ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 354 (เล่ม 74)

ก็กระต่ายนั้นสำคัญว่า ท่าวสักกะนี้เป็น
พราหมณ์ จึงได้เชิญให้อยู่ ณ ที่นั้น. ข้าแต่
เทวะ. ด้วยเหตุนั้นแล กระต่ายนั้นจึงเป็น
จันทิมาเทพบุตร ได้ความสรรเสริญด้วยเสียงว่า
สส ให้เจริญความใคร่จนทุกวันนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สโส อวาเสสิ สเก สรีเร คือกระต่าย
เมื่อจะให้ร่างกายของตน ในสรีระของตนอย่างนี้ว่า ท่านจงเคี้ยวกินสรีระ
แล้วจงอยู่ที่นี้เถิด เพราะสรีระของตนเป็นเหตุ จึงให้ท้าวสักกะผู้มีรูปเป็น
พราหมณ์ นั้นอยู่ ณ ที่นั้น. บทว่า สสตฺถุโต คือได้ความสรรเสริญด้วย
เสียงว่า สส อย่างนี้ว่า สส ดังนี้. บทว่า กามทุโห คือให้เจริญความ
ใคร่. บทว่า ยกฺข คือเทวดา.
พระมหาสัตว์ทรงแสดงเครื่องหมายกระ-
ต่ายในดวงจันทร์ อันเป็นปาฏิหาริย์ ตั้งอยู่
ตลอดกัปให้เป็นพยาน แล้วได้ตรัสถึงความที่
พระองค์แม้ท้าวสักกะก็ไม่สามารถจะข่มได้.
พระยาโปริสาทได้ฟังดังนั้นเกิดจิตอัศจรรย์ไม่เคยมี จึงกล่าวคาถาว่า :-
ดวงจันทร์พ้นจากปากราหู ย่อมรุ่งเรือง
ดุจแสงสว่างในวันเพ็ญ ฉันใด. ท่านกปิละผู้

354
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 355 (เล่ม 74)

มีอานุภาพใหญ่ ท่านพ้นจากโปริสาทย่อมรุ่ง
โรจน์ ฉันนั้น. พระองค์ยังพระชนกชนนีให้
ปลาบปลื้ม ทั้งผู้ที่เป็นฝ่ายพระญาติทั้งปวงของ
พระองค์ก็ยินดี.
แล้วก็ปล่อยพระกุมารไปด้วยทูลว่า ขอท่านผู้เป็นวีระบุรุษผู้ยิ่งใหญ่
จงกลับไปเถิด. แม้พระมหาสัตว์ก็ทรงทำให้โปริสาทนั้นหมดพยศได้แล้วให้
ศีล ๕ เมื่อจะทรงทดลองดูว่า โปริสาทนี้เป็นยักย์หรือไม่จึงสันนิษฐานเอา
โดยไม่พลาด ดุจด้วยพระสัพพัญญุตญาณโดยอนุมาน คือถือเอาตามนัยดังนี้
คือ นัยน์ตายักษ์มีสีแดงไม่กะพริบ. เงาไม่ปรากฏ. ไม่หวาดสะดุ้ง. โปริสาท
นี้ไม่เป็นอย่างนั้น. เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่ยักษ์. เป็นมนุษย์นี่เอง. นัยว่า
พระบิดาของเรามีพระภาดา ๓ องค์ ถูกยักษิณีจับไป. ทั้ง ๓ องค์นั้นถูก
ยักษิณีกินเสีย ๒ องค์. องค์หนึ่งยักษิณีเลี้ยงดูด้วยความรักเหมือนลูก.
โปริสาทนี้คงจักเป็นองค์นั้นเป็นแน่แล้วคิดว่า เราจักทูลพระบิดาของเราให้
ตั้งโปริสาทไว้ในราชสมบัติ แล้วกล่าวว่า ท่านมิใช่ยักษ์เป็นพระเชษฐา ของ
พระบิดาของเรา มาเถิดท่านจงมาไปกับเรา แล้วครองราชสมบัติอันเป็นของ
ตระกูล. ดังที่พระกุมารกล่าวว่า ท่านเป็นลุงของเรา. เมื่อโปริสาทกล่าวว่า
เราไม่ใช่มนุษย์ พระกุมารจึงนำไปหาดาบสผู้มีตาทิพย์ซึ่งโปริสาทเชื่อถือ. เมื่อ
ดาบสกล่าวถึงความเป็นพ่อว่า พวกท่านทำอะไรกันทั้งพ่อทั้งลูกเที่ยวไปในป่า
ดังนี้โปริสาทจึงเชื่อกล่าวว่าไปเถิดลูก. เราไม่ต้องการราชสมบัติ. เราจักบวช

355
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 356 (เล่ม 74)

ละ แล้วบวชเป็นฤาษีอยู่ในสำนักของดาบส. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ไว้ว่า :-
เรามิได้รักษาชีวิตของเรา เพราะเหตุแห่ง
พระบิดาเป็นผู้ทรงศีล เราได้ให้พระยาโปริสาท
ผู้ฆ่าสัตว์เป็นปกติทุกเมื่อนั้นบวชแล้ว.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สีลวตํ เหตุ คือเพราะแห่งบิดาแห่งบิดาของ
เราเป็นผู้ทรงศีล. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สีลวตํ เหตุ คือเพราะเหตุแห่ง
ความมีศีล. อันเป็นเครื่องหมายแห่งการสมาทานความมีศีลของเรา เพื่อ
มิให้ศีลขาด. บทว่า ตสฺส คือ โปริสาทนั้น.
ลำดับ นั้นพระมหาสัตว์ทรงนมัสการพระเจ้าลุงของตน ซึ่งบวชแล้วไป
ใกล้พระนคร พระราชา ชาวพระนคร ชาวนิคม ชาวชนบท ได้ฟังว่าพระ-
กุมารเสด็จกลับมาแล้ว ต่างก็ร่าเริงยินดีลุกไปตั้งรับ พระกุมารถวายบังคม
พระราชา แล้วทูลเรื่องราวทั้งหมดให้ทรงทราบ. พระราชาได้ทรงสดับดังนั้น
แล้ว ในขณะนั้นเอาจึงทรงรับสั่งให้ตีกลองป่าวประกาศ เสด็จไปหาพระดาบส
โปริสาทนั้นด้วยบริวารใหญ่แล้วตรัสว่า ข้าแต่เจ้าพี่ ขอเชิญเจ้าพี่มาครองราช-
สมบัติเถิด. พระดาบสทูลว่า อย่าเลยมหาบพิตร. พระราชาตรัสว่า ถ้าเช่นนั้น
นิมนต์อยู่ในพระราชอุทยานของข้าพเจ้าเถิด. พระดาบสทูลว่า อาตมาไม่มา.
พระราชารับสั่งให้ปลูกบ้านใกล้อาศรมนั้นแล้วจัดตั้งภิกษา. บ้านนั้น ชื่อจูฬ -
กัมมาสทัมมนิคม.

356
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 357 (เล่ม 74)

พระมารดาพระบิดาในครั้งนั้น ได้เป็นมหาราชตระกูลในครั้งนี้.
พระดาบส คือพระสารีบุตร. โปริสาท คือพระองคุลิมาล. พระกนิษฐา คือ
นางอุบลวรรณา. พระอัครมเหสี คือมารดาพระราหุล. อลีนสัตตุกุมาร คือ
พระโลกนาถ.
แม้ในชยทิสจริยานี้ก็พึงเจาะจงกล่าวถึงบารมีที่เหลือของพระโพธิสัตว์
นั้นตามสมควร โดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. อนึ่ง พึงประกาศคุณา-
นุภาพของพระโพธิสัตว์ไว้ในจริยานี้ มีอาทิอย่างนี้ คือการที่พระบิดาทรงห้าม
สละชีวิตของตน เพื่อรักษาชีวิตของพระบิดาจึงตัดสินพระทัยว่า จักไปหา
โปริสาท. การที่วางศัสตราไปเพื่อมิให้โปริสาทนั้นหวาดสะดุ้ง. การเจรจา
ถ้อยคำน่ารักกับโปริสาทนั้นด้วยหวังว่า ศีลของตนจงอย่าขาดเลย. การไม่
มีความสะดุ้งต่อความตาย ทั้ง ๆ ที่โปริสาทนั้นข่มขู่โดยนัยต่าง ๆ การร่าเริง
ยินดีว่า เราจักทำร่างกายของเราให้มีผลในประโยชน์ของพระบิดา. การรู้ภาวะ
ของตนที่ไม่คำนึงถึงชีวิต เพื่อบริจาคในชาติเป็นกระต่าย ซึ่งแม้ท้าวสักกะ
ไม่สามารถจะข่มได้. การไม่มีความผิดปกติแม้เมื่อถูกสมาคมปล่อย. การรู้
ไม่ผิดพลาดของความเป็นมนุษย์ และความเป็นพระเจ้าลุงของโปริสาทนั้น.
ความเป็นผู้ใคร่เพื่อให้โปริสาทนั้น ดำรงอยู่ในราชสมบัติอันเป็นของตระกูล
เพียงได้รู้จักกัน. การให้โปริสาทเกิดสลดใจในการแสดงธรรมแล้วให้ตั้งอยู่.
ในศีล.
จบ อรรถกถาชยทิสจริยาที่ ๙

357
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 358 (เล่ม 74)

๑๐. สังขปาลจริยา
ว่าด้วยจริยาวัตรของสังขปาลนาคราช
[๒๐] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นพระยานาค
ชื่อสังขปาละ มีฤทธิ์มาก มีเขี้ยวเป็นอาวุธ
มีพิษแรงกล้า มีลิ้นสองแฉก เป็นใหญ่กว่า
นาคทั้งหลาย เราอธิษฐานอุโบสถมีองค์ ๔
ประการว่า ผู้ใดมีกิจด้วยผิวหนังก็ดี เนื้อก็ดี
เอ็นก็ดี กระดูกก็ดี ของเรา ผู้นั้นจงนำเอา
อวัยวะที่เราให้แล้วนี้ไปเถิด แล้วสำเร็จการอยู่
ณ สถานที่ใกล้ทางใหญ่สี่แยก อันเกลื่อนกล่น
ด้วยหมู่ชนต่าง ๆ พวกบุตรของนายพรานเป็น
คนดุร้าย หยาบช้า ไม่มีกรุณา ได้เห็นเราแล้ว
มีมือถือไม้พลองตะบองสั้น กรูกันเข้ามาหาเรา
ณ ที่นั้น พวกบุตรนายพรานเอาหอกแทงเราที่
จมูก ที่หาง ที่กระดูกสันหลัง แล้วเอาหวาย
ร้อยหามเราไป ถ้าเราปรารถนา ก็พึงยังมหา-
ปฐพีอันมีสมุทรสาครเป็นที่สุด พร้อมทั้งป่า
ทั้งภูเขา ให้ไหนด้วยลมจมูกในที่นั้น ๆ แต่

358
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 359 (เล่ม 74)

เราไม่โกรธเคืองพวกบุตรนายพราน แม้จะแทง
ด้วยหลาว แม้จะทิ่มด้วยหอก นี้เป็นศีลบารมี
ของเรา ฉะนี้แล.
จบ สังขปาลจริยาที่ ๑๐
อรรถกถาสังขปาลจริยาที่ ๑๐
พึงทราบวินิจฉัยในอรรถกถาสังขปาลจริยาที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้. ความ
สังเขปในบทว่า สงฺขปาโล เป็นต้น มีดังนี้. ชื่อว่า มหิทฺธิโก มีฤทธิ์
มาก เพราะประกอบด้วยฤทธิ์ของนาคใหญ่เช่นกับโภคสมบัติของเทพ. ชื่อว่า
ทาฐาวุโธ มีเขี้ยวเป็นอาวุธ เพราะมีเขี้ยวเป็นอาวุธ ๔ เขี้ยว คือข้างล่าง ๒
ข้างบน ๒. ชื่อว่า โฆรวิโส มีพิษแรงกล้า เพราะมีพิษมีเดชสูง. ชื่อว่า
ทวิชิวฺโห มีลิ้นสองแฉก เพราะประกอบด้วยลิ้นสองแฉก สำเร็จมาแต่
กำเนิดนาค. ชื่อว่า อุรคาภิภู เป็นใหญ่กว่านาคทั้งหลาย เพราะความเป็น
ใหญ่กว่านาคทั้งหลาย อันได้ชื่อว่า อุรค เพราะไปด้วยอก แม้ของนาคผู้มี
อานุภาพใหญ่. ในทาง ๒ แยก กล่าวคือที่ที่นั้น ทาวสองสายทะลุติดต่อ
กันไป. ในทางใหญ่ คือเป็นที่ที่มหาชนสัญจรไปมาเสมอๆ. อันเกลื่อนกล่น
ด้วยหมู่ชนต่าง ๆ เพราะจากที่นั้นหีมหาชนมากมาย. องค์ ๔ ด้วยสามารถ
แห่งองค์ ๔ ซึ่งจะกล่าวในบัดนี้. บทว่า อธิฏฺฐาย คืออธิษฐานได้แก่ตั้ง.
ใจ. เมื่อใดเราเป็นนาคราชมีรูปตามที่กล่าวแล้ว ชื่อว่าสังขบาล. เมื่อนั้น

359
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 360 (เล่ม 74)

เราสำเร็จการอยู่ในที่ดังกล่าวแล้วในหนหลัง คือสำเร็จการอยู่ ด้วยการอยู่
จำอุโบสถ.
จริงอยู่พระมหาสัตว์ เป็นผู้ขวนขวายในบุญมีทานและศีลเป็นต้น
ท่องเที่ยวไปมาในคติของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ด้วยการแสวงหาโพธิ-
ญาณ บางครั้ง เกิดในนาคพิภพอันมีสมบัติเช่นกับสมบิดของเทพ เป็นนาค-
ราชชื่อว่าสังขปาละ. มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก. นาคราชนั้น เมื่อกาล
ผ่านไป รังเกียจสมบัตินั้นปรารถนากำเนิดมนุษย์ จึงอยู่จำอุโบสถ. เมื่อ
นาคราชนั้นอยู่ในนาคพิภพ การอยู่รักษาอุโบสถไม่สมบูรณ์. ศีลจักเศร้า-
หมอง. ด้วยเหตุนั้นนาคราชจึงออกจากนาคพิภพ ล้อมจอมปลวกแห่งหนึ่ง
ในระหว่างทางใหญ่ และทางเดินทางเดียว ไม่ไกลแม่น้ำ กัณหวรรณา แล้ว
อธิษฐานอุโบสถ สมาทานในวัน ๑๔ - ๑๕ ค่ำ เป็นปกติ. อธิษฐานว่า ผู้
ต้องการหนังเป็นต้นของเราจงเอาไป สละตนให้เป็นทานแล้วนอน. วันค่ำ
หนึ่งจึงไปนาคพิภพ. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า. อีกเรื่องหนึ่งในกาล
เมื่อเราเป็นนาคราช ชื่อว่า สังขปาละ มีฤทธิ์มากเป็นต้น.
ท่านกล่าวบทว่า จตุโร องฺเค อธิฏฺฐาย อธิษฐานองค์ ๔ มีผิวหนัง
เป็นต้น ไว้ในที่นี้ เป็นการแสดงถึง อธิษฐานมีองค์ ๔. เพราะผิวหนังเป็น
องค์หนึ่งในที่นี้. เมื่อพระมหาสัตว์อยู่จำอุโบสถอย่างนี้ กาลล่วงไปยาวนาน.

360
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 361 (เล่ม 74)

อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อสังขปาลนาคราชสมาทานศีลอย่างนั้นแล้วนอน
บุตรของพราน ๑๖ คน คิดกันว่าจะหาเนื้อ จึงถืออาวุธเที่ยวไปในป่า ครั้น
ไม่ได้อะไร ๆ ก็กลับเห็นนาคราชนั้นนอนอยู่บนยอดจอมปลวก คิดว่า วันนี้
เราไม่ได้อะไรเลยแม้แต่ลูกเหี้ย. เราจักฆ่านาคราชนี้กิน แต่นาคราชนี้ใหญ่
มาก เมื่อเข้าไปจับคงหนีไป ดังนั้นจึงคิดกันว่า เราจงเอาหลาวแทงนาค-
ราชนั้นทั้ง ๆ ที่นอนอยู่นั่นแหละที่ขนด ทำให้อ่อนกำลังแล้วจึงจับ จึงถือ
หลาวเข้าไปหา. แม้พระโพธิสัตว์ก็มีร่างกายใหญ่ประมาณเท่าเรือโกลนลำ-
หนึ่ง ดุจพวกดอกมะลิที่ร้อยวางไว้งามยิ่งนัก ประกอบด้วยดวงตาเช่นกับผล
มะกล่ำ และศีรษะเช่นกับดอกชบา. นาคราชนั้นโผล่ศีรษะจากระหว่างขน
เพราะเสียงเท้า ของตน ๑๖ คนเหล่านั้น ลืมตาสีแดงเห็นคน ๑๖ คนถือ
หลาวเดินมา คิดว่าวันนี้ความปรารถนาของเราจักถึงที่สุด ได้มอบตนให้เป็น
ทานแล้ว ตั้งจิตอธิษฐานแน่วแน่ เพราะกลัวศีลของตนจะขาดว่า เราจะไม่
แลดูชนเหล่านี้ ซึ่งเอาหลาวแทงร่างกายของเรา ทำให้เป็นช่องเล็กช่องใหญ่
จึงสอดศีรษะเข้าไปในระหว่างขนดนอนต่อไป.
ลำดับนั้น บุตรพรานเหล่านั้นจึงเข้าไฝจับนาคราชนั้นที่หางฉุดลงมา
ตกบนแผ่นดิน เอาหลาวคมกริบแทงในที่ ๘ แห่ง สอดท่อนหวายดำพร้อม
ด้วยหนามเข้าไปทางปากเพื่อประการ เอาคานหามในที่ ๘ แห่ง เดินไปสู่
ทางหลวง. พระมหาสัตว์ตั้งแต่ถูกแทงด้วยหลาวก็กลับหามิได้มองดูลูกพราน

361
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 362 (เล่ม 74)

เหล่านั้น แม้ในทีเดียว. นาคราชนั้นเมื่อลูกพรานเอาคาน ๘ อันหามนำไป
ห้อยศีรษะกระทบแผ่นดิน. ลำดับนั้นพวกลูกพราน เห็นว่าศีรษะนาคราช
ห้อย จึงให้นาคราชนั้นนอนบนทางหลวง เอาหลาวแหลมแทงที่ตั้งจมูกสอด
เชือกเข้าไปยกศีรษะขึ้น แล้วคล้องที่ปลายคานยกขึ้นอีก เดินทางต่อไป.
ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
พวกลูกพรานเป็นคนดุร้าย หยาบช้า ไม่
มีกรุณา ได้เห็นเราแล้ว ถือไม้พลองตะบอง
สั้นกรูกันเข้ามาหาเรา ณ ที่นั้น พวกลูกพราน
เอาหอกแทงเราที่จมูก ที่หาง ที่กระดูกสันหลัง
แล้วสอดคานหามเราไป.
ถ้าเราปรารถนา ก็พึงยังมหาปฐพี อันมี
สมุทรสาครเป็นที่สุด พร้อมทั้งป่า ทั้งภูเขา
ให้ไหม้ด้วยลมจมูกในที่นั้น ๆ.
แต่เราไม่โกรธเคืองลูกพรานทั้งหลาย แม้
จะแทงด้วยหลาว แม้จะทุบตีด้วยหอก.
นี้เป็นศีลบารมีของเรา ดังนี้.

362
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 363 (เล่ม 74)

ในบทเหล่านั้น บทว่า โภชปุตฺตา คือลูกพราน. บทว่า ขรา
คือดุร้าย ได้แก่พูดหยาบ. บทว่า ลุทฺทา คือหยาบช้า ได้แก่มีใจร้าย
บทว่า อการุณา คือไม่มีความสงสาร. บทว่า ทณฺฑมุคฺครปาณิโน คือถือ
กระบอง ๔ เหลี่ยม. บทว่า นาสาย วินิวิชฺฌิตฺวา คือเอาหลาวแทงเรา
ที่จมูกเพื่อสอดเชือกเข้าไป. บทว่า นงฺคุฏฺเฐ ปิฏฺฐถณฺฏเก ที่หางที่กระดูก
สันหลัง. พึงทราบการเชื่อมความว่า แทงที่หางและที่นั้น ๆ อันใกล้กับกระ-
ดูกสันหลัง. บทว่า กาเช อาโรปยิตฺวาน สอดคาน คือลูกพรานสองคน
ยกคานข้างละคนที่แทงไว้ในข้างหนึ่ง ๆ ในบริเวณของหวายและเถาวัลย์ ๘
แห่งที่แทงผูกไว้ในที่ทั้ง ๘ ขึ้นบ่าของตน ๆ. บทว่า สสาครนฺตํ ปฐวึ คือ
มหาปฐพีอันมีสมุทรสาครเป็นที่สุด. บทว่า สกานนํ สปพฺพตํ คือพร้อม
ด้วยป่าและภูเขา. บทว่า นาสาวาเตน ฌาปเย ความว่า ถ้าเราต้องการ
อยู่ ปรารถนาอยู่ โกรธแล้วพึงปล่อยซึ่งลมจมูก ยังมหาปฐพีนี้ อันมีมหา-
สมุทรเป็นที่สุด พร้อมด้วยป่าและภูเขาให้ไหม้. คือพึงทำให้เป็นเถ้าถ่าน
พร้อมกับด้วยการให้ไหม้ด้วยลมจมูก. ในกาลนั้น อานุภาพของเราเป็นเช่น
นี้. แม้เมื้อเป็นเช่นนั้น ถึงจะแทงด้วยหลาว ถึงจะทิ่มด้วยหอก. บทว่า
โภชปุตฺเต น กุปฺปามิ ความว่า เราก็ไม่โกรธลูกพราน คือเราไม่
โกรธลูกพรานผู้ดุร้าย แม้จะแทงด้วยหลาวอันคมกริบที่ถากทำด้วยไม้แก่น
เพื่อทำให้หมดกำลัง และเมื่อสอดหวายและเถาวัลย์เข้าไปในที่ ๘ แห่ง และ
แม้จะทิ่มด้วยหลาวอันคมกริบ เพื่อทำให้หมดกำลังในที่นั้น ๆ. บทว่า เอสา

363