ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 364 (เล่ม 74)

เม สีลปารมี นี้เป็นศีลบารมีของเรา คือการที่เราผู้มีอานุภาพมากอย่างนี้
อธิษฐานอย่างนั้น ไม่โกรธลูกพรานเพราะกลัวศีลจะขาด นี้เป็นศีลบารมี
ของเราซึ่งเป็นไปแล้วโดยความไม่คำนึงถึงชีวิตโดยส่วนเดียวเท่านั้น. อธิบาย
ว่า เป็นปรมัตถบารมี ด้วยอำนาจของศีล.
อนึ่ง เมื่อพระโพธิสัตว์ถูกพวกลูกเศรษฐีนำไป กุฎุมพีชื่ออาฬาระชาว
เมืองมิถิลา นำเกวียน ๕๐๐ นั่งอยู่บนยานอันสำราญไปเห็นพวกลูกพราน
เหล่านั้น กำลังนำพระมหาสัตว์ไป ก็เกิดความสงสารถามพรานเหล่านั้นว่า
พวกท่านนำนาคราชนี้ไปทำไม ? พวกท่านจักนำไปทำอะไร ? พวกพราน
ตอบว่า พวกเราจักปิ้งเนื้ออร่อยอ่อนอ้วนของนาคนี้กิน. กุฎุมพีนั้นจึงให้โค
ใช้งาน ๑๖ ตัว ทองคำฟายมือหนึ่งแก่พวกลูกพรานเหล่านั้น ผ้านุ่งห่ม
แม้แก่ภรรยาของทุกคน วัตถุสิ่งของที่ระลึกแก่พวกลูกพรานแล้วกล่าวว่า
นาคนี้เป็นนาคราชมีอานุภาพมากโดยชอบ. ไม่ประทุษร้ายพวกท่านด้วยศีล
คุณของตน. พวกที่ทำให้นาคราชนี้ลำบาก เป็นบาปมาก. ปล่อยเสียเถิด.
พวกลูกพรานเหล่านั้นกล่าวว่า นาคนี้เป็นอาหารเอร็ดอร่อยของพวกเรา.
พวกเราไม่เคยกินนาคเลย. เอาเถิดพวกเราบูชาถ้อยคำของท่าน. เพราะ
ฉะนั้นเราจะปล่อยนาคนี้. แล้วปล่อยให้พระมหาสัตว์นอนบนพื้นดินเพราะ
ความหยาบช้าของตนๆ จึงจับที่ปลายหวายและเถาวัลย์ที่ร้อยไว้ด้วยหนาม
เหล่านั้นเตรียมจะกระชาก.

364
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 365 (เล่ม 74)

ลำดับนั้น กุฎุมพีเห็นนาคราชลำบาก จึงทำไม่ให้ลำบากด้วยการเอา
ดาบตัดเถาวัลย์ค่อย ๆ. ดึงออกไม่ให้เจ็บปวดทำนองเดียวกับการนำเครื่องเจาะหู
ของทารกทั้งหลายออก. ในกาลนั้น ลูกพรานทั้งหลายช่วยกันค่อยๆ ดึงเครื่อง
ผูกมัดที่สอดสวมออกจากจมูกของนาคราชนั้น. สักครู่หนึ่งพระมหาสัตว์
ก็บ่ายหน้าไปทางทิศตะวันออกมองดูอาฬาระด้วยตาเต็มไปด้วยน้ำตา. พวก
พรานไปได้หน่อยหนึ่ง แอบปรึกษากันว่า นาคอ่อนกำลัง เมื่อนาคตายพวก
เราจักเอานาคนั้นไป. อาฬารกุฎุมพีไหว้พระมหาสัตว์กล่าวว่า จงไปเถิดมหา-
นาค. พวกพรานจะไม่จับท่านอีกแล้ว ได้ตามไปส่งนาคราชนั้นหน่อยหนึ่ง
แล้วก็กลับ.
พระโพธิสัตว์ไปยังนาคพิภพไม่ทำให้เสียเวลาในนาคพิภพนั้น ออก
ไปพร้อมด้วยบริวารใหญ่ เข้าไปหาอาฬาระพรรณนาคุณของนาคพิภพ แล้ว
นำอาฬาระไปในนาคพิภพนั้น ให้ยศยิ่งใหญ่พร้อมด้วยนางนาคกัญญา ๓๐๐
แก่อาฬาระ. ให้อาฬาระเอิบอิ่มด้วยกามทิพย์. อาฬาระอยู่ในนาคพิภพได้
หนึ่งปี บริโภคกามทิพย์ จึงบอกแก่นาคราชว่า สหาย ข้าพเจ้าปรารถนา
จะบวช จึงถือเอาบริขารของบรรพชิตออกจากนาคพิภพนั้น ไปหิมวันต-
ประเทศแล้วบวชอาศัยอยู่ ณ หิมวันตประเทศนั้นเป็นเวลาช้านาน ต่อมา
เที่ยวจาริกไปถึงกรุงพาราณสี พระเจ้ากรุงพาราณสีทอดพระเนตรเห็นทรง
เลื่อมใส อาจารสมบัติตรัสถามว่า พระคุณท่านบวชจากตระกูลที่มีสมบัติ
มาก. เพราะเหตุไรจึงบวช เมื่อจะทูลถึงเหตุที่ตนบวช จึงทูลเรื่องราวทั้งหมด

365
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 366 (เล่ม 74)

ตั้งต้นแต่การขอให้พวกพรานปล่อยพระโพธิสัตว์จากเงื้อมมือ แด่พระราชา
แล้วแสดงธรรมด้วยคาถาทั้งหลายเหล่านี้ว่า :-
มหาบพิตร แม้กามทั้งหลายอันเป็นของ
มนุษย์ เป็นสิ่งไม่เที่ยง มีความแปรปรวนไป
เป็นธรรมดา อาตมาภาพก็ได้เห็นแล้ว อาต-
มาภาพเห็นโทษในกามคุณทั้งหลาย จึงบวช
ด้วยศรัทธา มหาบพิตร มนุษย์ทั้งหลาย
ทั้งหนุ่มทั้งแก่ ตายหมด เหมือนผลไม้ในป่า
หล่น ฉะนั้น อาตมาภาพเห็นดังนั้น จึงบวช
ความเป็นสมณะ ไม่ผิด เป็นสิ่งประเสริฐ.
พระราชาทรงสดับดังนั้นแล้ว จึงตรัสว่า :-
ผู้มีปัญญาเป็นพหูสูต มีความคิดถึงฐานะ
มาก ควรคบแน่นอน ท่านอาฬาระ ข้าพเจ้า
ได้ฟังเรื่องนาคราชและเรื่องท่านแล้ว จักกระ-
ทำบุญไม่น้อยทีเดียว.
ลำดับนั้น พระดาบสแสดงธรรมถวายพระราชอย่างนี้ว่า :-

366
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 367 (เล่ม 74)

ผู้มีปัญญา เป็นพหูสูต มีความคิดถึง
ฐานะมากควรคบ ข้าแต่ราชะ พระองค์ทรง
สดับเรื่องราวของนาคราชและของอาตมาภาพ
แล้ว ขอจงทรงทำบุญไม่น้อยเถิด.
พระดาบสพักอยู่ ณ กรุงพาราณสีนั้นตลอดฤดูฝน ๔ เดือนแล้วไป
หิมวันตประเทศ เจริญพรหมวิหาร ๔ ตลอดชีวิต ก็ได้เข้าถึงพรหมโลก. แม้
พระโพธิสัตว์ก็อยู่จำอุโบสถตลอดชีวิตก็ได้ไปสู่สวรรค์. แม้พระราชานั้นก็
ทรงทำบุญมีทานเป็นต้น แล้วก็ไปตามยถากรรม.
อาฬาระในครั้งนั้น ได้เป็นพระสารีบุตรในครั้งนี้. พระเจ้าพาราณสี
คือพระอานนท์เถระ. สังขปาลนาคราช คือพระโลกนาถ.
การบริจาคสรีระ ของนาคราชนั้นเป็นทานบารมี. การที่นาคราช
ผู้ประกอบด้วยเดชเป็นพิษเห็นปานนั้น เมื่อมีการเบียดเบียนก็ไม่ทำลายศีล
ชื่อว่า ศีลบารมี. การละโภคสมบัติเช่นกับโภคสมบัติของเทพ แล้วออกจาก
นาคพิภพ บำเพ็ญสมณธรรม ชื่อว่า เนกขัมมบารมี. การเตรียมตัวว่าควร
ทำประโยชน์มีทานเป็นต้น และสิ่งนี้ ๆ ชื่อว่า ปัญญาบารมี. การบรรเทา
กามวิตก และความเพียรด้วยการอดกลั้น ชื่อว่า วีริยบารมี. ความอดทน
ด้วยความอดกลั้น ชื่อว่า ขันติบารมี. การสมาทานสัจจะ ชื่อว่า สัจจบารมี.
การตั้งใจสมาทานไม่หวั่นไหว ชื่อว่า อธิษฐานบารมี. ความเป็นผู้มีเมตตา

367
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 368 (เล่ม 74)

และความเอ็นดูในสรรพสัตว์ทั้งหลาย หมายถึงมวลลูกพราน ชื่อว่า เมตตา
บารมี. ความเป็นกลางในเวทนา และความผิดปกติที่ทำแล้วในสัตตสังขาร
ทั้งหลาย ชื่อว่า อุเบกขาบารมีเป็นอันได้บารมี ๑๐ อย่างนี้ด้วยประการฉะนี้.
แต่ศีลบารมีเท่านั้นที่ท่านยกขึ้นสู่เทศนา ทำให้เป็นบารมีมีความยิ่งยวด
อย่างยิ่ง. อนึ่ง คุณานุภาพของพระโพธิสัตว์ในจริยานี้ พึงประกาศโดยนัย
ดังกล่าวแล้วในภูริทัตตจริยามีอาทิว่า โยชนสติเก นาคภวนฏฺฐาเน ใน
ที่ตั้งนาคพิภพ ประมาณ ๑๐๐ โยชน์ดังนี้.
จบ อรรถกถาสังขปาลจริยาที่ ๑๐

368
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 369 (เล่ม 74)

บทว่า เอเต คือจริยามีหัตถินาคจริยาเป็นต้น ที่แสดงแล้วใน
วรรคนี้ และจริยา ๙ ที่รวบรวมแสดงด้วยหัวข้อมีอาทิว่า หตฺถิ นาโค
ภูริทตฺโต หัตถินาคจริยา ภูริทัตตจริยาเหล่าใด ทั้งหมดเหล่านั้น ชื่อว่า
สีลพลา เพราะมีศีลเป็นกำลัง โดยความเป็นไปด้วยการบำเพ็ญศีลบารมี
เป็นพิเศษ. ชื่อว่า ปริกฺขารา เพราะปรับปรุงศีลอันเป็นปรมัตถบารมีและ
เพราะปรับปรุงสันดานด้วยอำนาจแห่งการอบรม. ชื่อว่า ปเทสิกา สปฺป-
เทสา คือยังมีการสละให้ เพราะศีลปรมัตถบารมีอันถึงความอุกฤษฏ์ ยัง
ไม่สมบูรณ์. คือไม่ให้ก็ไม่ใช่. หากถามว่า เพราะเหตุไร. ตอบว่า เพราะ
รักษาชีวิต แล้วจักตามรักษาศีล อธิบายว่า เพราะบรรดาจริยาทั้งหลาย มี
หัตถินาคจริยาเป็นต้นเหล่านั้น เรารักษาชีวิตของตนโดยเป็นเอกเทศเท่านั้น
แล้วตามรักษาศีล. เรามิได้สละชีวิตโดยประการทั้งปวง. แต่เมื่อเราเป็น
สังขปาลนาคราช มีอานุภาพมาก มีเดชคือพิษสูง ชีวิตของเราถูกพราน
เหล่านั้นรวมหัวกัน มิได้จำแนกบุคคลทั้งก่อนทั้งหลัง นำไปโดยส่วนเดียว
เท่านั้น. เราสละชีวิตที่ถูกเขานำไปให้เป็นทาน เพื่อตามรักษาศีลเท่านั้น.
เพราะฉะนั้น จริยานั้นถึงความเป็นปรมัตถบารมี จึงเป็นศีลบารมีของเรา
ท่านแสดงไว้ด้วยประการฉะนี้.
จบ อรรถกถาทุติยวรรค
เป็นการชี้แจงศีลบารมีโดยวิเศษอันสงเคราะห์เข้าในจริยา ๑๐ อย่าง.

369
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 370 (เล่ม 74)

รวมจริยาที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สีลวนาคจริยา ๒. ภูริทัตตจริยา ๓. จัมเปยยกจริยา
๔. จูฬโพธิจริยา ๕. มหิสราชจริยา ๖. รุรุมิคจริยา ๗. มาตังคจริยา
๘. ธรรมเทวปุตตจริยา ๙. ชยทิสจริยา ๑๐. สังขปาลจริยา จริยา
ทั้งหมดนี้เป็นกำลังของศีล เป็นบริขารของศีล เราให้สละชีวิตตามรักษาศีล
เราผู้เป็นสังขปาลนาคราช ได้มอบชีวิตให้แก่คนใดคนหนึ่ง แม้ตลอดกาล
ทุกเมื่อ เหตุนั้น จริยานั้นจึงเป็นศีลบารมี ฉะนี้แล.
จบ สีลบารมีนิเทส

370
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 371 (เล่ม 74)

๓. ยุธัญชยวรรค
การบำเพ็ญเนกขัมมบารมีเป็นต้น
๑. ยุธัญชยจริยา
ว่าด้วยจริยาวัตรของยุธัญชยกุมาร
[๒๑] ในกาลเมื่อเราเป็นพระราชโอรส ( ของ
พระเจ้าสัพพทัตตราช ) นามว่ายุธัญชัย มี
บริวารยศหาประมาณมิได้ สลดใจเพราะได้
เห็นหยาดน้ำค้างอันเหือดแห้งเพราะแสง
อาทิตย์ เราทำความเป็นอนิจจังนั้นแลให้เป็น
ปุเรจาริก พอกพูนความสังเวช เราถวายบังคม
พระมารดาและพระบิดาแล้ว ทูลขอบรรพชา
มหาชนพร้อมทั้งชาวนิคมทั้งชาวจังหวัด ประ-
นมอัญชลีอ้อนวอนเรา พระบิดาตรัสว่า วันนี้
เจ้าจงปกครองแผ่นดินอันกว้างใหญ่ไพศาลเถิด
ลูก เมื่อมหาชนพร้อมทั้งพระราชบิดา นาง
สนม ชาวนคม และชาวแว่นแคว้น ร้องไห้
ร่ำไรควรสงสาร เราไม่ห่วงใยสละไปแล้ว เรา
สละราชสมบัติในแผ่นดินหมู่ญาติ บริวารชน

371
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 372 (เล่ม 74)

และยศศักดิ์ทั้งสิ้นได้ไม่คิดถึงเลย เพราะเหตุ
แห่งโพธิญาณ เราจะเกลียดพระมารดาพระบิดา
ก็หามิได้ เราจะเกลียดยศศักดิ์อันยิ่งใหญ่ก็หา
มิได้ แต่พระสัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา
ฉะนั้น เราจึงสละราชสมบัติ ฉะนี้แล.
จบ ยุธัญชยจริยาที่ ๑
อรรถกถายุธัญชยวรรคที่ ๓
การบำเพ็ญเนกขัมมบารมี
อรรถกถายุธัญชยจริยาที่ ๑
พึงทราบวินิจฉัยในอรรถกถายุธัญชยจริยาที่ ๑ แห่งวรรคที่ ๓ ดัง
ต่อไปนี้. บทว่า อมิตยโส คือมีบริวารและสมบัติหาประมาณมิได้. บทว่า
รณชปุตฺโต ยุธญฺชโย คือชื่อยุธัญชยเป็นโอรสของพระราชาพระนามว่า
สัพพทัตตะในรัมมนคร.
กรุงพาราณสีนี้ ในอุทยชาดก ชื่อว่า สุรุนธนนคร. ในจูฬสุต-
โสมชาดก ชื่อว่า สุทัศนนคร. . ในโสณนันทชาดก ชื่อว่า พรหมวัฑฒน
นคร. ในขัณฑหาลชาดก ชื่อว่า บุบผวตีนคร. แต่ในยุธัญชยชาดก ชื่อว่า
รัมมนคร. บางครั้งชื่อของนครนี้ก็เปลี่ยนไปอย่างนี้. ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า
.

372
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 373 (เล่ม 74)

พระราชบุตรเป็นโอรสของพระราชา พระนามว่า สัพพทัตตะในรัมมนคร.
พระราชาพระองค์นั้นได้มีพระโอรส ๑,๐๐๐ องค์.พระโพธิสัตว์เป็นโอรสองค์
ใหญ่. พระราชาพระราชทานตำแหน่งอุปราชให้. พระโอรสนั้นทรงให้
มหาทานทุก ๆ วัน ตามนัยดังได้กล่าวแล้วในหนหลังนั้นแล. เมื่อกาลผ่านไป
อย่างนี้ วันหนึ่งพระโพธิสัตว์ขึ้นประทับรถอันประเสริฐแต่เช้าตรู่ เสด็จ
ประพาสพระราชอุทยานด้วยสมบัติอันเป็นสิริใหญ่ ทอดพระเนตรเห็น
หยาดน้ำค้างที่ค้างอยู่บนยอดไม้ ยอดหญ้า ปลายกิ่งและใยแมลงมุมเป็นต้น
มีลักษณะเหมือนข่ายแก้วมุกดา ตรัสถามว่า ดูก่อนสารถีนั่นอะไร. ครั้น
ทรงสดับว่า นั่นคือหยาดน้ำค้างที่ตกในเวลามีหิมะ. ทรงเพลิดเพลินอยู่ ณ
พระราชอุทยาน ตอนกลางวัน ครั้นตกเย็นเสด็จกลับ ไม่ทรงเห็นหยาด
น้ำค้างเหล่านั้น จึงตรัสถามว่า ดูก่อนสารถี หยาดน้ำค้างเหล่านั้นหาย
ไปไหนหมด. เดี๋ยวนี้เราไม่เห็นหยาดน้ำค้างเหล่านั้น ครั้นทรงสดับว่า
เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นหยาดน้ำค้างทั้งหมดก็สลายละลายไป ทรงดำริว่า หยาด
น้ำค้างเหล่านี้เกิดขึ้นแล้วสลายไปฉันใด แม้สังขารคือชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย
เหล่านี้ก็ฉันนั้น เช่นกับหยาดน้ำค้างที่ยอดหญ้า. เพราะฉะนั้น เราซึ่งยัง
ไม่ถูกพยาธิ ชราและมรณะเบียดเบียนควรทูลลาพระมารดาพระบิดาออก
บวช จึงทรงทำหยาดน้ำค้างให้เป็นอารมณ์ เห็นภพทั้งสามดุจถูกไฟไหม้
เสด็จมายังพระตำหนักของพระองค์ เสด็จไปเฝ้าพระบิดาซึ่งประทับอยู่
โรงวินิจฉัย ซึ่งประดับตกแต่งเป็นอย่างดี ถวายบังคมพระชนก ประทับยืน
อยู่ข้างหนึ่งทูลขอบวช. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-

373