ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 254 (เล่ม 74)

โพธิสัตว์ ถือเอาแก้วมณี อันเป็นแก้วสารพัดนึกให้ทุกสิ่งที่ต้องการ วาง
แก้วมณีไว้เหนือกองทราย ณ ฝั่งแม่น้ำยมุนา เพลิดเพลินในยามราตรีด้วย
แสงของแก้วมณีนั้น ตอนอรุณขึ้นได้ยินเสียงมนต์ของพราหมณ์ตกใจกลัว
ด้วยสำคัญว่า เป็นครุฑ ไม่ถือเอาแก้วมณีไปด้วย ดำลงในแผ่นดินไปนาค
พิภพ.
พราหมณ์จึงถือเอาแก้วมณีไป. ในขณะนั้น เนสาทพราหมณ์ไปป่า
กับบุตรเพื่อล่าเนื้อ เห็นแก้วมณีในมือพราหมณ์นั้น จำได้ว่า เป็นแก้วมณี
สารพัดนึกของพระภูริทัตตะ อยากจะได้แก้วมณีนั้น จึงทำเป็นสนทนาปรา-
ศรัยกับพราหมณ์นั้นรู้ว่าแก้วมณีนั้นมีมนต์ขลัง จึงกล่าวว่า หากท่านให้
แก้วมณีนี้แก่เรา. เราจักแสดงนาคซึ่งมีอานุภาพมากแก่ท่าน. ท่านพานาคนั้น
เที่ยวไปยังหมู่บ้าน นิคมและราชธานีจักได้ทรัพย์เป็นอันมาก. เมื่อพราหมณ์
กล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นจงจับมาแสดงเถิด. เนสาทพราหมณ์ จึงพาพราหมณ์
นั้นไปยืนอยู่ไม่ไกล ชี้ให้ดูพระโพธิสัตว์ ซึ่งนอนขดขนดอยู่บนยอดจอม
ปลวกอันเป็นที่รักษาอุโบสถ.
พระมหาสัตว์ เห็นเนสาทนั้น ดำริว่า เจ้าเนสาทนี้แม้เรานำไปยัง
นาคพิภพเพราะเกรงว่า จะพึงทำอันตรายแก่อุโบสถของเราให้ดำรงอยู่ใน
มหาสมบัติก็ไม่ปรารถนา. อยากจะหลีกออกจากนาคพิภพกลับไปเอง ใช่
ต้องการแม้แก้วมณีที่เราให้. แต่บัดนี้กลับพาคนจับงูมา. หากเราโกรธคน
ประทุษร้ายมิตรนี้. ศีลก็จักขาด. เราอธิษฐานอุโบสถประกอบด้วยองค์ ๔

254
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 255 (เล่ม 74)

ไว้แต่แรก. อุโบสถนั้นจงเป็นไปตามที่เราอธิษฐานไว้เถิด. เจ้าอาลัมพายน์
จะเชือดเฉือนเราหรือไม่ก็ตาม เราจะไม่โกรธเขา จึงหลับตาทำอธิษฐาน
บารมีให้เป็นปุเรจาริกคือนำไปข้างหน้า สอดศีรษะไว้ในระหว่างขนดนอน
เฉย. แม้เนสาทพราหมณ์ก็กล่าวว่า ท่านอลัมพายน์ท่านจงจับนาคนี้. ท่าน
จงให้แก้วมณีแก่เราเถิด. อาลัมพายน์เห็นนาคก็ดีใจ ไม่คำนึงถึงแก้วมณีแต่
อย่างไร โยนแก้วมณีลงในมือกล่าวว่า เอาไปเถอะพ่อพราหมณ์. แก้วมณี
นั้นพลัดจากมือพราหมณ์ พอตกถึงพื้นดินเท่านั้นก็แทรกแผ่นดินไปสู่นาค-
พิภพทันที. เนสาทพราหมณ์เสื่อมจากแก้วมณี และจากความเป็นมิตรกับ
พระภูริทัตตะจึงหมดที่พึ่งหลีกไป.
แม้อาลัมพายน์ก็เอาโอสถที่มีอานุภาพมาก ทาร่างกายของตนแล้ว
เคี้ยวกินหน่อยหนึ่ง พ่นน้ำลายลงในกายของตนร่ายทิพยมนต์เข้าไปหาพระ-
พระโพธิสัตว์ จับที่หางกระชากออกมา แล้วจับศีรษะจนแน่น งัดปากของ
พระโพธิสัตว์ เคี้ยวโอสถ พ่นโอสถกับน้ำลายเข้าไปในปาก. พระมหาสัตว์
เป็นผู้สะอาด ไม่โกรธเพราะเกรงศีลขาดจึงไม่ลืมตา. เนสาทพราหมณ์ จับ
พระโพธิสัตว์ที่หางด้วยกำลังโอสถและทิพยมนต์ จับศีรษะไว้ข้างล่าง รีดเอา
อาการออก ให้นอนเหยียดยาวบนแผ่นดิน เอามือขยำดุจขยำหมอน. กระดูก
ทั้งหลายได้เป็นเหมือนจะแหลกละเอียด. จับที่หางอีกทุบเหมือนทุบผ้า. พระ-
มหาสัตว์แม้ได้รับทุกข์ถึงปานนี้ก็มิได้โกรธ. รำลึกถึงศีลของตนอย่างเดียว.
เนสาทพราหมณ์ ท่าพระมหาสัตว์ให้หมดกำลัง เอาเถาวัลย์มัดเตรียมกระ-
สอบใส่พระมหาสัตว์ลงในตะกร้า. แต่ร่างกายของพระมหาสัตว์ใหญ่ จึงเข้า

255
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 256 (เล่ม 74)

ไปในตะกร้าไม่ได้. เนสาทพราหมณ์จึงเอาส้นเท้าเหยียบพระมหาสัตว์ให้
เข้าไปจนได้ แล้วแบกตะกร้าไปยังหมู่บ้านหมู่หนึ่งวางลงท่ามกลางบ้านประ-
กาศว่า ผู้ประสงค์จะดูนาคฟ้อนรำจงมาดูได้. พวกชาวบ้านทั้งหมดพากันมา
มุงดู. ในขณะนั้นเนสาทอาลัมพายน์ จึงพูดว่า มหานาคจงออกมา. พระ-
มหาสัตว์ดำริว่า วันนี้เราควรเล่นให้ประชาชนพอใจ. โดยประการฉะนี้
เนสาทอาลัมพายน์ได้ทรัพย์มากจักดีใจปล่อยเรา. เราจักทำสิ่งที่เนสาทให้
เราทำทุกประการ.
เนสาทอาลัมพายน์ พูดกะพระโพธิสัตว์ซึ่งออกจากตะกร้าว่า เจ้าจง
ทำให้ใหญ่. พระมหาสัตว์ก็ได้ทำให้ใหญ่. เมื่อเนสาทพูดว่า จงทำให้เล็ก
จงขด จงคลาย ให้มีพังพานหนึ่ง ให้มีพังพานสองจนถึงพันพังพาน ให้สูง
ให้ต่ำ ให้เห็นตัว ให้หายตัว ให้เห็นครึ่งตัว ให้สีเขียว เหลือง แดง ข้าว
หงสบาท ให้พ่นควัน เปลวไฟและน้ำ. ดังที่ท่านกล่าวว่า พระโพธิสัตว์
เนรมิตอาการนั้นแล้วแสดงการฟ้อน. พวกมนุษย์เห็นดังนั้น คิดว่าน่าอัศ-
จรรย์ไม่เคยมี จึงได้ให้เงินทอง ผู้และเครื่องประดับเป็นอันมาก. เนสาท
พราหมณ์ได้ทรัพย์ในหมู่บ้านนั้นประมาณ ๑,๐๐๐. อันที่จริงเมื่อเนสาทอา-
ลัมพายน์จับพระมหาสัตว์ได้สัญญาว่า ได้ทรัพย์ ๑,๐๐๐ แล้วจักปล่อยพระ-
มหาสัตว์. แต่เนสาทอาลัมพายน์ ครั้นได้ทรัพย์นั้นแล้วคิดว่า ในหมู่บ้าน
น้อย ๆ เรายังได้ทรัพย์ถึงเพียรนี้. ถ้าในพระนครเราจักได้ทรัพย์อีกมากมาย
ด้วยความโลภทรัพย์จึงมิได้ปล่อยพระโพธิสัตว์.

256
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 257 (เล่ม 74)

อาลัมพายน์ รวบรวมทรัพย์ในหมู่บ้านนั้น จึงให้ช่างทำตะกร้าแก้ว
ใส่พระมหาสัตว์ลงในตะกร้านั้น ตนขี่ยานเล็กอย่างสบาย พาบริวารใหญ่
ออกจากหมู่บ้าน ให้พระมหาสัตว์เล่นไปตามบ้าน นิคมสละราชธานี จนถึง
กรุงพาราณสี. อาลัมพายน์ไม่ให้น้ำผึ้งและข้าวตอกแก่พระยานใด. ให้แต่
กบ. พระมหาสัตว์ ไม่ยอมรับอาหาร เพราะเกรงว่าอาลัมพายน์จะไม่ปล่อย.
แม้พระโพธิสัตว์จะไม่รับอาหาร อาลัมพายน์ก็ยังพระมหาสัตว์ให้เล่นตาม
หมู่บ้านใกล้ประตูพระนคร ๔ ด้านเป็นต้น ประมาณ ๑ เดือน. ดังที่พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
อาลัมพายน์อันบุคคลผู้อกตัญญู บอก
แล้วได้จับเราใส่ไว้ในตะกร้า ให้เราเล่นในที่
นั้น ๆ แม้เมื่ออาลัมพายน์ใส่เราไว้ในตะกร้า
แม้เมื่อบีบเราด้วยฝ่ามือ เราก็ไม่โกรธ เพราะ
เรากลัวศีลของเราจะขาด การที่เราบริจาคชีวิต
ของตน เป็นของเบาแม้กว่าหญ้า การล่วงศีล
ของเรา เป็นเหมือนดังว่าแผ่นดิน เราพึงสละ
ชีวิตของเราสิ้นร้อยชาติเนือง ๆ เราไม่พึงทำลาย
ศีล แม้เพราะเหตุแห่งทวีปทั้ง ๔ ถึงแม้เราจะ
ไม่ถูกพราหมณ์อาลัมพายน์ใส่ไว้ในตะกร้า เรา

257
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 258 (เล่ม 74)

ก็มิได้ทำจิตให้โกรธเคือง เพื่อรักษาศีล เพื่อ
บำเพ็ญศีลบารมีให้เต็ม ฉะนี้แล.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สํสิโต บอกแล้ว คืออาลัมพายน์อันคน
อกตัญญู ชี้บอกถึงที่อยู่อย่างนี้ว่า พระยานาคนี้นอนอยู่ที่ยอดจอมปลวก ใกล้
ต้นไทรโน้น. บทว่า อกตญฺญุนา อธิบายว่า เนสาทพราหมณ์ผู้ประทุษ-
ร้ายมิตร ผู้ไม่รู้อุปการะที่ตนทำแล้ว. บทว่า อาลมฺพาโน คือพราหมณ์
ผู้จับงูได้ชื่ออย่างนี้ว่า อาลมฺพายน เพราะร่ายวิชาชื่อว่าอาลัมพายน์คือวิชา
สะกดจิต บทว่า มมคฺคหิ คือได้จับเรา. บทว่า กีเฬติ มํ ตหี ตหึ
คือให้เราเล่นในบ้าน นิคม ชนบท และราชธานีนั้น ๆ เพื่อเลี้ยงชีพของตน.
บทว่า ติณโตปิ ลหุโก มม ความว่าการบริจาคชีวิตของตนเบา
แม่กว่าการบริจาคเส้นหญ้า ย่อมปรากฏแก่เรา. บทว่า ปฐวีอุปฺปตนํ วิย
ดุจแผ่นดิน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า ส่วนการล่วงศีลย่อมปรากฏ
แก่เราว่า เป็นสิ่งที่หนักกว่านั้นดุจการพลิกแผ่นดิน ซึ่งหนาถึง ๒๔๐,๐๐๐
โยชน์. บทว่า นิรนฺตรํ ชาติสตํ ความว่า เราพึงสละคือสามารถสละชีวิต
ของเรา เพราะเหตุการไม่ล่วงศีลเนือง ๆ สิ้นร้อยชาติของเราไม่น้อย คือใน
ชาติแม้ร้อยชาติไม่น้อย. บทว่า เนร สีลํ ปภินฺเทยฺยํ ความว่า เราไม่
พึงทำลายศีลแม้ข้อเดียวที่เราสมาทานแล้ว คือไม่ให้เสื่อม. บทว่า จตุทฺที-
ปาน เหตุปิ แม้เพราะเหตุแห่งทวีปทั้ง ๔ ท่านแสดงว่า เพราะเหตุจักร-
พรรดิราชสมบัติอันเป็นสิริ.

258
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 259 (เล่ม 74)

บัดนี้พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงถึงประโยชน์ที่พระองค์ทรง
สละแม้ชีวิตของพระองค์ แล้วทรงรักศีลอย่างเดียว ทั้งพระองค์มิได้ทรง
โกรธเคืองในพราหมณ์เนสาทอาลัมพายน์ ผู้ทำความย่อยยับให้ เพื่อรักษา
ศีลนั้นจึงตรัสพระคาถาสุดท้ายมีอาทิว่า อปิจ ดังนี้. บทนั้นมีความดังได้
กล่าวไว้แล้วนั่นแล.
เมื่อพระโพธิสัตว์ตกอยู่ในเงื้อมมือของตนจับงู พระมารดาของพระ-
โพธิสัตว์ทรงฝันร้าย ไม่ทรงเห็นโอรส ณ ที่นั้น ได้ถูกความโศกครองงำ.
ลำดับนั้น สุทัศนะผู้เป็นเชษฐบุตร (โอรสองค์รอง ) ของพระมารดานั้นได้
ทราบข่าว จึงส่งสุโภคะพระอนุชาไปสั่งว่า น้อมจงไปป่าหิมพานต์ตรวจหาน้อง
ภูริทัตตะที่แม่น้ำใหญ่ทั้ง ๕ และที่สระใหญ่ทั้ง ๗ แล้วจงกลับมา. ส่งอริฏฐะ
พระอนุชาองค์เล็กไปสั่งว่า หากทวยเทพประสงค์จะฟังธรรมพาน้องภูริทัตตะ
ไปเทวโลก แล้วนำไปในที่นั้น. น้องจงนำภูริทัตตะกลับจากเทวโล . ส่วน
ตนเอง จะไปเที่ยวหาในมนุษยโลก จึงแปลงเพศเป็นดาบสออกจากนาคพิภพ.
พระภคินีต่างพระมารดาของพระโพธิสัตว์ ชื่อว่าอัจจิมุขี มีความรักใน
พระโพธิสัตว์มาก จึงได้ติดตามไป. สุทัศนะจึงให้นางอัจจิมุขี แปลงเป็น
ลูกกบใส่ไว้ในระหว่างชฎาเที่ยวตามหาทุกแห่งหน เป็นต้นว่า สถานที่รักษา
อุโบสถของพระมหาสัตว์ ถึงกรุงพาราณสีโดยลำดับ ได้ไปยังประตูพระ-
ราชวัง. ในกาลนั้น อาลัมพายน์เปิดตะกร้า เพื่อให้พระภูริทัตตะแสดงการ
เล่นถวายพระราชาในท่ามกลางมหาชน ณ พระลานหลวงแล้วได้ให้สัญญาณ
ว่า ออกมาเถิดมหานาค.

259
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 260 (เล่ม 74)

พระมหาสัตว์ โผล่ศีรษะมองดูเห็นสุทัศนะพี่ชายจึงเลื้อยออกจากตะ-
กร้าตรงไปมา. มหาชนต่างกลัวจึงรีบถอยออกไป. พระโพธิสัตว์ไปไหว้
สุทัศนะแล้วกลับเข้าตะกร้า. อาลัมพายน์เข้าใจว่า ดาบสถูกนาคกัด จึงกล่าว
ว่า อย่ากลัวอย่ากลัว. สุทัศนะกล่าวว่านาคนี้จักทำอะไรเราได้ ชื่อว่าหมองู
เช่นกับเราไม่มีอีกแล้ว ต่างโต้เถียงกัน สุทัศนะจึงกล่าวว่า ท่านพานาคนี้
มาขู่. เราจะให้ลูกกบกำจัดอาลัมพายน์ให้ย่อยยับ จึงเรียกน้องสาว แล้ว
เหยียดมือ. ลูกกบนอนอยู่ในระหว่างชฎาได้ยินเสียงของสุทัศนะ. จึงร้องเป็น
เสียงกบ ๓ ครั้ง แล้วกระโดดออกมานั่งที่จะงอยบ่า คายพิษ ๓ หยดลงใน.
ฝ่ามือของสุทัศนะ แล้วเข้าไประหว่างชฎาของสุทัศนะอีก.
สุทัศนะแสดงหยาดพิษกล่าวว่า หากพิษนี้หยดลงในแผ่นดินต้นหญ้า
ต้นหญ้าและป่าทั้งหลายจักย่อยยับหมด. หากขว้างขึ้นไปบนอากาศฝนจะไม่
ตกไปตลอด ๗ ปี. หากหยดลงไปในน้ำ สัตว์น้ำมีเท่าใดจะตายหมด เพื่อให้
พระราชาทรงเชื่อจึงให้ขุดบ่อ ๓ บ่อ. บ่อที่หนึ่งให้เต็มด้วยยาต่างๆ. บ่อที่สอง
ให้เต็มไปด้วยโคมัย (คูถโค) บ่อที่สามให้เต็มด้วยยาทิพย์ แล้วจึงใส่หยดพิษ
ลงในบ่อที่หนึ่ง. ทันใดนั้นก็เกิดควันลุกขึ้นเป็นเปลว. หยดพิษนั้นลามไปจับ
เอาบ่อโคมัย แล้วลุกลามไปถึงบ่อยาทิพย์ ครั้นไหม้ยาทิพย์หมดแล้วก็ดับ.
อาลัมพายน์ยืนอยู่ใกล้บ่อนั้น ไอควันพิษฉาบเอาผิวหนังลอกไป. กลายเป็น
ขี้เรื้อนด่าง. อาลัมพายน์ตกใจกลัวจึงเปล่งเสียงขึ้น ๓ ครั้งว่า ข้าพเจ้าจะ
ปล่อยนาคราช. พระโพธิสัตว์ได้ยินดังนั้น จึงออกจากตะกร้าแล้วเนรมิต

260
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 261 (เล่ม 74)

อัตภาพ ประดับด้วยสรรพาลังการยืน ยืนโดยท่าทางดั่งเทวราช. สุทัศนะ
และอัจจิมุขีก็ยืนอยู่เหมือนกัน.
ลำดับนั้น สุทัศนะทูลพระราชาว่าตนเป็นพี่ของพระภูริทัตตะ. พระ-
ราชาทรงสดับดังนั้นแล้ว ทรงเข้าไปกอดจุมพิตที่ศีรษะ ทรงนำเข้าภายใน
พระนคร ทรงกระทำสักการะสัมมานะยิ่งใหญ่ เมื่อจะทรงทำปฏิสันถารกับ
พระภูริทัตตะ จึงตรัสถามว่า พ่อคุณ อาลัมพายน์จับพ่อผู้มีอนุภาพมากถึง
อย่างนี้ได้อย่างไร. พระภูริทัตตะทูลเรื่องราวทั้งหมดให้ทรงทราบแล้วทรง
แสดงธรรมแก่พระเจ้าลุงว่า ข้าแต่มหาราชธรรมดาพระราชาควรครองราช-
สมบัติ โดยทำนองนี้. ลำดับนั้น สุทัศนะทูลว่า ข้าแต่พระเจ้าลุง พระมารดา
ของข้าพระองค์ เมื่อไม่ทรงเห็นภูริทัตตะย่อมลำบาก. พวกข้าพระองค์ไม่
สามารถจะอยู่ช้าในที่นี้ได้ แล้วทรงลาพระเจ้าลุงไปยังนาคพิภพกับพระ-
ภูริทัตตะและนางอัจจิมุขี.
ครั้งนั้น พระมหาบุรุษนอนเป็นไข้ เมื่ออริฏฐะกล่าวโจมตีคัมภีร์
พระเวท คัมภีร์ยัญญ์ เละคัมภีร์พราหมณของนาคบริษัทหมู่ใหญ่ผู้มาเพื่อ
ถามอาการไข้ จึงทำลายวาทะนั้นเสีย แล้วแสดงธรรมโดยนัยต่าง ๆ ให้ตั้ง
อยู่ในศีลสัมปทา และทิฏฐิสัมปทา รักษาศีลตลอดชีวิต กระทำอุโบสถกรรม
เมื่อสิ้นอายุก็ไปบังเกิดบนสวรรค์.
พระมารดาบิดาในครั้งนั้นได้เป็นพระราชตระกูลใหญ่ในครั้งนี้. เน-
สาทพราหมณ์ คือเทวทัต. โสมทัต คือพระอานนท์. นางอัจจิมุขี คือ

261
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 262 (เล่ม 74)

นางอุบลวรรณา. สุทัศนะ คือพระสารีบุตร. สุโภคะ คือพระโมคคัลลานะ.
อริฏฐะ คือสุนักขัตตะ. พระภูริทัตตะ คือพระโลกนาถ.
แม้ในภูริทัตตจริยานี้ ก็พึงเจาะจงกล่าวถึงบารมีที่เหลือของพระภูริทัตตะ
นั้น โดยนัยดังกล่าวแล้วนั้นแล. แม้ในจริยานี้ก็พึงทราบคุณานุภาพของ
พระโพธิสัตว์ มีอาทิอย่านี้ คือการที่พระโพธิสัตว์อันนางนาคกัญญา ๑๖,๐๐๐
บำเรออยู่ดุจรูปวิจิตร ในนาคพิภพของตนร้อยโยชน์ แม้ดำรงอยู่ในความ
เป็นอิสระในโลกของนาค เช่นกับสมบัติในเทวโลก ก็มิได้มัวเมาในความ
เป็นอิสระ บำรุงมารดาบิดาทุกกึ่งเดือน. การอ่อนน้อมต่อผู้เป็นใหญ่ใน
ตระกูล. การตัดปัญหาที่เกิดขึ้นแก่หมู่นาค หมู่เทพชั้นจาตุมมหาราชิกา หมู่
เทพชั้นดาวดึงส์ทั้งสิ้น ด้วยศัสตราคือปัญญาของตน ในท่ามกลางบริษัท
นั้น ๆ ได้ทันทีทันใด ดุจตัดกำก้านบัวด้วยศัสตราที่ลับดีแล้ว ฉะนั้น แล้ว
แสดงธรรมสมควรแก่จิตของบริษัทเหล่านั้น ละโภคสมบัติมีประการดังกล่าว
แล้ว อธิษฐานอุโบสถประกอบด้วยองค์ ๔ ไม่คำนึงถึงร่างกายและชีวิตของ
ตน. การยอมตกอยู่ในเงื้อมมือของหมองู เพราะเกรงจะพูดผิดคำปฏิญญา.
แม้เมื่อเนสาทอาลัมพายน์ทำการทารุณมีประการต่างๆ มีอาทิอย่างนี้ คือพ่น
น้ำลายเจือด้วยยาพิษลงในปาก จับหางฉุดกระชากครูดสีบนแผ่นดิน เหยียบ
แม้พระโพธิสัตว์ได้รับทุกข์ใหญ่ถึงปานนี้ แม้สามารถจะทำเนสาทอาลัมพายน์
ให้เป็นเถ้าถ่านด้วยเพียงโกรธแล้วมองดู ก็รำพึงถึงศีลบารมี ไม่มีจิตคิดร้าย
แม้แต่น้อยเพราะเกรงศีลจะขาด. การทำตามใจเนสาทอาลัมพายน์ด้วยคิดว่า

262
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 263 (เล่ม 74)

จะให้เขาได้ทรัพย์. แม้ยังไม่อธิษฐานศีลก็ไม่โกรธเนสาทพรามณ์ผู้ทำลาย
มิตรผู้เป็นคนอกตัญญู ซึ่งสุโภคะนำมาอีก. การทำลายวาทะผิดที่อริฏฐะ
กล่าว แล้วแสดงธรรมโดยปริยายต่างๆ ในนาคบริษัทตั้งอยู่ในศีลและสัมมา-
ทิฏฐิ. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า:-
ท่านผู้แสวงหาธรรมอันยิ่งใหญ่ น่าอัศจรรย์
ไม่เคยมี
ฯ ล ฯ
โดยธรรมสมควรแก่ธรรม ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาภูริทัตตจริยาที่ ๒

263