ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 344 (เล่ม 74)

ชาย จงปกครองราชสมบัติ อย่าประมาทปก-
ครองนครนี้ พระยาโปริสาทบังคับเราให้เรา
กลับไปหาอีก เราถวายบังคมพระมารดาพระ-
บิดาแล้ว ตกแต่งร่างกายสะพายธนูเหน็บพระ-
แสงขรรค์ ออกไปหาพระยาโปริสาท (เราคิด
ว่า) พระยาโปริสาทเห็นมีมือถืออาวุธ นางทีจัก
สะดุ้งกลัว แต่เพราะเมื่อเราทำความสะดุ้งกลัว
แก่พระยาโปริสาท ศีลของเราจะเศร้าหมอง
เพระเรากลัวศีลจะขาดจึงไม่นำสิ่งที่น่าเกลียด
(อาวุธ) เข้าไปใกล้พระยาโปริสาทนั้น เรามี
เมตตาจิต กล่าวคำเป็นประโยชน์ ได้กล่าวคำ
นี้ว่า ท่านจงเอาแก่นไม้มาก่อไฟให้เป็นกอง
ใหญ่ เราจะโดดเข้าไฟ ท่านผู้เป็นพระปิตุจฉา
ท่านทราบเวลาว่าเราสุกดีแล้วจงกินเถิด เราไม่
ได้รักษาชีวิตของเรา เพราะเหตุแห่งพระบิดา
ผู้ทรงศีล เราได้ให้พระยาโปริสาทผู้ฆ่าสัตว์
เป็นปกติทุกเมื่อนั้นบวชแล้ว ฉะนี้แล.
จบ ชยทิสจริยาที่ ๙

344
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 345 (เล่ม 74)

อรรถกถาชยทิสจริยาที่ ๙
พึงทราบวินิจฉัยในอรรถกถาชยทิสจริยาที่ ๙ ดังต่อไปนี้. บทว่า
ปญฺจาลรฏฺเฐ คือในชนบทมีชื่ออย่างนี้. บทว่า นครวเร กปฺปิลายํ คือ
ในอุตตมนครอันได้ชื่ออย่างนี้ว่า กัปปิลา กล่าวว่า นครวเร แล้วยังกล่าว
ว่า ปรุตฺตเม อีก เพื่อแสดงว่านครนั้นเป็นนครเลิศกว่านครทั้งหมด ใน
ชมพูทวีปในกาลนั้น. บทว่า ชยทิโส นาม คือเมื่อพระราชาทรงชนะ
ข้าศึกของพระองค์. หรือทรงชนะชยทิศคือยักษิณีอันเป็นข้าศึกของพระองค์
เพราะเหตุนั้นจึงทรงได้พระนามอย่างนี้. บทว่า สีลคุณนุปาคโต คือทรง
ประกอบด้วยอาจารศีลและคุณธรรมของพระราชา มีความสมบูรณ์ด้วยพระ-
อุตสาหะเป็นต้น. อธิบายว่า ทรงถึงพร้อมด้วยศีลคุณนั้น.
บทว่า ตสฺส รญฺโญ คือแห่งพระเจ้าชยทิสราช. มีคำที่เหลือว่า
อหํ ปุตฺโต อโหสึ เราเป็นโอรสของพระราชาพระองค์นั้น. บทว่า สุตธมฺโม
คือ ชื่อว่าธรรมอันพระราชบุตรนั้นนิ่งสดับ. ชื่อว่า สุตธมฺโม เพราะทรง
สดับธรรมทั้งปวง อธิบายว่า เป็นพหูสูต. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สุตธมฺโม
คือมีธรรมปรากฏแล้ว ปรากฏชื่อเสียงด้วยธรรมจริยาสมจริยา อธิบายว่า
มีธรรมเป็นเกียรติแพร่หลายไปในโลก มีชื่ออย่างนี้ว่า อลีนสัตตกุมาร. บทว่า
คุณวา มีคุณคือประกอบด้วยคุณของมหาบุรุษอันยิ่งใหญ่. บทว่า อนุรกฺข-
ปริชโน สทา สงเคราะห์บริวารชนทุกเมื่อ คือดูแลบริวารชนตลอดกาล

345
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 346 (เล่ม 74)

เพราะประกอบด้วยคุณวิเศษมีศรัทธาเป็นต้น และเพราะสงเคราะห์ด้วยสัง-
คหวัตถุ ๔ โดยชอบ.
บทว่า ปิตา เม มิควํ คนฺตฺวา, โปริสาทํ อุปาคมิ คือพระเจ้าชย-
ทิสพระชนกของเราเสด็จไปทรงล่าเนื้อ ครั้นเสด็จถึงท่ามกลางป่าได้ทรง
พบพระยาโปริสาทบุตรยักษิณีกินมนุษย์. จึงเข้าไปหาพระยาโปริสาทนั้น
ได้ยินว่าวันหนึ่ง พระเจ้าชยทิศเสด็จออกจากกบิลนครพร้อมด้วย
บริวารใหญ่อันสมควรแก่พระองค์ ด้วยมีพระประสงค์ว่าจักไปล่าเนื้อ พอ
พระราชาเสด็จออกไปได้พักหนึ่ง นันทพราหมณ์ชาวเมืองตักกสิลาถือเอา
คาถาชื่อว่าสตารหา ๔ บท เข้าไปหาเพื่อจะบอก แล้วกราบทูลถึงเหตุที่ตน
มาแด่พระราชา. พระราชาทรงดำริว่า เราจักกลับไปฟัง จึงพระราชทานเรือน
เป็นที่อยู่และเสบียงแก่เขาแล้วเสด็จเข้าป่าตรัสว่า เนื้อหนีไปทางข้างของผู้ใด
ผู้นั้นจะต้องถูกปรับสินไหม. แล้วทรงเที่ยวล่าเนื้อ. ครั้งนั้นเนื้อฟานตัวหนึ่ง
ได้ยินเสียงเท้าของตนเป็นอันมากจึงออกจากที่อยู่หนีไปทางพระราชา. พวก
อำมาตย์หัวเราะชอบใจ. พระราชาทรงตามเนื้อนั้นไปสุดทาง ๓ โยชน์ทรง
ยิงเนื้อนั้นซึ่งหมดกำลังให้ล้มลง. พระราชาทรงเอาพระขรรค์ชำแหละเนื้อที่
ล้มลงนั้นออกเป็นสองส่วน แม้พระองค์ไม่ปรารถนา ก็เพื่อปลดเปลื้องคำ
พูดว่า พระราชาไม่สามารถจับมฤคเอาเนื้อไปได้ จึงทรงทำคานคอนเสด็จมา
ประทับนั่งเหนือหญ้าแพรกที่โคนต้นไทรต้นหนึ่ง ทรงพักครู่หนึ่งเตรียมจะ
เสด็จไป.

346
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 347 (เล่ม 74)

ก็สมัยนั้น พระเชษฐาของพระราชานั้นในวันประสูติถูกยักษิณีจับ
ไปเพื่อจะกิน ยักษิณีนั้นถูกพวกมนุษย์อารักขาติดตามไปถึงทางทดน้ำ จึงวาง
พระกุมารไว้ที่อก พระกุมารดูดนมด้วยสำคัญว่าพระมารดา ยักษิณีเกิดความ
รักคล้ายบุตร จึงเลี้ยงดูอย่างดี พระกุมารเสวยเนื้อมนุษย์เพราะเขาประกอบ
เป็นอาหารให้เสวย ครั้นเจริญวัยขึ้นตามลำดับ ก็หายตัวได้ด้วยอานุภาพ
ของรากยาที่ยักษิณีให้เพื่อหายตัวได้ จึงเสวยเนื้อมนุษย์เลี้ยงชีพ เมื่อยักษิณี
ตายรากยานั้นหายด้วยความประมาทของตน จึงมีร่างปรากฏ เปลือยน่ากลัว
เคี้ยวกินเนื้อมนุษย์ เห็นราชบุรุษที่ติดตามหาพระราชา จึงหนีเข้าป่าอาศัย
อยู่ที่โคนต้นไทรนั้น ครั้นเห็นพระราชาจึงพูดว่า ท่านเป็นอาหารของเรา
แล้ว จึงจับที่พระหัตถ์. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
พระยาโปริสาทนั้นได้จับพระบิดาของเรา
แล้วกล่าวว่า ท่านเป็นอาหารของเราอย่าดิ้นรน
พระบิดาของเราทรงสดับคำของพระยาโปริสาท
นั้น ทรงกลับสะดุ้งหวาดหวั่น พระองค์มี
พระเพลาแข็งกระด้าง เพราะทรงเห็นพระยา-
โปริสาท พระยาโปริสาทรับเอาเนื้อแล้ว ปล่อย
ไป โดยบังคับให้กลับมาอีก.
ในบทเหล่านั้น บทว่า โส เม ปิตุมคฺคเหสิ ความว่า พระยา
โปริสาทนั้น ได้จับพระเจ้าชยทิส พระบิดาของเราซึ่งแสดงมาใกล้ต้นไม้ที่

347
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 348 (เล่ม 74)

ตนนั่ง ที่พระหัตถ์ด้วยกล่าวว่า ท่านเป็นอาหารของเรามาแล้ว. อย่าดิ้นรน
ด้วยการาสะมัดมือเป็นต้น. เราจักกินท่านแม้ดิ้นรนอยู่ ดังนี้. บทว่า ตสฺส
คือแห่งบุตรยักษิณีนั้น. บทว่า ตสิตเวธิโต คือสะดุ้งด้วยความกลัว
หวาดหวั่นด้วยร่างกายสั่น. บทว่า อุรุกฺขมฺโภ คือพระเพลาทั้งสองกระด้าง.
พระราชาไม่สามารถจะหนีไปจากนั้นได้.
บทว่า มิควํ ในบทนี้ว่า มิควํ คเหตฺวา มุญฺจสฺสุ คือเอาเนื้อ
แล้วปล่อยไป ท่านกล่าวถึงเนื้อของมฤคนั้นว่า มิควํ เพราะได้เนื้อไป.
อธิบายว่า พระยาโปริสาทถือเอาเนื้อของมฤคนี้แล้วจึงปล่อยเรา. เพราะ
พระราชาทรงเห็นบุตรยักษิณีนั้น ทรงกลัวถึงกับพระเพลาแข็งกระด้างประ-
ทับยืนดุจตอไม้. พระยาโปริสาทรีบไปจับพระราชาที่พระหัตถ์แล้วกล่าวว่า
ท่านเป็นอาหารของเรามาแล้ว. ลำดับนั้นพระราชาทรงตั้งสติแล้วตรัสกะ
พระยาโปริสาทว่า หากท่านต้องการอาหาร. เราจะให้เนื้อนี้แก่ท่าน. ท่าน
จงรับเนื้อนั้นไปกินเถิด. ขอท่านจงปล่อยเราเถิด. พระยาโปริสาทได้ฟังดังนั้น
จึงกล่าวว่า ท่านให้ของของเราเองแล้วยังจะมาพูดดีกับเรา. ทั้งเนื้อทั้งท่าน
เป็นของของเราตั้งแต่เราจับมือท่านไว้มิใช่หรือ. เพราะฉะนั้นเราจักกินท่าน
ก่อนแล้วจึงกินเนื้อในภายหลัง.
ลำดับนั้นพระราชาทรงพระดำริว่า เจ้าโปริสาทนี้คงจะไม่ปล่อยเรา
เพราะเอาเนื้อเป็นสินไถ่แน่. อนึ่ง เมื่อเรามาล่าเนื้อได้ทำปฏิญญาไว้กับ
พราหมณ์นั้นว่า เรากลับมาแล้วจะให้ทรัพย์ท่าน. หากยักษ์นั้นอนุญาต.

348
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 349 (เล่ม 74)

เราจะรักษาคำสัตย์ไว้กลับไปเรือนปลงเปลื้องปฏิญญานั้นแล้ว จะพึงกลับมา
เป็นอาหารของยักษ์นี้อีก ทรงแจ้งความนั้นแก่ยักษ์. พระยาโปริสาท ฟัง
ดังนั้นแล้วกล่าวว่า หากท่านรักษาคำสัตย์ประสงค์จะไป. ท่านไปให้ทรัพย์
แก่พราหมณ์นั้นแล้วรักษาคำสัตย์ พึงรีบกลับมาอีกแล้วปล่อยพระราชาไป.
พระราชาครั้นพระยาโปริสาทปล่อยแล้วจึงตรัสว่า ท่านอย่าวิตกไปเลย. เรา
จะมาแต่เช้าทีเดียวแล้วทรงสังเกตเครื่องหมายทาง เสด็จเข้าไปถึงหมู่พลของ
พระองค์ อันหมู่พลแวดล้อมเสด็จเข้าพระนคร ตรัสเรียกนันทพราหมณ์
นั้นมา ให้นั่งเหนืออาสนะอันสมควร ทรงสดับคาถาเหล่านั้นแล้วพระราช
ทานทรัพย์ ๔,๐๐๐ ให้พราหมณ์ขึ้นยาน มีพระดำรัสว่า พวกท่านจงนำ
พราหมณ์นี้ไปส่งให้ถึงเมืองตักกสิลา แล้วทรงให้พวกมนุษย์ไปส่งพราหมณ์
ในวันที่สองมีพระประสงค์จะไปหาพระยาโปริสาท เมื่อทรงตั้งพระโอรสไว้
ในราชสมบัติ จึงทรงให้โอวาทตรัสบอกความนั้น. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ว่า :-
พระยาโปริสาทรับเอาเนื้อแล้ว ปล่อยไปโดย
บังคับให้กลับมาอีก พระบิดาพระราชทาน
ทรัพย์แก่พราหมณ์ แล้วตรัสเรียกเรามาว่า
ดูก่อนลูก ลูกจงปกครองราชสมบัติ อย่าประ-
มาทปกครองนครนี้ พระยาโปริสาทบังคับพ่อ
ให้พ่อกลับไปหาอีก.

349
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 350 (เล่ม 74)

ในบทเหล่านั้น บทว่า อาคมนํ ปุน คือได้รับรองไว้แก่พระยาโปริสาท
ว่าจะกลับมาอีก. บทว่า พราหมณสฺส ธนํ ทตฺวา คือฟังคาถาของนันท-
พราหมณ์ ซึ่งมาจากเมืองตักกสิลาแล้วให้ทรัพย์ไปประมาณ ๔,๐๐๐. บทว่า
ปิตา อามนฺตยี มมํ คือพระเจ้าชยทิศพระบิดาของเราไปหา หากถามว่า
เรียกไปหาเรื่องอะไร. ตอบว่า เรื่องราชสมบัติ. มีความว่า พระราชาตรัสว่า
ดูก่อนลูก ลูกจงปกครองราชสมบัติอันเป็นของตระกูลนี้เถิด. พ่อครองราช-
สมบัติโดยธรรมโดยเสมอไว้อย่างใด. แม้ลูกเขายกเศวตฉัตรให้ครองราช-
สมบัติก็จงเป็นอย่างนั้น. ลูกรักษาพระนครนี้ และครองราชสมบัติอย่าได้
ถึงความประมาทเลย. พ่อได้รับรองไว้กับยักษ์โปริสาทที่โคนต้นไทรในที่โน้น
ว่า พ่อจะมาหาเขาอีก. พ่อรักษาคำสัตย์จึงกลับมาที่นี้ก็เพื่อให้ทรัพย์แก่
พราหมณ์นั้นอย่างเดียว. เพราะฉะนั้นพ่อจะกลับ ณ ที่นั้น.
พระมหาสัตว์ทรงสดับดังนั้นจึงทูลว่า ข้าแต่มหาราช พระบิดาอย่า
เสด็จไป ณ ที่นั้นเลยพระเจ้าข้า. หม่อมฉันจักไป ณ ที่นั้นเอง. ข้าแต่
พระบิดา หากพระบิดาจักเสด็จไปให้ได้. แม้หม่อมฉันก็จักไปกับพระบิดา
ด้วย. พระโพธิสัตว์ทรงดำริว่า เมื่อเป็นอย่างนั้นเราจะไปทั้งสองก็ไม่ได้.
เพราะฉะนั้นเรานี่แหละจักไป ณ ที่นั้นเอง. ได้รับอนุญาตจากพระราชา
ผู้ทรงห้ามโดยประการต่าง ๆ แล้วถวายบังคมพระมารดาบิดา ทรงสละชีวิต
เพื่อประโยชน์แก่พระบิดา เมื่อพระบิดาทรงให้โอวาทและเมื่อพระมารดา
พระภคินี พระชายากระทำสัจจกิริยา เพื่อความสวัสดีจึงถืออาวุธออกจาก
พระนครตรัสอำลามหาชนผู้มีหน้านองด้วยน้ำตาติดตามไป ทรงดำเนินไป

350
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 351 (เล่ม 74)

ตามทางที่อยู่ของยักษ์โดยนัยที่พระบิดาทรงบอกไว้. แม้บุตรยักษิณีก็คิดว่า
ขึ้นชื่อว่ากษัตริย์มีมารยามาก. ใครจะรู้ จักเป็นอย่างไรจึงขึ้นต้นไม้นั่งคอย
การมาของพระราชา เห็นพระกุมารเสด็จมาจึงคิดว่า บุตรจักมาแทนบิดา.
ภัยไม่มีแก่เราแน่จึงลงจากต้นไม้ นั่งหันหลังให้พระโพธิสัตว์. พระมหาสัตว์
เสด็จมาประทับยืนข้างหน้าพระยาโปริสาทนั้น. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ว่า :-
เราถวายบังคมพระมารดาบิดาแล้ว ตกแต่ง
ร่างกาย สะพายธนูเหน็บพระแสงขรรค์ ออก
ไปหาพระยาโปริสาท. พระยาโปริสาทเห็นมีมือ
ถืออารุธ บางทีจักสะดุ้งกลัว แต่เพราะเมื่อเรา
ทำความสะดุ้งกลัวแก่พระยาโปริสาท ศีลของ
เราจะเศร้าหมอง. เพราะเรากลัวศีลจะขาด จึง
ไม่นำสิ่งที่น่าเกลียด เข้าไปใกล้พระยาโปริสาท
นั้น เรามีเมตตาจิต กล่าวคำ เป็นประโยชน์จึง
ได้กล่าวคำนี้.
บทว่า สสตฺถหตฺถูปคตํ เห็นมีมือถืออาวุธ คือพระยาโปริสาทเห็น
เรามีมือถืออาวุธเข้าไปหาตน. บทว่า กทาจิ โส ตสิสฺสติ คือบางทียักษ์
นั้นจะพึงกลัว. บทว่า เตน ภิชฺชสฺสติ สีลํ ศีลจักแตกด้วยเหตุนั้นคือ

351
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 352 (เล่ม 74)

ศีลของเราจักพินาศ เศร้าหมองด้วยเหตุที่ทำให้ยักษ์นี้เกิดความกลัวนั้น.
บทว่า ปริตาสํ กเต มยิ คือเมื่อเราทำให้ยักษ์นั้นหวาดกลัว. บทว่า
สีลขณฺฑภยา มยฺหํ, ตสฺส เทสฺสํ น พฺยาหรึ เพราะเรากลัวศีลจะขาด
จึงไม่นำสิ่งที่น่าเกลียดเข้าไปใกล้พระยาโปริสาทนั้น คือเราได้วางศัสตรา
เพราะกลัวศีลจะขาดเข้าไปหาพระยาโปริสาทนั้นอย่างใด เพราะเรากลัวศีล
จะขาดอย่างนั้น จึงไม่น่าสิ่งที่นำเกลียดไม่น่าปรารถนาเข้าไปหาพระยาโปริ-
สาทนั้น. แต่เรากล่าวคำเป็นประโยชน์ด้วยจิตเมตตาจึงได้กล่าวคำที่จะ
กล่าวนี้ในบัดนี้.
พระมหาสัตว์ครั้นเสด็จไปประทับยืนอยู่ข้างหน้า. บุตรยักษิณีประ-
สงค์จะทดลองพระมหาสัตว์นั้น จึงถามว่า ท่านเป็นใคร มาแต่ไหน ท่าน
ไม่รู้จักเราหรือว่าเราเป็นพรานกินเนื้อมนุษย์ เหตุไรท่านจึงมาถึงที่นี่.
พระกุมารตรัสว่า เราเป็นโอรสของพระเจ้าชยทิส เรารู้ว่าท่านคือโปริสาท
ผู้กินคน เรามาที่นี่ก็เพื่อจะรักษาพระชนม์ของพระบิดา เพราะฉะนั้น
ท่านจงเว้นพระบิดา กินเราแทนเถิด. บุตรยักษิณีกล่าวด้วยอาการฉงนอีกว่า
เรารู้จักท่านว่าเป็นโอรสของพระราชาชยทิสนั้น แต่ท่านมาอย่างนี้ชื่อว่า
ท่านกระทำสิ่งที่ทำได้ยาก. พระกุมารตรัสว่า ไม่ยากเลย การสละชีวิตใน
เพราะประโยชน์ของบิดา จริงอยู่บุคคลทำบุญเห็นปานนี้ เพราะเหตุมารดา
บิดา ย่อมบรรเทิงในสวรรค์โดยส่วนเดียวเท่านั้น. อนึ่งเรารู้ว่า สัตว์ไร ๆ
ชื่อว่าไม่มีความตายเป็นธรรมดานั้นย่อมไม่มี และเราจะไม่ระลึกถึงบาป

352
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 353 (เล่ม 74)

อย่างใดอย่างหนึ่งที่ตนทำไว้. เพราะฉะนั้นเราจึงไม่กลัวต่อความตาย เราสละ
ชีวิตนี้ให้แก่ท่าน แล้วตรัสว่า ท่านจงก่อไฟแล้วกินเราเถิด. ดังที่พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
ท่านจงเอาแก่นไม้มาก่อไฟให้เป็นกอง
ใหญ่ เราจะโดดเข้าไป. ท่านผู้เป็นพระเจ้าลุง
ท่านทราบเวลาว่าเราสุกดีแล้ว จงกินเถิด.
บุตรยักษิณีได้ฟังดังนั้นคิดว่า เราไม่อาจกินเนื้อกุมารนี้ได้. เราจัก
ให้กุมารนี้หนีไปโดยอุบาย จึงกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นท่านจงเข้าป่าหาไม้มีแก่
มาทำให้เป็นถ่านเพลิงไม่มีควัน. เราจะปิ้งเนื้อท่านที่ถ่านเพลิงนั้นแล้วกิน
เสีย. พระมหาสัตว์ได้ทำตามนั้นแล้วจึงบอกแก่โปริสาท. โปริสาทแลดู
พระกุมารนั้นคิดว่า กุมารนี้เป็นบุรุษสีหราชไม่กลัวแม้แต่ความตาย. คนไม่
กลัวตายอย่างนี้เราไม่เคยเห็น เกิดขนลุกชันมองดูพระกุมาร. พระกุมาร
ตรัสถามว่า ท่านมองดูเราทำไมเล่า ท่านไม่ทำตามคำพูด. บุตรยักษิณีกล่าวกะ
พระมหาสัตว์ว่า ผู้ใดกินท่าน ศีรษะของผู้นั้นจะพึงแตก ๗ เสี่ยง. พระมหา-
สัตว์ตรัสว่า หากท่านไม่ประสงค์จะกินเรา. ท่านก่อไฟทำไมเล่า ยักษ์ตอบ
ว่า เพื่อข่มท่าน. พระกุมารเมื่อจะทรงแสดงเนื้อความนั้นว่า ท่านจักข่มเรา
ได้อย่างไรในบัดนี้. เราแม้เกิดในกำเนิดเดียรัจฉานก็ยังมิให้ท้าวสักกเทวราช
ข่มเราได้เลยดังนี้ จึงกล่าวคาถาว่า :-

353