พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ - หน้าที่ 284 (เล่ม 74)

เม พลํ น วิชฺชติ เราจะไม่มีกำลังก็หามิได้ คือ กำลังของเราจะไม่มี
ก็หามิได้. มีอยู่มากทีเดียว. เรามีกำลังดุจช้างสาร สมบูรณ์ด้วยเรี่ยวแรง
ปรารถนาอยู่สามารถจะลุกขึ้นฉับพลัน แล้วบดขยี้บุรุษที่ฉุดนางพราหมณี
นั้น แล้วจับบุรุษนั้นไปยังที่ต้องการจะไปได้ ท่านแสดงไว้ดังนี้. บทว่า
สพฺพญฺญุตํ ปิยํ มยฺหํ พระสัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา คือพระ-
สัพพัญญุตญาณเท่านั้น เป็นที่รักของเรายิ่งกว่านางปริพาชิกานั้นร้อยเท่า
พันเท่า แสนเท่า. บทว่า ตสฺมา สีลานุรกฺขิสฺสํ คือด้วยเหตุนั้นเรา
จึงรักษาศีลไว้.
ลำดับนั้น พระราชาไม่ทรงทำให้ชักช้าในพระราชอุทยานรีบเสด็จไป
โดยเร็วเท่าที่จะเร็วได้ ตรัสให้เรียกนางปริพาชิกานั้นมาแล้วทรงมอบยศให้
เป็นอันมาก. นางปริพาชิกานั้นกล่าวถึงโทษของยศ คุณของบรรพชา และ
ความที่ตนและพระโพธิสัตว์ละกองโภคสมบัติ อันมหาศาล แล้วบวชด้วยความ
สังเวช. พระราชา เมื่อไม่ทรงได้นางนั้นสมพระทัยโดยอุบายใด ๆ จึงทรง
ดำริว่า ปริพาชิกาผู้นี้ มีศีล มีกัลยาณธรรม แม้ปริพาชกนั้น เมื่อปริพาชิกา
นี้ถูกฉุดนำมาก็มิได้แสดงอาการผิดปกติแต่อย่างใดเลย. ไม่คำนึงถึงอะไร
ทั้งหมด. การทำสิ่งผิดปกติในผู้มีคุณธรรมเห็นปานนี้ ไม่สมควรแก่เราเลย.
เอาเถิดเราจะพาปริพาชิกานี้ไปยังอุทยานแล้วขอขมาปริพาชิกานี้และปริพา-
ชกนั้น. ครั้นพระราชาทรงดำริอย่างนี้แล้วรับสั่งกะราชบุรุษว่า พวกเจ้า
จงนำปริพาชิกานี้มายังอุทยาน พระองค์เองเสด็จไปก่อน ทรงเข้าไปหา

284
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ - หน้าที่ 285 (เล่ม 74)

พระโพธิสัตว์ตรัสถามว่า ท่านบรรพชิตผู้เจริญ เมื่อข้าพเจ้านำปริพาชิกา
นั้นไปพระคุณท่านโกรธหรือเปล่า. พระมหาสัตว์ถวายพระพรว่า :-
ความโกรธเกิดแก่อาตมาแต่ไม่ปล่อย
ออก อาตมาจะไม่ปล่อยออกตราบเท่าชีวิต
อาตมาจะห้ามทันที เหมือนฝนตกหนังท่าน
เสียซึ่งธุลีฉะนั้นดังนี้.
พระราชาครั้นสดับดังนั้นแล้วทรงดำริว่า ปริพาชกนี้กล่าวหมายถึง
ความโกรธอย่างเดียว หรืออะไรอื่นมีศิลปะเป็นต้น จึงตรัสถานต่อไปว่า :-
อะไรเกิดแก่พระคุณท่าน พระคุณท่าน
ไม่ปล่อย พระคุณท่านไม่ปล่อยอะไรตลอด
ชีวิต พระคุณท่านห้ามความโกรธนั้นอย่างไร
ดุจฝนตกหนักห้ามธุลีฉะนั้นดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อุปฺปชฺชิ เกิดขึ้นแล้ว คือ ความโกรธ
เกิดขึ้นครั้งเดียว ไม่เกิดอีก. บทว่า น มุจฺจิตฺถ ไม่ปล่อย คือไม่ปล่อย
ออกด้วยให้เกิดกายวิการและวจีวิการ. อธิบายว่า ไม่ปล่อยความโกรธนั้น
ให้เป็นไปในภายนอก. บทว่า รชํว วิปุลา วุฏฺฐิ ความว่า อาตมาระงับ

285
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ - หน้าที่ 286 (เล่ม 74)

ความโกรธนั้น ห้ามไว้ เหมือนสายฝนในมิใช่ฤดูกาลตกอย่างหนักขจัดธุลี
อันเกิดขึ้นในเดือนสุดท้ายของฤดูร้อนเป็นปกติ ฉะนั้น.
ลำดับนั้น พระมหาบุรุษเมื่อจะประกาศโทษของความโกรธ โดย
ประการต่าง ๆ แด่พระราชานั้น จึงแสดงธรรมด้วยคาถาเหล่านี้ว่า :-
เมื่อความโกรธใดเกิดขึ้น ย่อมไม่เห็น
ประโยชน์ เมื่อความโกรธไม่เกิดย่อมเห็น
เป็นอย่างดี. ความโกรธนั้นเป็นโคจรของตน
ไร้ปัญญา เกิดขึ้นแก่อาตมา อาตมาใช่ปล่อย
ออก. เหล่าอมิตรผู้แสวงหาทุกข์ ย่อมยินดี
ด้วยความโกรธใดที่เกิดแล้ว ความโกรธนั้น
เป็นโคจรของคนไร้ปัญญา เกิดขึ้นแล้วแก่
อาตมา อาตมาไม่ปล่อยออก. อนึ่ง เมื่อ
ความโกรธใดเกิดขึ้นบุคคลย่อมไม่รู้สึกถึง
ประโยชน์ตน ความโกรธนั้นเป็นโคจรของ
คนไร้ปัญญา เกิดขึ้นแก่อาตมา อาตมาไม่
ปล่อยออก.

286
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ - หน้าที่ 287 (เล่ม 74)

บุคคลถูกความโกรธใดครอบงำ ย่อม
ละกุสลธรรมกำจัดประโยชน์แม้ในมูลออกไป
เสีย. มหาบพิตรความโกรธนั้น เป็นเสนาของ
ความน่ากลัว มีกำลังย่ำยีสัตว์ อาตมาไม่
ปล่อยออกไป.
เมื่อไม้ถูกสี ไฟย่อมเกิด. ไฟย่อมเผา
ไม้นั้น. เพราะไฟเกิดแต่ไม้. เมื่อคนปัญญา
อ่อน โง่ เซ่อ ความโกรธย่อมเกิดเพราะความ
ฉุนเฉียว คนพาลแม้นั้นก็ย่อมถูกความโกรธ
นั้นเผาผลาญ ความโกรธย่อมเจริญแก่ผู้ใด
เหมือนไฟที่หญ้าและไม้ ยศของผู้นั้นย่อม
เสื่อมเหมือนดวงจันทร์ในวันข้างแรม ฉะนั้น.
ความโกรธของผู้ใดสงบ เหมือนไฟไม่
มีเชื้อ ยศของผู้นั้นย่อมเต็มเปี่ยมเหมือน
ดวงจันทร์ในวันข้างขึ้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า น ปสฺสติ คือแม้ประโยชน์ตนก็ไม่เห็น
ไม่ต้องพูดถึงประโยชน์ผู้อื่นละ. บทว่า สาธุ ปสฺสติ คือย่อมเห็นทั้ง

287
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ - หน้าที่ 288 (เล่ม 74)

ประโยชน์ตน ทั้งประโยชน์ผู้อื่น และประโยชน์ทั้งสอง โดยชอบนั่นเอง.
บทว่า ทุมฺเมธโคจโร คือเป็นวิสัยของคนไร้ปัญญา หรือเป็นโคจรที่ไร้
ปัญญา หรือมีเชื้อไฟเป็นอาหาร เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า ทุมฺเมธโคจโร.
บทว่า ทุกฺขเมสิโน คือปรารถนาทุกข์. บทว่า สทตฺถํ คือความเจริญ
อันเป็นประโยชน์ของตน. บทว่า ปรกฺกเร คือพึงนำออกไป ทำให้หมด
ไป. บทว่า ส ภีมเสโน ความโกรธนั้นเป็นเสนาของความน่ากลัว คือ
ความโกรธนั้นประกอบด้วยเสนาของกิเลสใหญ่ให้เกิดความน่ากลัว. บทว่า
ปมทฺที คือมีปกติย่ำยีสัตว์ทั้งหลายด้วยความมีกำลัง. บทว่า น เม อมุจฺจถ
คือความโกรธนั้นไม่ได้ซึ่งความพ้นไปจากสำนักของเรา. เราทรมานไว้
ในภายในนั่นเอง. อธิบายว่า ทำให้หมดพยศ. หรือว่าตั้งใจด้วยความ
เป็นนมส้มครู่หนึ่งดุจน้ำนม ฉะนั้น.
บทว่า มนฺถมานสฺมึ คือสีไม้เอาไฟ. ปาฐะว่า มถมานสฺมึ บ้าง.
บทว่า ยสฺมา คือแต่ไม้ใด. บทว่า คินิ คือไฟ. บทว่า พาลสฺส
อวิชานโต คือคนพาล คนโง่. บทว่า สารมฺภา ชายเต เกิดเพราะ
ความฉุนเฉียว คือความโกรธย่อมเกิดเพราะความฉุนเฉียว อันมีลักษณะ
ทำมากเกินไป เหมือนไฟเกิดเพราะไม้สีไฟฉะนั้น. บทว่า สปิ เตเนว
คือคนพาลแม้นั้นย่อมถูกความโกรธเผา เหมือนไม้ถูกไฟฉะนั้น. บทว่า
อนินฺโธ ธูมเกตุว คือดุจไฟไม่มีเชื้อฉะนั้น. บทว่า ตสฺส คือยศ ที่ได้
แล้วย่อมเพิ่มพูนต่อ ๆ ไปแก่บุคคลผู้ประกอบแล้วด้วยความอดกลั้นนั้น.

288
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ - หน้าที่ 289 (เล่ม 74)

พระราชาครั้นทรงสดับธรรมกถาของพระมหาสัตว์แล้ว ทรงขอขมา
พระมหาบุรุษ แม้นางปริพาชิกา ผู้มาจากพระราชวัง ตรัสว่าขอพระคุณ
ท่านทั้งสองเสวยสุขในการบรรพชาอยู่ในอุทยานนี้เถิด. ข้าพเจ้าจักทำการ
รักษา ป้องกัน คุ้มครองอันเป็นธรรมแก่พระคุณท่านทั้งสอง นมัสการ
แล้วเสด็จกลับ. ปริพาชกและปริพาชิกาทั้งสองอาศัยอยู่ในพระราชอุทยาน
นั้นเอง. ต่อมานางปริพาชิกาได้ถึงแก่กรรม. พระโพธิสัตว์เข้าไปยังป่า
หิมพานต์ ยังฌานและอภิญญาให้เกิด เมื่อสิ้นอายุก็ได้ไปสู่พรหมโลก.
นางปริพาชิกาในครั้งนั้นได้เป็นมารดาพระราหุลในครั้งนี้. พระราชา
คือพระอานนทเถระ. โพธิปริพาชก คือพระโลกนาถ.
แม้ในจูฬโพธิจริยานี้ พึงเจาะจงกล่าวถึงบารมีที่เหลือของพระ-
โพธิสัตว์ตามสมควร. อนึ่ง พึงประกาศคุณานุภาพแห่งพระมหาบุรุษไว้ใน
ที่นี้มีอาทิอย่างนี้คือ การละกองโภคะใหญ่ และวงศ์ญาติใหญ่ ออกจาก
เรือน เช่นเดียวกับออกมหาภิเนษกรมณ์. การออกไปอย่างนั้นแล้วตั้งใจ
เป็นบรรพชิตที่ชนเป็นอันมากสมมติ ไม่เกี่ยวข้องในตระกูลในคณะ เพราะ
เป็นผู้มักน้อยเป็นอย่างยิ่ง. ความยินดียิ่งในความสงัด เพราะรังเกียจลาภ
และสักการะ โดยส่วนเดียวเท่านั้น. การประพฤติขัดเกลากิเลสอัน
เป็นความดียอดยิ่ง. การนึกถึงศีลบารมีไม่แสดงความโกรธเคืองเมื่อนาง
ปริพาชิกา ผู้มีกัลยาณธรรมมีศีลถึงปานนั้นถูกราชบุรุษจับไปโดยพลการ
ต่อหน้าตนซึ่งไม่ได้อนุญาต. และเมื่อพระราชาทรงรู้พระองค์ว่า ทรงทำผิด

289
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ - หน้าที่ 290 (เล่ม 74)

จึงเสด็จเข้าไปหา การตั้งจิตบำเพ็ญประโยชน์และถวายคำสั่งสอน ด้วย
ประโยชน์ในปัจจุบันและประโยชน์ในภพหน้า. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ว่า :-
เอวํ อจฺฉริยา เหเต ฯลฯ ธมฺมสฺส อนุธมฺมโต
มีใจความดังได้กล่าวแล้วข้างต้น.
จบ อรรถกถาจูฬโพธิจริยาที่ ๔

290
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ - หน้าที่ 291 (เล่ม 74)

๕. มหิสราชจริยา
ว่าด้วยจริยาวัตรของพระยากระบือ
[๑๕] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นกระบือ
เที่ยวอยู่ในป่าใหญ่ มีกายอ้วนพี มีกำลังมาก
ใหญ่โต ดูน่ากลัวพิลึก ประเทศไร ๆ ในป่า
ใหญ่นี้อันเป็นที่อยู่ของฝูงกระบือ มีอยู่ที่เงื้อม
เขาก็ดี ที่ซอกห้วยธารเขาก็ดี ที่โคนไม้ก็ดี
ที่ใกล้บึงก็ดี เราเที่ยวไปในที่นั้น ๆ เมื่อเรา
เที่ยวไปในป่าใหญ่ ได้เห็นสถานที่อันเจริญ
เราจึงเข้าไปสู่ที่นั้น แล้วยืนพักอยู่และนอนอยู่
ครั้งนั้น ลิงป่าผู้ลามก หลุดหลิก ล่อกแล่ก
มา ณ ที่นั้น ถ่ายอุจจาระปัสสาวะรดเราที่คอ
ที่หน้าผาก ที่คิ้ว ย่อมเบียดเบียนเราวันหนึ่ง
ครั้งหนึ่ง วันที่ ๒ วันที่ ๓ แม้วันที่ ๔ ก็วัน
ละครั้ง เราจึงเป็นผู้อันลิงนั้นเบียดเบียนตลอด
กาลทั้งปวง เทวดาเห็นเราถูกลิงเบียดเบียน
ได้กล่าวกะเราดังนี้ว่า ท่านจงยังลิงลามกตัวนี้
ให้ฉิบทายตานโหงเสีย ด้วยเขาและกีบเถิด

291
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ - หน้าที่ 292 (เล่ม 74)

เมื่อเทวดากล่าวอย่างนี้ในครั้งนั้นแล้ว เราได้
ตอบเทวดานั้นว่าเหตุไร ท่านจะให้เราเปื้อน
ซากศพอันลามกไม่เจริญเล่า ถ้าเราฟังโกรธ
ต่อลิงนั้น เราก็ฟังเป็นผู้เลวกว่ามัน ศีลของ
เราก็จะฟังแตก และวิญญูชนทั้งหลายก็จะฟัง
ติเตียนเรา เราเป็นผู้บริสุทธิ์ ตายด้วยความ
บริสุทธิ์ ยังประเสริฐ ว่าความเป็นอยู่ที่น่า
ละอายเสียอีก อย่างไรเราจักเบียดเบียนผู้อื่น
แม้เพราะเหตุแห่งชีวิตเล่า บุคคลผู้มีปัญญา
อดกลั้นคำดูหมิ่นในเพราะของคนเลว คน
ปานกลางและคนชั้นสูง ย่อมได้อย่างนี้ตามใจ
ปรารถนา ฉะนี้แล.
จบ มหิสราชจริยาที่ ๕
อรรถกถามหิสราชจริยาที่ ๕
พึงทราบวินิจฉัยในอรรถกถามหิสราชจริยาที่ ๕ ดังต่อไปนี้. บทว่า
มหึโส ปวนจารโก โยชนาแก้ว่าในกาลเมื่อเราเป็นกระบือป่าเที่ยวอยู่ใน
ป่าใหญ่. บทว่า ปวฑฺฒกาโย มีกายอ้วนพี คือมีกายเติบใหญ่ด้วยวัย

292
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ - หน้าที่ 293 (เล่ม 74)

สมบูรณ์และด้วยความอ้วนของอวัยวะน้อยใหญ่. บทว่า พลวา คือมีกำลัง
มาก สมบูรณ์ด้วยเรี่ยวแรง. บทว่า มหนฺโต คือมีร่างใหญ่. นัยว่ากาย
ของพระโพธิสัตว์ในครั้งนั้นประมาณเท่าช้างหนุ่ม. บทว่า ภีมทสฺสโน
ดูน่ากลัวพิลึก คือดูน่ากลัวเพราะให้เกิดความกลัวแก่ผู้ไม่รู้จักศีล เพราะ
ร่างใหญ่โตและเพราะเป็นกระบือป่า. บทว่า ปพฺภาเร คือที่เงื้อมเขามีหิน
ย้อย. บทว่า ทกาสเย คือที่ใกล้บึง. บทว่า โทเตตถุ ฐานํ คือในป่า
ใหญ่อันเป็นถิ่นที่อยู่ของกระบือป่า. บทว่า ตหึ ตหึ คือในป่านั้น ๆ.
บทว่า วิจรนฺโต คือเที่ยวไปเพื่อหาความผาสุกในการอยู่. บทว่า ฐานํ
อทฺทส ภทฺทกํ ได้เห็นสถานที่อันเจริญ คือเมื่อเราเที่ยวไปอย่างนี้ได้เห็น
สถานที่โคนไม้อันเป็นที่เจริญในป่าใหญ่นั้น เป็นความผาสุกของเรา. ครั้น
เห็นแล้วเราจึงเข้าไปยังที่นั้น ยืนและนอน หาอาหารในตอนกลางวันแล้วไป
ยังโคนต้นไม้นั้น ยังกาลเวลาให้ล่วงไปด้วยการยืนและการนอน. ท่านแสดง
ไว้ดังนี้.
ได้ยินว่า ในกาลนั้นพระโพธิสัตว์ บังเกิดในกำเนิดกระบือใน
หิมวันตประเทศ ครั้นเจริญวัย สมบูรณ์ด้วยเรี่ยวแรงมีร่างใหญ่ประมาน
เท่าช้างหนุ่มเที่ยวไปตามเชิงเขา เงื้อมเขา ซอกเขา ป่าและห้วยเป็นต้น
เห็นโคนต้นไม้ใหญ่น่าสบายต้นหนึ่ง หาอาหารแล้วก็มาอาศัยอยู่ที่โคน
ต้นไม้นั้นในเวลากลางวัน. ครั้งนั้นมีลิงลามกตัวหนึ่งลงจากต้นไม้ขึ้นหลัง
พระมหาสัตว์ ถ่ายอุจจาระปัสสาวะรด จับเขาโหนตัว จับหางเล่น

293