ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 114 (เล่ม 74)

วิงวอน. บาลีว่า ยาชโยเคน ก็มี คือประกอบด้วยการบูชา อธิบายว่า
ประกอบด้วยการให้. บทว่า ตปสฺสิโน คือบำเพ็ญตบะ. ท้าวสักกะทรง
แสดงถึงการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์เท่านั้น ว่ามีอานุภาพมากด้วยคาถานี้.
ก็และท้าวสักกะครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว จึงให้โอวาทพระโพธิสัตว์ว่า มหาราช
แม้พรหมจรรย์จะมีผลมากกว่าทานก็จริง ถึงดังนั้นพระมหาบุรุษก็ควรทำ
ทั้งสองอย่างนั้นแล. จงเป็นผู้ไม่ประมาทในทานและพรหมจรรย์ทั้งสอง
จงให้ทานและจงรักษาศีล แล้วเสด็จกลับเทวโลก.
ครั้งนั้นหมู่เทพทูลถามท้าวสักกะว่า ข้าแต่จอมเทพพระองค์เสด็จไป
ไหนมา ? ท้าวสักกะตรัสว่า เราไปตัดสินความสงสัยของพระเจ้าเนมิราช
ในกรุงมิถิลา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงพรรณนาคุณสมบัติ
ของพระโพธิสัตว์โดยพิสดาร. ทวยเทพได้สดับดังนั้นจึงทูล ข้าแต่จอมเทพ
พวกข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายประสงค์จะเห็นพระเจ้าเนมิราช. พวกข้า-
พระพุทธเจ้าขอโอกาส ขอพระองค์ตรัสเรียกพระเจ้าเนมิราชเถิด. ท้าว
สักกะตรัสรับว่าตกลง แล้วตรัสเรียกมาตลีเทพบุตรมารับสั่งว่า ท่านจงไปทูล
เชิญเนมิราชประทับเวชยันตปราสาทแล้วนำมา. มาตลีเทพบุตรรับเทว-
บัญชาแล้วนำรถไปรับพระมหาสัตว์ พระมหาสัตว์ทรงซักไซ้ไล่เลียง จึงทูล
ถึงฐานะของผู้มีบาปกรรมและผู้มีบุญกรรม นำไปสู่เทวโลกตามลำดับ. แม้
ทวยเทพทั้งหลายได้สดับว่า พระเจ้าเนมิราชเสด็จมาแล้วจึงถือของหอมและ
ดอกไม้ทิพย์ไปต้อนรับตั้งแต่ซุ้มประตูจิตตกูฏ บูชาพระมหาสัตว์ด้วยของ

114
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 115 (เล่ม 74)

หอมทิพย์เป็นต้นแล้วนำไปสู่สุธรรมเทวสภา. พระราชาเสด็จลงจากรถแล้ว
เสด็จเข้าไปยังเทวสภาประทับนั่งร่วมอาสนะกับท้าวสักกะ ท้าวสักกะต้อน
รับด้วยกามทิพย์ ทรงปฏิเสธว่า ข้าแต่จอมเทพ ขออย่าทรงต้อนรับด้วย
กามอุปมาด้วยผู้ยืมของเหล่านี้แก่ข้าพระองค์ แล้วทรงแสดงธรรมโดยอเนก
ปริยาย ทรงประทับอยู่ ๗ วัน โดยนัยจำนวนวันของมนุษย์ แล้วทูลว่า
ข้าพเจ้าจะกลับมนุษยโลก. ข้าพเจ้าจักทำบุญมีทานเป็นต้น ณ มนุษยโลกนั้น.
ท้าวสักกะมีเทวบัญชากะมาตลีเทพบุตรว่า ท่านจงนำพระเจ้าเนมิราชไปยัง
กรุงมิถิลาเถิด. มาตลีเทพบุตรทูลเชิญพระโพธิสัตว์ให้ทรงขึ้นสู่เวชยันตรถ
แล้วพาไปส่งถึงกรุงมิถิลาทางทิศปราจีน. มหาชนเห็นทิพยรถจึงได้ทำการ
ต้อนรับพระราชา. มาตลีเทพบุตรทูลเชิญพระมหาสัตว์ให้ลงข้างสีหบัญชร
แล้วทูลลากลับไปยังเทวโลก. แม้มหาชนก็พากันมาล้อมพระราชาทูลถามว่า
ข้าแต่พระองค์ เทวโลกเป็นอย่างไรบ้างพระเจ้าข้า พระราชาทรงพรรณนา
ถึงสมบัติในเทวโลก แล้วทรงแสดงธรรมว่า แม้พวกท่านก็จงทำบุญมีทาน
เป็นต้น. พวกท่านจักเกิดขึ้นเทวโลกนั้นด้วยประการฉะนี้. ครั้นต่อมา
พระโพธิสัตว์ทอดพระเนตรเห็นพระเกศาหงอกตามนัยที่กล่าวแล้วในก่อน
ทรงมอบราชสมบัติแก่พระโอรสทรงละกาม ทรงผนวช เจริญพรหมวิหาร ๔
แล้วเสด็จไปสู่พรหมโลก.
ท้าวสักกะในครั้งนั้นได้เป็นพระอนุรุทธเถระในครั้งนี้. มาตลีเทพ-
บุตรคือพระอานนท์. พระราชา ๘๔,๐๐๐ คือพุทธบริษัท. พระเจ้าเนมิราช
คือพระโลกนาถ.

115
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 116 (เล่ม 74)

แม้ในเนมิราชจริยานี้ ก็พึงเจาะจงกล่าวถึงโพธิสมภารของพระเจ้า
เนมิราชนั้น โดยนัยที่กล่าวแล้วในหนหลังนั้นแล.
อนึ่ง พึงเจาะจงกล่าวถึงคุณานุภาพมีอาทิอย่างนี้ คือการละสมบัติ
ในพรหมโลกแล้วบังเกิดในมนุษยโลก ด้วยพระมหากรุณาว่า เราจักติดตาม
กัลยาณวัตรที่พระองค์ปฏิบัติมาแล้วในก่อน. อัธยาศัยในทานอันกว้างขวาง.
การปฏิบัติในทานเป็นต้นอันสมควรแก่อัธยาศัยนั้น. การให้มหาชนตั้งอยู่
ในการปฏิบัตินั้น. ความที่ยศของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายแผ่ไปแล้ว. ความ
น่าพิศวงในการเข้าไปหาของท้าวสักกเทวราช. แม้ท้าวสักกะทรงต้อนรับ
สมบัติทิพย์ก็ไม่พอพระทัย สมบัติทิพย์นั้นแล้วกลับไปยังที่อยู่ของมนุษย์
อีกเพื่อเพิ่มพูนบุญสมภาร. ความไม่ติดอยู่ในสมบัติทั้งปวงมีลาภสมบัติเป็น
ต้น.
จบ อรรถกถาเนมิราชจริยาที่ ๖

116
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 117 (เล่ม 74)

๗. จันทกุมารจริยา
ว่าด้วยจริยาวัตรของพระจันทกุมาร
[๗] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นโอรสของพระ-
เจ้าเอกราชมีนามว่าจันทกุมาร อยู่ในพระนคร
ปุบผวดี ในกาลนั้น เราพ้นจากการบูชายัญ
แล้ว ออกไปจากที่บวงสรวงนั้น ยังความ
สังเวชให้เกิดขึ้น แล้วยังมหาทานให้เป็นไป
เราไม่ให้ทานแก่ทักขิไณยบุคคลแล้วย่อมไม่
ดื่มน้ำ ไม่เคี้ยวของเคี้ยว และไม่บริโภค
โภชนะ ๕ - ๖ ราตรีบ้าง เปรียบเหมือนพ่อค้า
รวบรวมสินค้าไว้แล้ว ในที่ใดจะมีลาภมาก
คือได้กำไรมาก ก็นำส้นค้าไปในที่นั้น ฉันใด
แม้อาหารของตนที่เราให้แล้วแก่คนอื่น มีกำลัง
มาก (มากมาย) ฉันนั้น (สิ่งของที่เราให้ผู้อื่น
มีกำลังมา ว่าสิ่งของที่คนใช้เอง ฉันนั้น)
เพราะฉะนั้น ทานที่เราให้ผู้อื่นจักเป็นส่วนร้อย
เรารู้อำนาจประโยชน์นี้ จึงให้ทานในภพน้อย

117
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 118 (เล่ม 74)

ภพใหญ่ เราไม่ถอยกลับ คือไม่ท้อถอย จาก
การให้ทาน เพื่อบรรลุสัมโพธิญาณ ฉะนี้แล.
จบ จันทกุมารจริยาที่ ๗
อรรถกถาจันทกุมารจริยาที่ ๗
พึงทราบวินิจฉัยในอรรถกถาจันทกุมารจริยาที่ ๗ ดังต่อไปนี้. บทว่า
เอกราชสฺส อตฺรโช คือเป็นพระโอรสของพระเจ้ากาสีพระนามว่า เอกราช.
บทว่า นคเร ปุปฺผวติยา ในพระนครบุปผวดี. บทว่า จนฺทสวฺหโย
คือพึงเรียกชื่อด้วยศัพท์ว่า จนฺท อธิบายว่า ชื่อ จันทะ.
มีเรื่องเล่าว่า ในอดีตกาลกรุงพาราณสีนี้ได้มีชื่อว่าบุปผวดี. ณ เมือง
บุปผวดีนั้น โอรสของพระราชาวสวัดดี พระนามว่า เอกราช ครองราช-
สมบัติ. พระโพธิสัตว์ได้ถือปฏิสนธิ ในพระครรภ์ของพระอัครมเหสี ของ
พระเจ้าเอกราชนั้น พระนามว่าโคตมี. พระชนกชนนีขนานพระนามว่า
จันทกุมาร. เมื่อพระจันทกุมารทรงดำเนินได้ ก็เกิดพระโอรสอื่นอีกพระ-
นามว่า สุริยกุมาร. เมื่อสุริยกุมารทรงดำเนินได้ ก็เกิดพระธิดาองค์หนึ่ง
พระนามว่า เสลา. พระโอรสและพระธิดาเหล่านั้นได้มีพระภาดาต่างพระ-
มารดากันอีกสองพระองค์ คือ ภัทเสนะ และ สูร. พระโพธิสัตว์เจริญวัย
ขึ้นโดยลำดับ ได้สำเร็จศิลปศาสตร์และวิชาปกครอง. พระราชบิดาได้
อภิเษกสมรสพระราชธิดาจันทาแก่พระโพธิสัตว์ แล้วทรงตั้งให้เป็นอุปราช.
พระโพธิสัตว์มีพระโอรสองค์หนึ่ง พระนามว่า วาสุละ. พระราชามีปุโรหิต

118
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 119 (เล่ม 74)

คนหนึ่ง ชื่อว่า ขัณฑหาละ. ทรงแต่งตั้งขัณฑหาละให้เป็นผู้ตัดสินคดี.
ขัณฑหาละเป็นคนเห็นแก่สินบน ได้สินบนแล้วก็ตัดสินผู้ที่ไม่เป็นเจ้าของ
ให้เป็นเจ้าของ ผู้เป็นเจ้าของให้ไม่เป็นเจ้าของ. อยู่มาวันหนึ่ง บุรุษผู้หนึ่ง.
ถูกตัดสินให้แพ้ จึงร้องคำว่าปุโรหิตในโรงวินิจฉัยคดี ครั้นเดินออกมาเห็น
พระโพธิสัตว์กำลังเสด็จมาเฝ้าพระราชบิดา ก็หมอบลงแทบพระบาทของ
พระโพธิสัตว์ แล้วสะอื้นไห้ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ ขัณฑหาลปุโรหิตกิน
สินบนในโรงศาล แม้ข้าพระองค์ก็ถูกเขารับสินบน ยังตัดสินให้แพ้อีก.
พระโพธิสัตว์ทรงปลอบบุรุษนั้นว่า อย่ากลัวไปเลย แล้วทรงนำไปยังโรง.
วินิจฉัย ได้ทรงตัดสินผู้ที่เป็นเจ้าของให้เป็นเจ้าของ. มหาชนก็พากันส่ง
เสียงซ้องสาธุการ.
พระราชาทรงสดับ ข่าวว่าพระโพธิสัตว์วินิจฉัยคดียุติธรรม จึงตรัส
เรียกพระโพธิสัตว์มาแล้วพระราชทานการวินิจฉัยแก่พระโพธิสัตว์ว่า ตั้งแต่
นี้ไป เจ้าผู้เดียวจงวินิฉัยคดีทั่วไป. ผลประโยชน์ของขัณฑหาละก็ขาดลง
ตั้งแต่นั้นมาขัณฑหาละก็ผูกอาฆาตในพระโพธิสัตว์คอยหาโอกาสจับผิดเรื่อย
มา. ส่วนพระเจ้าเอกราชมีพระสติปัญญาอ่อนเชื่อคนง่าย. วันหนึ่งทรงสุบิน
ไปว่าได้เห็นเทวโลก ประสงค์จะเสด็จไป ณ เทวโลกนั้น จึงตรัสกะปุโรหิต
ว่า ขอท่านจงบอกทางไปพรหมโลก. ปุโรหิตทูลว่า ขอเดชะพระองค์ทรงให้
ทานยิ่งบูชายัญด้วยสิ่งมีชีวิต อย่างละ ๔ ๆ ตรัสถามว่า ทานยิ่งเป็น
อย่างไร ทูลว่า การบริจาคสัตว์สองเท้าสี่เท้าเพื่อบูชายัญ ทำให้เป็นอย่างละ
๔ ๆ เหล่านี้ คือ พระโอรส พระธิดา พระอัครมเหสี เศรษฐี ช้างมงคล

119
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 120 (เล่ม 74)

และม้ามงคล บูชาด้วยเลือดในลำคอของสัตว์เหล่านั้น ชื่อว่าทานยิ่ง พระ-
ราชาทรงยินยอม. ด้วยประการฉะนี้ ขัณฑหาละคิดว่าจักบอกทางสวรรค์
แต่บอกทางนรก.
แม้พระราชาก็ทรงสำคัญว่า ขัณฑหาละนั้นเป็นบัณฑิต มีพระประ-
สงค์จะปฏิบัติตามด้วย ทรงสำคัญว่าวิธีที่ขัณฑหาละบอกนั้นเป็นทางสวรรค์
จึงรับสั่งให้ขุดหลุมบูชายัญหลุมใหญ่ แล้วมีพระบัญชาว่า พวกท่านจงนำสัตว์
สองเท้าสี่เท้าทั้งหมดตามที่ขัณฑหาละสั่งตั้งแต่พระราชกุมาร มีพระโพธิ-
สัตว์เป็นต้นไปในที่ที่ประกอบพิธีบูชายัญ. สิ่งของเครื่องใช้ในการบูชายัญ
ทั้งหมดเตรียมไว้พร้อมแล้ว. มหาชนได้ฟังดังนั้นก็ระเบ็งเซ็งแซ่วุ่นวายกัน
ยกใหญ่. พระราชาทรงร้อนพระทัย แต่ถูกขัณฑหาละ ชักจูงก็ทรงบัญชา
เหมือนอย่างนั้นอีก. พระโพธิสัตว์ทรงทราบว่า ขัณฑหาละไม่ได้ทำหน้าที่
ตัดสินคดีจึงผูกอาฆาตเรา ปรารถนาจะให้เราตาย จะได้ทำความพินาศล่มจม
ให้เกิดแก่มหาชนอีก แม้พยายามเพื่อให้พระราชาทรงสำนึกผิดด้วยอุบาย
หลายอย่าง จากการเข้าพระทัยผิดนั้นก็ไม่สามารถทำให้กลับพระทัยได้. มหา-
ชนร่ำร้องอยู่เซ็งแซ่. พระโพธิสัตว์ทรงสงสารมาก. เมื่อมหาชนร่ำร้องเซ็ง-
แซ่อยู่นั้น พิธีกรรมทั้งหมดในหลุมบูชายัญก็สำเร็จลง. พวกราชบุรุษนำ
พระราชโอรสเข้าไปแล้วให้นั่งก้มคอลง. ขัณฑหาละนำถาดทองคำเข้าไป ถือ
ดาบยืนอยู่ด้วยคิดว่า จักตัดพระศอของพระโพธิสัตว์. พระนางจันทาเทวี
มเหสีของพระโอรสเห็นดังนั้น คิดว่าบัดนี้เราไม่มีที่พึ่งอื่นแล้ว เราจักทำ

120
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 121 (เล่ม 74)

ความสวัสดีแก่พระสวามีด้วยกำลังความสัจของตน จึงประคองอัญชลีดำเนิน
ไปในระหว่างชุมชน กระทำสัตยาธิษฐานว่า ทางสวรรค์ที่ขัณฑหาละบอก
นี้เป็นกรรมชั่วโดยส่วนเดียว. ด้วยคำสัตย์ของข้าพเจ้านี้ขอความสวัสดีจงมี
แก่พระสวามีของข้าพเจ้าเถิด. พระนางจันทาเทวีได้ตั้งสัตยาธิษฐานต่อไป
อีกว่า :-
ขอทวยเทพทั้งหลาย ทั้งมวลบรรดามีอยู่
ในโลกนี้ จงมาเป็นที่พึ่ง ขอจงปกป้องข้าพเจ้า
ผู้ไร้ที่พึ่ง ขอให้ข้าพเจ้าได้อยู่กับสามีด้วยความ
สวัสดีเถิด.
ท้าวสักกเทวราชได้ทรงสดับเสียงร่ำไห้ของพระนางจันทาเทวีนั้น ทรง
ทราบเรื่องราวทั้งหมด จึงทรงฉวยค้อนเหล็กมีไฟโพลง ให้พระราชาหวาด
สะดุ้ง แล้วมีเทวโองการให้ปลดปล่อยผู้ที่จะถูกฆ่าเพื่อบูชายัญทั้งหมด. ท้าว-
สักกะก็ได้ทรงแสดงรูปทิพย์ของพระองค์ในครั้งนั้น ทรงกวัดแกว่งพระขรรค์
เพชรรุ่งโรจน์สว่างไสว ประทับยืนอยู่บนอากาศมีเทวดำรัสว่า ดูก่อนพระ-
ราชาผู้ลามกใจร้าย กาฬกัณณี การไปสวรรค์ด้วยการทำปาณะติบาต ท่าน
เคยเห็นเมื่อไร. ท่านจงปล่อยพระจันทกุมารและชนทั้งหมดเหล่านี้ จาก
เครื่องผูกมัด. หากท่านไม่ปล่อย เราจักผ่าศีรษะของท่านและของพราหมณ์
ชั่วนี้เดี๋ยวนี้ตรงนี้ทีเดียว. พระราชาและพราหมณ์เห็นความอัศจรรย์ดังนั้น
ก็รีบให้ปล่อยสัตว์ทั้งหมดจากเครื่องผูกมัด.

121
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 122 (เล่ม 74)

ครั้งนั้นมหาชนต่างเอิกเกริกไกล้าหลรีบถมหลุมบูชายัญ แล้วถือก้อน
ดินคนละก้อนปาขัณฑหาละจนถึงแก่ความตาย ณ ที่นั้นเอง แล้วเตรียมจะ
ฆ่าพระราชาด้วย. พระโพธิสัตว์ตรงเข้าสวมกอดพระบิดาไว้ก่อนไม่ให้ถูกฆ่า
ได้. มหาชนพากันกล่าวด้วยความแค้นว่า เราจะไว้ชีวิตพระราชาลามกนั้น
แต่จะไม่ให้เศวตฉัตร ไม่ให้อยู่ในพระนคร จะให้ไปอยู่นอกพระนคร แล้ว
ช่วยกันปลดเปลื้องเครื่องยศของพระราชาออก ให้นุ่งผ้ากาสาวะ เอาผ้าเก่า
ย้อมขมิ้นโพกศีรษะทำเช่นคนจัณฑาล แล้วส่งไปอยู่บ้านคนจัณฑาล. อนึ่ง
ชนเหล่าใดบูชายัญด้วยการฆ่าสัตว์เองก็ดี ให้ผู้อื่นบูชายัญก็ดี พลอยยินดี
ก็ดี ชนเหล่านั้นทั้งหมดจะต้องตกนรก. ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึง
ตรัสว่า :-
คนทั้งปวงตกนรก เพราะทำความชั่ว
คนได้ไปสวรรค์ เพราะไม่ทำความชั่ว.
ลำดับนั้น ราชบริษัท ชาวนคร ชาวชนบท แม้ทั้งหมดประชุมกัน
อภิเษกพระโพธิสัตว์ไว้ในราชสมบัติ. พระโพธิสัตว์ทรงเสวยราชสมบัติโดย
ธรรม ทรงระลึกถึงความพินาศอันเกิดขึ้นแก่พระองค์และแก่มหาชน โดย
เหตุอันไม่สมควร ทรงเกิดความสังเวช มีพระอุตสาหะในการบำเพ็ญบุญให้
ยิ่งขึ้นไป ทรงบริจาคมหาทาน. ทรงรักษาศีล. ทรงสมาทานอุโบสถกรรม.
ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า :-

122
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 123 (เล่ม 74)

ในกาลนั้น เราพ้นจากการบูชายัญแล้ว
ออกไปจากที่บวงสรวงนั้น ยังความสังเวชให้
เกิดขึ้น แล้วบริจาคมหาทาน.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ยชนา มุตฺโหต พ้นจากการบูชายัญ คือพ้น
จากการถูกฆ่าโดยนัยดังกล่าวแล้วจากยัญพิธีที่ขัณฑหาละเตรียมไว้. บทว่า
นิกฺขนฺโต ยญฺญวาฏโต ออกจากที่บวงสรวง คือออกจากที่บูชายัญนั้น
พร้อมกับมหาชนผู้เกิดความอุตสาหะเพื่อจะทำการอภิเษก. บทว่า สํเวคํ
ชนยิตฺวาน ยังความสังเวชให้เกิดคือให้เกิดความสังเวชเป็นอย่างยิ่งว่า การ
อาศัยอยู่ในโลกมีอันตรายมาก. บทว่า มหาทานํ ปวตฺตยึ บริจาคมหา-
ทาน คือสร้างโรงทาน ๖ แห่ง แล้วบริจาคมหาทาน เช่นกับทานของพระ-
เวสสันดร ด้วยการบริจาคทรัพย์มาก. ด้วยบทนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
แสดงความที่มหาทานนั้นเป็นไปแล้วตั้งแต่ได้รับอภิเษก.
บทว่า ทกฺขิเณยฺเย อทตฺวาน คือเราไม่บริจาคไทยธรรมในทัก-
ขิไณยบุคคลแล้ว . บทว่า อปิ ฉปฺปญฺจ. รตฺติโย พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงแสดงว่า ทุกครั้งเราไม่บริโภคของดื่มของเคี้ยวและของบริโภค ๖ ราตรี
บ้าง ๕ ราตรีบ้าง.
ได้ยินว่า ในครั้งนั้นพระโพธิสัตว์ ทรงกระทำชมพูทวีปทั้งสิ้นให้
เจริญงอกงาม ทรงบริจาคมหาทานดุจฝนตกห่าใหญ่. พระโพธิสัตว์ทรงบริ-
จาคทานมากมาย และประณีตทั้งนั้น มีข้าวและน้ำเป็นต้นในโรงทาน แก่

123