พราหมณ์จงมาเถิด ตรัสว่า สมันตจักษุของเรา เป็นที่รักกว่านัยน์ตานี้
ตั้งร้อยเท่าพันเท่า แสนเท่า. การให้ดวงตาของเรานี้ จงเป็นปัจจัยแห่งสมันต-
จักษุนั้นเถิด. ( สมันตจักษุคือพระสัพพัญญุตญาณ ) แล้วได้พระราชทาน
พระเนตรแก่พราหมณ์ พราหมณ์หยิบพระเนตรนั้นใส่ที่นัยน์ตาของตน.
พระเนตรนั้นปรากฏดุจดอกอุบล แย้มด้วยอานุภาพแห่งพราหมณ์แปลงนั้น.
พระมหาสัตว์ทรงเห็นนัยน์ตาของพราหมณ์ด้วยพระเนตรข้างซ้าย มีพระ-
วรกายซาบซ่านด้วยปีติผุดขึ้นภายในเป็นลำดับว่า โอ เราให้นัยน์ตาดีแล้ว
ได้พระราชทานอีกข้างหนึ่ง. แม้ท้าวสักกะก็กระทำเหมือนอย่างเดิม เสด็จ
ออกจากพระราชนิเวศน์ เมื่อมหาชนแลดูอยู่นั่นเอง เสด็จออกจากพระนคร
กลับไปยังเทวโลก.
ในไม่ช้านักพระเนตรของพระราชา ยังไม่ถึงเป็นหลุมมีก้อนพระมังสะ
ขึ้นเต็มดุจลูกคลีหนังหุ้มด้วยผ้ากัมพลฉะนั้น งอกขึ้นดุจรูปจิตรกรรม. เวทนา
หายขาดไป. ลำดับนั้นพระมหาสัตว์ประทับอยู่ ณ ปราสาท ๒ - ๓ วัน ทรง
ดำริว่า คนตาบอดจะครองราชสมบัติไปทำไม เราจักมอบราชสมบัติให้แก่
อำมาตย์ทั้งหลาย แล้วจักไปยังพระอุทยานบวชบำเพ็ญสมณธรรม แล้วทรง
แจ้งความนั้นแก่พวกอำมาตย์ ตรัสว่า ราชบุรุษคนหนึ่ง ทำหน้าที่ให้น้ำ
ล้างหน้าเป็นต้น จงอยู่กับเรา. แม้ในที่ที่เราจะทำสรีรกิจ พวกท่านก็จงผูก
เชือกไว้ให้เรา แล้วเสด็จขึ้นเสลี่ยงประทับนั่ง เหนือราชบัลลังก์ใกล้ฝั่งโบก-
ขรณี. แม้พวกอำมาตย์ถวายบังคมแล้วก็พากันกลับ. พระโพธิสัตว์ก็ทรงรำลึก
ถึงทานของพระองค์. ในขณะนั้น อาสนะของท้าวสักกะแสดงอาการร้อน.