ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 204 (เล่ม 74)

เป็นประเพณีของตระกูลของพระโพธิสัตว์ทั้งปวง คือการบริจาคของทุกสิ่ง.
แต่โดยพิเศษออกไปในข้อนั้นก็คือการบริจาคสิ่งอันเป็นที่รักกว่า. จริงอยู่
พระโพธิสัตว์บางองค์เป็นพระพุทธเจ้า เพราะทรงบริจาคมหาบริจาค ๕
เหล่านี้ คือ บริจาคทรัพย์มีความเป็นอิสระในราชสมบัติเป็นต้นอันสืบวงค์
มา ๑ การบริจาคอวัยวะ มีศีรษะ และนัยน์ตาเป็นต้นของตน ๑ บริจาค
ชีวิตอันเป็นที่รัก ๑ บริจาคบุตรเป็นที่รักผู้จะดำรงวงศ์ตระกูล ๑ บริจาค
ภริยาเป็นที่รักมีความประพฤติเป็นที่ชอบใจ ๑ เคยมีมาแล้วมิใช่หรือ. เป็น
ความจริงดังนั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สุมังคละครั้งเป็น
พระโพธิสัตว์ทรงแสวงหาโพธิญาณประทับอยู่ ณ ภูเขาลูกหนึ่งพร้อมด้วย
บุตรภรรยาในอัตภาพที่ ๓ จากอัตภาพก่อนมียักษ์ ชื่อว่า ขรทาฐิกะ
( เขี้ยวแหลม ) ได้ฟังว่าพระมหาบุรุษมีอัธยาศัยในการให้ จึงแปลงเพศ
เป็นพราหมณ์ เข้าไปหาพระโพธิสัตว์ขอทารกทั้งสอง.
พระมหาสัตว์เบิกบานใจว่า เราจะให้บุตรทั้งสองแก่พราหมณ์ ยัง
ปฐพีมีน้ำเป็นที่สุดให้หวั่นไหวได้ให้ทารกทั้งสอง. ยักษ์ยืนพิงกระดานสำหรับ
ยึดในที่สุดที่จงกรม เมื่อพระโพธิสัตว์เห็นอยู่นั่นเอง ได้เคี้ยวกินเด็กทั้งสอง
ดุจเง่าบัว. เมื่อพระมหาบุรุษแลดูปากของยักษ์ ซึ่งพ่นสายเลือดออกมาดุจ
เปลวไฟ ไม่ให้โอกาสแก่จิตตุปบาทเกิดขึ้นว่ายักษ์ลวงเรา เพราะความเป็นผู้
ฉลาดในอุบายได้อบรมดีมาแล้ว เพราะสภาพของธรรมในอดีตไม่มีปฏิสนธิ
และเพราะความย่ำยีของสังขารทั้งหลายด้วยอำนาจแห่งความเป็นของไม่เที่ยง

204
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 205 (เล่ม 74)

เป็นต้น จึงเกิดโสมนัสขึ้นว่า ทานบารมีของเราเต็มแล้ว. เรายังประโยชน์
ใหญ่ให้สำเร็จแล้วได้บรรลุ ดังนี้ด้วยกองสังขารอันหาสาระมิได้ ผุพังไป
ตั้งอยู่เดี๋ยวเดียวอย่างนี้. พระมหาสัตว์ทราบความดีงามแห่งจิตของตน ใน
ขณะนั้นอันไม่ทั่วไปแก่ผู้อื่น จึงตั้งความปรารถนาว่า ด้วยผลอันนี้ในอนาคต
ขอรัศมีของเราจงออกจากร่างกาย โดยทำนองเดียวกันนี้เถิด.
รัศมีจากสรีระของพระโพธิสัตว์ผู้เป็นพระพุทธเจ้านั้น เพราะอาศัย
ความปรารถนานั้น ได้แผ่ซ่านตลอดโลกธาตุ ๑๐,๐๐๐ ตั้งอยู่เป็นนิจ. พระ-
โพธิสัตว์แม้เหล่าอื่นก็อย่างนั้น สละสิ่งอันเป็นที่รักของตนและบุตรภรรยา
ก็รู้แจ้งแทงตลอด พระสัพพัญญุตญาณ. อีกอย่างหนึ่ง เหมือนอย่างว่าบุรุษ
คนใดคนหนึ่งรับ จ้างทำการงานบ้านหรือชนบท ในสำนักของใคร ๆ พึงทำ
ทรัพย์หายไป ด้วยความประมาทของตนหรือของลูกน้อง. เขาถูกจับส่งเข้า
ไปยังเรือนจำ. เขาพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า เราทำการงานของพระราชาน
เก็บทรัพย์ไว้ได้ประมาณเท่านี้ เราถูกพระราชานั้นส่งเข้าไปในเรือนจำ. หาก
เราอยู่ในเรือนจำนี้. ตนก็จนย่อยยับ. บุตรภรรยากรรมกรและบุรุษของเรา
ปราศจากอาชีพพึงถึงความพินาศย่อยยับ. ถ้ากระไรเราจักทูลพระราชา ทรง
ตั้งบุตรหรือพี่ชายน้องชายของตนไว้ในที่นี้แล้วพึงออกไป. เราพ้นจากเรือน-
จำนี้ ไม่ช้าก็จะรวบรวมทรัพย์ จากมิตร จากสหายแล้วถวายแด่พระราชา
แล้วปล่อยบุตรพี่ชายน้องชายนั้นจากเรือนจำ. เราเป็นผู้ไม่ประมาทจัก
กระทำสมบัติให้เสมือนเดิมด้วยกำลังความเพียร. บุรุษนั้นก็พึงทำอย่างนั้น
ฉันใด. พึงเห็นข้ออุปมาอุปมัยนี้ ฉันนั้น.

205
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 206 (เล่ม 74)

ในข้อนั้นมีความเปรียบเทียบดังต่อไปนี้. การงานดุจพระราชา. สงสาร
ดุจเรือนจำ. พระมหาบุรุษผู้ท่องเที่ยวไปในสงสารด้วยอำนาจกรรม ดุจบุรุษ
ที่พระราชาตั้งไว้ในเรือนจำ. การที่พระมหาบุรุษให้บุตรเป็นต้นของตนแก่
คนอื่นแล้วปลดเปลื้องสัตว์ทั้งปวงให้พ้นจากทุกข์ในวัฏฏะ ด้วยการได้พระ-
สัพพัญญุตญาณ ดุจการพ้นจากทุกข์ของบุตรหรือพี่น้องและของตน ซึ่งถูก
จำอยู่ในเรือนจำด้วยการพึ่งผู้อื่น. การถึงพร้อมด้วยสมบัติคือขอพระสัพพัญ-
ญุตญาณ มีทศพลญาณเป็นต้น ด้วยความเป็นพระพุทธเจ้า ของพระมหา-
บุรุษผู้ปราศจากทุกข์ในวัฏฏะด้วยอรหัตมรรค และการถึงพร้อมด้วยสมบัติมี
วิชา ๓ เป็นต้น ของผู้ทำตามคำสอนของตน ดุจการตั้งอยู่ในสมบัติตามความ
ประสงค์กับชนเหล่านั้นของบุรุษผู้พ้นทุกข์แล้ว เพราะเหตุนั้นการบริจาค
บุตรภรรยา ของพระมหาบุรุษทั้งหลาย จึงเป็นสภาพอันหาโทษมิได้ด้วย
ประการฉะนี้. โดยนัยนี้แล การทักท้วงใดในการบริจาคอวัยวะและชีวิตของ
พระโพธิสัตว์เหล่านั้น แม้การทักท้วงนั้นก็พึงทราบว่า บริสุทธิ์ดีแล้ว.
ก็เมื่อพระมหาสัตว์ทรงให้พระนางมัทรีเทวีอย่างนี้แล้ว ท้าวสักกะทรง
บังเกิดความอัศจรรย์อันไม่เคยมี ได้ทรงสรรเสริญด้วยการอนุโมทนาทาน
ของพระมหาบุรุษโดยนัยมีอาทิว่า :-
ข้าศึกทั้งหลายทิ้งที่เป็นของทิพย์และของ
มนุษย์ พระองค์ชนะได้ทั้งหมดปฐพี พระ-

206
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 207 (เล่ม 74)

องค์ก็ให้กึกก้องได้ พระเกียรติศัพท์ของพระ-
องค์ก็ระบือไปถึงไตรทิพย์ เมือพระองค์ทรงให้
สิ่งที่ให้ได้ยาก กระทำสิ่งที่ทำได้ยาก คนที่
เป็นอสัตบุรุษก็ทำตามได้ยาก ธรรมของสัต-
บุรุษนำไปได้ยาก เพราะฉะนั้นคติของสัตบุรุษ
และอสัตบุรุษ จากโลกนี้ไปจึงต่างกัน อสัต-
บุรุษย่อมไปนรก สัตบุรุษย่อมไปสวรรค์.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ปจฺจูหา คือข้าศึก. บทว่า ทิพฺพา คือ
ผู้ห้ามยศอันเป็นทิพย์. บทว่า มานุสา ผู้ห้ามยศเป็นของมนุษย์. ก็ข้าศึก
เหล่านั้นเป็นใคร คือความตระหนี่. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า ความ
ตระหนี่ทั้งหมดนั้น อันพระมหาสัตว์ผู้ทรงให้บุตรภริยา ทรงชนะได้แล้ว.
บทว่า ทุทฺททํ ให้ได้ยาก คือเมื่อบุคคลเช่นท่านให้สิ่งที่ให้ได้ยากมีบุตร
ภริยาเป็นต้น กระทำสิ่งที่ทำได้ยากนั้น พระสาวกพระปัจเจกพุทธเจ้า และ
พระโพธิสัตว์ทั้งหลายเหล่าอื่น กระทำตามไม่ได้จะกล่าวไปใยถึงอสัตตบุรุษ
ผู้มีความตระหนี่. เพราะฉะนั้นธรรมของสัตบุรุษ นำไปได้ยาก คือธรรมอัน
เป็นข้อปฏิบัติของตน ึ คือพระมหาโพธิสัตว์ อันบุคคลอื่นตามไปได้ยาก.
ท้าวสักกะทรงสรรเสริญ ด้วยการอนุโมทนาพระมหาบุรุษอย่างนี้แล้ว
เมื่อจะทรงมอบพระนางมัทรีเทวีคืน จึงตรัสว่า :-

207
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 208 (เล่ม 74)

ข้าพเจ้าขอถวายพระนางมัทรีอัครมเหสีผู้
มีพระวรกายงามพร้อม แก่พระองค์ พระองค์
เท่านั้นคู่ควรแก่พระนางมัทรี และพระนางมัทรี
ก็คู่ควรแก่พระองค์ผู้เป็นพระสวามี.
แล้วทรงมอบพระนางมัทรีคืน เสด็จประทับบนอากาศ รุ่งโรจน์ด้วย
พระอัตภาพเป็นทิพย์ ดุจดวงอาทิตย์อ่อน ๆ ประทับอยู่บนอากาศแสดงพระ-
องค์ตรัสว่า :-
ข้าแต่พระราชฤๅษี ข้าพเจ้าคือท้าวสักกะ
จอมเทพมายังสำนักของพระองค์ ขอพระองค์
จงทรงเลือกพร ข้าพระองค์จะถวายพร ๘ ประ-
การแก่พระองค์.
แม้พระมหาสัตว์ก็ทรงขอพร ๘ ประการเหล่านี้ คือ ๑ ข้าแต่จอม-
เทพ ขอพระบิดาทรงแต่งตั้งข้าพระองค์ให้ดำรงอยู่ในราชสมบัติ. ๒ ขอให้
ข้าพระองค์ปลดปล่อยนักโทษที่ต้องถึงประหารให้พ้นจากการประหาร ๓. ขอ
ให้ข้าพระองค์เป็นที่พึ่งของสรรพสัตว์ทั้งหลาย. ๔. ขอให้ข้าพระองค์อย่าได้
ล่วงเกินภรรยาของผู้อื่น อย่าได้ลุอำนาจของสัตว์. ๕ ขอให้โอรสของ
ข้าพระองค์มีอายุยืนนาน. ๖. ขอให้ไทยธรรมมีข้าวและน้ำเป็นต้นมีมาก
๗. ขอให้ข้าพระองค์มีจิตผ่องใส บริจาคไทยธรรมนั้นไม่รู้จักหมดสิ้น ๘ ขอ

208
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 209 (เล่ม 74)

ให้ข้าพระองค์บริจาคมหาทานอย่างนี้ ครั้นสิ้นชีพแล้ว ขอให้ไปสู่เทวโลก
กลับจากเทวโลกมาเกิดในมนุษยโลกนี้ ขอให้บรรลุพระสัพพัญญุตญาณ.
ท้าวสักกะตรัสว่า ในไม่ช้าพระเจ้ากรุงสญชัยมหาราชพระบิดาจัก
เสด็จมา ณ ที่นี้ รับพระองค์ไปดำรงในราชสมบัติ. อนึ่ง ความปรารถนา
ของพระองค์นอกนั้นทั้งหมด จักถึงที่สุด พระองค์อย่าทรงวิตกไปเลย. ขอ
พระองค์อย่าทรงประมาท. ครั้นประทานโอวาทแล้วก็เสด็จกลับเทวโลกทันที.
พระโพธิสัตว์และพระนางมัทรีเทวีทรงเบิกบานพระทัย ประทับอยู่ ณ อาศรม
ที่ท้าวสักกะประทานให้.
แม้เมื่อชูชกพาสองกุมารไป ทวยเทพก็ได้ทำการอารักขา. ทุก ๆ วัน
จะมีเทพธิดาองค์หนึ่งมาในตอนกลางคืน แปลงเพศเป็นพระนางมัทรีคอย
ดูแลสองกุมาร.
ชูชกนั้นเทวดาดลใจ คิดว่าจักไปกาลิงครัฐ แต่ก็บรรลุถึงกรุงเชตุดร
โดยกึ่งเดือน. พระราชาประทับนั่ง ณ ที่วินิจฉัย ทอดพระเนตรเห็นสอง
กุมารกับพราหมณ์ไปถึงพระลานหลวง ทรงจำได้รับสั่งให้เรียกสองกุมารกับ
พราหมณ์ ทรงสดับเรื่องราวนั้น จึงพระราชทานทรัพย์ตามจำนวนที่พระ-
โพธิสัตว์ทรงตีราคาไว้ไถ่สองกุมาร ให้สองกุมารสรงสนาน เสวยพระกระ-
ยาหาร ทรงตกแต่งด้วยเครื่องสรรพาลังการ พระราชาทรงให้พระชาลี
ประทับบนพระเพลา พระนางผุสดีทรงให้แก้วกัณหาชินาประทับบนพระ-
เพลา ทรงสดับถึงเรื่องราวของพระโพธิสัตว์ และพระนางมัทรีราชบุตรี.

209
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 210 (เล่ม 74)

พระราชาทรงสดับดังนั้นแล้วทรงสลดพระทัยว่า เราได้ทำลายความ
ดีงาม ทันใดนั้นเอง ทรงจัดกองทัพนับได้ ๑๒ อักโขภินี ( อักโขภินีหนึ่ง
เท่ากับร้อยล้านแสนโกฏิ ) ทรงมุ่งพระพักตร์เสด็จไปเขาวงกต พร้อมด้วย
พระนางผุสดีเทวี และสองกุมาร. เสด็จถึงโดยลำดับแล้วทรงเข้าไปหาพระ-
โอรสและพระสุณิสา.
พระเวสสันดรทอดพระเนตรเห็นพระปิยบุตร ไม่สามารถอดกลั้น
ความโศกได้ ทรงสลบล้มลง ณ ที่บรรณศาลานั่นเอง. พระนางมัทรี พระ-
ชนกชนนี และเหล่าอำมาตย์ ๖๐,๐๐๐ ที่เป็นสหชาติต่างก็สลบไสลไปตาม ๆ
กัน. บรรดาผู้เห็นความกรุณานั้นไม่สามารถดำรงอยู่โดยความเป็นตนของตน
ได้. ตลอดอาศรมบท ได้เป็นเหมือนป่าสาละที่ถูกลมยุคันตวาตโหมกระหน่ำ
ฉะนั้น.
ท้าวสักกเทวราช เพื่อให้กษัตริย์และอำมาตย์ฟื้นจากสลบจึงบันดาล
ให้ฝนโบกขรพรรษตกลงมา. ผู้ประสงค์จะให้เปียกก็เปียก ดุจฝนตกลงใน
ใบบัว แล้วกลับกลายเป็นน้ำไหลไป. ทั้งหมดก็พ่น. แม้ในครั้งนั้นความ
อัศจรรย์มีแผ่นดินไหวเป็นต้น มีประการดังกล่าวแล้วในหนหลังก็ได้ปรากฏ
ขึ้น. ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า :-
อีกครั้งหนึ่ง เมื่อพระชนกชนนีเสด็จมา
พร้อมกัน ณ ป่าใหญ่ ทรงกันแสงสะอึกสะอื้น
น่าสงสาร ตรัสถามถึงทุกข์สุขกันและกันอยู่

210
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 211 (เล่ม 74)

เราได้เข้าเฝ้าพระชนกชนนีทั้งสอง ผู้เป็นที่
เคารพด้วยหิริและโอตตัปปะ แม้ในกาลนั้น
แผ่นดินเขาสิเนรุราช ก็หวั่นไหว.
ในบทเหล่านั้น บทว่า กรุณํ ปริเทวนฺเต คือเมื่อชนมาพร้อมกัน
ทั้งหมด มีพระชนกชนนีเป็นต้น ทรงกันแสงสะอึกสะอื้นน่าสงสาร บทว่า
สลฺลปนฺเต สุขํ ทุกฺขํ คือตรัสถามถึงทุกข์สุข แล้วสนทนากันด้วยการ
ปฏิสันถาร. บทว่า หิโรตฺตปฺเปน ครุนา อุภินฺนํ เราได้เข้าเฝ้าพระชนก-
ชนนีผู้เป็นที่เคารพด้วยหิริและโอตตัปปะ คือเรามิได้มีจิตโกรธเคืองว่า ชน
เหล่านี้ขับไล่เราผู้เชื่อฟังคำของชาวสีพีไม่ประทุษร้าย ตั้งอยู่ในธรรม แล้ว
เข้าเฝ้าพระชนกชนนี ด้วยหิริโอตตัปปะ อันเกิดขึ้นด้วยความเคารพในธรรม
ในพระชนกชนนีเหล่านี้. ด้วยเหตุนั้น มหาปฐมพีจึงหวั่นไหวขึ้นในครั้งนั้น
ด้วยเดชะแห่งธรรมของเรา.
ลำดับนั้นพระเจ้ากรุงสญชัยมหาราช ทรงให้พระมหาสัตว์ยกโทษให้
แล้วทรงมอบราชสมบัติให้ครอบครอง ในขณะนั้นเองทรงให้พระมหาสัตว์
ปลงพระเกศาและพระมัสสุเป็นต้น ให้ทรงสรงสนาน ทรงอภิเษกพระ-
มหาสัตว์ผู้ทรงตกแต่งด้วยสรรพาภรณ์งดงามดังเทวราช ไว้ในราชสมบัติ
พร้อมพระนางมัทรีเทวี ทันใดนั้นทรงลุกขึ้นพร้อมด้วยเสนา ๔ เหล่า
ประมาณ ๑๒ อักโขภินี แวดล้อมพระโอรสรับสั่งให้ตกแต่งทาง ๖๐ โยชน์
ตั้งแต่เขาวงกตถึงกรุงเชตุดร เสด็จเข้าสู่พระนครโดยสวัสดี เป็นเวลา
สองเดือน.

211
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 212 (เล่ม 74)

มหาชนได้เสวยปีติโสมนัสเป็นอันมาก. ต่างยกผืนผ้าเป็นต้น โบก
ไปมา. เที่ยวประโคมนันทเภรีไปทั่วพระนคร. สัตว์ทั้งปวงโดยที่สุด แมว
ที่อยู่ในเครื่องผูกมัด ก็ได้พ้นจากเครื่องผูกมัด. พระโพธิสัตว์ในวันเสด็จเข้า
สู่พระนครนั่นเอง ตอนใกล้รุ่งทรงดำริว่า พรุ่งนี้ตอนสว่าง ยาจกทั้งหลาย
ได้ข่าวว่า เรากลับมาก็จักพากันมา. เราจักให้อะไรแก่ยาจกเหล่านั้น.
ในขณะนั้น อาสนะของท้าวสักกะแสดงอาการร้อน. ท้าวเธอทรง
รำพึงอยู่ทรงทราบเหตุนั้นแล้ว ทันใดนั่นเองทรงบันดาลให้สิ่งของมีอยู่ตอน
ต้นและมีในตอนหลัง ของพระราชนิเวศน์เต็มประมาณเอว ประทานให้ตก
ดุจก้อนเมฆ. ฝนแก้ว ๗ ประการตกทั่วพระนครสูงปานเข่า. ดังที่พระผู้มี-
ภาคเจ้าตรัสว่า :-
อีกครั้งหนึ่ง เรากับบรรดาพระญาติของ
เราออกจากปาใหญ่ จักเข่าสู่กรุงเชตุดรอันน่า
รื่นรมย์ แก้ว ๗ ประการตกลง แล้วมหาเมฆ
ยังฝนให้ตก แม้ในกาลนั้น ปฐพี เขาสิเนรุราช
หวั่นไหว แม้แผ่นดินไม่มีจิตใจ ไม่รู้สุขและ
ทุกข์ก็หวั่นไหวถึง ๗ ครั้ง เพราะกำลังแห่งทาน
ของเรา ฉะนี้แล.

212
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 213 (เล่ม 74)

เมื่อฝนแก้ว ๗ ประการตกอย่างนี้ รุ่งขึ้นพระมหาสัตว์ทรงดำริว่า
ทรัพย์ที่อยู่ในวัตถุที่มีอยู่ก่อนและมีทีหลังของตระกูลใด จงเป็นของตระกูล
นั้น แล้วพระราชทานให้นำส่วนที่เหลือมาใส่ไว้ในท้องพระคลัง รวมกับ
ทรัพย์ในวัตถุที่อยู่ในพระราชนิเวศน์ของพระองค์ แล้วทรงบริจาคมหาทาน.
บทว่า อเจตนายํ ปฐวี คือปฐพีนี้ใหญ่ปราศจากเจตนา แต่ทวย-
เทพประกอบด้วยเจตนา. บทว่า อวิญฺญาย สุขํ ทุกฺขํ ไม่รู้สุข ไม่รู้ทุกข์
เพราะไม่มีเจตนานั่นเอง. แม้เมื่อมีการประกอบปัจจัยอันเป็นสุขเป็นทุกข์
ปฐพีนั้นก็มิได้เสวยปัจจัยนั้น. บทว่า สาปี ทานพลา มยฺหํ คือมหาปฐพี
นั้น แม้เป็นอย่างนั้นก็เพราะเหตุแห่งบุญญานุภาพแห่งการให้ของเรา. บทว่า
สตฺตกฺขตฺตุํ ปกมฺปถ ความว่า มหาปฐพีหวั่นไหวถึง ๗ ครั้งในฐานะ
เหล่านี้ คือในเมื่อเรามีอายุได้ ๘ ขวบเกิดอัธยาศัยในการให้ว่า เราพึงให้
แม้หัวใจและเนื้อเป็นต้น แก่ยาจกทั้งหลาย ในเมื่อให้มงคลหัตถี ในการ
ครั้งใหญ่จนถูกขับไล่ ในการให้บุตร ในการให้ภริยา ในคราวหมู่พระญาติ
มาพร้อมกันที่เขาวงกต ในคราวเข้าสู่พระนคร ในคราวฝนรตนะตก. พระ-
มหาสัตว์ทรงบริจาคมหาทานตราบเท่าพระชนมายุอันเป็นเหตุ ปรากฏความ
อัศจรรย์มีมหาปฐพีหวั่นไหวเป็นต้นสิ้น ๗ ครั้ง ในอัตภาพเดียวเท่านั้น เมื่อ
เสด็จสวรรคตได้ไปบังเกิดบนสวรรค์ชั้นดุสิตด้วยประการฉะนี้.
ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-

213