถึงประโยชน์ที่พระองค์
ทรงสละราชอิสริยยศนั้น ในกาลนั้น จึงตรัสคาถาสุดท้ายว่า น เม เทสฺสํ
ความแห่งคาถานั้นมีนัยดังกล่าวแล้ว.
เมื่อพระมหาสัตว์บวชแล้วอย่างนี้ ทวยเทพมาด้วยเพศของปริจาริกา
ในราชตระกูลบำรุงพระมหาสัตว์นั้นตลอดเวลา ๑๖ ปี. พระมหาสัตว์ยัง
ฌานและอภิญญาให้เกิด ณ ที่นั้นแล้วได้เสด็จเข้าถึงพรหมโลก.
ดาบสโกงในครั้งนั้นได้เป็นเทวทัตในครั้งนี้. พระชนนี้คือพระมหา-
มายา. มหารักขิตดาบสคือพระสารีบุตรเถระ. โสมนัสสกุมารคือพระโลกนาถ.
พึงเจาะจงกล่าวถึงบารมี ๑๐ โดยนัยดังกล่าวแล้วในยุธัญชยจริยานั้น.
แม้ในจริยานี้ท่านยกเนกขัมมบารมีขึ้นสู่เทศนา ว่าเป็นบารมียอด
เยี่ยมอย่างยิ่ง. อนึ่ง พึงทราบคุณานุภาพของพระมหาสัตว์มีอาทิอย่างนี้คือ
ความที่พระองค์สามารถในราชกิจทั้งหลายในขณะมีชนม์ได้ ๗ พระพรรษา.
การจับดาบสนั้นว่าเป็นชฎิลโกงได้. ความไม่มีหวาดสะดุ้งเมื่อพระราชาทรง
ขวนขวายมีพระบัญชาให้ฆ่า. การประกาศถึงความที่พระโพธิสัตว์เสด็จไป
เฝ้าพระราชาแล้วแสดงโทษของชฏิลโกงโดยนัยต่าง ๆ และความที่พระองค์
ไม่มีความผิด แล้วทรงเริ่มต่อว่าความที่พระราชามีปัญญาถูกคนอื่นนำไป
และความเป็นพระราชาโง่ แม้เมื่อพระราชาทรงขอขมาแล้วก็ยังถึงความ

400
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 401 (เล่ม 74)

สังเวชจากการอยู่ในราชสำนัก และจากความเป็นใหญ่ในราชสมบัติ แม้
พระราชาทรงวิงวอนมีประการต่างๆ ก็ทรงทอดทิ้งสิริราชสมบัติอันอยู่ใน
เงื้อมพระหัตถ์แล้วดุจถ่มก้อนน้ำลายทิ้ง เป็นผู้ไม่มีจิตติดอยู่ในที่ไหนออก
บวช. ครั้นบวชแล้วยินดีในความสงัด ไม่ช้านักก็ทรงยังฌานและอภิญญา
ให้เกิด ด้วยประการฉะนี้.
จบ อรรถกถาโสมนัสสจริยาที่ ๒

401
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 402 (เล่ม 74)

๓. อโยฆรจริยา
ว่าด้วยจริยาวัตรของอโยฆรกุมาร
[๒๓] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นพระราช-
โอรสของพระเจ้ากาสี เจริญวัยในเรือนเหล็ก
มีนามชื่อว่าอโยฆระ พระบิดาตรัสว่า เจ้าได้
รับความทุกข์ตั้งแต่เกิดมา เขาเลี้ยงไว้ในที่
แคบลูกเอ๋ย วันนี้จงปกครองแผ่นดินทั้งสิ้น
พร้อมทั้งแว่นแคว้น พร้อมทั้งชาวนิคมและ
บริวารชนนี้เถิด เราถวายบังคมจอมกษัตริย์
แล้วประคองอัญชลี ได้ทูลดังนี้ว่า บรรดาสัตว์
ในแผ่นดินบางพวกต่ำช้า บางพวกอุกฤษฏ์
บางพวกปานกลาง สัตว์ทั้งหมดนั้นไม่มีอารัก-
ขา เจริญอยู่ในเรือนของตนพร้อมด้วยหมู่ญาติ
การเลี้ยงดูข้าพระบาทในที่คับแคบนี้ไม่มีใคร
เหมือนในโลก ข้าพระบาทเติบโตอยู่ในเรือน
เหล็ก เหมือนพระจันทร์พระอาทิตย์ไม่มีรัศมี
ข้าพระบาทประสูติจากพระครรภ์พระมารดาอัน

402
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 403 (เล่ม 74)

เต็มไปด้วยซากศพเน่าแล้ว ยังถูกใส่ ( ขัง )
ไว้ในเรือนเหล็ก ซึ่งมีทุกข์ร้ายกว่านั้นอีก ข้า
พระบาทได้รับความทุกข์ร้ายอย่างยิ่งเช่นนี้แล้ว
ถ้ายังยินดีในราชสมบัติ ก็จะเป็นผู้เลวทราม
กว่าคนเลวทรามไป ข้าพระบาทเป็นผู้เหนื่อย-
หน่ายในกาย ไม่ต้องการได้ราชสมบัติ ข้า
พระบาทจะแสวงหาธรรมเครื่องดับ ซึ่งเป็นที่
ที่มัจจุราชพึ่งย่ำยีข้าพระบาทไม่ได้ เราคิดอย่าง
นี้แล้ว เมื่อมหาชนร้องไห้คร่ำครวญอยู่ ได้ตัด
เครื่องผูกเสียแล้วเข้าไปยังป่าใหญ่ เหมือนช้าง
ฉะนั้น เราจะเกลียดพระมารดาพระบิดาก็หา
ไม่ จะเกลียดยศศักดิ์อันใหญ่หลวงก็หามิได้
แต่พระสัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา ฉะนั้น
เรา จงสละราชสมบัติ ฉะนี้แล.
จบ อโยฆรจริยาที่ ๓

403