ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 124 (เล่ม 74)

ผู้ขอทั้งหลายตามความพอพระทัย ทุก ๆ วัน ก็จริง ถึงดังนั้นหากพระองค์ยัง
ไม่ทรงบริจาคทานแก่ผู้ขอทั้งหลาย ก็จะไม่เสวยพระกระยาหารที่เตรียมไว้
สำหรับพระองค์ แม้พระกระยาหารนั้นจะสมควรแก่พระราชา. พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสหมายถึงความนั้นว่า นาหํ ปิวามิ เราจะยังไม่บริโภค.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงถึงเหตุในการบริจาคแก่
ผู้ขอทั้งหลายอย่างนั้น จึงทรงนำข้อเปรียบเทียบด้วยนัยมีอาทิว่า ยถาปิ
วาณิโช นาม เปรียบเหมือนพ่อค้า ดังนี้.
อธิบายเนื้อความนั้นดังนี้ เปรียบเหมือนพ่อค้าไปทำการค้า มีสินค้า
น้อย แต่ขายได้มาก จึงสะสมสินค้าให้มากไว้เมื่อรู้เทศกาล ในเทศกาล
ใดจะได้กำไรมาก ก็นำสินค้านั้นไปขายในเทศกาลนั้น.
บทว่า สกภุตฺตาปิ คืออาหารของตนก็ดี อาหารที่ตนบริโภคก็ดี.
ปาฐะว่า สกปริภุตฺตา บ้าง. บทว่า ปเร คือบุคคลผู้รับอื่น. บทว่า สตภาโค
ส่วนร้อย คือ ส่วนหลายร้อยจักมีต่อไป. ท่านอธิบายไว้ว่า เหมือนสินค้าที่
พ่อค้าซื้อจะไม่ขายในที่นั้นทันที จะรอไว้ขายในเทศกาล จะได้มีกำไรมาก
มีผลไพบูลย์ ฉันใด ของของตนก็ฉันนั้นตนเองยังไม่บริโภค ให้บุคคลผู้รับ
อื่นก่อน จักมีผลมาก จักมีส่วนหลายร้อย. เพราะฉะนั้นตนเองไม่ควร
บริโภค ควรให้ผู้อื่นก่อน ด้วยประการฉะนี้. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ว่า ให้ทานในสัตว์เดียรัจฉาน พึงหวังทักษิณาร้อยเท่า ให้ท่านใน
ปุถุชนผู้เป็นทุศีล หวังได้พันเท่า. พึงทราบความพิสดารต่อไป. พระผู้มี

124
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 125 (เล่ม 74)

พระภาคเจ้าตรัสแม้อย่างอื่นไว้อีกมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายหากว่าสัตว์
ทั้งหลายพึงรู้ผลของการบริจาคทาน เหมือนอย่างที่เรารู้ คือไม่ให้ก่อนแล้ว
ไม่พึงบริโภค. อนึ่ง จิตมีความตระหนี่เป็นมลทินของสัตว์เหล่านั้น ย่อม
ไม่ควบคุมตั้งไว้. ก้อนข้าวก้อนหลัง คำข้าวคำหลัง พึงมีแก่สัตว์เหล่านั้น
เมื่อยังไม่แบ่งจากก้อนข้าวคำข้าวนั้น ไม่ควรบริโภค.
บทว่า เอตมตฺถวสํ ญตฺวา เรารู้อำนาจประโยชน์นี้ คือรู้อำนาจ
ประโยชน์ รู้เหตุ กล่าวคือความที่ทานมีผลมาก และความที่ทานเป็นปัจจัย
แห่งสัมมาสัมโพธิญาณ. บทว่า น ปฏิกฺกมามิ ทานโต เราไม่ท้อถอย
จากการให้ คือไม่ถอยกลับ ไม่หลีกเลี่ยงจากทานบารมีแม้แต่น้อย. เพื่อ
อะไร. เพื่อบรรลุสัมโพธิญาณ อธิบายว่า เพื่อบรรลุสัมโพธิญาณ คือ พระ-
สัพพัญญุตญาณ.
ในกาลนั้นพระโพธิสัตว์ เมื่อถูกมหาชนขับไล่พระบิดาไปอยู่บ้านคน
จัณฑาล ได้ทรงประทานเสบียงอันควรให้ผ้านุ่งและผ้าห่ม. แม้พระบิดา
นั้นก็ไม่ได้เข้าพระนคร เมื่อพระโพธิสัตว์เสด็จไปนอกพระนครเพื่อทอด
พระเนตรพระอุทยาน. พระบิดาไม่ไหว้. ไม่ทำอัญชลีกรรมด้วยเห็นว่าเป็น
บุตร แต่กล่าวว่า ขอให้ลูกจงมีอายุยืนนานเถิด. แม้พระโพธิสัตว์ในวันที่
เห็นพระบิดา ก็ทรงกระทำสัมมานะเป็นอย่างยิ่ง. พระโพธิสัตว์ทรงครอง-
ราชสมบัติโดยธรรมอย่างนี้ เมื่อสวรรคตก็เสด็จสู่เทวโลกพร้อมด้วยบริษัท.

125
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 126 (เล่ม 74)

ขัณฑหาละในครั้งนั้นได้เป็นเทวทัตในครั้งนี้. พระนางโคตมีเทวี
คือพระนางมหามายา. พระนางจันทาราชธิดา คือพระมารดาพระราหุล.
พระวาสุละ คือพระราหุล. พระนางเสลา คือพระนางอุบลวรรณา. พระ-
สูระ คือพระมหากัสสป. พระภัตทเสนะ คือพระมหาโมคคัลลานะ. พระ-
สุริยกุมาร คือพระสารีบุตร. พระเจ้าจันทราช คือพระโลกนาถ.
แม้ในที่นี้ก็ควรเจาะจงกล่าวถึงบารมีที่เหลือของพระโพธิสัตว์นั้นตาม
สมควรโดยนัยดังกล่าวแล้วในก่อนนั้นแล. พึงเจาะจงกล่าวถึงคุณานุภาพมี
อาทิว่า ในครั้งนั้นพระโพธิสัตว์แม้ทรงรู้ว่า ขัณฑหาละเป็นคนหยาบคายก็
ทรงใช้ดุลยพินิจวินิจฉัยคดีโดยธรรมโดยเสมอ แม้ทรงทราบวิธีบูชายัญ
อย่างนั้นของขัณฑหาละ เพื่อประสงค์จะปลงพระชนม์พระองค์ ก็มิได้มีจิต
โกรธเคืองขัณฑหาละนั้น. แม้สามารถจะจับบริษัทของพระองค์ ซึ่งเป็นศัตรู
ของพระบิดา เมื่อพระบิดาประสงค์จะทำพระองค์ให้เป็นบุรุษสัตว์เลี้ยงแล้ว
ปลงพระชนม์เสีย ก็มิได้ใช้ตำแหน่งหน้าที่ในการลงอาชญา ด้วยทรงดำริว่า
การพิโรธด้วยกรรมหนักไม่สมควรแก่คนเช่นเรา. เมื่อปุโรหิตถอดดาบออก
จากฝักย่างเท้าเข้าไปเพื่อจะตัดศีรษะ เพราะพระองค์มีจิตแผ่เมตตาไปใน
พระบิดาของพระองค์เสมอกับในพระโอรส และสรรพสัตว์ทั้งหลาย. เมื่อ
มหาชนฮือกันเข้าไปหมายจะปลงพระชนม์พระบิดา ตนเองเข้าสวมกอดพระ-
บิดาให้ชีวิตพระบิดานั้น. แม้เมื่อทรงบริจาคมหาทานเช่นกับทานของพระ-
เวสสันดร ทุก ๆ วัน ก็มิได้ทรงอิ่มด้วยทาน. การให้ของที่ควรให้แก่พระ-

126
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 127 (เล่ม 74)

ชนก ผู้ถูกมหาชนขับไล่ให้ไปอยู่ในบ้านคนจัณฑาลแล้วทรงเลี้ยงดู. การ
ให้มหาชนตั้งอยู่ในการทำบุญ.
จบ อรรถกถาจันทกุมารจริยาที่ ๗

127
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 128 (เล่ม 74)

๘. สิวิราชจริยา
ว่าด้วยจริยาวัตรของพระเจ้าสีวิราช
[๘] ในกาลเมื่อเราเป็นกษัตริย์พระนามว่าสิวิ อยู่
ในพระนครอันมีนามว่าอริฏฐะ เรานั่งอยู่ใน
ปราสาทอันประเสริฐ ได้ดำริอย่างนี้ว่า ทาน
ที่มนุษย์ฟังให้อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เราไม่ได้ให้
แล้วไม่มี แม้ผู้ใดพึงขอจักษุกะเรา เราก็พึงให้
ไม่หวั่นใจเลย ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าทวย-
เทพ ทรงทราบความดำริของเราแล้ว ประทับ-
นั่งในเทพบริษัท ได้ตรัสพระดำรัสนี้ว่า พระเจ้า
สิวิผู้มีฤทธิ์มาก ประทับนั่งในปราสาทอันประ-
เสริฐ พระองค์ทรงดำริถึงทานต่าง ๆ ไม่ทรง
เห็นสิ่งที่ยังมิได้ให้ ข้อนั้นจะเป็นจริงหรือไม่
หนอ ผิฉะนั้น เราจักทดลองพระองค์ดู ท่าน
ทั้งหลายพึงคอยอยู่สักครู่หนึ่ง เพียงเรารู้น้ำใจ
ของพระเจ้าสิวิเท่านั้น ท้าวสักกะจึงทรงแปลง-
เพศเป็นคนตาบอด มีกายสั่น ศีรษะหงอก
หนังหย่อน กระสับกระส่ายเพราะชรา เข้าไป

128
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 129 (เล่ม 74)

เฝ้าพระราชาในกาลนั้น อินทพราหมณ์นั้นประ-
คองพระพาหาเบื้องซ้ายขวา ประนมกรอัญชลี
เหนือเศียร ได้กล่าวคำนี้ว่า ข้าแต่พระมหา-
ราชาผู้ทรงธรรม ทรงปกครองรัฐให้เจริญ ข้า-
พระองค์จงขอกะพระองค์ เกียรติคุณคือความ
ยินดีในทานของพระองค์ ขจรไปในเทวดา
และมนุษย์ หน่วยตาแม้ทั้งสองของข้าพระองค์
บอดเสียแล้ว ขอจงพระราชทานพระเนตรข้าง
หนึ่งแก่ข้าพระองค์เถิด แม้พระองค์จักทรงยัง
อัตภาพให้เป็นไปด้วยพระเนตรข้างหนึ่ง เรา
ได้ฟังคำของพราหมณ์แก่นั้นแล้ว ทั้งดีใจและ
สลดใจประคองอัญชลี มีปีติและปราโมทย์
ได้กล่าวคำนี้ว่า เราคิดแล้วลงจากปราสาทมา
ถึงที่นี้บัดนี้เอง ท่านรู้จิตของเราแล้ว มาขอ
นัยน์ตา โอ ความปรารถนาของเราสำเร็จแล้ว
ความดำริของเราบริบูรณ์แล้ว วันนี้ เราจักให้
ทานอันประเสริฐ ซึ่งเราไม่เคยให้ แก่ยาจก
มานี่แน่ะหมอสิวิกะ จงขมีขมัน อย่าชักช้า

129
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 130 (เล่ม 74)

อย่าครั่นคร้าม จงควักนัยน์ตาแม้ทั้งสองข้าง
ออกให้แก่วณิพกนี้ เดี๋ยวนี้ ทมอสิวิกะนั้น
เราเตือนแล้ว เชื่อฟังคำของเรา ได้ควักนัยน์-
ตาทั้งสองออกดุจจาวตาลให้แก่ยาจกทันที เมื่อ
เราจะให้ก็ดี กำลังให้ก็ดี ให้แล้วก็ดี จิตของ
เราไม่เป็นอย่างอื่น เพราะเหตุแห่งพระโพธิ-
ญาณนั้นเอง จักษุทั้งสองเราจะเกลียดชังก็หา
มิได้ แม้คนเราก็มิได้เกลียดชัง แต่พระสัพ-
พัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา ฉะนั้น เราจึงได้
ให้จักษุ ฉะนี้แล.
จบ สิวิราชจริยาที่ ๘
อรรถกถาสิวิราชจริยาที่ ๘
พึงทราบวินิจฉัยในอรรถกถาสิวิราชที่ ๘ ดังต่อไปนี้ . บทว่า อริฏฺฐ-
สวฺหุเย นคเร คือในพระนครชื่อว่า อริฏฐบุรี. บทว่า สิวิ นามาสิ
ขตฺติโย กษัตริย์พระนามว่า สิวิ คือ พระราชาได้มีพระนามอย่างนี้โดย
โคตรว่า สิวิ.
ได้ยินว่าในอดีตกาล ครั้งเมื่อพระเจ้าสีวิครองราชสมบัติอยู่ในอริฏฐ-
ปุรนคร แคว้นสีพีพระมหาสัตว์ทรงอุบัติเป็นพระโอรสของพระเจ้าสิวิราชนั้น.

130
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 131 (เล่ม 74)

พระนามของพระมหาสัตว์นั้นว่า สิวิกุมาร. ครั้นพระมหาสัตว์เจริญวัยได้
เสด็จไปยังเมืองตักกสิลา ทรงเล่าเรียนศิลปะ สำเร็จแล้วเสด็จกลับ ทรง
แสดงศิลปะแก่พระบิดา ได้รับตำแหน่งอุปราช ย่อมาพระบิดาสวรรคต ได้
เป็นพระราชา ทรงละอคติ ทรงตั้งอยู่ในราชธรรม ครองราชสมบัติ ทรง
ให้สร้างโรงทาน ๖ แห่ง คือ ที่ประตูพระนคร ๔ แห่ง ท่ามกลางพระนคร
๑ แห่ง ที่ประตูพระราชนิเวศน์ ๑ แห่ง ทรงบริจาคมหาทานวันละ ๖๐๐,๐๐๐
ทุกวัน. ในวัน ๘ ค่ำ ๑๔ ค่ำ และ ๑๕ ค่ำ ได้เสด็จไปยังโรงทานด้วยพระ-
องค์เอง ทรงตรวจตราโรงทาน. บางคราวในวัน ๑๕ ค่ำ ตอนเช้าตรู่พระองค์
ประทับนั่งบนราชบัลลังก์ ภายใต้พระเศวตฉัตรที่ยกขึ้น ทรงดำริว่า ทาน
ภายนอกของเราไม่ยังจิตให้ยินดีเหมือนทานภายใน. ไฉนหนอในเวลาที่เรา
ไปโรงทาน จะมีผู้ขอไร ๆ ไม่ขอวัตถุภายนอก พึงขอวัตถุภายในอย่างเดียว.
ก็หากว่าใคร ๆ พึงขอเนื้อหรือเลือดในร่างกายของเรา ศีรษะ เนื้อหัวใจ
นัยน์ตา ร่างกายครั้งหนึ่งหรืออัตภาพทั้งสิ้นเอาไปเป็นทาส เราก็ยังความ
ประสงค์ของผู้นั้นให้บริบูรณ์ในทันที สามารถจะให้ได้. แต่ในบาลีกล่าวไว้
เพียงนัยน์ตาเท่านั้น. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
เรานั่งอยู่บนปราสาทอันประเสริฐ ได้ดำริ
อย่างนี้ว่า ทานที่มนุษย์พึงให้อย่างใดอย่างหนึ่ง
ที่เราไม่ได้ให้แล้วไม่มี แม้ผู้ใดฟังขอจักษุของ
เรา เราก็จะฟังให้ไม่หวั่นใจเลย.

131
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 132 (เล่ม 74)

ในบทเหล่านั้น บทว่า มานุสํ ทานํ ได้แก่ข้าวและน้ำเป็นต้น
อันเป็นทานที่มนุษย์ทั่วไปจะพึงให้. ก็เมื่ออัธยาศัยในการให้อันกว้างขวาง
เกิดขึ้นแก่พระมหาสัตว์อย่างนี้ ปัณฑุกัมพลสิลาอาสน์ของท้าวสักกะแสดง
อาการร้อน. ท้าวสักกะนั้นทรงรำพึงถึงเหตุนั้น ได้ทรงเห็นพระอัธยาศัยของ
พระโพธิสัตว์ว่า พระเจ้าสิวิราชทรงดำริว่า วันนี้หากมีผู้มาขอดวงตาเรา
เราก็จักควักดวงตาให้เขา ท้าวสักกะจึงตรัสแก่เทพบริษัทว่า เราจักทดลอง
พระโพธิสัตว์ดูก่อนว่า จักสามารถให้ดวงตาจริงหรือออไม่ เมื่อพระโพธิสัตว์
ทรงสรงสนานด้วยน้ำหอม ๑๖ หม้อ แล้วทรงประดับด้วยสรรพาลังการ
ทรงประทับบนคอช้างพระที่นั่ง ซึ่งตกแต่งไว้เป็นอย่างดี เสด็จไปยังโรง-
ทาน ท้าวสักกะจึงทรงแปลงเพศเป็นพราหมณ์ตาบอด เป็นคนแก่งก ๆ เงิน ๆ
ทรงเหยียดพระพาหาทั้งสองในที่เป็นเนินแห่งหนึ่ง ให้อยู่ในคลองจักษุของ
พระโพธิสัตว์นั้น แล้วทรงยืนถวายพระพรขอให้พระราชาทรงพระเจริญ
พระโพธิสัตว์ทรงชักช้างไปตรงหน้าพราหมณ์แปลงนั้น แล้วตรัสถามว่า
ท่านพราหมณ์ ท่านต้องการอะไรพราหมณ์ทูลขอดวงตาข้างหนึ่งโดยตรัสว่า
ชาวโลกทั้งสิ้นแพร่สะพัดไปไม่ขาดสายด้วยการประกาศเกียรติคุณอันสูงส่ง
อาศัยอัธยาศัยในทานของพระองค์. ข้าพเจ้าเป็นคนตาบอด. เพราะฉะนั้น
จึงวิงวอนขอดวงตากะพระองค์. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าทวยเทพ ทรง
ทราบความดำริของเราแล้ว ประทับนั่งในเทพ-

132
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 133 (เล่ม 74)

บริษัท ได้ตรัสพระดำรัสนี้ว่า พระเจ้าสิวิราชผู้มี
ฤทธิ์มากประทับนั่งในปราสาทอันประเสริฐ
พระองค์ทรงดำริถึงทานต่าง ๆ ไม่ทรงเห็นสิ่งที่
ยังมิได้ทรงให้ ข้อนั้นจะเป็นจริงหรือไม่หนอ
ช่างเถิดเราจะทดลองพระองค์ดู พวกท่านพึง
คอยอยู่สักครู่หนึ่ง เพียงเรารู้น่าพระทัยของ
พระเจ้าสิวิราชเท่านั้น.
ท้าวสักกะจึงทรงแปลงเพศเป็นคนตาบอด
มีกายสั่น ผมหงอก หนังหย่อนกระสับกระ-
ส่าย เพราะชรา เข้าไปเฝ้าพระราชาในกาลนั้น
ท้าวสักกะแปลงประคองพระพาหาซ้ายขวา
ประนมกรอัญชลีเหนือเศียร ได้กล่าวคำนี้ว่า
ข้าแต่พระมหาราชผู้ทรงธรรม ทรงปกครองรัฐ
ให้เจริญ ข้าพระองค์จะขอกะพระองค์ เกียรติ-
คุณคือความยินดีในทานของพระองค์ ขจรไป
ในเทวดาและมนุษย์ หน่วยตาแม้ทั้งสองของ
ข้าพระองค์บอดเสียแล้ว ขอพระองค์ทรงพระ-

133