ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 244 (เล่ม 74)

พระราชาทรงเลื่อมใสในคุณธรรมของพระโพธิสัตว์ รับสั่งให้สร้าง
บ้านไม่ไกลสระบัว ทรงปรนนิบัติพระโพธิสัตว์และมารดาของพระโพธิสัตว์
เป็นเนืองนิจ. ครั้นต่อนาเมื่อมารดาล้มพระโพธิสัตว์ทำการฝังศพมารดาแล้ว
ไปกุรัณฑกอาศรมบท. ก็ ณ ที่นั้นมีฤาษี ๕๐๐ ลงจากหิมวันตประเทศอาศัย
อยู่. พระราชาทรงปรนนิบัติฤาษีเหล่านั้น แล้วทรงให้ช่างแกะสลักหินทำเป็น
รูปปฏิมาเหมือนรูปพระโพธิสัตว์ แล้วทรงบริจาคมหาสักการะ. ชาวชมพู-
ทวีปประชุมกันทุกปีโดยลำดับ กระทำการฉลองรูปเปรียบช้าง.
พระราชาในครั้งนั้นได้เป็นพระอานนท์ในครั้งนี้. นางช้างคือพระ-
มหามายา. พรานป่าคือเทวทัต. ช้างตัวประเสริฐเลี้ยงมารดาคือตถาคต.
แม้ในสีลวนาคจริยานี้ ก็พึงเจาะจงกล่าวถึงทานบารมีเป็นต้นตาม
สมควร. แต่ศีลบารมีเป็นบารมียอดเยี่ยมเพราะเหตุนั้น ศีลบารมีนั้นท่าน
จึงยกขึ้นสู่เทศนา. อนึ่งพึงประกาศคุณานุภาพแห่งพระมหาบุรุษไว้ในจริยานี้
มีอาทิอย่างนี้ คือ พระโพธิสัตว์แม้เกิดในกำเนิดเดียรัจฉานยังเข้าไปตั้งจิต
เคารพมารดา อันสมควรแก่ความเป็นผู้แม้อันพระสัพพัญญูพุทธเจ้าทรง
สรรเสริญด้วยความเป็นพรหม เป็นบุรพเทพ เป็นบุรพาจารย์ เป็นอาหุ-
ไนยบุคคลของบุตร แล้วทำไว้ในใจว่า ขึ้นชื่อว่ามารดาเป็นผู้มีอุปการะมาก
ของบุตร. เพราะฉะนั้นการบำรุงมารดา อันบัณฑิตทั้งหลายบัญญัติไว้แล้ว.
แล้วเลี้ยงดูมารดาด้วยคิดว่าเราเป็นใหญ่กว่าช้างพันเชือกไม่ใช่น้อยมีอานุภาพ
มาก เป็นหัวหน้าโขลง ช้างเหล่านั้นเชื่อฟังไม่คำนึงถึงอันตรายในการอยู่

244
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 245 (เล่ม 74)

ผู้เดียว ละโขลงผู้เดียว จักบูชามารดาผู้เป็นเขตแห่งผู้มีอุปการะ. การเห็น
บุรุษหลงทางแล้วรับไปด้วยความเอ็นดู เลี้ยงด้วยอาหารของมนุษย์. การ
อดกลั้นความผิดที่พรานป่านั้นทำไว้. ถึงสามารถจักบีบบุรุษที่มาเพื่อจับตน
มีควาญช้างเป็นหัวหน้า แม้ด้วยเพียงให้เกิดความหวาดสะดุ้งได้ก็ไม่ทำอย่าง
นั้น ด้วยคิดว่าศีลของเราจะขาดแล้วเข้าไปจับได้โดยง่ายดุจช้างที่ฝึกดีแล้ว.
การอดอาหารแม้ตลอด ๗ วัน ด้วยคิดว่า เว้นมารดาเสียแล้วเราจักไม่กลืน
กินอาหารอะไร ๆ. การไม่ทำจิตให้เกิดขึ้นว่า ผู้นี้ผูกคล้องเราแล้วแผ่เมตตา
ถวายพระราชา. และการแสดงธรรมถวายพระราชาโดยนัยต่าง ๆ. ดังที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
ท่านผู้แสวงหาเหล่านี้ น่าอัศจรรย์ ทั้งไม่เคยมี
ฯลฯ
จะพูดไปทำไม ถึงการทำตามโดยธรรมสมควร
แก่ธรรม ดังนี้.
จบ อรรถกถาสีลวนาคจริยาที่ ๑

245
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 246 (เล่ม 74)

๒. ภูริทัตตจริยา
ว่าด้วยจริยาวัตรของภูริทัตตนาคราช
[๑๒] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นพระยานาค
ชื่อภูริทัต มีฤทธิ์มาก เราไปยังเทวโลกพร้อม
กับท้าววิรูปักข์มหาราช ในเทวโลกนั้น เราได้
เห็นทวยเทพผู้สมบูรณ์ด้วยความสุข โดยส่วน
เดียว จึงสมาทานศีลวัตร เพื่อต้องการจะไป
ยังสวรรค์นั้น เราชำระร่างกาย บริโภคอาหาร
พอเป็นเครื่องเลี้ยงชีพแล้ว อธิษฐานอุโบสถ
มีองค์ ๔ ประการว่า ผู้ใดพึงทำกิจด้วยผิวหนัง
ก็ดี ด้วยเนื้อก็ดี ด้วยเอ็นก็ดี ด้วยกระดูกก็ดี
ขอผู้นั้นจงนำเอาอวัยวะที่เราให้นี้ไปเถิด แล้ว
นอนอยู่บนยอดจอมปลวก พราหมณ์อาลัม-
พายน์ อันบุคคลผู้ไม่รู้อุปการะที่บุคคลอื่นทำ
แล้ว บอกแล้ว ได้จับเราใส่ไว้ในตะกร้า ให้
เราเล่นในที่นั้น ๆ แม้เมื่อพราหมณ์อาลัมพายน์
ใส่เราไว้ในตะกร้า แม้เมื่อบีบเราด้วยฝ่ามือ
เราก็ไม่โกรธ เพราะเรากลัวศีลของเราจะขาด

246
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 247 (เล่ม 74)

การที่เราบริจาคชีวิตของตน เป็นของเบาแม้
ว่าหญ้า การล่วงศีลของเรา เป็นเหมือนดังว่า
แผ่นดิน เราพึงสละชีวิตของเราสิ้นร้อยชาติ
เนือง ๆ เราไม่พึงทำลายศีลแม้เพราะเหตุแห่ง
ทวีปทั้ง ๔ ถึงแม้เราจะถูกพราหมณ์อาลัมพายน์
ใส่ไว้ในตะกร้าเราก็มิได้ทำจิตให้โกรธเคือง
เพื่อรักษาศีลเพื่อบำเพ็ญศีลบารมีให้เต็ม ฉะนี้
แล.
จบ ภูริทัตตจริยาที่ ๒
อรรถกถาภูริทัตตจริยาที่ ๒
พึงทราบวินิจฉัยในอรรถกถาภูริทัตตจริยาที่ ๒ ดังต่อไปนี้. บทว่า
ภูริทตฺโต คือผู้มีปัญญาเสมอด้วยแผ่นดิน จึงชื่อว่า ภูริทัตตะ. ชื่อที่มารดา-
บิดาของพระโพธิสัตว์ตั้งให้ในครั้งนั้นว่า ทัตตะ. ก็พระโพธิสัตว์นั้นวินิจฉัย
ปัญญาอันเกิดขึ้นในนาคพิภพ ในพิภพของท้าววิรูปักษ์มหาราช และใน
ดาวดึงส์พิภพด้วยดี. เมื่อท้าววิรูปักษ์มหาราชไปเมืองไตรทศกับบริษัทนาค
แล้วนั่งล้อมท้าวสักกะ. ปัญหาตั้งขึ้นในระหว่างทวยเทพ. ใคร ๆ ก็ไม่สามารถ
แก้ปัญหานั้นได้. พระมหาสัตว์นั่งอยู่บนบัลลังก์อันประเสริฐ ซึ่งท้าวสักกะ
อนุญาต จึงแก้ปัญหานั้น. ลำดับนั้นท้าวเทวราช จึงบูชาพระมหาสัตว์ด้วย

247
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 248 (เล่ม 74)

ของหอมและดอกไม้อันเป็นทิพย์ แล้วกล่าวว่า ทัตตะท่านมีปัญญามากเสมอ
ด้วยแผ่นดิน ตั้งแต่ไปนี้ไปท่านมีชื่อว่า ภูริทัตตะ. บทว่า ภูริ เป็นชื่อของ
แผ่นดิน. เพราะฉะนั้นพระมหาสัตว์ปรากฏชื่อว่า ภูริทัตตะ เพราะยินดี
เนื้อความอันเป็นจริง เพราะเสมอด้วยแผ่นดิน และเพราะประกอบด้วย
ปัญญาใหญ่ดังแผ่นดิน. และมีฤทธิ์มาก เพราะประกอบด้วยฤทธิ์ของนาค
ใหญ่ด้วยประการฉะนี้.
ได้ยินว่า ในอดีตกาล ในกัปนี้แหละโอรสของพระเจ้ากรุงพาราณสี
ถูกพระบิดาขับไล่ออกจากแว่นแคว้นไปอยู่ในป่า ได้อยู่กินกับนางนาคมาณ-
วิกาตนหนึ่ง. เมื่ออยู่ร่วมกันก็เกิดทารกสองคนเป็นชาย ๑ หญิง ๑. บุตรชื่อ
สาครพรหมทัต. ธิดาชื่อสมุททชา. ต่อมาเมื่อพระบิดาสวรรคต พระโอรส
จึงเสด็จไปกรุงพาราณสี แล้วครองราชสมบัติ ครั้งนั้นนาคราชชื่อว่าธตรัฐ
ครองราชสมบัติอยู่ในนาคพิภพประมาณ ๕๐๐ โยชน์ ท้าวธตรัฐฟังถ้อยคำที่
เต่าชื่อจิตตจูฬะ ผู้พูดเหลวใหลว่าพระเจ้ากรุงพาราณสีมีพระประสงค์จะยก
พระธิดาให้แก่ตน. พระธิดานั้นชื่อว่าสมุททชา มีรูปงาม น่าดู น่า
เลื่อมใส จึงส่งนาคมาณพ ๔ ตน ไปแล้วขู่พระเจ้ากรุงพาราณสี ผู้ไม่ทรง
ปรารถนายกพระธิดาให้ด้วยพิษนาค เมื่อพระเจ้ากรุงพาราณสีตรัสว่า เรา
จะยกให้ จึงส่งบรรณาการเป็นอันมากด้วยสำแดงฤทธิ์ของนาคยิ่งใหญ่. ด้วย
บริวารมากนำพระธิดาของพระเจ้ากรุงพาราณสีไปสู่นาคพิภพ ตั้งไว้ในตำ-
แหน่งอัครมเหสี.

248
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 249 (เล่ม 74)

ครั้นต่อมา พระนางอาศัยท้าวธตรัฐได้โอรส ๔ องค์ คือสุทัศนะ ๑
ทัตตะ ๑ สุโภคะ ๑ อริฏฐะ ๑. ในโอรสเหล่านั้น พระโอรสทัตตะ เป็น
พระโพธิสัตว์. พระโพธิสัตว์ อันท้าวสักกะมีจิตยินดีโดยนัยดังกล่าวแล้วใน
ก่อน จึงปรากฏชื่อว่า ภูริทัตตะ เพราะเป็นชื่อที่ท้าวสักกะประทานให้ว่า
ภูริทัตตะ. ครั้งนั้นพระบิดาของโอรสเหล่านั้น ได้ทรงแบ่งราชสมบัติให้
ครององค์ละ ๑๐๐ โยชน์. ได้ปรากฏยศยิ่งใหญ่. มีนางนาคกัญญาองค์ละ
๑๖,๐๐๐ แวดล้อม. แม้พระบิดาก็ได้มีราชสมบัติ ๑๐๐ โยชน์เหมือนกัน.
พระโอรสทั้ง ๓ เสด็จมาเพื่อเยี่ยมพระมารดาบิดา ทุก ๆ เดือน. ส่วนพระ-
โพธิสัตว์ เสด็จมาเยี่ยมทุกกึ่งเดือน.
วันหนึ่ง พระโพธิสัตว์เสด็จไปอุปฐากท้าวสักกะกับท้าววิรูปักษ์มหา-
ราช ทรงเห็นสมบัติของทัาวสักกะเป็นที่จับใจยิ่งนัก มีเวชยันตปราสาท
สุธรรมเทพสภา ต้นไม้สวรรค์ ปัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ มีเทพอัปสรแวด-
ล้อม จึงคิดว่า แม้สมบัติประมาณเท่านี้ก็ยังหาได้ยากในอัตภาพของนาค. จะ
ได้สัมมาสัมโพธิญาณได้แต่ไหน. ทรงรังเกียจอัตภาพนาค ทรงดำริว่า เรา
จักไปนาคพิภพอยู่รักษาอุโบสถ ประดับประคองศีลเท่านั้น. ศีลนั้นจะเป็น
เครื่องบ่มโพธิญาณ. ในเทวโลกนี้จักมีเหตุการณ์เกิดขึ้น จึงไปนาคพิภพทูล
พระมารดาบิดาว่า ข้าแต่พระมารดาบิดา หม่อมฉันจักรักษาอุโบสถ. เมื่อ
พระมารดาบิดาตรัสว่า ลูกจงอยู่จำอุโบสถในนาคพิภพนี่แหละ ภัยใหญ่หลวง
จักมีแก่นาคผู้ออกไปภายนอก พระโพธิสัตว์ทำอย่างนั้นได้ครั้งเดียว ถูกนาง-

249
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 250 (เล่ม 74)

นาคกัญญารบกวน ในครั้งต่อไปไม่บอกพระมารดาบิดา ตรัสเรียกภรรยา
ของตนมาตรัสว่า นี่แน่ะน้อง เราจะไปยังมนุษยโลก ที่ฝั่งแม่น้ำยมุนา มี
ต้นไทรใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง. ไม่ไกลจากต้นไทรนั้น เราจะขดขนดบนยอดจอม
ปลวก นอนอธิษฐานอุโบสถ แล้วจักทำอุโสถกรรม จึงออกจากนาคพิภพ
แล้วทำอย่างนั้น. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
เราไปยังเทวโลก พร้อมกับท้าววิรูปักษ์
มหาราชในเทวโลกนั้น เราได้เห็นทวยเทพผู้
สมบูรณ์ด้วยความสุขโดยส่วนเดียว จึงสมา-
ทานศีลวัตร เพื่อต้องการจะไปสวรรค์นั้น เรา
ชำระร่างกาย บริโภคอาหารพอยังชีวิตให้อยู่ได้
อธิษฐานอุโบสถมีองค์ ๔ ว่า ผู้ใดต้องการด้วย
ผิวหนังก็ดี ด้วยเนื้อก็ดี ด้วยเอ็นก็ดี ด้วย
กระดูกก็ดี ขอผู้นั้นจงเอาอวัยวะที่เราให้นี้ไป
เถิด แล้วนอนอยู่บนยอดจอมปลวก.
ในบทเหล่านั้น บทว่า วิรูปกฺเขน มหารญฺญา คือท้าวมหาราชผู้
เป็นใหญ่ในหมู่นาคชื่อว่าวิรูปักษ์. บทว่า เทวโลกํ คือเทวโลกชั้นดาวดึงส์.
บทว่า อคจฺฉหํ คือเราได้ไปแล้ว เข้าไปใกล้แล้ว. บทว่า ตตฺถ คือใน
เทวโลกนั้น. บทว่า ปสฺสึ ตฺวาหํ คือเราได้เห็น. ตุ ศัพท์เป็นนิบาต.

250
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 251 (เล่ม 74)

บทว่า เอกนฺตํ สุขสมปฺปิเต ทวยเทพผู้สมบูรณ์ด้วยความสุขโดยส่วนเดียว
คือพรั่งพร้อมด้วยความสุขโดยส่วนเดียวเท่านั้น. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สวรรค์ชื่อว่ามีผัสสายตนะมีอยู่. ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย สวรรค์อันเป็นความสุขเพียงเพื่อถึงด้วยการพูดนั้น ทำไม่ง่าย
นัก. บทว่า ตํ สคฺคํ คมนตฺถาย คือเพื่อต้องการจะไป. ด้วยการเกิดใน
สวรรค์นั้น. บทว่า สีลพฺพตํ ได้แก่วัตรคือศีล. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า
สีลพฺพตํ ได้แก่อุโบสถศีล และวัตรอันได้แก่การถือมั่นในการบริจาคอวัยวะ
โดยบทมีอาทิว่า ผู้ต้องการหนังของเราจงเอาไปเถิด. บทว่า สรีรกิจฺจํ คือ
การรักษาร่างกายมีล้างหน้าเป็นต้น. บทว่า ภุตฺว ยาปนมตฺตกํ บริโภคเพียง
ให้ชีวิตเป็นไป คือนำอาหารเพียงให้ร่างกายดำรงอยู่ได้ เพื่อทำอินทรีย์
ทั้งหลายให้หมดพยศ. บทว่า จตุโร องฺเค คือมีองค์ ๔. บทว่า อธิฏฺฐาย
คืออธิษฐาน. บทว่า เสมิ คือนอน.
บทว่า ฉวิยา แสดงถึงองค์ เหล่านั้น. ในองค์ ๔ เหล่านั้นการ
สละผิวหนัง เป็นองค์หนึ่ง. ที่เหลือเป็นองค์หนึ่ง ๆ. แต่ในที่นี้พึงเห็นว่า
ท่านสงเคราะห์ แม้เลือดด้วย มํส ศัพท์นั่นแหละ. บทว่า เอเตน คือด้วย
อวัยวะทั้งหลายเหล่านี้. บทว่า หราตุ โส ขอผู้นั้นจงนำอวัยวะนี้ไปเถิด. คือ
ผู้ใดมีกิจที่จะพึงทำด้วยผิวหนังเป็นต้นเหล่านี้ ขอผู้นั้นจงถือเอาอวัยวะที่เรา
ให้นี้ไปทั้งหมด เพราะเหตุนั้นท่านยินยอมให้โดยไม่คำนึงถึงอวัยวะของตน.

251
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 252 (เล่ม 74)

เมื่อพระมหาสัตว์ทรงรักษาอุโบสถทุกกึ่งเดือนโดยทำนองนี้ ล่วงไป
ตลอดกาลยาวนาน. เมื่อกาลผ่านไปอย่างนี้ วันหนึ่งพราหมณ์เนสาทคนหนึ่ง
พร้อมกับบุตรของตนชื่อว่าโสมทัตได้ไปถึงที่นั้น ในเวลาอรุณขึ้นเห็นพระ-
มหาสัตว์แวดล้อมด้วยนาคกัญญา จึงได้ไปหาพระมหาสัตว์. ทันใดนั้นเอง
นาคกัญญาทั้งหลายดำแผ่นดินหนีไปยังนาคพิภพ. พราหมณ์ถามพระมหา-
สัตว์ว่า ท่านผู้พ้นทุกข์ท่านเป็นใคร เป็นเทวดา ยักษ์ หรือนาค. พระ-
โพธิสัตว์ทรงดำริว่า หากพราหมณ์นี้รู้จักตนตามความเป็นจริงก็จะพึงไปเสีย
จากที่นี้. พึงทำการอยู่ของเราในที่นี้ให้ปรากฏแก่มหาชน. ด้วยเหตุนั้น จะ
พึงเป็นอันตรายแก่การอยู่รักษาอุโบสถของเรา. ถ้ากระไรเราจะพาพราหมณ์
ออกจากที่นี้ไปสู่นาคพิภพ แล้วมอบสมบัติอันยิ่งใหญ่ให้. พราหมณ์จักยินดี
ในนาคพิภพนั้นเป็นแน่. ด้วยเหตุนั้น การรักษาอุโบสถของเราก็จะพึงอยู่
ได้นาน.
ลำดับนั้นพระมหาสัตว์ตรัสกะพราหมณ์ว่า ดูก่อนพราหมณ์ เราจะ
ให้ยศอันใหญ่ยิ่งแก่ท่าน. พิภพนาคน่ารื่นรมย์. มาไปนาคพิภพกันเถิด.
พราหมณ์กล่าวว่า นาย, ข้าพเจ้ามีบุตร เมื่อเขามาข้าพเจ้าจักมา. พระมหาสัตว์
ตรัสว่า พราหมณ์ท่านจงไปนำบุตรมาเถิด. พราหมณ์ไปบอกความนั้นแก่บุตร
แล้วนำบุตรมา. พระมหาสัตว์พาพ่อลูกทั้งสองนำมาสู่นาคพิภพด้วยอานุภาพ
ของตน. อัตภาพทิพย์ปรากฏแก่พ่อลูกในนาคพิภพนั้น. พระมหาสัตว์ทรง
ประทานทิพยสมบัติให้แก่พ่อลูก แล้วทรงประทานนาคกัญญาให้คนละ ๔๐๐.
พ่อลูกเสวยสมบัติยิ่งใหญ่.

252
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 253 (เล่ม 74)

แม้พระมหาสัตว์ก็มิได้ทรงประมาท ได้รักษาอุโบสถ. ทุกกึ่งเดือน
ได้ทรงไปเยี่ยมพระมารดาบิดา แล้วทรงกล่าวธรรมกถา จากนั้นก็ไปหา
พราหมณ์ถามถึงทุกข์สุขแล้วตรัสว่า ท่านพึงบอกถึงสิ่งที่ท่านต้องการ แล้ว
ตรัสต่อไปว่า ท่านไม่พอใจอะไรก็จงบอก ทรงทำปฏิสันถารกับโสมทัตแล้ว
เสด็จกลับที่ประทับ . พราหมณ์อยู่ที่นาคพิภพได้หนึ่งปี เพราะตนมีบุญน้อย
ไม่พอใจจะอยู่ จึงพาบุตรไปอำลาพระโพธิสัตว์ ไม่รับทรัพย์เป็นอันมากที่
พระโพธิสัตว์ทรงให้ แม้แก้วมณี ซึ่งเป็นแก้วสารพัดนึก ให้สำเร็จสิ่งที่
ปรารถนาทั้งปวงก็ไม่รับ เพราะค่าที่ตนเป็นคนไม่มีวาสนา กล่าวว่า ข้าพเจ้า
จะไปมนุษยโลก แล้วจักบวช. พระมหาสัตว์สั่งให้นาคมาณพพาพราหมณ์
พร้อมกับบุตรไปส่งถึงมนุษยโลก. พ่อลูกทั้งสองเปลื้องเครื่องทิพย์ และผ้า-
ทิพย์ออกแล้วลงสระโบกขรณีเพื่อจะอาบน้ำ. ในขณะนั้นเครื่องประดับ และ
ผ้าทิพย์ก็อันตรธานไปสู่นาคพิภพนั่นเอง ลำดับนั้นผ้ากาสาวะ และผ้าเก่า
ที่ตนนุ่งไปครั้งแรกก็สวมลงในร่างกาย. สองพ่อลูกถือธนู ศร และหอก
เข้าป่าล่าเนื้อ สำเร็จชีวิตอยู่อย่างเดิม.
สมัยนั้นดาบสองค์หนึ่ง ให้มนต์อาลัมพายน์ที่ได้มาจากพระยาครุฑ.
และโอสถ อันสมควรแก่มนต์นั้น และมนต์ทิพย์แก่พราหมณ์คนหนึ่ง ซึ่ง
บำรุงตน. พราหมณ์นั้นคิดว่า เราได้อุบายเครื่องเลี้ยงชีพแล้ว จึงพักอยู่
๒ - ๓ วัน อำลาดาบสไปถึงฝั่งแม่น้ำยมุนา โดยลำดับท่องมนต์นั้น เดิน
ไปตามทางหลวง. ครั้งนั้นนางนาคมาณวิกา ซึ่งเป็นบริจาริกา ของพระ-

253