ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 294 (เล่ม 74)

ห้อยโหน. พระโพธิสัตว์ไม่สนใจการทำอนาจารของลิงนั้น เพราะถึงพร้อม
ด้วย ขันติ เมตตาและความเอ็นดู. ลิงยิ่งกำเริบทำอย่างนั้นบ่อย ๆ. ดังที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า อเถตฺถ กปิ มาคนฺตฺวา คือลิงมา ณ ที่นั้น.
ม อักษรเป็นบทสนธิ. บทว่า ปาโป คือลามก. บทว่า อนริโย คือ
ลิงนั้นเหลาะแหละด้วยความประพฤติ ในความเสื่อมและด้วยไม่ประพฤติใน
ความเจริญ อธิบายว่ามีมารยาทเลว. บทว่า ลหุ คือ ล่อกแล่ก. บทว่า
ขนฺเธ คือที่ลำคอ. บทว่า มุตฺเตติ คือถ่ายปัสสาวะ. บทว่า โอหเนติ๑
คือถ่ายอุจจาระ. บทว่า ตํ คือ มํ ได้แก่ เราผู้เป็นกระบือในครั้งนั้น.
บทว่า สกิมฺปิ ทวสํ คือ เบียดเบียนเราวันหนึ่งบ้างตลอดกาล
ทั้งปวงบ้าง. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ทูเสติ มํ สพฺพกาลํ
เบียดเบียนเราตลอดกาลทั้งปวง. คือไม่เบียดเบียนเราเพียง ๒ วัน ๓ วัน
๔ วัน ที่แท้เบียดเบียนเราด้วยการถ่ายปัสสาวะเป็นต้นแม้ตลอดกาลทั้งปวง.
ท่านแสดงไว้ว่า ลิงนั้นขึ้นหลังเราในเวลาที่จะถ่ายปัสสาวะเป็นต้นเท่านั้น.
บทว่า อุปทฺทุโต คือเบียดเบียน. อธิบายว่าเราถูกลิงนั้นเบียดเบียนด้วย
การห้อยโหนเป็นต้นที่เขา ด้วยการเอาของสกปรกมีปัสสาวะเป็นต้นมา และ
ด้วยรดน้ำปนเปือกตมและฝุ่นล้างหลายครั้งที่ปลายเขา และปลายหางเพื่อ
นำสิ่งสกปรกออก. บทว่า ยกฺโข คือเทวดาที่สิงสถิตอยู่บนต้นไม้นั้น. บทว่า
มํ อิทมพฺรวิ คือเทวดาที่สิงสถิตอยู่บนต้นไม้ เมื่อจะประกาศเนื้อความนี้ว่า
๑. ในอรรถกถาเป็น โอทเทติ.

294
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 295 (เล่ม 74)

ท่านมหิสราชเพราะเหตุไรท่านจึงอดทนความดูแคลนของลิงชั่วนี้อยู่ได้ จึง
ได้กล่าวคำนี้กะเราว่า ท่านจงยังลิงลามกตัวนี้ให้ฉิบหายเสียด้วยเขาและกีบ
เถิด.
บทว่า เอวํ วุตฺเต ตทา ยกฺเข คือเมื่อเทวดากล่าวอย่างนี้ในกาล
นั้นแล้ว. บทว่า อหํ ตํ อิทมพฺรวึ คือเราได้กล่าวตอบกะเทวดานั้นผู้
กล่าวอยู่. บทว่า กุณเปน คือด้วยซากศพเพราะเป็นสิ่งน่าเกลียดอย่างยิ่ง
ของคนดีมีชาติสะอาดด้วยการไหลออกแห่งอสุจิ คือกิเลสและเพราะเป็นเช่น
กับซากศพ ด้วยมีกลิ่นเหม็นฟุ้งไป. บทว่า ปาเปน คือ ลามกด้วยการ
ฆ่าสัตว์. บทว่า อนริเยน ท่านแสดงไว้ว่า ท่านเทวดาเพราะเหตุไรท่าน
จึงดูแคลนเราด้วยสิ่งอันไม่เจริญ เพราะเป็นธรรมของตนเลวมีพรานเนื้อ
เป็นต้น ผู้ไม่เจริญไม่ใช่คนดี ถ้อยคำที่ท่านกล่าวชักชวนเราในความชั่วนั้น
ไม่สมควรเลย.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงประกาศโทษในธรรมอันลามก
นั้น จึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า ยทิหํ ดังนี้.
บทนั้นมีความดังต่อไปนี้ ท่านเทวดาผู้เจริญ ผิว่าเราโกรธลิงนั้น.
เราก็เลวกว่ามัน. เพราะลิงนั้นเป็นลิงพา เป็นลิงเลว ด้วยไม่ประพฤติ
ธรรม. หากเราพึงประพฤติธรรมลามกอันมีกำลังกว่าลิงนั้น. เราก็จะพึง
เป็นผู้ลามกกว่าลิงนั้นด้วยเหตุนั้นมิใช่หรือ. ข้อที่เรารู้โลกนี้โลกหน้าอย่างดี
ยิ่ง แล้วดำรงอยู่ได้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่นโดยส่วนเดียวเท่านั้น พึง

295
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 296 (เล่ม 74)

ประพฤติธรรมลามกเห็นปานนั้นมิใช่ฐานะที่จะมีได้. มีอะไรยิ่งไปกว่านั้นอีก.
มีซิ. บทว่า สีลญฺจ เม ปภิชฺเชยฺย ศีลของเราก็จะพึงแตก คือ เราพึง
ทำความลามกเห็นปานนั้น. ศีลบารมีของเราจะพึงแตก. บทว่า วิญฺญู จ
ครเหยฺยุ มํ คือ เทวดาและมนุษย์ผู้เป็นบัณฑิตจะพึงติเตียนเราได้ว่า พ่อแม่
พี่น้องทั้งหลาย จงดูพระโพธิสัตว์นี้เที่ยวแสวงหาโพธิญาณ ได้ทำความชั่ว
เห็นปานนี้แล้ว.
บทว่า หีฬิตา ชีวิตา วาปิ. วา ศัพท์ เป็นอวธารณะ. อธิบายว่า
ตายด้วยความบริสุทธิ์ คือ เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ยังประเสริฐ อุดมดีกว่ามีชีวิต
อยู่ ถูกวิญญูชนทั้งหลายติฉินนินทาด้วยประการฉะนี้. บทว่า กฺยาหํ
ชีวิตเหตูปิ, กาหามิ ปรเหฐนํ อย่างไรเราจักเบียดเบียนผู้อื่นแม้เพราะเหตุ
แห่งชีวิตเล่า คือ เมื่อเรารู้อยู่อย่างนี้เราจักทำการเบียดเบียนสัตว์อื่น เอา
ชีวิตของเราเป็นเดิมพันได้อย่างไรเล่า อธิบายว่า ไม่มีเหตุในการทำความ
เบียดเบียนนี้.
กระบือกล่าวว่า ลิงนี้สำคัญสัตว์อื่นว่า เป็นเหมือนเราจักทำอนาจาร
อย่างนี้. แต่นั้นกระบือที่ดุจักฆ่าลิงที่ทำไปอย่างนั้นเสีย. การตายของลิงนี้
ด้วยสัตว์อื่นจักเป็นอันพ้นจากทุกข์และจากการฆ่าสัตว์ของเรา.
ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-

296
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 297 (เล่ม 74)

ลิงนี้จะสำคัญสัตว์อันเป็นเหมือนเรา จัก
ทำอย่างนี้ แม้แก่สัตว์อื่นบ้าง. สัตว์เหล่านั้น
จัดฆ่าลงนั้นเสีย. ความตายของลิงนั้นจักเป็น
อันพ้นเราไปดังนี้.
ในบทเหล่านั้นบทว่า มเมวายํ ตัดบทเป็น มํ อิว อยํ. บทว่า
อญฺเญปิ คือ แม้แก่สัตว์เหล่าอื่น. บทที่เหลือมีความดังได้กล่าวแล้ว
บทว่า หีนมชฺฌิมอุกฺกฏฺเฐ คือ เป็นนิมิตในเพราะของตนเลว
คนปานกลางและคนชั้นสูง. บทว่า สทนฺโต อวมานิตํ คือ อดกลั้นคำ
ดูหมิ่นเหยียดหยามที่คนเหล่านั้นมิได้จำแนกไว้เป็นไปแล้ว. บทว่า เอวํ
ลภติ สปฺปญฺโญ คนมีปัญญามิได้ทำการจำแนกในคนเลวเป็นต้นอย่างนี้
เข้าไปตั้งขันติ เมตตาและความเอ็นดูไว้ อดกลั้นความผิดนั้น เพิ่มพูนศีล
บารมีเป็นต้น ย่อมได้คือแทงตลอดสัพพัญญุตญาณ ตามใจปรารถนา คือ
ตามต้องการ. ความปรารถนาของเขานั้นอยู่ไม่ไกลนัก ด้วยประการฉะนี้.
พระมหาสัตว์เมื่อจะประกาศอัธยาศัยของตนอย่างนี้ จึงแสดงธรรม
แก่เทวดา. กระบือนั้นล่วงไป ๒-๓ วัน ก็ได้ไปที่อื่น. กระบือดุตัวอื่นได้
ไปตั้งหลักฐานอยู่ ณ ที่นั้นเพราะเป็นที่อยู่สบาย. ลิงชั่วสำคัญว่ากระบือตัวนี้
ก็คือกระบือตัวนั้นนั่นเองจึงขึ้นหลังกระบือดุนั้น แล้วได้ทำอนาจารในที่นั้น
อย่างเดียวกัน. กระบือตัวนั้นจึงสลัดลิงให้ตกลงบนพื้นดินเอาเขาขวิดที่
หัวใจ เอาเท้าเหยียบจนแหลกเหลวไป.

297
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 298 (เล่ม 74)

มหิสราชในครั้งนั้น พระโลกนาถในครั้งนี้.
แม้ในมหิสราชสะจุริยานี้ พึงเจาะจงกล่าวถึงบารมีที่เหลือของพระ-
โพธิสัตว์นั้นตามสมควรโดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. อนึ่งพึงทราบ
คุณานุภาพของพระมหาสัตว์ในจริยานี้ ดุจในหัตถินาคจริยา ภูริทัตตจริยา
จัมเปยยจริยา และนาคราชจริยา.
จบอรรถกถามหิสราชจริยาที่ ๕

298
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 299 (เล่ม 74)

๖. รุรุมิคจริยา
ว่าด้วยจริยาวัตรของพระยาเนื้อ
[๑๖] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นพระยาเนื้อ
ชื่อรุรุ มีขนสีเหลืองคล้ายหลอมทองคำ ประ-
กอบด้วยศีลอันบริสุทธิ์ยิ่ง เราเข้าไปอาศัยอยู่
ณ ประเทศน่ารื่นรมย์ เป็นรมณียสถาน สงัด
เงียบปราศจากมนุษย์ เป็นที่ยินดีแห่งใจ ใกล้
ฝั่งคงคา ครั้งนั้น บุรุษถูกเจ้าหนี้ทวงถาม จึง
โดดลงในแม่น้ำ ในกระแสน้ำข้างเหนือ ด้วย
โดดว่า เราจะเป็นหรือตายก็ตามที เขาถูกกระแส
น้ำพัดไปในแม่น้ำใหญ่ ตลอดคืน ตลอดวัน
ร้องไห้คร่ำครวญขอความช่วยเหลือ ลอยไปใน
ท่ามกลางคงคา เราฟังเสียงของเขาผู้ร้องไห้คร่ำ
ครวญขอความช่วยเหลือแล้ว ไปยืนอยู่ที่ฝั่ง
คงคา ได้ถามว่า ท่านเป็นใคร เขาอันเราถาม
แล้ว ได้แจ้งเหตุของตนในกาลนั้นว่า เราเป็น
ผู้ถูกเจ้าหนี้ทำให้สะดุ้งกลัว จึงแล่นมายังมหา-
นทีนี้ เราทำความกรุณาแก่เขา สละชีวิตของเรา

299
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 300 (เล่ม 74)

ว่ายน้ำไปนำเขามาในเวลากลางคืนข้างแรม เรา
รู้กาลว่า เขาหายเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าแล้วได้
กล่าวกะเขาดังนี้ว่า เราจะขอพรกะท่านสักข้อ
หนึ่ง คือท่านอย่าบอกเราแก่ใคร ๆ เขาไปยัง
พระนครแล้ว พระราชาตรัสถาม จึงกราบทูล
เพราะต้องการทรัพย์ เขาได้พาพระราชาเข้ามา
ยังที่อยู่ของเรา เรากราบทูลเหตุการณ์ทุกอย่าง
แด่พระราชา พระราชาทรงสดับคำของเราแล้ว
ทรงสอดลูกศรจะยิงบุรุษนั้น ตรัสว่า เราจักฆ่า
คนลามกผู้ประทุษร้ายมิตรเสียในที่นี้แหละ เรา
ตามรักษาคนประทุษร้ายมิตรนั้น ได้มอบตน
ของเราถวายว่า ข้าแต่มหาราชา ขอได้ทรงโปรด
งดก่อนเถิดพระเจ้าข้า ข้าพระบาทจะกระทำ
ตามพระราชประสงค์ของพระองค์ เราตาม
รักษาศีลของเรา ไม่ใช่เราตามรักษาชีวิตของเรา
เพราะในกาลนั้น เราเป็นผู้มีศีลเพราะเหตุแห่ง
โพธิญาณนั่นเอง ฉะนี้แล.
จบ รุรุมิคจริยาที่ ๖

300
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 301 (เล่ม 74)

อรรถกถารุรุมิคราชจริยาที่ ๖
พึงทราบวินิจฉัยในอรรถกถารุรุมิคราชจริยาที่ ๖ ดังต่อไปนี้ . บทว่า
สุตฺตกนกสนฺนิโภ คือมีขนสีเหลียงคล้ายหลอมทองคำใส่เข้าไปในไฟ โดย
ปราศจากสีดำตลอดตัว. บทว่า มิคราชา รุรุ นาม คือมีชื่อโดยสัญชาติว่า
รุรุมิคราชโดยเชื้อชาติว่า รุรุ อธิบายว่า เป็นราชาแห่งเนื้อทั้งหลาย. บทว่า
ปรมสีลสมาหิโต คือตั้งมั่นอยู่ในศีลอันอุดม พึงทราบเนื้อความในบทนี้
อย่างนี้ว่าศีลบริสุทธิ์และมีจิตตั้งมั่น หรือมีจิตตั้งมั่นโดยชอบในศีลอันบริสุทธิ์.
ในกาลนั้นพระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดเนื้อชื่อว่า รุรุ ผิวในร่างกาย
ของเนื้อนั้นมีสีเหมือนแผ่นทองคำที่เผาแล้วขัดเป็นอย่างดี เท้าทั้ง ๔ ดุจฉาบ
ด้วยครั้ง หางดุจหางจามรี เขามีสีเหมือนพวงเงิน ตาดุจก้อนแก้วมณีที่ขัดดี
แล้ว ปากดุจลูกคลีหนังหุ้มผ้ากัมพลสีแดงสอดตั้งไว้. เนื้อนั้นละความคลุกคลี
ประสงค์จะอยู่อย่างสงบ จึงทิ้งบริวารอยู่ผู้เดียวเท่านั้น ในป่าใหญ่สะพรั่งด้วย
ดอกไม้บานปนต้นสาละน่ารื่นรมย์ใกล้แม่น้ำคงคา. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ว่า :-
เราเข้าไปอาศัยอยู่ ณ ประเทศที่น่ารื่นรมย์
เป็นรมณียสถาน สงัดเงียบปราศจากมนุษย์
เป็นที่ยินดีแห่งใจใกล้ฝั่งคงคา.
ใบบทเหล่านั้น บทว่า รมฺเม ปเทเส คือในอรัญญประเทศ
น่ารื่นรมย์ เพราะประกอบด้วยภูมิภาคสีขาวปนทราย เช่นกับพ่นแก้วมุกดา

301
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 302 (เล่ม 74)

ด้วยพื้นป่าอันมีหญ้าเขียวสดงอกขึ้นอย่างสนิท ด้วยพื้นสิลาวิจิตด้วยสีต่าง ๆ
ดุจปูไว้อย่างสวยงาม และด้วยสระมีน้ำใสสะอาดดุจกองแก้วมณี และเพราะ
ปกคลุมด้วยติณชาติ สัมผัสอ่อนนุ่มโดยมากสีแดงคล้ายสีแมลงค่อมทอง
บทว่า รมมณีเย คือเป็นรมณียสถาน ทำให้เกิดความยินดีแก่ชนผู้เข้าไป
ณ ที่นั้น เพราะงดงามด้วยป่าหนาทึบ มีกิ่งก้านสาขาปกคลุมล้วนแล้วไปด้วย
ดอกไม้ ผลไม้และหน่อไม้ หมู่นกนานาชนิดส่งเสียงร้องเซ็งแซ่ รุ่งเรือง
ไปด้วยต้นไม้เถาวัลย์และป่าหลายอย่างโดยมาก ก็มีมะม่วงต้นสาละไพรสณฑ์
ประดับ. สมดังที่ท่านกล่าวไว้ในรุรุมิคราชชาดกว่า :-
ในไพรสณฑ์นั้น มีมะม่วง และดอก
สาละบาน ดารดาษไปด้วยแมลงค่อมทอง. ณ
ที่นี้ มิคราชนั้นอาศัยอยู่.
บทว่า วิวิตฺเต คือว่างเปล่าจากคนอยู่. บทว่า อมนุสฺสเก คือ
ปราศจากมนุษย์ เพราะไม่มีมนุษย์สัญจรใบมา ณ ที่นั้น. บทว่า มโนรเม
ชื่อว่า มโนรเม เพราะเป็นที่ยินดีแห่งใจโดยเฉพาะของผู้ต้องการความสงบ
ด้วยคุณสมบัติตามที่กล่าวแล้ว.
บทว่า อถ ในบทว่า อถ อุปริคงฺคาย นี้ เป็นนิบาตลงในอธิการะ
คือเหตุเกิดขึ้น ท่านแสดงไว้ว่า ด้วยเหตุนั้นเมื่อเราอยู่อย่างนั้นในที่นั้น
จึงเกิดเหตุนี้ขึ้น. บทว่า อุปริคงฺคาย คือบนกระแสแม่น้ำคงคา. บทว่า
ธนิเกหิ ปริปีฬิโต คือบุรุษถูกเจ้าหนี้ทวง ไม่สามารถใช้หนี้ได้.

302
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 303 (เล่ม 74)

มีเรื่องเล่าว่า เศรษฐีชาวกรุงพาราณสีคนหนึ่ง ไม่ให้บุตรของตน
เล่าเรียนศิลปะอย่างใดอย่างหนึ่ง ด้วยคิดว่า บุตรนี้เรียนศิลปะจักลำบาก.
บุตรเศรษฐีไม่รู้อะไร ๆ นอกจากขับร้อง ประโคมดนตรี ฟ้อนรำ เคี้ยวกิน
และบริโภค. เมื่อบุตรเจริญวัยมารดาบิดาก็หาภรรยาที่สมควรให้มอบทรัพย์
ให้กลัวถึงแก่กรรม. บุตรเศรษฐีห้อมล้อมด้วยนักเลงหญิงนักเลงสุราทำลาย
ทรัพย์ทั้งหมดด้วยอบายมุขต่าง ๆ กู้หนี้ยืมสินในที่นั้น ๆ ไม่สามารถจะใช้หนี้
ได้ เมื่อถูกเจ้าหนี้ทวงจึงคิดว่า ประโยชน์อะไรด้วยชีวิตของเรา. เกิดมาด้วย
อัตภาพนั้น แม้อย่างนี้ก็เหมือนเป็นอย่างอื่น. ตายเสียดีกว่า จึงบอกเจ้าหนี้
ทั้งหลายว่า พวกท่านจงเอาใบกู้หนี้มา. เรามีทรัพย์อันเป็นของตระกูลฝังไว้ที่
ฝั่งแม่น้ำคงคา. เราจักให้ทรัพย์นั้นแก่พวกท่าน. เจ้าหนี้ทั้งหลายก็ไปกับเขา.
บุตรเศรษฐีทำเป็นบอกที่ฝังทรัพย์ว่า ทรัพย์ฝังไว้ตรงนี้ ๆ. คิดว่า ด้วยอาการ
อย่างนี้เราจักพ้นหนี้ จึงหนีไปโดดน้ำ. บุตรเศรษฐีนั้นลอยไปตามกระแสน้ำ
อันเชี่ยว ร้องขอความช่วยเหลือ. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
ครั้งนั้นบุรุษถูกเจ้าหนี้ทวงถาม จึงโดดลง
ในแม่น้ำ ในกระแสน้ำข้างเหนือ ด้วยคิด
ว่า เราจะเป็นหรือตายก็ตามที เราถูกกระแส
น้ำพัดไปในแม่น้ำใหญ่ ตลอดคืนตลอดวัน
ร้องไห้คร่ำครวญขอความช่วยเหลือ ลอยไปใน
ท่ามกลางคงคา ดังนี้.

303