ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 374 (เล่ม 74)

เราสลดใจเพราะเห็นหยาดน้ำค้างเหือด
แห้งไป เพราะแสงของดวงอาทิตย์. เราทำ
ความไม่เที่ยงของหยาดน้ำค้างนั้นให้เป็นปุเร-
จาริก พอกพูนความสังเวช เราถวายบังคม
พระบิดาทูลขอบรรพชา.
ในบทเหล่านั้นบทว่า สูริยาตเป คือเพราะแสงดวงอาทิตย์. การ
สัมผัสรัศมีดวงอาทิตย์. ปาฐะว่า สูริยาตเปน บ้าง. บทว่า ปติตํ ทิสฺวาน
เพราะทรงเห็นหยาดน้ำค้างเหือดแห้ง คือเพราะทรงแลดูหยาดน้ำค้างที่ค้าง
อยู่บนยอดต้นไม้เป็นต้นก่อนยังปรากฏอยู่ ครั้นต้องรัศมีดวงอาทิตย์ก็เหือด
แห้งไป ด้วยปัญญาจักษุ. บทว่า สํวิชึ คือทรงถึงความสลดพระทัยด้วย
ทรงมนสิการถึงความไม่เที่ยงว่า หยาดน้ำค้างเหล่านี้ฉันใด แม้ชีวิตของสัตว์
ทั้งหลายก็ฉันนั้น มีสภาพแตกสลายไปอย่างรวดเร็ว. บทว่า ตญฺเญวาธิปตึ
กตฺวา สํเวคมนุพฺรูหยึ คือพระโพธิสัตว์ทรงกระทำความไม่เที่ยงของหยาด
น้ำค้างนั้นนั่นเองให้เป็นใหญ่ เป็นประธาน เป็นหัวหน้า เป็นปุเรจาริก
แล้วทรงมนสิการถึงความที่สังขารทั้งปวงมีเวลานิดหน่อย ตั้งอยู่ไม่นาน
ทรงพอกพูนความสังเวชอันเกิดขึ้นครั้งเดียว ด้วยให้เกิดขึ้นบ่อย ๆ. บทว่า
ปพฺพชฺชมนุยาจหํ คือ เราดำริว่าเราผู้ที่พยาธิชราและมรณะยังไม่ครอบงำ
ในชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย อันไม่ตั้งอยู่นานดุจหยาดน้ำค้างบนยอดหญ้า ควร

374
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 375 (เล่ม 74)

บวชแสวงหามหานิพพานอันเป็นอมตะ ซึ่งไม่มีพยาธิชราและมรณะเหล่านี้
แล้วเข้าไปเฝ้าพระมารดาพระธิดาถวายบังคมแล้วทูลขอบรรพชาว่า ขอพระ-
มารดาพระบิดาจงทรงอนุญาตให้หม่อมฉันบวชเถิด. เมื่อพระมหาสัตว์ทูลขอ
อนุญาตบวชอย่างนี้แล้วได้เกิดโกลาหลใหญ่ทั่วพระนครว่า ได้ยินว่า พระ-
อุปราชยุธัญชัยมีพระประสงค์จะทรงผนวช.
ก็สมัยนั้น ชาวแคว้นกาสีมาเพื่อจะเฝ้าพระราชาพากันเข้าไปใน
รัมมนคร. ทั้งหมดนั้นประชุมกัน. พระราชาพร้อมด้วยบริวาร ชาวนิคม
ชาวชนบท พระมารดา พระเทวี ของพระโพธิสัตว์และพวกสนมทั้งปวง
พากันทูลห้ามพระโพธิสัตว์ว่า ข้าแต่พระกุมารอย่าทรงบวชเลย บรรดา
ชนเหล่านั้น พระราชาตรัสว่า หากกามทั้งหลายของลูกยังพร่องอยู่. พ่อ
จะเพิ่มให้ลูก. วันนี้ขอให้ลูกครองราชสมบัติเถิด. พระมหาสัตว์ทูลถึงความ
พอพระทัยในการบวชของพระองค์อย่างเดียวแต่พระบิดาตรัสว่า :-
ข้าแต่พระบิดาผู้เป็นใหญ่ในแว่นแคว้น
ขอพระบิดาอย่าทรงห้ามลูกเลย ลูกสมบูรณ์
ด้วยกามทุกอย่าง อย่าตกไปในอำนาจของชรา
เลย.
เมื่อพระมารดาพร้อมด้วยพวกสนมคร่ำครวญอยู่อย่างน่าสงสาร จึง
ทูลถึงเหตุแห่งการบวชของพระองค์ว่า :-

375
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 376 (เล่ม 74)

อายุของมนุษย์ทั้งหลาย ก็เหมือนน้ำค้าง
บนยอดหญ้า. พอดวงอาทิตย์ขึ้นก็เหือดแห้ง
ไป ข้าแต่พระมารดา ขอพระมารดาอย่าห้าม
ลูกเลย.
แม้เมื่อพระมารดาพระบิดาทรงห้ามอยู่ ก็มิได้มีพระทัยท้อถอยเพราะ
ความสังเวชพอกพูนเป็นอย่างยิ่ง มิได้มีพระทัยห่วงใยในพระประยูรญาติ
หมู่ใหญ่อันเป็นที่รักและในราชอิสสริยยศอันโอฬาร ทรงบรรพชาแล้ว.
ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
มหาชนพร้อมทั้งชาวนิคม ทั้งชาวแว่น-
แคว้น ประนมอัญชลีอ้อนวอนเรา. พระบิดา
ตรัสว่า วันนี้ลูกจงปกครองแผ่นดินอันกว้าง-
ใหญ่ไพศาลเถิด. เมื่อมหาชนพร้อมทั้งพระ-
บิดา นางสนม ชาวนิคม และชาวแว่นแคว้น
ร้องไห้คร่ำครวญอย่างน่าสงสาร. เราไม่ห่วงใย
สละไปแล้ว.
ในบทเหล่านั้นบทว่า ปญฺชลิกา คือประคองอัญชลี. บทว่า
สเนคมา สรฏฺฐกา คือราชบุรุษทั้งปวงพร้อมด้วยชาวนิคมและชาวแว่น-

376
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 377 (เล่ม 74)

แคว้นพากันอ้อนวอนเราว่า ข้าแต่เทวะขอพระองค์อย่าทรงผนวชเลย.
พระมารดาพระบิดาตรัสว่า ลูกจงครองราชสมบัติในวันนี้เถิด. คือจงปกครอง
แผ่นดินอันใหญ่นี้ อันกว้างใหญ่ด้วยความเจริญยิ่งของบ้านนิคมและราชธานี
และด้วยถึงความไพบูลย์อันไพศาล ด้วยความสมบูรณ์ไปด้วยทรัพย์สาร
และด้วยความงอกงามของพืชพรรณมีข้าวกล้าเป็นต้น. พระมารดาพระบิดา
รับสั่งให้ยกเศวตฉัตรแล้วทรงขอร้องว่า ลูกจงครองราชสมบัติเถิด ก็เมื่อ
มหาชนพร้อมด้วยพระราชา นางสนม ชาวนิคม ชาวแว่นแคว้นร้องไห้
คร่ำครวญอย่างน่าสงสาร โดยอาการที่ความกรุณาอันใหญ่ย่อมมีแม้แก่ผู้ฟัง
ไม่ต้องพดถึงผู้เห็นเราไม่ห่วงใย ไม่เกาะเกี่ยวในบุคคลนั้น ๆ บวชแล้วใน
กาลนั้นเอง ท่านแสดงไว้ด้วยประการฉะนี้.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงแสดงว่า เราละสิริราชสมบัติเช่นกับ
สมบัติจักรพรรดิ พระประยูรญาติอันเป็นที่รักไม่ห่วงใยสละปริวารชน คน
สนิทและยศอันใหญ่ที่ชาวโลกเขาเพ่งเล็งกันได้ ตรัสพระคาถาของคาถา
ว่า :-
เราสละราชสมบัติในแผ่นดิน หมู่ญาติ
บริวารชน และยศศักดิ์ทั้งสิ้นมิได้คิดถึงเลย
เพราะเหตุแห่งโพธิญาณ เราจะเกลียดพระ-
มารดาพระบิดาก็หามิได้ เราจะเกลียดยศศักดิ์

377
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 378 (เล่ม 74)

อันยิ่งใหญ่ก็ตามิได้ แต่พระสัพพัญญุตญาณ
เป็นที่รักของเรา เพราะฉะนั้น เราจึงสละ
ราชสมบัติ ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า เกวลํ แปลว่า สิ้นเชิง อธิบายว่า เราสละ
ตำหนักนางสนมจนหมดสิ้น และแผ่นดินมีมหาสมุทรเป็นที่สุดด้วยประสงค์
จะบวช ไม่คิดถึงอะไร ๆ เพราะเหตุแห่งโพธิญาณอย่างเดียวว่า เราสามารถ
บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณได้ด้วยอาการอย่างนี้. อธิบายว่า เราไม่เกิดความ
เกี่ยวเกาะในสิ่งนั้นแม้แต่น้อย. บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะเราจะเกลียด
พระมารดาพระบิดา ยศศักดิ์อันยิ่งใหญ่และราชสมบัติก็หามิได้ เรารัก
ทั้งนั้น. แต่พระสัพพัญญุตญาณเท่านั้น เป็นที่รักของเรายิ่งกว่าสิ่งเหล่านั้น
ร้อยเท่า พันเท่า แสนเท่า. ฉะนั้นเราจึงสละราชสมบัติกับพระมารดา
เป็นต้น ในกาลนั้นได้ด้วยประการฉะนี้.
เมื่อพระมหาสัตว์ทรงสละทุกสิ่งทุกอย่าง เสด็จออกบวชยุธิฏฐิลกุมาร
พระกนิษฐาของพระโพฐิสัตว์นั้นถวายบังคมพระชนก ทรงขออนุญาตบวช
ติดตามพระโพธิสัตว์. ทั้งสองกษัตริย์ก็ออกจากพระนคร รับสั่งให้มหาชน
กลับเสด็จเข้าป่าหิมวันตะ สร้างอาศรมบทในที่น่าพอใจ ทรงบวชเป็นฤาษี
ยังฌานและอภิญญาให้เกิด ทรงเลี้ยงชีวิตด้วยรากไม้และผลไม้ในป่าเป็นต้น
จนตลอดพระชนม์ แล้วก็เสด็จไปสู่พรหมโลก. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ว่า :-

378
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 379 (เล่ม 74)

พระกุมารทั้งสอง คือ ยุธัญชัยะ และ
ยุธิฏฐิละ ละพระมารดาพระบิดา ตัดความข้อง
ของมัจจุออกบวชแล้ว.
ในบทเหล่านั้นบทว่า สงฺคํ เฉตฺวาน มจฺจุโน คือพระกุมารตัด
ความข้อง คือ ราคะ โทสะ โมหะ อันเป็นของมีอยู่ เพราะเป็นเหตุ
ทำร่วมกันกับมัจจุมาด้วยการข่มใจไว้ แล้วบวช.
พระมารดาพระบิดาในครั้งนั้น ได้เป็นมหาราชตระกูลในครั้งนี้.
ยุธิฏฐิลกุมาร คือพระอานนท์เถระ. ยุธัญชย คือพระโลกนาถ.
การบริจาคมหาทานเมื่อก่อนบวช และการสละราชสมบัติเป็นต้น
ของพระมหาสัตว์นั้นเป็นทานบารมี. การสำรวมกายวาจาเป็นศีลบารมี.
การบรรพชาและการบรรลุฌานเป็นเนกขัมมบารมี. ปัญญาเริ่มต้นด้วยทำ
มนสิการโดยความเป็นของไม่เที่ยง จนบรรลุอภิญญาเป็นที่สุดและปัญญา.
กำหนดธรรมเป็นอุปการะและไม่เป็นอุปการะแห่งทานเป็นต้น เป็นปัญญา
บารมี. ความเพียรยังประโยชน์นั้นให้สำเร็จในที่ทั้งปวง เป็นวีริยบารมี.
ญาณขันติและอธิวาสนขันติ เป็นขันติบารมี. การไม่พูดผิดจากคำปฏิญญา
ชื่อว่า สัจจบารมี. การตั้งใจสมาทานอันไม่หวั่นไหวในที่ทั้งปวง ชื่อว่า
อธิษฐานบารมี. เพราะจิตคิดแต่ประโยชน์ในสรรพสัตว์ทั้งหลายด้วยอำนาจ
แห่งเมตตาพรหมวิหาร ชื่อว่า เมตตาบารมี. ด้วยการวางเฉยในความ

379
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 380 (เล่ม 74)

ผิดปกติที่ทำแล้วในสัตตสังขาร และด้วยอุเบกขาพรหมวิหาร ชื่อว่า อุเบกขา-
บารมีเป็นอันได้บารมี ๑๐ ด้วยประการดังนี้. แต่พึงทราบโดยความพิเศษว่า
เป็นเนกขัมมบารมี. อนึ่ง แม้ในจริยานี้พึงเจาะจงกล่าวถึงอัจฉริยคุณของ
พระมหาบุรุษ ตามสมควรดุจในอกิตติจริยา. สมดังพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ไว้ว่า เอวํ อจฺฉริยา เหเต, อพฺภูตา จ มเหสิโน ฯลฯ ธมฺมสฺส
อนุธมฺมโต มีใจความดังได้กล่าวไว้แล้วในตอนต้น ๆ.
จบ อรรถกถายุธัญชยจริยาที่ ๑

380
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 381 (เล่ม 74)

๒. โสมนัสสจริยา
ว่าด้วยจริยาวัตรของโสมนัสสกุมาร
[๒๒ ] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นราชบุตร
สุดที่รัก เป็นที่ปรารถนา เป็นที่น่ารักของ
พระมารดาพระบิดาปรากฏนามว่า โสมนัส อยู่
ในอินทปัตถนครอันอุดม เป็นผู้มีศีล สมบูรณ์
ด้วยคุณธรรม มีปฏิภาณอันเฉียบแหลม
เคารพนบนอบต่อบุคคลผู้เจริญมีหิริ และ
ฉลาดในสังคหธรรม ครั้งนั้น มีดาบสโกงผู้หนึ่ง
เป็นที่โปรดปรานของพระราชาพระองค์นั้น
ดาบสนั้นปลูกต้นผลไม้ ดอกไม้และผัก เก็บ
ขายเลี้ยงชีวิต เราได้เห็นดาบสโกงนั้น เหมือน
กองแกลบอันไม่มีข้าวสาร เหมือนไม้เป็น
โพลงข้างใน เหมือนต้นกล้วยหาแก่นมิได้
ดาบสโกงผู้นี้ไม่มีธรรมของสัตบุรุษ ปราศจาก
ความเป็นสมณ ละธรรมขาวคือหิริ เพราะ
เหตุแห่งการเลี้ยงชีวิต ปัจจันตชนบทกำเริบ

381
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 382 (เล่ม 74)

ขึ้น เพราะโจรอันเที่ยวอยู่ในดง พระราชบิดา
ของเรา เมื่อจะเสด็จไปปราบความกำเริบนั้น
ตรัสสั่งเราว่า พ่ออย่าประมาทในชฎิลผู้มีความ
เพียรอันแรงกล้านะ พ่อจงอนุวัตรตามความ
ปรารถนา ด้วยว่าชฎิลนั้น เป็นผู้ให้ความ
สำเร็จความปรารถนาทั้งปวง เราไปสู่ที่บำรุง
ชฎิลนั้นแล้วได้กล่าวดังนี้ว่า ดูก่อนคฤหบดี
ท่านสบายดีดอกหรือ หรือว่าท่านจะให้นำเอา
อะไรมา เหตุนั้น ดาบสโกงนั้นอาศัยมานะ
จึงโกรธเราว่า เราจะให้พระราชาฆ่าท่านเสีย
ในวันนี้ หรือจะให้ขับไล่เสียจากแว่นแคว้น
พระราชาทรงปราบปัจจันตชนบทสงบแล้ว ได้
ตรัสถามชฏิลโกงว่า พระผู้เป็นเจ้าสบายดี
หรือสักการะสัมมานะยังเป็นไปแก่พระผู้เป็น
เจ้าหรือ ชฎิลโกงนั้นทราบทูลแด่พระราชา
เหมือนว่าพระราชกุมารให้ฉิบหาย พระเจ้า
แผ่นดินทรงสดับคำของชฎิลโกงนั้นทรงบังคับ

382
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 383 (เล่ม 74)

ว่า จงตัดศีรษะเสียในที่นี้นั่นแหละ จงสับ
ฟันบั่นออกเป็น ๔ ท่อน ทิ้งไว้ในท่ามกลาง
ถนนให้คนเห็นว่า นั่นเป็นผลของตนเบียด-
เบียนชฎิล พวกโจรฆาตก็ใจดุร้ายไม่มีกรุณา
เหล่านั้น เพราะรับสั่งบังคับ เมื่อเรานั่งอยู่
บนตักของพระมารดา ก็ฉุดคร่านำเราไป เรา
ได้กล่าวแก่เขาเหล่านั้น ซึ่งกำลังผูกมัดอย่าง
มั่นคงอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายจงพาเราไปเฝ้า
พระราชาโดยเร็ว ราชกิจของเรามีอยู่ เขา
เหล่านั้นเป็นคนลามกและเสพคนลามก พาเรา
ไปเฝ้าพระราชา เราไปเฝ้าพระราชา แล้วทูล
ให้ทรงเข้าพระทัย และนำมาสู่อำนาจของเรา
พระบิดาขมาเรา ณ ที่นั้นแล้ว ได้พระราชทาน
ราชสมบัติอันใหญ่หลวงแก่เรา เรานั้นทำลาย
ความมืดมัวเมาแล้ว ออกบวชเป็นบรรพชิต
เราจะเกลียดราชสมบัติ อันใหญ่หลวงก็หา
มิได้ จะเกลียดกามโภคสมบัติก็หามิได้ แต่

383