ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 194 (เล่ม 74)

พราหมณ์ทูลว่า ข้าพระองค์มิอาจจะทำอย่างนั้นได้ ข้าพระองค์เกรง
พระราชอาญา. ข้าพระองค์จักนำไปบ้านของข้าพระองค์เลย พระเจ้าข้า.
ทารกทั้งสองได้สดับการสนทนาของพระบิดาและพราหมณ์ คิดว่า พระบิดา
มีพระประสงค์จะพระราชทานเราทั้งสองแก่พราหมณ์ จึงเลี่ยงไปยังสระ
โบกขรณีแอบที่กอประทุม. พราหมณ์ไม่เห็นพระกุมารกุมารี จึงทูลว่า
พระองค์ตรัสว่า จะพระราชทานทารกทั้งสองแล้วให้ทารกทั้งสองหนีไป
แล้วจึงทูลต่อว่าว่า นั่นเป็นอุบายวิธีที่ดีงามของพระองค์.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ทรงรีบลุกขึ้นเที่ยวตามหาพระกุมารกุมารี
ทรงเห็นทั้งสองแอบอยู่ที่กอปทุมจึงตรัสว่า ลูกรักทั้งสองจงขึ้นมาเถิด. ลูก
ทั้งสองอย่าได้ทำอันตรายแก่ทานบารมีของพ่อเลย. จงให้อัธยาศัยในทาน
ของพ่อถึงที่สุดเถิด. อนึ่ง พราหมณ์ผู้นี้พาลูกทั้งสองไปแล้วก็จักไปหา
พระเจ้าสญชัยมหาราชซึ่งเป็นพระอัยกาของลูก. พ่อชาลีลูกรัก ลูกต้องการ
จะเป็นไทก็พึงให้ทอง ๑,๐๐๐ แท่ง แก่พราหมณ์แล้วก็จะได้เป็นไท. ดูก่อน
แม่กัณหาชินาลูกรัก ลูกควรให้สิ่งละ ๑๐๐ คือทาสชาย ๑๐๐ ทาสหญิง ๑๐๐
ช้าง ๑๐๐ ม้า ๑๐๐ โคอุสภะ ๑๐๐ ทองคำ ๑๐๐ แท่ง แล้วลูกก็จะพึง
เป็นไท ทรงตีราคาค่าตัวลูกทั้งสองดังนี้แล้วทรงปลอบพากลับไปยังอาศรมบท
เอาคนโทใส่น้ำแล้วหลั่งน้ำลงในมือของพราหมณ์ ทำให้เป็นปัจจัยแห่ง
พระสัพพัญญุตญาณ ทรงเกิดปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ยังมหาปฐพีให้บรรลือ
กัมปนาท ได้พระราชทานบุตรเป็นที่รัก. แม้ในจริยานี้ก็ได้มีแผ่นดินไหว

194
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 195 (เล่ม 74)

เป็นต้นโดยนัยดังกล่าวแล้วในจริยาก่อน. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ไว้ว่า :-
เพราะได้เห็นยาจกเข้ามาหา ความร่าเริง
เกิดขึ้นแก่เรา ในกาลนั้นเราได้พาบุตรทั้งสอง
มาให้แก่พราหมณ์ เมื่อเราสละบุตรทั้งสอง
ของตนให้แก่ชูชกพราหมณ์ในกาลใด แม้ใน
กาลนั้น แผ่นดิน ภูเขาสิเนรุราชก็หวั่นไหว.
ครั้งนั้น พราหมณ์เอาเถาวัลย์ผูกพระหัตถ์ฉุดคร่าทารกทั้งสองผู้ไม่
อยากจะไป. ในพระหัตถ์ที่ผูกนั้นโลหิตไหลออกจากผิวหนัง. พราหมณ์เอา
ท่อนเถาวัลย์ ตี ฉุดคร่าไป. พระกุมารกุมารีทรงเหลียวดูพระบิดาแล้วทูล
ว่า :-
ข้าแต่พระบิดา พระมารดาก็เสด็จไปป่า
พระบิดาก็ทรงเห็นแต่ลูกทั้งสอง พระบิดา
อย่าเพิ่งทรงให้ลูกไปเลยจนกว่าพระมารดาจะ
กลับมา เมื่อนั้นแหละอีตาพราหมณ์เฒ่า จะ
ขายหรือจะฆ่าลูกทั้งสองก็ตามที.
ทูลต่อไปอีก มีอาทิว่า อีตาพราหมณ์เฒ่านี้ร้ายกาจนัก ทำการ
หยาบช้า

195
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 196 (เล่ม 74)

จะเป็นมนุษย์ หรือยักษ์ กินเนื้อและ
เลือดออกจากบ้านมาสู่ป่า จะมาขอทรัพย์กะ
พระบิดา เมื่อตาพราหมณ์เฒ่าปีศาจจะนำลูก
ไป ไฉนพระบิดาจึงทรงมองดูเฉยอยู่เล่า.
ทั้งของพระกุมารกุมารีต่างกันแสงไห้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ธนํ ได้แก่ทรัพย์คือบุตร.
ชูชก เมื่อพระกุมารกุมารีร่ำไห้อยู่อย่างนั้นก็โบยฉุดกระชากหลีกไป.
พระมหาสัตว์ทรงเกิดความเศร้าโศกเป็นกำลัง ด้วยความสงสารลูกทั้งสองที่
ร้องไห้ และด้วยความไม่สงสารของพราหมณ์ ในขณะนั้นเองทรงรำลึกถึง
ประเพณีของพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย. ทรงตำหนิพระองค์ว่า ธรรมดา
พระโพธิสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงทรงละมหาบริจาค ๕ แล้วจักเป็นพระพุทธเจ้า
แม้เราก็เป็นผู้หนึ่งของพระโพธิสัตว์เหล่านั้น บริจาคบุตรทาน และมหา
บริจาคอย่างใดอย่างหนึ่ง. เพราะฉะนั้น ดูก่อนเจ้าเวสสันดรการให้ทาน
แล้วเดือดร้อนในภายหลังไม่สมควรแก่เจ้าเลย. แล้วทรงเตือนพระองค์ว่า
ตั้งแต่เวลาที่เราให้ทานแล้วอะไร ๆ ก็มิได้เป็นของเจ้า ทรงอธิษฐาน กุสล-
สมาทานมั่นคง ประทับนั่ง ณ ประตูบรรณศาลา ดุจพระปฏิมาทองคำ
นั่งบนแผ่นหิน ฉะนั้น.

196
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 197 (เล่ม 74)

ลำดับนั้น พระนางมัทรีเทวีหาบผลาผลจากป่าเสด็จกลับ เทพยดา
ทั้งหลายจึงแปลงกายเป็นมฤคร้ายกั้นทางไว้ด้วยดำริว่า พระนางมัทรีจงอย่า
เป็นอันตรายแก่ทานของพระมหาสัตว์เลย เมื่อมฤคร้ายหลีกไปแล้วพระนาง
เสด็จถึงอาศรมช้าไป ทรงดำริว่าวันนี้เราฝันไม่ดีเลย และเกิดนิมิตร้ายขึ้นอีก.
จักเป็นอย่างไรหนอ เสด็จเข้าไปยังอาศรมไม่ทรงเห็นพระกุมารกุมารี จึงเข้า
ไปหาพระโพธิสัตว์ทูลว่า ข้าแต่พระทูลกระหม่อม หม่อมฉันไม่เห็นลูกทั้งสอง
ของเรา. ลูกทั้งสองไปเสียที่ไหนเล่าเพคะ. พระโพธิสัตว์ทรงนิ่ง. พระนาง
มัทรีค้นหาลูกทั้งสอง เที่ยวหาในที่นั้น ๆ มิได้ทรงเห็นจึงกลับไปทูลถามอีก.
พระโพธิสัตว์ทรงดำริว่า เราจักให้แม่มัทรีละความเศร้าโศกถึงบุตร
ด้วยถ้อยคำหยาบจึงตรัสว่า :-
แม่มัทรีผู้มีรูปสมบัติอันประเสริฐ เป็น
ราชบุตรี เป็นผู้มียศเจ้าไปแสวงหามูลผลาหาร
แต่เช้ามิใช่หรือ ไฉนเจ้าจึงกลับมาจนเย็น
เล่า.
เมื่อพระนางทูลถึงเหตุที่ทำให้ล่าช้าก็มิได้ตรัสอะไรๆ ถึงทารกทั้งสอง
อีกเลย. พระนางมัทรีด้วยความเศร้าโศกถึงบุตรคิดถึงบุตร จึงรีบออกป่า
ค้นหาบุตรอีก. สถานที่ที่พระนางมัทรีเที่ยวค้นหาในราตรีเดียวคำนวณดู
แล้วประมาณ ๑๕ โยชน์. ครั้นรุ่งสว่างพระนางได้เข้าไปหาพระโพธิสัตว์

197
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 198 (เล่ม 74)

ประทับยืน ถูกความโศกมีกำลังครอบงำเพราะไม่เห็นลูกจึงล้มสลบลงบนพื้น
ดินแทบพระบาทของพระโพธิสัตว์นั้นดุจกล้วยถูกตัด.
พระโพธิสัตว์ทรงหวั่นไหวด้วยทรงสำคัญว่า พระนางมัทรีสิ้นพระ-
ชนม์ ทรงเกิดความโศกใหญ่หลวง ดำรงพระสติมั่น ทรงดำริว่า เราจักรู้ว่า
แม่มัทรียังมีชีวิตอยู่ หรือไม่มี แม้ตลอด ๗ เดือนไม่เคยถูกต้องกายกันเลย
เพราะไม่มีอย่างอื่นจึงทรงยกพระเศียรของนางวางบนพระอุรุ (ขา) เอาน้ำ
พรมลูบคลำ พระอุระพระหัตถ์ และพระหทัย. พระนางมัทรีล่วงไปเล็ก
น้อยก็ได้พระสติบังเกิดหิริโอตตัปปะทูลถามว่า ลูกทั้งสองไปไหน. พระ-
โพธิสัตว์ว่า ดูก่อนเทวี พี่ได้ให้บุตรของเราเพื่อเป็นทาสแก่พราหมณ์
คนหนึ่งซึ่งมาขอกะพี่ เมื่อพระนางมัทรีทูลว่า ข้าแต่พระองค์เพราะเหตุไร
พระเจ้าพี่ทรงให้ลูกทั้งสองแก่พราหมณ์แล้วจึงไม่บอกแก่น้องปล่อยให้ร้องไห้
เที่ยวหาอยู่ตลอดคืนเล่า ตรัสว่า เมื่อพี่บอกเสียก่อน น้องก็จะมีทุกข์ใจมาก.
แต่บัดนี้ทุกข์เบาบางลงแล้ว พระองค์จึงทรงปลอบพระมัทรีว่า :-
ดูก่อนแม่มัทรีน้องจงดูพี่ อย่าปรารถนา
ที่จะเห็นลูกเลย อย่ากันแสงไปนักเลย เรา
ไม่มีโรคยังมีชีวิตอยู่ คงจะได้พบลูก เป็น
แน่แท้.
แล้วตรัสต่อไปว่า :-

198
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 199 (เล่ม 74)

สัตบุรุษเห็นยาจกมาขอทาน แล้วพึงให้
บุตร สัตว์เลี้ยง ข้าวเปลือก และทรัพย์
อย่างอื่นอันมีอยู่ในเรือน. ดูก่อนแม่มัทรี
น้องจงอนุโมทนาบุตรทาน อันสูงสุดของ
พี่เถิด.
แล้วทรงให้พระนางมัทรีอนุโมทนาบุตรทานของพระองค์
แม้พระนางมัทรีก็ทูลอนุโมทนาว่า :-
ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ น้องขอ
อนุโมทนาบุตรทาน อันสูงสุดของพระเจ้าพี่
ครั้นพระเจ้าพี่พระราชทานบุตรแล้ว ขอจงทรง
ยังพระทัยให้ผ่องใส จงทรงบำเพ็ญทานให้
ยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก.
เมื่อกษัตริย์ทั้งสองทรงสนทนากันเป็นที่สำราญพระทัยของกันและ
กันอย่างนี้แล้ว ท้าวสักกะจึงทรงดำริว่า เมื่อวานพระมหาบุรุษยังปฐพีให้
กึกก้องกัมปนาท ได้พระราชทานพระโอรสธิดาแก่ชูชก. บัดนี้จะมีบุรุษชั่ว
เราเข้าไปหาพระองค์ แล้วทูลขอพระมัทรีเทวีก็จะพาเอาไปเสียอีก. แต่นั้น
พระราชาโพธิสัตว์ก็จะหมดที่พึ่ง. เอาเถิดเราจะแปลงเพศเป็นพราหมณ์

199
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 200 (เล่ม 74)

เข้าไปหาพระองค์ทูลขอพระนางมัทรี ทำให้พระโพธิสัตว์ทรงถือเอายอด
พระบารมี แล้วจักไม่ทรงกระทำสิ่งที่ไม่ควรสละให้แก่ใคร ๆ อีกแล้ว
จักมาคืนพระนางมัทรีนั้นแก่พระโพธิสัตว์. ท้าวสักกะจึงแปลงเพศเป็น
พราหมณ์ ในตอนพระอาทิตย์ขึ้นได้ไปหาพระโพธิสัตว์ พระมหาบุรุษ
ทอดพระเนตรเห็นพราหมณ์นั้น ทรงเกิดปีติโสมนัสว่า แขกของเรามาแล้ว
ทรงกระทำปฏิสันถารอย่างอ่อนหวานกับพราหมณ์นั้น แล้วตรัสถามว่า
ท่านพราหมณ์ท่านมาที่นี้เพื่อประสงค์อะไร.
ลำดับนั้น ท้าวสักกะจึงทูลขอพระนางมัทรีเทวี. ดังที่พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
ท้าวสักกะทรงแปลงเพศเป็นพราหมณ์
เสด็จลงจากเทวโลก มาขอนางมัทรี ผู้มีศีล
มีจริยาวัตรอันงามกะเราอีก.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ปุนเทว คือภายหลังจากวันที่เราให้ลูก
ทั้งสองนั่นแล. อธิบายว่า ในลำดับนั้นนั่นแล. บทว่า โอรุยฺห คือลง
จากเทวโลก. บทว่า พฺราหฺมณสนฺนิโภ คือแปลงเพศเป็นพราหมณ์
ลำดับนั้นพระมหาสัตว์มิได้ตรัสว่า เมื่อวานนี้เราได้ให้ลูกทั้งสอง
แก่พราหมณ์ แม้เราก็อยู่ผู้เดียวเท่านั้นในป่า. เราจักให้แม่มัทรีผู้มีศีล
ปฏิบัติสามีดีแก่ท่านได้อย่างไร. มีพระทัยมิได้ถดถอย เพราะไม่สละ

200
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 201 (เล่ม 74)

เพราะไม่ผูกมัด ดุจวางรัตนะอันหาค่ามิได้ลงในมือที่เหยียดออกทรงร่าเริง
ยินดีดุจยังคิรีให้กึกก้องกัมปนาทว่า วันนี้ทานบารมีของเราจักถึงที่สุด
ตรัสว่า :-
ท่านพราหมณ์ เราจะให้ เราไม่หวั่นไหว
ท่านขอสิ่งใดกะเรา เราไม่ซ่อนเร้นที่มีอยู่นั้น
ใจของเรายินดีในทาน.
ทรงรีบเอาน้ำใส่คนโทแล้วหลั่งน้ำลงในมือพราหมณ์ได้พระราชทาน
ภรรยาให้. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
เรามีความดำริแห่งใจเลื่อมใส เราจับ
พระหัตถ์พระนางมัทรี ยังฝ่ามือให้เต็มด้วยน้ำ
ได้ให้พระนางมัทรีแก่พราหมณ์นั้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อุทกญฺชลิ คือยังมือให้เต็มด้วยน้ำ. อนึ่ง
บทว่า อุทกํ เป็นปฐมาวิภัตติ์ลงในอรรถแห่งตติยาวิภัตติ์. ความว่า ยังมือคือ
ฝ่ามือที่เหยียดออกของพราหมณ์นั้นให้เต็มด้วยน้ำ. บทว่า ปสนฺนมนสงฺ-
กปฺโป คือมีความดำริแห่งใจเลื่อมใสแล้วด้วยความเลื่อมใสศรัทธาอันเกิด
ขึ้นแล้วว่า เราจักยังที่สุดแห่งทานบารมีให้ถึงด้วยการบริจาคภริยานี้ แล้ว
จักบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณแน่นอน.

201
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 202 (เล่ม 74)

ในขณะนั้นนั่นเอง ได้ปรากฏปาฏิหาริย์ทั้งปวงมีประการดังได้กล่าว
มาแล้วในหนหลัง. หมู่เทพ หมู่พรหม ได้เกิดปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่งว่า
บัดนี้พระสัมมาสัมโพธิญาณของพระโพธิสัตว์นั้นอยู่ไม่ไกล. ดังที่พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
เมื่อเราให้พระนางมัทรีทวยเทพในท้องฟ้า
ต่างเบิกบาน แม้ในครั้งนั้น แผ่นดิน เขา-
สิเนรุราช ก็หวั่นไหว.
อนึ่ง เมื่อเราให้พระนางมัทรีเทวี ไม่มีร้องไห้หน้าเศร้าหรือเพียง
คิ้วขมวด. พระนางมัทรีเทวีได้มีพระดำริอย่างเดียวว่า จะทำสิ่งที่พระสวามี
ปรารถนา. พระนางมัทรีตรัสต่อไปว่า :-
เราเป็นราชกุมารี ได้เป็นภริยาของท่าน
ผู้ใด ท่านผู้นั้นก็เป็นเจ้าของ เป็นอิสระใน
ตัวเรา เมื่อปรารถนาจะให้เราแก่ผู้ใดก็ให้ได้
หรือจะขายก็ได้ จะฆ่าเสียก็ได้.
แม้พระมหาบุรุษก็ตรัสว่า ท่านพราหมณ์ผู้เจริญ พระสัพพัญญุต-
ญาณเท่านั้น เรารักยิ่งกว่าแม่มัทรี ร้อยเท่า พันเท่า แสนเท่า. ขอทาน
ของเรานี้จงเป็นปัจจัยแห่งการรู้แจ้งแทงตลอด พระสัพพัญญุตญาณเถิดแล้ว
พระราชทาน ทาน. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-

202
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 203 (เล่ม 74)

เมื่อเราสละพ่อชาลี แม่กัณหาชินาผู้เป็น
ธิดาและพระนางมัทรีผู้จงรักสามี ไม่คิดถึง
เลย เพราะเหตุแห่งโพธิญาณนั่นเอง. บุตร
ทั้งสองเราก็ไม่เกลียด พระนางมัทรีเราก็ไม่
เกลียด แต่สัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา.
เพราะฉะนั้น เราจึงได้ให้บุตรและภริยาอัน
เป็นที่รักของเราอีกครั้งหนึ่ง.
ในบทเหล่านั้น บทว่า จชมาโน น จินฺเตสิ คือเมื่อเราสละ
ก็มิได้คิดถึงด้วยความเดือดร้อน. อริบายว่า เราสละแล้วก็เป็นอันสละไปเลย.
ในบทนี้สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ก็เพราะเหตุไรเล่าพระมหาบุรุษจึงทรงสละ
บุตรภริยาของพระองค์ผู้สมบูรณ์ด้วยชาติเป็นกษัตริย์ โดยให้เป็นทาสของ
ผู้อื่น. เพราะการทำผู้เป็นไทบางพวก ไม่ให้เป็นไท มิใช่สิ่งที่ดี. ตอบว่า
เพราะเป็นธรรมสมควร. จริงอยู่การเข้าถึงพุทธการกรรม เป็นธรรมดานี้
คือ การบริจาควัตถุที่เขาหวงว่า นี้ของเราเนื่องในตนทั้งปวงได้โดยไม่
เหลือ. จริงอยู่การสละวัตถุที่เขาหวงว่า ของเราแก่ยาจกผู้ขอจะไม่สมควร
แก่พระโพธิสัตว์ ผู้ถึงความขวนขวายเพื่อบำเพ็ญทวนบารมีปราศจากการ
กำหนดไทยธรรมและปฏิคาหกก็หามิได้. แม้นี้ก็เป็นธรรมอันสมควรมีมา
แต่เก่าก่อน. ธรรมที่ประพฤติสะสมมาสม่ำเสมอนี้ เป็นวงศ์ของตระกูล

203