ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 314 (เล่ม 74)

๗. มาตังคจริยา
ว่าด้วยจริยาวัตรของมาตังคชฏิล
[๑๗] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นชฏิล มี
ความเพียรอันแรงกล้า มีนามชื่อว่ามาตังคะ
เป็นผู้มีศีล มีจิตมั่นคงดี เราและพราหมณ์คน
หนึ่ง อยู่ที่ใกล้ฝั่งแม่น้ำคงคา เราอยู่ข้างเหนือ
พราหมณ์อยู่ข้างใต้ พราหมณ์เที่ยวไปตามริมฝั่ง
ได้เห็นอาศรมของเราข้างเหนือน้ำ บริภาษเรา
ในที่นั้น แล้วแช่งให้เราศีรษะแตก ถ้าเราพึง
โกรธต่อพราหมณ์นั้น ถ้าเราไม่คุ้มครองศีล
เราแลดูพราหมณีนั้นแล้ว พึงทำให้เป็นดังเถ้า
ได้ ครั้งนั้นพราหมณ์นั้นโกรธเคืองมีใจประ-
ทุษร้าย แช่งเรามุ่งหมายจะให้ศีรษะแตก คำ
แช่งนั้นจะตกลงบนศีรษะของเขาเอง เราช่วย
เปลื้องเขาให้พ้นโดยควร เราตามรักษาศีลของ
เรา มิใช่เรารักษาชีวิตของเรา เพราะในกาล
นั้นเราเป็นผู้มีศีลเพราะเหตุแห่งโพธิญาณนั่น
เอง ฉะนี้แล.
จบ มาตังคจริยาที่ ๗

314
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 315 (เล่ม 74)

อรรถกถามาตังคจริยาที่ ๗
พึงทราบวินิจฉัยในอรรถกถามาตังคจริยาที่ ๗ ดังต่อไปนี้. บทว่า
ชฏิโล คือมีชฎา อธิบายว่ามีผมมุ่นเป็นชฎา. บทว่า อุคฺคตาปโน มี
ความเพียรแรงกล้า เพราะมีความเพียรคือตบะแรงกล้า เพราะเผาคือข่ม
อินทรีย์ ๖ อันเป็นจุดสำคัญของร่างกาย อธิบายว่ามีตบะแรงกล้า มีอินทรีย์
มั่นคงอย่างยิ่ง. อีกนัยหนึ่ง ชื่อว่า อุคฺคตาปโน เพราะเผากิเลสหยาบ
เพราะทำลายสิ่งไม่เป็นประโยชน์ อันมีในปัจจุบันเป็นต้นหลาย ๆ อย่าง
เพราะทิ้งไว้ในภายเอก หรือเพราะเผากิเลสที่ชื่อว่า อุคฺคา ด้วยอรรถว่า
น่าเกรงกลัวอย่างร้ายกาจ ด้วยตบะคือความเพียร. บทว่า มาตงฺโค นาม
นาเมน คือ มีนามชื่อว่ามาตังคะ. เพราะชื่อนี้ของชฏิลนั้นมาแล้วโดยชาติ
ซึ่งเกิดในตระกูลมาตังคะ. บทว่า สีลวา คือถึงพร้อมด้วย. มีศีลบริสุทธิ์.
บทว่า สุสมาหิโต คือมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ด้วยอุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิ.
อธิบายว่า เป็นผู้ได้ฌานสมาบัติ.
ก็ในกาลนั้นพระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดคนจัณฑาล มีรูปร่างน่า
เกลียดอยู่ในบ้านคนจัณฑาลนอกพระนคร. มีชื่อตามประกาศว่า มาตังค-
บัณฑิต. อยู่มาวันหนึ่ง ในพระนคร เมื่อประกาศเล่นนักขัตฤกษ์ ชาวเมือง
โดยมากก็พากันไปเล่นนักขัตฤกษ์. หญิงสาวของพราหมณ์มหาศาลคนหนึ่ง
มีอายุ ๑๕ - ๑๖ ปี มีรูปสวยน่าดูน่าเลื่อมใสดุจเทพกัญญาคิดว่าเราจักเล่น
นักขัตฤกษ์ตามสมควรแก่สมบัติของตน จึงบันทุกของเคี้ยวของบริโภคเป็น

315
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 316 (เล่ม 74)

อันมากลงในเกวียน ขึ้นรถเทียมด้วยแม่ม้าขาวตลอด พร้อมด้วยบริวารใหญ่
ไปที่พื้นอุทยาน. หญิงสาวนี้ ชื่อว่า ทิฏฐมังคลิกา. ได้ยินว่านางไม่ปรารถนา
จะเห็นรูปที่มีทรงชั่วเป็นอวมงคล. ด้วยเหตุนั้นนางจึงมี ชื่อว่า ทิฏฐมังคลิกา.
ในกาลนั้นพระโพธิสัตว์ตื่นขึ้นแต่เช้ามืด นุ่งห่มผ้าเก่า ๆ ถือไม้เท้า
ไม้ไผ่ ทำเป็นรูปนกเป็ดน้ำ ถือภาชนะเข้าไปยังพระนครเห็นพวกมนุษย์
เพื่อให้มนุษย์เหล่านั้นออกไปให้ห่าง จึงเอาไม้เท้านั้นทำสัญญา. ลำดับนั้น
นางทิฏฐมังคลิกา อันบุรุษทั้งหลายของตนที่นำไปทำเสียงเอะอะว่า พวก
ท่านจงออกไป ๆ นางเห็นมาตังคบัณฑิตในท่ามกลางประตูพระนคร จึงลาม
ว่า นั่นใคร ? เมื่อบุรุษเหล่านั้นตอบว่า มาตังคจัณฑาลจ้ะแม่ จึงสั่งให้ยาน
กลับด้วยคิดว่า เห็นคนเช่นนี้แล้วจะหาความเจริญได้แต่ไหน. พวกมนุษย์
พากันโกรธว่า พวกเราไปสวนหวังจะได้ของเคี้ยวของบริโภคเป็นต้นมากมาย.
มาตังคะทำอันตรายแก่พวกเราเสียแล้ว จึงพูดว่า พวกท่านจงจับคนจัณฑาล
แล้วเอาก้อนดินขว้างจนมาตังคบัณฑิตสลบแล้วก็พากันกลับไป.
ไม่ช้ามาตังคบัณฑิตก็ได้สติลุกขึ้นถามพวกมนุษย์ว่า ท่านผู้เจริญ
ทั้งหลาย ธรรมดาประตูเป็นของทั่วไปแก่ทุกคนหรือ หรือว่าทำไว้ให้แก่
พวกพราหมณ์เท่านั้น ? พวกมนุษย์ตอบว่า ทั่วไปแก่ทุกคน. มาตังคบัณฑิต
คิดว่า พวกมนุษย์ทำเราผู้ไม่หลีกออกไปยังสวนข้างหนึ่งในประตูที่เป็น
สาธารณ์แก่ชนทั้งปวง ให้ถึงความพินาศย่อยยับเพราะนางทิฏฐมังคลิกา จึง
บอกแก่พวกมนุษย์ที่ถนนแล้วคิดว่า เอาเถิดเราจักทำลายมานะของนางทิฏฐ-

316
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 317 (เล่ม 74)

มังคลิกานี้ จึงไปยังประตูบ้านของนาง แล้วก็นอนด้วยตั้งใจว่า เราไม่ได้
นางทิฏฐมังคลิกาแล้วจะไม่ลุกขึ้น. บิดาของนางทิฏฐมังคลิกา ได้ยินว่า
มาตังคะมานอนอยู่ที่ประตูเรือน จึงกล่าวว่า พวกท่านจงให้กากณึกหนึ่งแก่
มาตังคะ. มาตังคะเอาน้ำมันลูบไล้สรีระแล้วจงไปเถิด. มาตังคบัณฑิตกล่าว
อยู่อย่างเดียวว่า เราไม่ได้นางทิฏฐมังคลิกาแล้วก็จักไม่ลุกขึ้น. ลำดับนั้น
แม้พราหมณ์จะพูดว่า พวกท่านจงให้สองกากณึก มาสกหนึ่ง บาทหนึ่ง
กหาปณะหนึ่ง สองสามกหาปณะ จนกระทั่ง ร้อยกหาปณะ พันกหาปณะ
มาตังคบัณฑิตก็ไม่รับท่าเดียว. เมื่อชนทั้งหลายปรึกษากันอยู่อย่างนั้น
พระอาทิตย์ก็ตก.
ลำดับนั้น มารดาของนางทิฏฐมังคลิกาลงจากปราสาทให้วงกำแพง
ม่านไปหามาตังคดาบส แม้เมื่อนางกล่าวว่า พ่อคุณพ่อมาตังคะจงยกโทษ
แก่นางทิฏฐมังคลิกาเถิด. ท่านจงเอาทรัพย์ ๒,๐๐๐ จนถึง ๑๐๐,๐๐๐ มาตังค-
บัณฑิตก็ไม่รับ. คงนอนอยู่นั่งเอง. เมื่อม้าตังคบัณฑิตนอนอยู่อย่างนั้น
ล่วงไป ๖ วัน ครั้นถึงวันที่ ๗ พวกมนุษย์ที่อยู่เรือนใกล้เคียงและผู้คุ้นเคย
กันพากันลุกฮือ กล่าวว่า พวกท่านจงให้มาตังคะลุกขึ้น. หรือจงให้ลูกสาว
ไปเถิด. อย่าให้พวกเราต้องพินาศไปด้วยเลย. นัยว่าในครั้งนั้นมีธรรมเนียม
ในท้องถิ่นนั้นว่า คนจัณฑาลนอนตายอยู่ที่ประตูเรือนของผู้ใด ผู้ที่อยู่ใน
เรือน ๗ ชั่วตระกูลต้องเป็นคนจัณฑาลไปพร้อมกับเรือนนั้น.

317
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 318 (เล่ม 74)

ลำดับนั้น มารดาบิดาของนางทิฏฐมังคลิกา จึงให้นางทิฏฐมังคลิกา
นุ่งห่มผ้าเก่า ๆ ให้ของใช้อันจำเป็นของคนจัณฑาลแล้วนำนางซึ่งร้องคร่ำ-
ครวญอยู่ไปหามาตังคะกล่าวว่า เชิญท่านลุกขึ้นรับทาริกาในบัดนี้เถิด แล้ว
ก็ยกให้. ส่วนนางทิฏฐมังคลิกายืนอยู่ข้าง ๆ กล่าวว่า ลุกขึ้นเถิด. มาตังค-
บัณฑิต กล่าวว่า เราเมื่อยเหลือเกิน เจ้าจับมือให้เราลุกขึ้นเถิด. นางได้
กระทำอย่างนั้น. มาตังคบัณฑิตกล่าวว่า เราจะอยู่ภายในพระนครไม่ได้.
เจ้าจงมาเถิด. เราจักไปบ้านคนจัณฑาลนอกพระนคร ได้ไปยังเรือนของตน
เพื่อหลบหลีกผู้คน. อาจารย์ผู้แต่งชาดกกล่าวว่า ขี่หลังนางไป.
ก็ครั้นไปถึงเรือนแล้ว มาตังคบัณฑิตมิได้กระทำการล่วงเกินเพราะ
การแบ่งชาติ อยู่ในเรือนได้ ๒-๓ วัน จึงรวบรวมกำลัง คิดว่า เราจะให้
หญิงสาวของพราหมณ์มหาศาลนี้อยู่ในเรือนคนจัณฑาลของเรา. เอาเถิด
บัดนี้เราจักทำนางให้เป็นหญิงเลิศด้วยลาภ เลิศด้วยยศ. มาตังคบัณฑิตจึงเข้า
ป่าบวชยังสมาบัติ ๘ อภิญญา ๕ ให้เกิด ในภายใน ๗ วันนั่นเอง แล้ว
หยั่งลงที่ประตูบ้านของคนจัณฑาลด้วยฤทธิ์ ยืนอยู่ที่ประตูเรือน เรียกนาง
ทิฏฐมังคลิกาซึ่งคร่ำครวญอยู่ว่า สามีเจ้าขาเพราะเหตุไรท่านจึงทำให้ดิฉันไร้
ที่พึ่งแล้วไปบวชเสียเล่า มาตังคบัณฑิตกล่าวว่า น้องหญิงเจ้าอย่าคิดมากไป
เลย. บัดนี้เราจะเพิ่มยศให้ใหญ่กว่ายศเก่าของเจ้า. แต่เจ้าพึงกล่าวในชุมชน
ว่าสามีของเราเป็นท้าวมหาพรหม. มิใช่มาตังคะดอก. สามีของเราไปพรหม

318
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 319 (เล่ม 74)

โลก. ต่อนี้ไป ๗ วัน ในวันเพ็ญ สามีจักแหวกจันทรมณฑลกลับมาดังนี้แล้ว
กลับไปหิมวันตประเทศตามเดิม.
แม้นางทิฏฐมังคลิกา ก็ได้กล่าวอย่างนั้นในที่เหล่านั้นๆ ท่ามกลาง
มหาชน ในกรุงพาราณสี. จึงในวันเพ็ญพระโพธิสัตว์ในเวลาที่ยืนอยู่ท่าม
กลางท้องฟ้าแห่งจันทรมณฑล เนรมิตอัตภาพเป็นพรหมแหวกจันทรมณฑล
ทำกรุงพาราณสี ๑๒ โยชน์ และแคว้นกาสีทั้งสิ้นให้มีแสงสว่างเป็นอันเดียว
กันแล้วลงจากอากาศ วนอยู่เบื้องบนกรุงพาราณสี ๓ ครั้ง มหาชนบูชาด้วย
ของหอมและดอกไม้เป็นต้น บ่ายหน้าไปยังบ้านคนจัณฑาล. พวกพรหมภัต
(พวกนับถือพระพรหม) ประชุมกันไปบ้านคนจัณฑาลนั้นตกแต่งเรือนของ
นางทิฏฐมังคลิกาด้วยผ้าขาว ของหอมและดอกไม้เป็นต้น ดุจเทพวิมาน. ใน
ครั้งนั้นนางทิฏฐมังคลิกามีระดู. พระมหาสัตว์ไป ณ ที่นั้นเอานิ้วมือลูบคลำ
นางทิฏฐมัลคลิกาที่ท้องน้อยแล้วกล่าวว่า นางผู้เจริญ นางตั้งครรภ์แล้ว.
จักคลอดบุตร. ทั้งเจ้า ทั้งบุตร จักเป็นผู้เลิศด้วยลาภ เลิศด้วยยศ น้ำ
ล้างศีรษะของเจ้าจักเป็นน้ำอภิเษกพระราชาทั้งหลายทั่วชมพูทวีป. น้ำอาบ
ของเจ้าจักเป็นน้ำอมฤต. ผู้ใดรดน้ำที่ศีรษะผู้นั้นจักพ้นจากโรคทั้งมวล. และ
จักพ้นจากกาลกิณี. คนทั้งหลายวางศีรษะบนหลังเท้าของเจ้าแล้วไหว้ จัก
ได้ทรัพย์ ๑,๐๐๐. ยืนไหว้ในที่ฟังคำพูด จักได้ทรัพย์ ๑๐๐. ยืนไหว้ใน
ครองจักษุ จักได้คนละ ๑ กหาปณะ. เจ้าจงอย่าประมาท. พระมหาสัตว์
ให้โอวาทนางแล้วออกจากเรือน เมื่อมหาชนมองดูอยู่ได้เข้าไปยังจันทร-
มณฑล.

319
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 320 (เล่ม 74)

พวกพรหมภัตประชุมกัน เชิญนางทิฏฐมังคลิกาเข้าพระนครด้วย
สักการะใหญ่ ให้นางอยู่ในพระนครนั้นด้วยความงดงามอันเป็นสิริมงคล
อย่างใหญ่. ได้สร้างที่อยู่ให้นางเช่นกับเทพวิมาน. น้อมนำลาภสักการะ
มากมายไปให้นาง ณ ที่อยู่นั้น. ลาภทั้งปวงมีการได้บุตรเป็นต้น เป็นเช่นกับ
ที่พระโพธิสัตว์กล่าวไว้ทุกประการ. พราหมณ์ ๑๖,๐๐๐ บริโภคร่วมกับบุตร
ของนางทิฏฐมังคลิกาเป็นเนืองนิจ. พราหมณ์ประมาณ ๑,๐๐๐ แวดล้อม
กุมารนั้น. กุมารให้ทานแก่พราหมณ์ ๑,๐๐๐.
ลำดับนั้นพระมหาสัตว์ดำริว่า บุตรนี้เลื่อมใสผิดที่เสียแล้ว. ช่างเถิด
เราจักให้บุตรรู้จักทักขิไณยบุคคล จึงเที่ยวภิกขาจารไปถึงเรือนของนางทิฏฐ-
มังคลิกานั้น สนทนากับบุตรนั้นแล้วกลับไป.
ลำดับนั้นกุมารกล่าวคาถาว่า :-
ท่านผู้อยู่ป่าดงคนเข็ญใจ คล้ายปีศาจ
สกปรกสวมผู้ขี้ริ้วที่ได้จากกองหยากเยื่อที่คอ
คนร้าย ท่านเป็นใครไม่ใช่ทักขิไณยบุคคล.
ทวยเทพอดกลั้นด้วยคำอนาจารที่กุมารนั้นกล่าวไม่ได้ จึงบิดหน้า
พราหมณ์ ๑๖,๐๐๐ เหล่านั้นของกุมารนั้น. นางทิฏฐมังคลิกาเห็นดังนั้น
จึงเข้าไปหาพระมหาสัตว์แจ้งความนั้นให้ทราบ. พระโพธิสัตว์ กล่าวว่า
ทวยเทพอดกลั้นคำอนาจารของกุมารนั้นไม่ได้ จึงทำให้ผิดปกติไป. ก็แต่

320
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 321 (เล่ม 74)

ว่าเจ้าจงเอาก้อนข้าวที่เป็นเดนนี้ใส่ลงในปากของพราหมณ์เหล่านั้น แล้ว
ความผิดปกตินั้นก็จะหายไป. นางก็ได้ทำอย่างนั้น ความผิดปกติก็หาย
ไป. นางทิฏฐมังคลิกาจึงกล่าวกะบุตรว่า นี่แน่ะลูกในโลกนี้ขึ้นชื่อว่าทักขิ-
ไณยบุคคล ย่อมเป็นเช่นกับมาตังคบัณฑิต. พราหมณ์เหล่านี้มิใช่ทักขิไณย-
บุคคลดอกเป็นผู้มีความกระด้าง ด้วยมานะโดยเหตุเพียงชาติดุจพราหมณ์
ทั้งหลาย หรือโดยเหตุเพียงสาธยายมนต์. ลูกจงทำความเลื่อมใสให้เกิด
แก่ผู้ที่ประกอบด้วยคุณวิเศษมีศีลเป็นต้น ผู้ได้ฌานสมาบัติและพระปัจเจก-
พุทธเจ้าทั้งหลายในที่นั้นเถิด.
ในกาลนั้น พราหมณ์คนหนึ่ง ชื่อชาติมันตะในเมืองเวตตวดี แม้
บวชแล้วก็ยังอาศัยชาติได้มีมานะจัด. พระมหาสัตว์คิดว่า เราจักทำลายมานะ
ของพราหมณ์นั้นให้ได้ จึงไปยังที่นั้นอาศัยอยู่เหนือกระแสน้ำใกล้พราหมณ์
นั้น. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
เราและพราหมณ์คนหนึ่ง อยู่ที่ใกล้
ฝั่งแม่น้ำคงคา เราอยู่ข้างเหนือ พราหมณ์อยู่
ข้างใต้.
ลำดับนั้น วันหนึ่งพระมหาสัตว์เคี้ยวไม้สีฟันแล้วบ้วนลงในแม่น้ำ
อธิษฐานว่า ไม้สีฟันนี้จงไปติดที่ชฎาของชาติมันตะเถิด. ไม้สีฟันนั้นติดที่
ชฎาของชาติมันตะผู้กำลังอาบน้ำ. ชาติมันตะเห็นไม้สีฟันนั้น จึงด่าว่า คน
ระยำ แล้วไปเหนือกระแสน้ำด้วยคิดว่าคนกาลกิณีนี้มาจากไหน เราจักไป

321
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 322 (เล่ม 74)

ค้นหาคนกาลกิณีนั้น ครั้นเห็นพระมหาสัตว์ จึงถามว่า ท่านเป็นชาติอะไร ?
พระมหาสัตว์ตอบว่า เราเป็นคนจัณฑาล. ถามว่า ท่านบ้วนไม้สีฟันลงใน
แม่น้ำหรือ. ตอบว่า ใช่แล้ว เราบ้วนลงไปเอง. กล่าวว่า คนระยำ. คน
จัณฑาล คนกาลกิณี ท่านอย่าอยู่ที่นี้เลย. จงอยู่ใต้กระแสน้ำเถิด. แม้
เมื่อพระโพธิสัตว์อยู่ใต้กระแสน้ำบ้วนไม้สีฟันลงไป ก็ทวนกระแสน้ำมาติด
ที่ชฎาอีก. ชาติมันตะจึงกล่าวว่า คนระยำ. หากท่านอยู่ ณ ที่นี้. ในวัน
ที่ ๗ ศีรษะของท่านจักแตกออกเป็น ๗ เสี่ยง. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ว่า :-
พราหมณ์เที่ยวไปตามริมฝั่ง ได้เห็น
อาศรมของเราข้างเหนือ บริภาษเราในที่นั้น
แล้วแช่งให้เราศีรษะแตก. ถ้าเราพึงโกรธต่อ
พราหมณ์นั้น ถ้าเราไม่คุ้มครองศีล เราดู
พราหมณ์นั้นแล้ว พึงทำให้เป็นเถ้าได้.
ในบทเหล่านั้นบทว่า วิจรนฺโต อนุกูลมฺหิ คือ เมื่อไม้สีฟันที่
ใช้แล้วติดที่ชฎาของตน พราหมณ์จึงเที่ยวไปตามริมฝั่งแม่น้ำเพื่อค้นหาที่มา
ของไม้สีฟันนั้น. บทว่า อุทฺธํ เม อสฺสมทฺทส คือได้เห็นบรรณศาลา
อันเป็นอาศรมของเราอยู่เหนือกระแสน้ำจากที่อยู่ของตน. บทว่า ตตฺถ มํ
ปริภาเสตฺวา บริภาษเราในที่นั้น คือ พราหมณ์นั้นมายังอาศรมของเรา
ฟังเรื่องชาติ แล้วถอยออกไปยืนอยู่ในที่พอได้ยิน กล่าวคำมีอาทิว่า คนระยำ

322
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 323 (เล่ม 74)

คนจัณฑาล คนกาลกิณี ท่านอย่าอยู่ที่นี่เลย แล้วขู่ให้กลัว. บทว่า อภิสปิ
มุทฺธผาลนํ แช่งให้เราศีรษะแตก คือพราหมณ์นั้นกล่าวว่า หากท่าน
ประสงค์จะมีชีวิตอยู่. จงรีบหนีไปเสียจากที่นี้ทีเดียว แล้วแช่งเราว่า หาก
ท่านไม่หลีกไป. จากนี้ไป ๗ วัน ศีรษะของท่านจักแตกออกเป็น ๗ เสี่ยง.
ก็ศีรษะจะแตกตามคำแช่งของพราหมณ์ หรือไม่แตกออก. พราหมณ์
นั้นโกหก. พราหมณ์กล่าวอย่างนั้นเพื่อให้หวาดสะดุ้ง ด้วยสำคัญว่า พระ-
มหาสัตว์จะกลัวมรณภัย แล้วก็จักหลีกไปเสียให้ใกล้แสนไกล ด้วยประการ
บทว่า ยทิหํ ตสฺส ปกุปฺเปยฺยํ คือ หากเราพึงโกรธต่อชฎิลโกง
ผู้กระด้างด้วยมานะนั้น. บทว่า ยทิ สีลํ น โคปเย ถ้าเราไม่คุ้มครองศีล
อธิบายว่า ผิว่าเราไม่พึงคิดว่า ชื่อว่า ศีลนี้พึงรักษาไว้โดยชอบไม่คำนึงถึง
ชีวิต บทว่า โอโลเกตฺวานหํ ตสฺส, กเรยฺยํ ฉาริกํ วิย เราแลดูพราหมณ์
นั้นแล้ว พึงทำให้เป็นดังเถ้าได้ ความว่า หากว่าในกาลนั้นเรามิได้ยินดี
ต่อพราหมณ์นั้น. ถ้าเทวดาผู้เลื่อมใสรู้ความคิดของเราโดยขณะนั้นเอง พึง
กำจัดพราหมณ์นั้นเสียให้เป็นเถ้าถ่านฉะนั้น. ก็ในกาลนั้นเมื่อความไม่พอใจ
ของพระองค์มีอยู่ ทวยเทพทำความพินาศให้แก่พราหมณ์นั้น พระศาสดา
ทรงกระทำดุจทำด้วยพระองค์เอง จึงตรัสว่า กเรยฺยํ ฉาริกํ วิย พึงทำให้
เป็นเถ้าได้.

323