ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 164 (เล่ม 74)

อบด้วยจันทน์แดง ทรงท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ได้ทรงเกิด
เป็นอัครมเหสีของท้าวสักกเทวราชในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์. ครั้นพระนางจะ
สิ้นพระชนม์ได้เกิดบุรพนิมิต ท้าวสักกเทวราชทรงทราบว่า พระนางจะ
สิ้นอายุ เพื่อออนุเคราะห์พระนาง จึงตรัสว่า แม่นางผุสดีผู้เจริญ เราจะ
ให้พร ๑๐ ประการแก่เจ้า. เจ้าจงรับพรเถิด. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ว่า :-
ท้าวสักกะจอมเทพทรงทราบว่า พระ-
นางจะสิ้นอายุ จึงตรัสดังนี้ว่า เราจะให้พร
๑๐ ประการแก่เจ้า นางผู้เจริญจะปรารถนาพร
อันใด.
ในบทเล่านั้น บทว่า วร คือจงเลือกรับพร. บทว่า ภทฺเท
ยทิจฺฉสิ ท้าวสักกะตรัสว่า นางผุสดีผู้เจริญ เจ้าปรารถนาพรอันใด.
พรอันใดเป็นที่รักของเจ้า เจ้าจงเลือกรับพรอันนั้น ๑ ประการ.
บทว่า ปุนิทมพฺรวิ คือพระนางไม่รู้ว่าตนจะต้องจุติจึงได้ทูลคำเป็น
อาทิว่า กึ นุ เม อปราธตฺถิ หม่อมฉันมีความผิดอะไรหรือ ? เพราะ
นางเป็นผู้ประมาทไม่รู้ว่าตนจะสิ้นอายุ เมื่อท้าวสักกะตรัสว่า เจ้าจงรับพร
จึงคิดว่า ท้าวสักกะทรงปรารถนาจะให้เราเกิดขึ้นที่ไหน จึงกล่าวอย่างนี้.
บทว่า อปราธตฺถิ คือมีความผิด. บทว่า กึ นุ เทสฺสา อหํ ตว พระองค์

164
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 165 (เล่ม 74)

ทรงเกลียดหม่อมฉันเพราะเหตุไร ? คือพระองค์ทรงเกลียด หมดความ
รักเสียแล้ว. บทว่า รมฺมา จาเวสิ มํ ฐานา คือพระองค์จะให้หม่อมฉัน
เคลื่อนจากสถานอันน่ารื่นรมย์นี้. บทว่า วาโตว ธรณีรุหํ เหมือนลมพัด
ให้ต้นไม้หวั่นไหวฉะนั้น พระนางทูลถามท้าวสักกะว่า พระองค์มีพระ-
ประสงค์จะให้หม่อมฉันเคลื่อนจากเทวโลกนี้ เหมือนลมแรงพัดถอนตัดไม้
ฉะนั้น เพราะเหตุไรหนอ ?
บทว่า ตสฺสิทํ ตัดบทเป็น ตสฺสา อิทํ ความว่า ท้าวสักกะ
ได้ตรัสกะพระนางดังนี้อีก. บทว่า น เจว เต กตํ ปาปํ เจ้าไม่ได้ทำ
ความชั่วเลย คือ ความชั่วไร ๆ เจ้ามิได้ทำไว้ ความผิดของเจ้าก็ไม่มี. บทว่า
น จ เม ตฺวํสิ อปฺปิยา เจ้ามิได้เป็นที่รักของเราก็หามิได้ อธิบายว่า.
เป็นที่เกลียดชัง ไม่เป็นที่รักก็หามิได้.
บัดนี้ ท้าวสักกะเมื่อจะทรงแสดงถึงความประสงค์ที่จะประทานพร
จึงตรัสว่า อายุของเจ้ามีประมาณเท่านี้เอง เวลานี้เป็นเวลาที่เจ้าจักต้องจุติ
เมื่อจะทรงให้พระนางรับพรจึงตรัสว่า เจ้าจงรับพร ๑๐ ประการอัน
ประเสริฐสุดที่เราให้เถิด.
ในบทเหล่านั้น บทว่า วรุตฺตเม คือพรอันประเสริฐสุดกว่าพร
ทั้งหลาย. บทว่า ทินฺนวรา คือพรอันท้าวสักกะประทานแล้วด้วยทรงให้
ปฏิญญาว่า เราจักให้พร. บทว่า ตุฏฺหฏฺฐา นางมีพระทัยยินดีร่าเริง
คือยินดีด้วยความพอใจในลาภที่พระนางปรารถนาไว้ และร่าเริงด้วยเห็น

165
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 166 (เล่ม 74)

ความปรารถนานั้นถึงที่สุด. บทว่า ปโมทิตา คือมีพระทัยเบิกบานด้วย
ความปราโมทย์มีกำลัง. บทว่า มมํ อพฺภนฺตรํ กตฺวา คือทรงทำเรา
ไว้ในภายใน ในพรเหล่านั้น. บทว่า ทส วเร วริ ความว่า พระนาง
ทรงทราบว่า พระนางจะสิ้นอายุ ท้าวสักกะให้โอกาสเพื่อประทานพร จึง
ทรงตรวจดูทั่วพื้นชมพูทวีป ทรงเห็นพระราชนิเวศน์ของพระเจ้าสีพีสมควร
แก่ตน จึงทรงรับพร ๑๐ ประการเหล่านี้คือ ๑. ขอให้เป็นอัครมเหสี
ของพระเจ้ากรุงสีพีในแคว้นสีพีนั้น ๒. ขอให้มีดวงตาดำ ๓. ขอให้มี
ขนคิ้วดำ ๔. ขอให้มีชื่อว่าผุสดี ๕. ขอให้ได้โอรสประกอบด้วยคุณ
วิเศษ ๖. ขออย่าให้ครรภ์นูนโต ๗. ขออย่าให้ถันหย่อนยาน ๘. ขออย่า
ให้ผมหงอก ๙. ขอให้ผิวละเอียด ๑๐. ขอให้ปล่อยนักโทษที่ต้องประหาร
ชีวิต.
ครั้นพระนางได้รับพร ๑๐ ประการแล้วก็จุติจากเทวโลกมาบังเกิดใน
พระครรภ์ของพระอัครมเหสี ของพระเจ้ามัททราช. อนึ่งเมื่อพระนาง
ประสูติมีพระสรีระดุจอบด้วยผงจันทน์. ด้วยเหตุนั้นในวันขนานพระนาม
จึงให้ชื่อว่า ผุสดี พระนางผุสดี มีบริวารมาก เมื่อพระชนม์ได้ ๑๖
พระพรรษามีพระรูปพระโฉมงดงามยิ่งนัก. ลำดับนั้น พระเจ้าสีพีมหาราช
ทรงนำพระนางมาเพื่ออภิเษกสมรสกับพระสญชัยกุมาร ผู้เป็นพระโอรส
รับสั่งให้ยกเศวตฉัตรทรงตั้งพระนางผุสดีไว้ในตำแหน่งพระอัครมเหสี ให้
เป็นใหญ่กว่าสตรี ๑๖,๐๐๐ คน. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-

166
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 167 (เล่ม 74)

พระนางผุสดีจุติจากดาวดึงส์นั้น แล้ว
มาบังเกิดในตระกูลกษัตริย์ ได้อภิเษกสมรส
กับพระเจ้ากรุงสญชัยในกรุงเชตุดร
พระนานผุสดีนั้น เป็นที่รักเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้ากรุงสญชัย.
ลำดับนั้น ท้าวสักกะทรงรำพึงเห็นว่า พรที่เราให้แก่พระนางผุสดีไป
สำเร็จไปแล้ว ๙ ประการ ทรงดำริว่า พรเกี่ยวกับพระโอรสยังไม่สำเร็จ.
เราจักให้พรนั้นสำเร็จแก่นาง ทรงเห็นว่า พระโพธิสัตว์จะสิ้นอายุในเทวโลก
ชั้นดาวดึงส์ในครั้งนั้นแล้วจึงเสด็จไปยังสำนักของพระโพธิสัตว์ตรัสว่า ท่าน
ผู้นิรทุกข์ ท่านสมควรถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระอัครมเหสี ของ
พระเจ้ากรุงสญชัยแคว้นสีพีในมนุษยโลก ทรงรับปฏิญญาของพระโพธิสัตว์
และเทพบุตร ๖๐,๐๐ เหล่าอื่นที่ปฏิบัติตามเทวบัญชา เสร็จแล้วเสด็จกลับ
วิมานของพระองค์. แม้พระมหาสัตว์ครั้นจุติจากชั้นดาวดึงส์นั้น แล้วก็ทรง
บังเกิดในแคว้นสีพีนั้น. แม้เทพบุตรที่เหลือก็ไปบังเกิดในเรือนของเหล่า
อำมาตย์ ๖๐,๐๐๐ เมื่อพระมหาสัตว์ประสูติจากพระครรภ์ พระนางผุดี-
เทวี รับสั่งให้สร้างโรงทาน ๖ แห่ง คือที่ประตูพระนคร แห่ง ท่ามกลาง
พระนคร ๑ ที่ประตูพระนิเวศน์ ๑ แห่ง ทรงสละทรัพย์ ๖๐๐,๐๐๐ ทุกๆ
วัน ได้ทรงแพ้พระครรภ์เมื่อทรงให้ทาน. พระราชาทรงสดับว่า พระนาง
ทรงแพ้พระครรภ์ จึงรับสั่งเรียกพราหมณ์ผู้ท่านายโชคชะตามาตรัสถาม
ทรงสดับคำกราบทูลว่า ขอเดชะข้าแต่มหาราชเจ้า สัตว์มีบุญมาก ยินดีใน

167
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 168 (เล่ม 74)

ทานจะอุบัติในพระครรภ์ของพระเทวี. สัตว์นั้นจักไม่อิ่มด้วยทานพระเจ้าข้า
ทรงมีพระทัยยินดี ทรงให้ตั้งทานดังได้กล่าวแล้ว. ทรงให้สมณพราหมณ์
คนแก่ คนเดือดร้อน คนยากจน คนเดินทาง วณิพก และยาจกทั้งหลาย
อิ่มหนำสำราญ. ตั้งแต่พระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิ คือความเจริญของพระราชา
หาประมาณมิได้. ด้วยบุญญานุภาพของพระโพธิสัตว์นั้น พระราชาทั่วชมพู-
ทวีปต่างส่งเครื่องบรรณาการไปถวาย. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
ในกาลเมื่อเราลงสู่พระครรภ์ของพระนาง
ผุสดี พระมารดาที่รัก ด้วยเดชของเรา
พระมารดาเป็นผู้ยินดีในทานทุกเมื่อ ทรงให้
ทานแก่คนยากจน คนป่วยไข้ คนแก่ ยาจก
คนเดินทาง สมณพราหมณ์ คนสิ้นเนื้อ
ประดาตัว คนไม่มีอะไรเลย.
ในบทเหล่านั้น. บทว่า มม เตเชน ด้วยเดชของเรา คือด้วย
อานุภาพแห่งอัธยาศัยในการให้ของเรา. บทว่า ขีเณ คือหมดสิ้นด้วย
โภคะเป็นต้น คือถึงความเสื่อมโทรม. บทว่า อกิญฺจเน คือไม่มีอะไร
ยึดถือเลย. ในทุกบทเป็นสัตตมีวิภัตติ์ลงในอรรถแห่งวิสัยคือเป็นอารมณ์
เพราะว่า คนไม่มีทรัพย์เป็นต้น เป็นอารมณ์แห่งการบริจาคไทยธรรม.

168
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 169 (เล่ม 74)

พระเทวีทรงได้รับการบริหารพระครรภ์เป็นอย่างมาก เมื่อครบ ๑๐
เดือน มีพระประสงค์จะทอดพระเนตรพระนคร จึงกราบทูลพระราชสวามี
พระราชารับสั่งให้ตกแต่งพระนครดุจเทพนคร อัญเชิญพระเทวีขึ้นรถอัน
ประเสริฐแล้วให้ทำประทักษิณพระนคร. เมื่อพระนางเสด็จถึงท่ามกลาง
ถนนของพวกทำการค้า ลมกรรมชวาต ( ลมเบ่ง ) ได้ปั่นป่วนขึ้นแล้ว
พวกอำมาตย์กราบทูลแด่พระราชา. พระราชารับสั่งให้สร้างเรือนประสูติแก่
พระนางที่ถนนของพวกทำการค้านั่นเองแล้วทรงให้จัดตั้งอารักขา พระนาง
ประสูติพระโอรส ณ ที่นั้นเอง. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
พระนางผุสดีทรงพระครรภ์ครบ ๑๐
เดือน เมื่อพระเจ้าสญชัยทรงทำประทักษิณ
พระนคร พระนางก็ประสูติเรา ณ ท่ามกลาง
ถนนของพวกคนทำการค้า นามของเราจึงไม่
เนื่องข้างฝ่ายพระมารดา และไม่เกิดเนื่องข้าง
ฝ่ายพระบิดา เพราะเราเกิดที่ถนนของตน
ค้าขาย ฉะนั้น เราจึงมีชื่อว่า เวสสันดร.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ภโรนฺเต ปุรํ ปทกฺขิณํ คือเมื่อพระเจ้า
สญชัยมหาราชทรงพาพระเทวีกระทำประทักษิณพระนคร. บทว่า เวสฺสานํ
คือพวกพ่อค้า. บทว่า น มตฺติกํ นามํ คือนามของเราไม่เนื่อง ตา ยาย

169
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 170 (เล่ม 74)

อันมาข้างมารดา. บทว่า เปตฺติกสมฺภวํ ชื่อว่า เปตฺติกํ เพราะนี้ฝ่าย
บิดา. ชื่อว่า สมฺภโว เพราะเกิดจากฝ่ายบิดา. ชื่อว่า เปตฺติกสมฺภวํ
เพราะเกิดเนื่องข้างฝ่ายบิดา หมายถึงชื่อ. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า
มิได้ตั้งพระนามด้วยความผูกพันทางมารดาและบิดา. บทว่า ชาเตตฺถุ
ตัดบทเป็น ชาโต เอตฺถ คือเกิดที่ถนนของตนค้าขายนี้. ปาฐะว่า ชาโตมฺหิ
บ้างคือเราเกิดแล้ว. บทว่า ตสฺมา เวสฺสนฺตโร อหุ คือ เพราะในครั้งนั้น
เราเกิด ณ ถนนของตนค้าขาย ฉะนั้นจึงชื่อว่า เวสสันดร อธิบายว่า
พระชนกชนนีทรงขนานพระนามว่า เวสฺสนฺตร.
พระมหาสัตว์ทรงประสูติจากพระครรภ์พระมารดา ทรงเฉลียวฉลาด
ทรงลืมพระเนตรประสูติ. พอทรงประสูตินั่นเองทรงเหยียดพระหัตถ์ให้
พระมารดาตรัสว่า แม่จ๋า ลูกจักให้ทาน มีอะไรบ้าง. มารดาของพระ
มหาสัตว์ทรงมอบถุงทรัพย์ ๑,๐๐๐ ที่อยู่ใกล้พระหัตถ์ด้วยพระดำรัสว่า ลูกรัก
จงให้ทานตามอัธยาศัยเถิด. จริงอยู่พระโพธิสัตว์พอประสูติก็ทรงพูดได้ในที่
๓ แห่ง คือในอุมมังคชาดก ๑ ในชาดกนี้ ๑ ในอัตภาพสุดท้าย ๑.
พระราชาทรงให้แม่นม ๖๐ คนมีน้ำนมหวานเว้นจากโทษมีสูงเกินไปเป็นต้น
ดูแลพระมหาสัตว์. พระราชทานแม่นมแก่ทารก ๖๐,๐๐๐ ซึ่งเกิดพร้อม
กับพระโพธิสัตว์นั้น. พระโพธิสัตว์ทรงเจริญด้วยบริวารมากพร้อมกับทารก
๖๐,๐๐๐ คน. พระราชารับสั่งให้ช่างทำเครื่องประดับพระกุมารมีค่า ๑๐๐,๐๐๐
พระราชทานแก่พระกุมารนั้น. พระกุมารเมื่อมีพระชันษา ๔ - ๕ ขวบ

170
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 171 (เล่ม 74)

ทรงเปลื้องเครื่องประดับนั้นให้แก่พวกแม่นม พวกแม่นมถวายคืนอีกก็ไม่
ทรงรับ. พระราชาทรงสดับดังนั้นจึงตรัสว่า เครื่องประดับที่โอรสของเรา
ให้เป็นอันให้ดีแล้ว แล้วทรงให้ช่างทำเครื่องประดับอย่างอื่นอีก. พระกุมาร
ก็ทรงให้อีก. เมื่อเป็นทารกนั่นเองได้ทรงให้เครื่องประดับแก่พวกแม่นม
ถึง ๙ ครั้ง.
เมื่อพระชนม์ได้ ๘ พระพรรษา บรรทมเหนือพระยี่ภู่ทรงดำริว่า
เราให้ทานภายนอก. ทานนั้นก็ไม่พอใจเรา. เราประสงค์จะให้ทานภายใน
หากว่าใคร ๆ พึงขอหทัยกะเรา. เราจะนำหทัยออกให้. หากพึงขอจักษุกะเรา.
เราก็จักควักจักษุให้. หากพึงขอเนื้อหรือเลือดในร่างกายทั้งสิ้นของเรา. เรา
ก็จะเชือดเนื้อจากร่างกายทั้งสิ้น เอาดาบเจาะเลือดให้. แม้ใคร ๆ จะพึง
กล่าวว่า ขอท่านจงเป็นทาสของเราเถิด เราก็จะประกาศแล้วให้ตนแก่เขา.
เมื่อพระกุมารทรงดำริตามความจริงพร้อมด้วยสมบัติอันสำคัญอย่างนี้ มหา-
ปฐพีนี้หนา ๒๔๐,๐๐๐ โยชน์หวั่นไหว จนถึงที่สุดของน้ำ. ภูเขาสิเนรุโน้ม
แล้วตั้งตรงไปยังพระนครเชตุดร. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
ในกาลเมื่อเราเป็นทารกอายุ ๘ ปี แต่กำเนิดในกาลนั้น
เรานั่งอยู่ในปราสาท คิดเพื่อจะให้ทานว่า
เราฟังให้หทัย จักษุ แม้เนื้อและเลือดเราพึงให้
ทานทั้งกาย ถ้าใครได้ยินแล้วฟังขอกะเรา เมื่อ

171
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 172 (เล่ม 74)

เราคิดถึงความเป็นจริง จิตของเราไม่หวั่นไหว
ไม่หดหู่ ในขณะนั้นแผ่นดิน ภูเขาสิเนรุได้
หวั่นไหว.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สาเวตฺวา คือประกาศความเป็นทาสว่า
ตั้งแต่วันนี้ไปเราจะเป็นทาสของบุคคลนี้. บทว่า ยทิ โกจิ ยาจเย มมํ
คือผิว่าใครพึงขอกะเรา. บทว่า สภาวํ จินฺตยนฺตสฺส เราคิดถึงความเป็นจริง
คือ เราคิดถึงความเป็นจริงตามสภาพของตน อันไม่วิปริตตามอัธยาศัยอัน
ไม่อิ่ม อธิบายว่า เมื่อเราคิด. บทว่า อกมฺปิตํ คือปราศจากความหวั่นไหว.
บทว่า อสณฺฐิตํ คือประกาศความหดหู่. อธิบายว่า เพราะจิตหวั่นไหว
กล่าวคือ จิตหวาดสะดุ้งในการให้จักษุเป็นต้นของผู้ไม่ใช่พระโพธิสัตว์ด้วย
ความโลภเป็นต้น และจิตซบเซากล่าวคือความหดหู่. เว้นจากจิตนั้น. บทว่า
อกมฺปิ คือได้หวั่นไหว. บทว่า สิเนรุวนวฏํสกา คือสิเนรุวันอันเป็นสวน
ย่อมกำหนดด้วยนันทวัน ปารุสกวัน มิสสกวัน จิตรลดาวัน เป็นต้นอันตั้ง
ขึ้นที่ภูเขาสิเนรุ. อีกอย่างหนึ่งสิเนรุ และสวนเป็นที่น่ารื่นรมย์ในชมพูทวีป
เป็นต้นชื่อว่า สิเนรุวัน ชื่อว่า สิเนรุวนวฏํสกา เพราะสวนนั้นมีลักษณะ
เป็นเครื่องประดับ.
อนึ่ง เมื่อแผ่นดินไหวเป็นไปอยู่อย่างนี้ ท้องฟ้ากระหึ่มยังฝนชั่วคราว
ให้ตก. สายฟ้าแลบ. ระลอกซัดในมหาสมุทร. ท้าวสักกเทวราชปรบพระหัตถ์
มหาพรหมซ้องสาธุการ. ความเอิกเกริกโกลาหลได้มีขึ้นจนถึงพรหมโลก

172
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 173 (เล่ม 74)

พระมหาสัตว์เมื่อมีพระชนม์ได้ ๑๖ พรรษา ก็ทรงสำเร็จศิลปะทุกแขนง
พระบิดาของพระองค์มีพระประสงค์จะทรงมอบราชสมบัติให้ จึงทรงปรึกษา
กับพระชนนีนำพระราชกัญญาพระนามว่ามัทรี ผู้เป็นพระธิดาของพระเจ้าลุง
จากตระกูลมัททราชแล้วทรงแต่งตั้งให้เป็นพระอัครมเหสี เป็นหัวหน้าของ
สตรี ๑๖,๐๐๐ นาง แล้วอภิเษกพระมหาสัตว์ให้ครองราชสมบัติ. พระมหา-
สัตว์ตั้งแต่ทรงครองราชสมบัติ ทรงสละพระราชทรัพย์วันละ ๖๐๐,๐๐๐ ทุก
วัน ทรงบริจาคมหาทาน เสด็จทรงตรวจตราทานทุกกึ่งเดือน. ครั้นต่อมา
พระนางมัทรีประสูติพระโอรส. พวกอำมาตย์รับพระองค์ด้วยข่ายทอง. เพราะ
เหตุนั้น จึงขนานพระนามว่า ชาลีกุมาร. เมื่อพระชาลีกุมารทรงดำเนินได้
พระนางมัทรีได้ประสูติพระธิดาอีกองค์หนึ่ง. พวกอำมาตย์รับพระธิดานั้นไว้
ด้วยหนังหมีดำ. เพราะเหตุนั้นจึงขนานพระนามว่า กัณหาชินา. ดังที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
ในวันอุโบสถเดือนเต็ม ๕ ค่ำ ทุกกึ่ง
เดือน เราขึ้นคอมงคลหัตถีปัจจัยนาค เข้าไป
ยังศาล เพื่อจะให้ทาน.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อนฺวทฺธมาเส ทุกกึ่งเดือน. อธิบายว่าทุก ๆ
กึ่งเดือน. บทว่า ปุณฺณมาเส คือในเดือนเพ็ญ พึงทราบการเชื่อมความว่า
เมื่อถึงวัน ๕ ค่ำ ในเดือนเพ็ญและพระจันทร์เต็มดวง เราเข้าไปยังโรงทาน
เพื่อให้ทาน. ในบทนั้นโยชนาแก้ไว้ว่า เราขึ้นคอมงคลหัตถีปัจจัยนาคเข้าไป

173