สงฆ์ เป็นอันสงฆ์ทำแล้วแท้ แต่อุโบสถของภิกษุผู้ให้ฉันทะ ไม่จัดว่าอันเธอ
ได้ทำเลย. ถ้าแม้ภิกษุบางรูป อธิษฐานอุโบสถในแม่น้ำ หรือในสีมาแล้ว จึง
มา เธอย่อมไม่ได้เพื่อจะอยู่เฉยด้วยคิดว่า เราทำอุโบสถแล้ว ต้องให้สามัคคี
หรือฉันทะ.
ข้อว่า สรติปิ อุโปสถํ นปิ สรติ มีความว่า บางคราวก็ระลึก
ได้ บางคราวก็ระลึกไม่ได้.
ข้อว่า อตฺถิ เนว สรติ มีความว่า ภิกษุบ้ารูปใด ระลึกไม่ได้เสีย
เลยโดยส่วนเดียว กิจที่จะต้องให้สมมติแก่ภิกษุบ้ารูปนั้น ย่อมไม่มี.
หลายบทว่า โส เทโส สมฺมชฺชิตฺวา ได้แก่ พึงกวาดประเทศนั้น.
สองบทว่า โส เทโส เป็นปฐมมาวิภัตติ ใช้ในอรรถแห่งทุติยาวิภัตติ.
คำว่า ปานียํ ปริโภชนียํ เป็นอาทิ มีเนื้อความชัดแล้ว. ก็เพราะ
เหตุไรเล่า พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสดำนั้นไว้ ? เพื่อแสดงกิจมีบุพพกรณ์เป็น
ต้นแห่งอุโบสถ. เพราะเหตุนั้น พระอรรถกถาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า:-
การปัดกวาด ตามประทีป ตั้งน้ำฉันน้ำใช้ พร้อมทั้งปูลาดอาสนะ
เหล่านี้ เรียกว่า บุพพกรณ์ของอุโบสถ.
กรรม ๔ อย่างนี้ ท่านเรียกว่า บุพพกรณ์ ด้วยประการฉะนี้.
นำฉันทะ ปาริสุทธิ บอกฤดู นับภิกษุ สอนนางภิกษุณี เหล่านี้
บุพพกิจแห่งอุโบสถ.
กรรม ๕ อย่างนี้ ท่านกล่าวว่า บุพพกิจ เพราะจะต้องทำภายหลัง
บุพพกรณ์.
วันอุโบสถ ๑ ภิกษุผู้เข้ากรรมมีจำนวนเท่าไร ๑ สภาคาบัติไม่มี ๑
บุคคลควรเว้นไม่มีในหัตถบาสสงฆ์นั้น ๑ รวมเรียกว่า ปัตตกัสละ แปลว่า
ความพรั่งพร้อมถึงที่.