ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 134 (เล่ม 74)

ราชทานพระเนตรข้างหนึ่งแก่ข้าพระองค์เถิด
แม้พระองค์จักทรงยังอัตภาพ ให้เป็นไปด้วย
พระเนตรข้างหนึ่ง.
ในบทเหล่านั้นบทว่า จินฺเตนฺโต วิริธํ ทานํ ทรงดำริถึงทานต่าง ๆ
คือทรงดำริรำพึงถึงทานต่างๆ ที่พระองค์พระราชทาน คือทรงดำริถึงทาน
หรือไทยธรรมภายนอกหลายอย่างที่พระองค์พระราชทาน. บทว่า อเทยฺยํ
โส น ปสฺสติ ไม่ทรงเห็นสิ่งที่ยังมิได้ทรงให้ คือมิได้ทรงเห็นแม้วัตถุภาย
ใน ที่ยังมิได้ทรงให้ คือ ไม่อาจให้ได้เหมือนวัตถุภายนอก. อธิบายว่า พระ-
โพธิสัตว์ทรงดำริว่า แม้ดวงตาเราก็จักตวักให้ได้. บทว่า ตถํ นุ วิตถํ
เนตํ ข้อนั้นจะเป็นจริงหรือไม่หนอ ความว่า การไม่เห็นแม้วัตถุภายในเป็น
สิ่งที่ยังมิได้ให้ การเห็น การคิด. โดยความเป็นสิ่งที่ควรให้ ข้อนั้นจะเป็น
จริงหรือไม่จริงหนอ. บทว่า โส ตทา ปคฺคเหตฺวาน, วามํ ทกฺขิณพาหุจ
คือ ในกาลนั้นทรงประคองพระพาหาซ้ายขวา อธิบายว่า ทรงยกพระพาหา
ทั้งสอง. บทว่า รฏฺฐวฑฺฒน คือทรงปกครองรัฐให้เจริญ. บทว่า ตวมฺปิ
เอเกน ยาปยา แม้พระองค์จักทรงยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยพระเนตรข้าง
หนึ่ง ท่านแสดงไว้ว่าพระองค์ทรงเห็นเสมอและไม่เสมอด้วยพระเนตรข้าง
หนึ่ง ก็ยังอัตภาพของพระองค์ได้เป็นไปได้. แม้ข้าพระองค์ก็จะยังอัตภาพ
ให้เป็นไปได้ด้วยตาข้างหนึ่งที่ได้จากพระองค์ผู้เจริญ.

134
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 135 (เล่ม 74)

พระมหาสัตว์ได้ทรงสดับดังนั้นทรงดีพระทัย ได้เกิดพระกำลังใจว่า
เรานั่งอยู่บนปราสาทคิดอย่างนี้แล้วมาเดี๋ยวนี้เอง. พราหมณ์นี้ขอดวงตาดุจรู้
ใจของเรา. เป็นลาภของเราเกียจริงหนอ วันนี้ความปรารถนาของเราจักถึง
ที่สุด. เราจักให้ทานที่ไม่เคยให้. พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศความนั้น
จึงตรัสว่า :-
เราได้ฟังคำของพราหมณ์นั้นแล้วทั้งดีใจ
และสลดใจ ประคองอัญชลี มีปีติและปรา-
โมทย์ ได้กล่าวคำนี้ว่า เราคิดแล้วลงจากปรา-
สาทมาถึงที่นี้บัดนี้เอง ท่านรู้จิตของเราแล้ว
มาขอนัยน์ตา.
โอ ความปรารถนาของเราสำเร็จแล้ว
ความดำริของเราบริบูรณ์แล้ว. วันนี้เราจักให้
ทานอันประเสริฐ ซึ่งเราไม่เคยให้แก่ยาจก.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ตสฺส คือท้าวสักกะผู้มาในรูปของพราหมณ์
นั้น. บทว่า หฏฺโฐ คือยินดี. บทว่า สํวิคฺคมานโส สลดใจ คือพราหมณ์
นี้ขอดวงตา ดุจรู้ใจเรา. ชื่อว่า สลดใจ เพราะเราไม่คิดอย่างนี้มาตลอด
กาลเพียงนี้ เป็นผู้ประมาทแล้วหนอ. บทว่า เวทชาโต คือเกิดปีติและ
ปราโมทย์. บทว่า อพฺรวึ คือได้กล่าวแล้ว. บทว่า มานสํ คือความตั้งใจ

135
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 136 (เล่ม 74)

ได้แก่อัธยาศัยในการให้. อธิบายว่า เกิดอัธยาศัยในการให้ว่า เราจัก
ให้ดวงตา. บทว่า สงฺกปฺโป คือความปรารถนา. บทว่า ปริปูริโต คือ
บริบูรณ์แล้ว.
ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ทรงดำริว่า พราหมณ์นี้ขอดวงตาแม้ใคร ๆ ก็
ให้ยาก กะเราดุจรู้วาระจิตของเรา. น่ากลัวว่าจะเป็นเทพองค์หนึ่งแนะมา
หรืออย่างไร. เราจักถามดูก่อนแล้วจึงตรัสถามพราหมณ์นั้น ดังที่พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสไว้ในเทศนาชาดกว่า..
ดูก่อนวณิพก ใครแนะท่านจึงมา ณ ที่นี้
เพื่อขอดวงตา ท่านขอดวงตาอันเป็นอวัยวะ
สำคัญที่คนสละให้ได้ยาก.
ท้าวสักกะ - ในรูปพราหมณ์ สดับดังนั้นแล้วจึงตรัสว่า :-
ในเทวโลกเรียกว่า ท้าวสุชัมบดี ใน
มนุษยโลกเรียกว่า ท้าวมฆวา ข้าพเจ้าเป็น
วณิพก ท้าวมฆวาแนะจึงมา ณ ทีนี้ เพื่อขอ
ดวงตา.
ข้าพเจ้าขอดวงตาของท่าน ขอท่านจงให้
สิ่งที่ขอ อันไม่มีอะไรอื่นยิ่งไปกว่า แก้ข้าพเจ้า
ผู้ขอเถิด.

136
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 137 (เล่ม 74)

ขอท่านจงให้ดวงตา ที่คนสละให้ได้ยาก
แก่ข้าพเจ้าเถิด.
พระมหาสัตว์ตรัสว่า :-
ดูก่อนพราหมณ์ ท่านมาปรารถนาประ-
โยชน์อันใด ความปรารถนาเหล่านั้นจงสำเร็จ
แก่ท่านเถิด ท่านจงเอาดวงตาไปเถิด.
เมื่อท่านขอดวงดาข้างหนึ่ง เราจะให้
สองข้าง.
ท่านมีดวงตา จงไปเพ่งดูชนเถิด.
ท่านปรารถนาสิ่งใด สิ่งนั้นจงสำเร็จ แก่
ท่าน.
ในบทเหล่านั้น บทว่า วณิพฺพก พระโพธิสัตว์ตรัสเรียกพราหมณ์
นั้น. บทว่า จกฺขุปถานิ นี้ เป็นชื่อของดวงตา เพราะเป็นคลองแห่งการ
เห็น. บทว่า ยมาหุ คือชนทั้งหลายพากันพูดถึงสิ่งใดในโลกว่า สละได้ยาก.
บทว่า วณิพฺพโก คือผู้ขอ. บทว่า วณึ คือการขอ. บทว่า เต เต คือ
ความปรารถนาเหล่านั้นของท่านผู้ตาบอด. บทว่า ส จกฺขุมา คือท่าน
ผู้มีดวงตาด้วยดวงตาของเรา. บทว่า ตท เต สมิชฺฌตุ คือท่านปรารถนา

137
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 138 (เล่ม 74)

สิ่งใดจากาสำนักของเรา สิ่งนั้นจงสำเร็จแก่ท่าน. พระราชาครั้นตรัสเพียงเท่า
นี้แล้ว จึงตรัสว่า พราหมณ์นี้ท้าวสักกะแนะจึงมาหาเรา ณ ที่นี้. ทรงทราบว่า
ดวงตาจักสำเร็จบริบูรณ์แก่พราหมณ์นี้ด้วยอุบายนี้แน่ จึงทรงดำริว่า เราไม่
ควรควักดวงตาให้ ณ ที่นี้ จึงทรงพาพราหมณ์เข้าไปภายในพระนครประทับ
นั่งบนราชอาสน์ ตรัสเรียกหมอชื่อสิวกะมา. ลำดับนั้นได้เกิดเอิกเกริก
โกลาหลขึ้นทั่วพระนครว่า นัยว่าพระราชาของพวกเรามีพระประสงค์จะให้
หมอควักดวงพระเนตรให้แก่พราหมณ์. ครั้งนั้น พวกราชวัลลภของพระราชา
มีพระญาติและเสนาบดีเป็นต้น เหล่าอำมาตย์ บริษัท ชาวพระนครเหล่า
สนมทั้งหมดประชุมกัน ทูลห้ามพระราชาโดยอุบายต่างๆ. แม้พระราชาก็
มิได้ทรงคล้อยตามบุคคลเหล่านั้น. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
ข้าแต่พระองค์ ขอพระองค์อย่าพระ-
ราชทานพระเนตรเลย อย่าทิ้งพวกข้าพระองค์
ทั้งปวงเสียเลย.
ข้าแต่มหาราชเจ้า ข้าพระองค์จะให้ทรัพย์
คือแก้วมุกดา แก้วไพฑูรย์ ซึ่งมีหอยู่มากมาย.
ข้าแต่พระองค์ ขอจงพระราชทานรถ-
เทียมม้าอาชาไนยที่ประดับแล้ว.

138
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 139 (เล่ม 74)

ข้าแต่มหาราช ขอจงพระราชทาน ช้าง
เครื่องนุ่งห่มทำด้วยทอง.
ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐในราชสมบัติ
ชาวสีพีทั้งปวง พร้อมด้วยยวดยาน พร้อมด้วย
รถ ยังแวดล้อมพระองค์อยู่โดยรอบทุกเมื่อ
ขอพระองค์จงพระราชทานอย่างอื่นเถิด.
ลำดับนั้นพระราชาได้ตรัส ๓ คาถาว่า :-
ผู้ใดแลกล่าวว่าจักให้แล้วตั้งใจไม่ให้ ผู้
นั้นย่อมสวมบ่วงที่ตกลงไปบนแผ่นดินที่คอ.
ผู้ใดกล่าวว่าจักให้แล้วตั้งใจไม่ให้ ผู้นั้น
เป็นผู้ลามกว่าผู้ลามก จะตกนรกของพระยา-
ยม.
เมื่อเขาขอสิ่งใดควรให้สิ่งนั้น เมื่อเขา
ไม่ขอสิ่งใด ไม่ควรให้สิ่งนั้น.
เราจักให้สิ่งที่พราหมณ์ขอ.
ในบทเหล่านั้น บทว่า โน เป็นเพียงนิบาต. ข้าแต่พระองค์ พระ-
องค์อย่าพระราชทานพระเนตรเลยพระเจ้าข้า. บทว่า มา โน สพฺเพ

139
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 140 (เล่ม 74)

ปรากริ คือพระองค์อย่าทรงทอดทิ้งพวกข้าพระองค์เสียทั้งหมดเลย.
ชนทั้งหลายกราบทูลอย่างนี้โดยประสงค์ว่า เพราะเมื่อพระองค์พระ-
ราชทานพระเนตร พระองค์ก็จักไม่ทรงครองราชสมบัติ. พวกข้าพระองค์
จักชื่อว่า ถูกพระองค์ทอดทิ้ง. บทว่า ปริกิเรยฺยุํ คือแวดล้อม. บทว่า เอวํ
เทหิ ความว่า ขอพระองค์จงพระราชทานอย่างอื่นเถิด โดยที่ชาวสีพียัง
แวดล้อมพระองค์ผู้มีพระเนตรไม่วิกลมานานแล้ว ขอจงพระราชทานทรัพย์
แก่พราหมณ์นั้นอย่างเดียวเถิด. อย่าพระราชทานพระเนตรเลย. ท่านแสดง
ว่า เพราะเมื่อพระราชทานพระเนตรเสียแล้ว ชาวสีพีก็จักไม่พากันแวดล้อม
พระองค์.
บทว่า ปฏิมุญฺจติ คือสวม. บทว่า ปาปา ปาปาตโร โหติ ชื่อว่า
เป็นผู้ลามกกว่าผู้ลามก. บทว่า สมฺปตฺโต ยมสาธนํ คือผู้นั้นชื่อว่าตก
อุสสทนรกอันเป็นที่ที่พระยายมบังคับบัญชา. บทว่า ยญฺหิ ยาเจ คือ
พระโพธิสัตว์ตรัสว่าผู้ขอ ขอสิ่งใด. แม้ผู้ให้ก็ควรให้สิ่งนั้น. ไม่ให้สิ่งที่เขา
ไม่ได้ขอ. ก็พราหมณ์นี้ขอดวงตากะเรา ไม่ขอทรัพย์มีแก้วมุกดาเป็นต้น
เราจักให้สิ่งที่พราหมณ์ขอ.
ลำดับนั้น ชนทั้งหลายทูลถามพระโพธิสัตว์ว่า ข้าแต่พระองค์ พระ-
องค์ทรงปรารถนาอะไรในอายุเป็นต้น จึงพระราชทานพระเนตร. พระมหา-
บุรุษตรัสว่า เรามิได้ให้เพราะปรารถนาสมบัติในปัจจุบันหรือในภพหน้า. ที่

140
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 141 (เล่ม 74)

แท้นี้เป็นทางเก่าแก่ที่พระโพธิสัตว์ทั้งหลายประพฤติสะสมกันมา คือการ
บำเพ็ญทานบารมี. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
ข้าแต่ท่านผู้เป็นจอมชนพระองค์ปรารถนา
อะไรหนอ จึงทรงให้ อายุ วรรณะ สุขะ พละ.
จริงอยู่ พระราชาผู้ยอดเยี่ยมกว่าชนใน
แคว้นสีพี พระราชทานพระเนตร เพราะเหตุ
แห่งปรโลกได้อย่างไร.
เราไม่ให้ดวงตานิเพราะหวังยศ ไม่
ปรารถนาบุตร ไม่ปรารถนาทรัพย์ ไม่ปรารถนา
แว่นแคว้น อนึ่ง ธรรมของสัตบุรุษทั้งหลาย
เป็นธรรมเก่าอันบัณฑิตประพฤติกันมาแล้ว.
ใจของเรายินดีในการให้ ด้วยประการ-
ฉะนี้แล.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ปรโลกเหตุ ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า
บุรุษบัณฑิตเช่นพระองค์ สละความเป็นใหญ่ที่พระองค์ทรงเห็นอยู่แล้ว เช่น
กับสมบัติของท้าวสักกะ พึงพระราชทานพระเนตร เพราะเหตุแห่งปรโลก
ได้อย่างไร.

141
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 142 (เล่ม 74)

บทว่า น วาหํ ตัดบทเป็น น เว อหํ. บทว่า ยสฺสา ความว่า
เพราะเหตุแห่งความเป็นใหญ่ อันเป็นของทิพย์ หรือของมนุษย์. อีกอย่าง
หนึ่ง ธรรมอันเป็นพุทธการกธรรมของสัตบุรุษทั้งหลาย คือของพระโพธิ-
สัตว์ทั้งหลาย เป็นของเก่าอันบัณฑิตประพฤติ ประพฤติยิ่งสะสมแล้ว ใจ
ของเราเป็นเช่นนี้ ยินดีเป็นนิจในทานนั่นแล ด้วยเหตุนี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
ก็และพระราชาครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว ทรงให้อำมาตย์ทั้งหลายรับรู้
แล้ว ตรัสกะหมอสิวกะว่า:-
ดูก่อนสิงกะมานี่แน่ะ จงลุกขึ้นอย่างชักช้า
อย่าครั่นคร้าม จงควักนัยน์ตาแม้ทั้งสองข้าง
ออกให้แก่วณิพก. หมอสิวกะนั้น เราเดือน
แล้ว เชื่อฟังคำของเราได้ควักนัยน์ตาทั้งสอง
ออกดุจจาวตาลให้แก่ผู้ขอทันที.
บทว่า อุฏฺเฐหิ คือจงขมีขมัน. ท่านแสดงว่า จงทำกิจของสหายด้วย
การให้ดวงตาของเรานี้. บทว่า มา ทนฺธยิ คืออย่าชักช้า. เพราะขณะของ
ทานนี้หาได้ยากยิ่ง เราปรารถนามานานแล้ว เราได้แล้ว. อธิบายว่า ขณะ
ของทานนั้นอย่าพลาดไปเสีย. บทว่า มา ปเวธยิ อย่าครั่นคร้าม คืออย่า
หวั่นไหวด้วยความหวาดสะดุ้งว่า เราจะควักพระเนตรของพระราชาของเรา
อย่าถึงความปั่นป่วนในร่างกาย คือปวดอุจจาระปัสสาวะ บทว่า อุโภปิ

142
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 143 (เล่ม 74)

นยนํ คือนัยน์ตาแม้ทั้งสองข้าง. บทว่า วนิพฺพเก คือผู้ขอ บทว่า มยฺหํ
คืออันเรา. บทว่า อุทฺธริตฺวาน ปาทาสิ ควักนัยน์ตาทั้งสองข้าง คือ
หมอนั้นควักนัยน์ตา แม้ทั้งสองข้างจากเบ้าพระเนตรของพระราชาแล้วได้
วางบนพระหัตถ์ของพระราชา.
อนึ่ง หมอนั้นเมื่อให้มิได้ควักให้ท้าวสักกะ. เพราะเขาคิดว่า หมอ
ผู้ชำนาญเช่นเราไม่ควรใช้มีดผ่าตัดในพระเนตรของพระราชา จึงบดเภสัช
เอาผงเภสัชผสมเกสรบัว แล้วโรยพระเนตรข้างขวา. พระเนตรกลอกไปมา.
เกิดทุกขเวทนา. หมอผสมแล้วโรยอีก. พระเนตรพ้นจากเบ้าตา. เกิดเวทนา
รุนแรงกว่าเก่า. ครั้งที่ ๓ หมอผสมเภสัชให้แรงขึ้นกว่าเก่าโรยลงไป. พระ-
เนตรหมุนหลุดออกจากเบ้าตาด้วยกำลังเภสัช ห้อยติดอยู่ด้วยสายเอ็น. เกิด
เวทนารุนแรงยิ่งขึ้น พระโลหิตไหล. แม้พระภูษาทรงก็ชุ่มด้วยพระโลหิต
พวกสนม อำมาตย์หมอบลงแทบพระบาทของพระราชาร้องไห้คร่ำครวญว่า
ข้าแต่พระองค์ ขอพระองค์อย่าพระราชทานพระเนตรทั้งสองเลย อย่า
พระราชทานพระเนตรทั้งสองเลย พระเจ้าข้า.
พระราชาทรงอดกลั้นเวทนาแล้วตรัสว่า อย่าชักช้าไปเลยพ่อคุณ.
หมอทูลรับสนองแล้วยึดพระเนตรด้วยมือซ้าย จับศัสตราด้วยมือขวาตัด
สายพระเนตรแล้วหยิบพระเนตรวางไว้บนพระหัตถ์ของพระมหาสัตว์. พระ-
มหาสัตว์ทรงทอดพระเนตร พระเนตรข้างขวาด้วยพระเนตรข้างซ้าย เสวย
ทุกขเวทนาทรงข่มไว้ด้วยปีติในการบริจาค รับสั่งเรียกพราหมณ์ว่า ท่าน

143