ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 384 (เล่ม 74)

พระสัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา ฉะนั้น
เราจึง สละราชสมบัติเสีย ฉะนี้แล.
จบ โสมนัสสจริยาที่ ๒
อรรถกถาโสมนัสสจริยา ๒
พึงทราบวินิจฉัยในอรรถกถาโสมนัสจริยาที่ ๒ ดังต่อไปนี้. บทว่า
อินฺทปตฺเถ ปุรุตฺตเม คือนครประเสริฐมีชื่ออย่างนี้. บทว่า กามิโต
เพราะเป็นที่ปรารถนา คือเป็นผู้อันพระชนกชนนีปรารถนาในกายนานอย่าง
นี้ว่า ไฉนหนอบุตรจะพึงเกิดสักคนหนึ่ง. บทว่า ทยิโต ได้แก่เป็นที่รัก.
บทว่า โสมนสฺโสติ วิสฺสุโต คือมีชื่อตามประกาศอย่างนี้ว่า โสมนัส.
บทว่า สีลวา คือประกอบด้วยศีล คือกุศลกรรมบถ ๑. และศีลคืออาจาร.
บทว่า คุณสมฺปนฺโน คือเข้าถึงหรือบริบูรณ์ด้วยคุณ มีศรัทธาและ
พาหุสัจจะเป็นต้น. บทว่า กลฺยาณปฏิภาณวา คือประกอบด้วยปฏิภาณงาม
กล่าวคือ เป็นผู้ฉลาดในอุบายยังกิจที่ควรทำนั้น ๆ ให้สำเร็จ. บทว่า
วุฑฺฒาปจายี เคารพอ่อนน้อมต่อผู้เจริญ คือมีปกติอ่อนน้อมต่อมารดาบิดา
ผู้เจริญในตระกูลต่อบุคคลผู้เจริญโดยชาติ และต่อบุคคลผู้เจริญด้วยคุณธรรม
มีศีลเป็นต้น. บทว่า หิริมา คือประกอบด้วยหิริมีลักษณะเกลียดบาป.
บทว่า สงฺคเหสุ จ โกวิโท คือฉลาดในการสงเคราะห์สัตว์ทั้งหลายตาม
สมควรด้วยสังคหวัตถุ ๔ มีทาน คือการให้ ปิยวาจา คือเจรจาน่ารัก

384
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 385 (เล่ม 74)

อัตถจริยา คือประพฤติสิ่งเป็นประโยชน์ สมานัตตตา คือมีตนเสมอไม่ถือตัว.
พึงทราบการเชื่อมความว่า ในกาลเมื่อเราปรากฏชื่อว่า โสมนัสเป็นโอรสของ
พระเจ้ากุรุพระนามว่า เรณุเห็นปานนี้. บทว่า ตสฺส รญฺโญ ปติกโร
คือเป็นที่โปรดปราน เพราะพระเจ้ากุรุเข้าไปบำรุงอยู่เนือง ๆ. บทว่า
กุหกตาปโส คือดาบสผู้หนึ่งสำเร็จชีวิตด้วยความหลอกลวงมีลักษณะยกย่อง
คุณของอสัตบุรุษ. เป็นผู้ที่พระราชาทรงนับถือ. บทว่า อารามํ คือสวน
ผลไม้ ดาบสปลูกผลที่เป็นเถา มีฟักทอง น้ำเต้า ฟักเขียว แตงกวาเป็นต้น
และผักมีกระเพลาเป็นต้น. บทว่า มาลาวจฺฉํ คือดอกไม้มีดอกมะลิและ
ลำดวนเป็นต้น. ด้วยเหตุนี้ท่านจึงแสดงว่า เป็นสวนดอกไม้. พึงทราบ
อธิบายว่า ดาบสทำสวนปลูกไม้ดอกและไม้ผลดังกล่าวแล้วในสวนนั้น รวบ
รวมทรัพย์ที่ได้จากการขายไม้ดอกไม้ผลนั้นเลี้ยงชีพ.
ในเรื่องนั้นพึงทราบกถาเป็นลำดับดังต่อไปนี้. ในครั้งนั้นมีดาบส
ชื่อว่ามหารักขิตะ มีดาบส ๕๐๐ เป็นบริวารอยู่ในหิมวันตประเทศ เที่ยว
จาริกไปยังชนบทเพื่อต้องการเสพของเค็มและของเปรี้ยว ถึงกรุงอินทปัตถะ
อยู่ในพระราชอุทยานพร้อมด้วยบริวารเที่ยวไปบิณฑบาตถึงประตูพระราชวัง
พระราชาทอดพระเนตรเห็นหมู่ฤาษี ทรงเลื่อมใสในอิริยา ให้นั่งบนพื้น
ใหญ่ที่ตกแต่งแล้ว ทรงอังคาสด้วยอาหารอันประณีต แล้วตรัสว่า ขอ
พระคุณท่านจงอยู่ในอุทยานของข้าพเจ้าตลอดฤดูฝนนี้เถิด แล้วเสด็จไป
พระราชอุทยานกับพระดาบสเหล่านั้นรับสั่งให้สร้างที่อยู่ ทรงถวายบริขาร

385
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 386 (เล่ม 74)

ของบรรพชิตแล้วเสด็จออกไป. ตั้งแต่นั้นมาดาบสทั้งปวงเหล่านั้นก็บริโภค
ในพระราชนิเวศน์.
ฝ่ายพระราชาไม่มีโอรสทรงปรารถนาโอรส. โอรสก็ยังไม่เกิด. ครั้น
ออกพรรษาพระมหารักขิตะคิดว่า เราจะต้องกลับไปป่าหิมวันตะ จึงลา
พระราชา พระราชาทรงการทำสักการะสัมมานะแล้วออกไปในระหว่างตอน
กลางวันและจากทางพร้อมด้วยบริวาร นั่งภายใต้ต้นไม้มีเงาหนาทึบต้นหนึ่ง.
ดาบสทั้งหลายสนทนากันว่า พระราชาไม่มีพระโอรส. จะพึงเป็นการดี
หากพระราชาได้พระราชบุตร. ท่านมหารักขิตะได้ฟังการสนทนานั้นจึงใคร่
ครวญดูว่า พระโอรสของพระราชาจักมีหรือไม่หนอ. ทราบว่าจักมีจึงกล่าวว่า
พวกท่านอย่าคิดไปเลย วันนี้เวลาใกล้รุ่ง เทพบุตรองค์หนึ่งจักจุติลงมาเกิด
ในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระราชา.
ชฎิลโกงคนหนึ่งได้ฟังดังนั้นคิดว่า บัดนี้เราจักเป็นราชกุลูปกะ คือผู้
เข้าถึงราชตระกูล ครั้นดาบสทั้งหลายจะไปจึงทำเป็นไข้นอนชมเมื่อดาบส
กล่าวว่า มาไปกันเถิด. กล่าวว่า ผมไปไม่ไหว. มหารักขิตดาบสรู้เหตุที่
ดาบสนั้นนอน จึงกล่าวว่า ท่านไปได้เมื่อใดก็ถึงตามไปเถิด แล้วพาหมู่ฤาษี
ไปถึงหิมวันตประเทศ. ดาบสโกหกรีบกลับไปยืนอยู่ที่ประตูพระนครให้คน
ไปทูลพระราชาว่า ดาบสอุปัฏฐากของมหารักขิตดาบสกลับมา พระราชา
รับสั่งให้ราชบุรุษรีบไปเรียกมา จึงขึ้นปราสาท นั่งบนอาสนะที่เขาปูไว้.
พระราชาทรงไว้ดาบสนั้น แล้วประทับนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง ตรัสถามถึง

386
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 387 (เล่ม 74)

ความไม่มีโรคของฤาษีทั้งหลายแล้วตรัสว่า พระคุณท่านกลับมาเร็วนัก มี
ความต้องการอะไรหรือ.
ดาบสโกงทูลว่า มหาราชหมู่ฤาษีเป็นสุขดี สนทนากันว่า จะพึงเป็น
การดี หากพระราชบุตรผู้ดำรงวงศ์ตระกูลของพระราชาจะพึงบังเกิด. อาตมา
ได้ฟังการสนทนากันจึงตรวจดูด้วยทิพยจักษุว่า พระโอรสของพระราชาจักมี
หรือไม่หนอ จึงเห็นว่า เทพบุตรผู้มีฤทธิ์มากจักจุติลงมาเกิดในพระครรภ์
ของพระนางสุธรรมาอัครมเหสี แล้วทูลว่าอาตมามาก็เพื่อจะทูลพระองค์ว่า
ชนทั้งหลาย เมื่อไม่รู้จะพึงยังพระครรภ์ให้พินาศได้ อาตมาจะทูลข้อนั้นก่อน.
อาตมาทูลแด่พระองค์แล้ว อาตมาก็จะกลับไป. พระราชาตรัสว่า พระคุณ
อย่าไปเลย ทรงยินดีร่าเริงมีพระทัยเลื่อมใส ทรงนำดาบสโกงไปพระราช-
อุทยานจัดแจงที่อยู่พระราชทาน. ตั้งแต่นั้นมาดาบสโกงนั้นก็บริโภคใน
ราชตระกูลอาศัยอยู่. ดาบสโกงมีชื่อว่า ทิพพจักขุกะ.
ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์จุติจากดาวดึงสพิภพ ถือปฏิสนธิในกรุง
อินทปัตถะนั้น. ในวันขนานพระนามของพระกุมารที่ประสูติ พระชนกชนนี
ทรงตั้งพระนามว่า โสมนัสสะ. โสมนัสสกุมารทรงเจริญด้วยการเลี้ยงดู
กุมาร. ดาบสโกงก็ปลูกผักสำหรับแกง และผลมีเถาเป็นต้นเอาไปขายใน
ท้องตลาดรวบรวมทรัพย์ไว้.

387
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 388 (เล่ม 74)

ลำดับนั้น ในขณะที่พระโพธิสัตว์มีพระชนม์ได้ ๗ พระพรรษา
ชายแดนของพระราชากำเริบ. พระองค์ตรัสสั่งพระกุมารว่า ลูกอย่า
ประมาทในทิพพจักขุดาบส แล้วเสด็จเพื่อทรงปราบชายแดนให้สงบ.
อยู่มาวันหนึ่งพระกุมารเสด็จไปพระราชอุทยานด้วยทรงดำริว่า จัก
เยี่ยมชฏิล ทรงเห็นชฎิลโกงนุ่งผ้ากาสาวะมีกลิ่นผืนหนึ่ง ห่มผืนหนึ่ง ถือ
หม้อสองใบด้วยมือทั้งสอง รดน้ำในที่ปลูกผักทรงรู้ว่าชฎิลโกงนี้ไม่ประกอบ
สมณธรรมของตน ทำการขายของในตลาด จึงตรัสถามว่า คหบดีฝักบัว
ทำอะไร ? ทำเอาดาบสโกงละอายแล้วเสด็จออกไป.
ชฏิลโกงคิดว่า กุมารนี้เดี๋ยวนี้ยังเป็นถึงอย่างนี้ ภายหลังใครจะรู้ว่า
กุมารนี้จักทำอะไร เราควรจัดการกุมารนี้ให้พินาศเสียในตอนนี้แหละ. ใน
เวลาพระราชาเสด็จมาจึงเหวี่ยงแผ่นหินไปเสียข้างหนึ่ง แล้วทำลายหม้อน้ำ
เสียเกลี่ยหญ้าที่บรรณศาลา เอาน้ำมันทาร่างกายเข้าไปยังบรรณศาลาคลุม
ตลอดศีรษะนอนบนเตียงดุจเป็นทุกข์หนัก. พระราชาเสด็จกลับทรงกระทำ
ประทักษิณพระนครยังไม่เสด็จเข้าพระราชวัง ทอดพระเนตรเห็นความผิด
ปกตินั้น ทรงดำริว่า นั่นอะไรกัน จึงเสด็จเข้าไปภายในทรงเห็นดาบสโกง
นั้นนอนอยู่ จึงทรงลูบที่เท้าตรัสถามว่า ใครเบียดเบียนพระคุณท่านอย่างนี้.
เราจะฆ่าเสียวันนี้แหละ. พระคุณท่านจงรีบบอกมา.

388
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 389 (เล่ม 74)

ชฏิลโกงฟังดังนั้นถอนหายใจลุกขึ้นทูลว่า มหาราช ข้าพระองค์มา
เฝ้าพระองค์. เพราะการมาเฝ้านั่นแหละ ข้าพระองค์จึงต้องได้รับความ
เดือดร้อนนี้ เพราะความคุ้นเคยในพระองค์โอรสของพระองค์นั่นแหละ
เบียดเบียนข้าพระองค์. พระราชาทรงสดับดังนั้น จึงมีพระราชบัญชาให้
เพชฌฆาตจงไปตัดศีรษะพระกุมาร ตัดให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแล้วนำไปทิ้ง
ไว้กลางถนน. พวกเพชฌฆาตก็ไปฉุดพระกุมารซึ่งพระมารดาตกแต่งแล้ว
ให้ประทับนอนบนตักของพระนาง ทูลว่า พระราชามีพระบัญชาให้ฆ่า
พระกุมาร.
พระกุมารทรงกลัวความตาย เสด็จลุกจากตักพระมารดาแล้วตรัสว่า
พวกท่านจงนำเราไปเฝ้าพระราชา. เรามีราชกิจที่จะต้องกราบทูล. พวก
เพชฌฆาตฟังพระดำรัสของพระกุมารแล้วก็ไม่อาจฆ่าได้จึงเอาเชือกมัดดุจมัด
โค นำไปเฝ้าพระราชา. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
เราได้เห็นดาบสโกงนั้น เหมือนกอง
แกลบอันไม่มีข้าวสาร เหมือนไม้เป็นโพลง
ข้างใน เหมือนต้นกล้วยไม่มีแก่น ดาบสโกง
ผู้นี้ไม่มีธรรมของสัตบุรุษ ปราศจากความเป็น
สมณะ ละธรรมขาวคือหิริ เพราะเหตุแห่ง
การเลี้ยงชีวิต. ปัจจันตชนบทกำเริบขึ้น

389
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 390 (เล่ม 74)

เพราะโจรอันเที่ยวอยู่ในดง พระชนกของเรา
เมื่อจะเสด็จไปปราบความกำเริบนั้น ตรัสสั่ง
เราว่า พ่ออย่าประมาทในชฎิลผู้มีความเพียร
อันแรงกล้านะ พ่อจงอนุวัตรตามความ
ปรารถนา ด้วยว่าชฎิลนั้น เป็นผู้ให้ความ
สำเร็จความปรารถนาทั้งปวง.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ถุสราสึว อตณฺฑุลํ คือดุจกดยงแกลบอัน
ปราศจากข้าวสารและรำ ดุจต้นไม้เป็นโพลงใหญ่ภายใน. เราเห็นดาบส
ปราศจากสาระมีศีลสาระเป็นต้น ดุจต้นกล้วยไม่มีแก่น ธรรมมีญาณเป็นต้น
ของสัตบุรุษคือคนดีทั้งหลายไม่มีแก่ดาบสนี้เลย. เพราะเหตุไร ? เพราะดาบส
นี้ปราศจาก คือเสื่อมจากความเป็นสมณะแม้เพียงศีล. เป็นความจริงดังนั้น
ดาบสนี้ปราศจากธรรมขาวคือหิริ คือเป็นผู้ละธรรมขาวอันได้แก่หิริ เพราะ
เหตุแห่งการเลี้ยงชีวิต. ท่านแสดงว่า เราคิดว่าดาบสนี้เที่ยวไปด้วยเพศ
ของดาบสเพราะเหตุแห่งชีวิตอย่างเดียวเท่านั้น. บทว่า ปรนฺติหิ ท่าน
แสดงว่า ชื่อว่า ปรนฺติโน เพราะมีชายแดนอันเป็นส่วนอื่นเป็นที่อยู่
คืออยู่ในระหว่างพรมแดน. ชายแดนกำเริบด้วยโจรที่อยู่ในดงชายแดน.
พระเจ้ากุรุ พระชนกของเราเมื่อเสด็จไปปราบความกำเริบในชายแดนนั้นให้
สงบ ในกาลนั้นได้สอนเราว่า พ่อโสมนัสสกุมาร พ่ออย่าประมาทชฎิล

390
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 391 (เล่ม 74)

ผู้เป็นนายของพ่อมีความเพียรสูง มีตระกล้ามีอินทรีย์สงบอย่ายิ่ง. ชฎิล
นั้นได้ให้ความสำเร็จที่ปรารถนาทุกอย่างแก่พวกเรา เพราะฉะนั้น พ่อจง
อนุวัตรตามความปรารถนา ตามความชอบใจ อนุเคราะห์ชฎิลนั้น. ดังที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
เราไปสู่ที่บำรุงชฏิลนั้นแล้วได้กล่าวดังนี้
ว่า ดูก่อนคฤหบดี ท่านสบายดีดอกหรือ
หรือว่าท่านจะให้นำเอาอะไรมา เหตุนั้นดาบส
โกงนั้นอาศัยมานะจึงโกรธเราว่า เราจะให้
พระราชาฆ่าท่านเสียในวันนั้น หรือจะให้ขับไล่
เสียจากแว่นแคว้น พระราชาทรงปราบปัจจันต-
ชนบทสงบแล้ว ได้ตรัสถานชฎิลโกงว่า
พระคุณท่านสบายดีหรือ สักการะสัมมานะ
ยังเป็นไปแก่พระคุณท่านหรือ. ชฎิลโกงนั้น
ทูลแด่พระราชาเหมือนว่าพระกุมารจะทำให้
ฉิบหาย. พระราชาทรงสดับคำของชฎิลโกงนั้น
ทรงมีพระราชบัญชาว่า จงตัดศีรษะเสียในที่นี้
นั่นแหละ จงสับฟันบั่นออกเป็น ๔ ท่อน

391
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 392 (เล่ม 74)

ทิ้งไว้ในท่ามกลางถนนให้คนเห็นว่า นั่นเป็น
ผลของตนเบียดเบียนชฎิล พวกเพชฌฆาต
มีใจดุร้ายไม่มีสงสารเหล่านั้น เพราะมีพระราช-
บัญชา เมื่อเรานั่งอยู่บนตักของพระมารดา
ก็ฉุดคร่านำเราไป.
บทว่า ตมหํ คนฺตฺวานุปฏฺฐานํ ความว่า เราไม่ละเลยพระดำรัส
ของพระชนก ได้ไปเพื่อบำรุงดาบสโกงนั้น ได้เห็นดาบสโกงนั้นกำลังรดน้ำ
ในพื้นที่ปลูกผัก ก็รู้ว่าดาบสนี้เป็นคนขายผัก จึงได้กล่าวคำนี้ว่า คฤหบดี
ท่านสบายดีดอกหรือ. อนึ่ง ท่านรดน้ำในพื้นที่ปลูกผัก. ท่านได้รับเงินหรือ
ทองบ้างหรือ. อนึ่ง ท่านประพฤติเยี่ยงคนขายผัก.
บทว่า เตน โส กุปิโต อาสิ คือด้วยคำพูดที่เราเรียกว่า
คฤหบดี นั้น ดาบสโกงอาศัยมานะติดแน่นอยู่ในมานะได้โกรธเรามาก.
ถึงกับพูดว่า วันนี้เราจักให้พระราชาฆ่าท่านเสีย. หรือจะให้พระราชาขับไล่
ท่านออกจากแว่นแคว้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ตุวํ อชฺช คือให้พระราชาฆ่าท่านเสีย.
อธิบายว่า ในเวลาที่พระราชาเสด็จมาในบัดนี้แหละ. บทว่า นิเสธยิตฺวา
ปจฺจนฺตํ ความว่า พระราชาทรงปราบชายแดนสงบแล้ว ยังไม่เสด็จเข้า

392
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 393 (เล่ม 74)

พระนคร เสด็จไปพระราชอุทยานในขณะนั้นเองตรัสถามว่า พระคุณท่าน
สบายดีหรือ. สัมมานะยังเป็นไปแก่พระคุณท่านหรือ คือพระกุมารได้มา
แสดงความนับถือพระคุณท่านบ้างหรือ.
บทว่า กุมาโร ยถา นาสิโย คือดาบสโกงนั้นได้ทูลแด่พระราชานั้น
ดูเหมือนว่าพระกุมารจะทำให้ฉิบหายคือจะให้ฆ่าเสีย. บทว่า อาณาเปสิ
คือพระราชาทรงดำริว่า เมื่อยังมีทิพยจักขุดาบสนี้ผู้เป็นเจ้านายของเราอยู่
อะไรเล่าจะไม่สำเร็จแก่เรา. เพราะฉะนั้น เราไม่ต้องการบุตรแล้ว. ดาบส
นี้ประเสริฐกว่าบุตร ดังนี้แล้ว จึงมีพระราชบัญชาบังคับ.
บทว่า สีสํ ตตฺเถว ฉินฺทิตฺวา พวกท่านจงตัดศีรษะของกุมาร
นั้น ในที่ที่พวกท่านเห็นแล้วจงสับฟันร่างของกุมารนั้นออกเป็น ๔ ท่อน
เอาไปวางไว้กลางถนน กระจายให้เต็มถนนให้คนเห็น. เพราะเหตุไร ?
เพราะนั่นเป็นผลของคนเบียดเบียนชฏิล คือ นั่นเป็นคติ นั่นเป็นความ
สำเร็จ นั่นเป็นผลของคนเบียดเบียนชฎิล. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ชฎิลหีฬิตา
คือนั่นเป็นการสำเร็จโทษพระกุมาร เพราะเหตุการเบียดเบียนชฎิล. พึง
ทราบเนื้อความในบทนี้ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า ตตฺถ คือในเพราะพระบัญชาของพระราชานั้น. หรือใน
เพราะความเย้ยหยันดาบสนั้น. บทว่า การณิกา คือเพชฌฆาตได้แก่
โจรฆาต. บทว่า จณฺฑา คือดุร้าย. บทว่า ลุทฺทา คือหยาบสิ้นดี.

393