ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 104 (เล่ม 74)

๖. เนมิราชจิยา
ว่าด้วยจริยาวัตรของพระเจ้าเนมิราช
[๖] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นมหาราชา
พระนามว่าเนมิเป็นบัณฑิต ต้องการกุศลอยู่
ในพระนครมิถิลาอันอุดม ในกาลนั้น เราให้
สร้างศาลา ๔ แห่ง อันมีหน้ามุขหลังละสี่ ๆ
เรายังทานให้เป็นไปในศาลานั้นแก่ เนื้อ นก
และนรชนเป็นต้น ยังมหาทาน คือ เครื่อง
นุ่งห่ม ที่นอน และโภชนะ คือ ข้าว และ
น้ำ ให้เป็นไปแล้วไม่ขาดสาย เปรียบเหมือน
เสวก เข้าไปหานายเพราะเหตุแห่งทรัพย์
ย่อมแสวงหานายที่พึงให้ยินดีได้ ด้วยกาย-
กรรม วจีกรรม และมโนภรรมฉันใด เราก็
ฉันนั้น จักแสวงหาพระสัพพัญญุตญาณในภพ
ทั้งปวง จึงยังสัตว์ทั้งหลายให้อิ่มหนำด้วยทาน
แล้วปรารถนาโพธิญาณอันอุดม ฉะนี้แล.
จบ เนมิราชจริยาที่ ๖

104
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 105 (เล่ม 74)

อรรถกถาเนมิราชจริยาที่ ๖
พึงทราบวินิจฉัยในอรรถกถาแห่งเนมิราชจริยาที่ ๖ ดังต่อไปนี้.
บทว่า มิถิลายํ ปุรุตฺตเม คือในนครอันอุดมแห่งกรุงวิเทหะชื่อว่ามิถิลา.
บทว่า เนมิ นาม มหาราชา คือพระเนมิกุมาร ทรงอุบัติสืบต่อวงศ์
กษัตริย์ดุจกงรถจึงได้ชื่อว่า เนมิ. ชื่อว่าเป็น มหาราชา เพราะเป็น
พระราชาผู้ยิ่งใหญ่ เพราะใหญ่ด้วยคุณวิเศษมีทานและศีลเป็นต้นใหญ่ และ
เพราะประกอบด้วยราชานุภาพ. บทว่า ปณฺฑิโต กุสลตฺถิโก เป็น
บัณฑิตต้องการกุศล คือต้องการบุญเพื่อตนและเพื่อผู้อื่น.
ได้ยินว่า ในครั้งอดีตในนครมิถิลา แคว้นวิเทหะ พระโพธิสัตว์
ของเราได้เป็นพระราชาพระนามว่ามฆเทพ. พระองค์ทรงสนุกสนานตอน
เป็นพระกุมารอยู่ ๘๔,๐๐๐ ปี ทรงได้รับตำแหน่งอุปราชอยู่ ๘๔,๐๐๐ ปี
ทรงครองราชสมบัติอยู่ ๘๔,๐๐๐ ปี พระองค์ตรัสแก่ช่างกัลบกว่า เมื่อใด
เจ้าเห็นผมหงอกบนศีรษะของเรา เมื่อนั้นเจ้าพึงบอกแก่เรา ครั้นต่อมา
ช่างกัลบกเห็นพระเกศาหงอกจึงกราบทูล แล้วเอาแหนบทองคำถอนวางไว้
บนพระหัตถ์ ทรงแลดูพระเกศาหงอก ทรงเกิดความสังเวชว่า เทวทูต
ปรากฏแก่เราแล้ว ทรงดำริว่า บัดนี้เราควรออกบวช. จึงพระราชทาน
บ้านส่วย ๑๐๐,๐๐๐ แก่ช่างกัลบก แล้วตรัสเรียกพระเชษฐกุมารมา
ตรัสว่า :-

105
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 106 (เล่ม 74)

ผมบนศีรษะของพ่อหงอก ความชรา
ปรากฏแล้ว เทวทูตปรากฏแล้ว ถึงเวลาที่
พ่อจะบวชละ.
จึงมอบราชสมบัติให้ ผิว่าตนมีอายุ ๘๔,๐๐๐ ปี แม้เมื่อเป็นอย่าง
นั้นก็ยังสำคัญตนดุจยืนอยู่ใกล้ความตายจึงสลดใจชอบที่จะบวช ด้วยเหตุ
นั้นท่านจึงกล่าวว่า
พระทิศัมบดีพระนามว่า มฆเทพ ทอด-
พระเนตรเห็นพระเกศาหงอกบนพระเศียร ได้
ความสังเวชพอพระทัยที่จะทรงผนวช.
พระราชาทรงประทานโอวาทแก่พระโอรสว่า ลูกควรประพฤติโดย
ทำนองนี้เหมือนอย่างที่พ่อปฏิบัติ ลูกอย่าได้เป็นคนสุดท้ายเลย แล้วเสด็จ
ออกจากพระนครทรงผนวชเป็นภิกษุ ยังกาลเวลาให้น้อมล่วงไปด้วยฌานและ
สมาบัติตลอด ๘๔,๐๐๐ ปี เมื่อสิ้นพระชนม์ก็ไปบังเกิดในพรหมโลก แม้
พระโอรสของพระองค์ก็ทรงครองราชสมบัติโดยธรรมตลอดหลายพันปี ได้
ทรงผนวชโดยอุบายนั้นเหมือนกันแล้วก็ไปบังเกิดในพรหมโลก. กษัตริย์
๘๔,๐๐๐ หย่อนไปกว่าสองพระองค์อย่างนี้คือ โอรสของกษัตริย์องค์นั้น
ก็เหมือนกัน ขององค์นั้นก็เหมือนกัน ทรงเห็นพระเกศาหงอกบนพระ-
เศียรแล้วก็ทรงผนวช.

106
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 107 (เล่ม 74)

ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ประดิษฐานอยู่บนพรหมโลกทรงรำพึงว่า
กัลยาณธรรมที่เราได้ทำไว้ในมนุษยโลกยังเป็นไปอยู่หรือ หรือว่าไม่เป็นไป
ได้ ทรงเห็นว่า เป็นไปตลอดกาลเพียงเท่านี้ บัดนี้จักไม่เป็นไปต่อไป.
พระโพธิสัตว์ทรงดำริว่า แต่เราจักไม่ให้การสืบสายของเราขาดไป จึงทรง
ถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระราชาผู้มีกำเนิดในวงศ์
ของพระองค์นั่นเอง ทรงบังเกิดสืบต่อวงศ์ของพระองค์ดุจกงรถ ฉะนั้น.
ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า พระโอรสได้พระนามว่า เนมิ เพราะทรง
อุบัติสืบต่อวงศ์ตระกูลดุจกงรถ ฉะนั้น.
ในวันขนานพระนามของพระโอรสนั้น พระชนกตรัสเรียก
พราหมณ์ผู้ชำนาญการพยากรณ์ลักษณะ ครั้นพราหมณ์ตรวจดูพระลักษณะ
แล้วก็พยากรณ์ถวายว่า ขอเดชะข้าแต่พระมหาราชเจ้าพระกุมารนี้จะประดับ
ประคองวงศ์ของพระองค์ พระกุมารนี้มีอานุภาพยิ่งใหญ่ มีบุญมากกว่า
พระชนก พระเจ้าปู่และพระเจ้าตา. พระราชาได้ทรงสดับดังนั้นจึงทรง
ขนานพระนามพระโอรสนั้นว่า เนมิ เพราะอรรถดังได้กล่าวไว้แล้ว. พระ
โอรสนั้นตั้งแต่ยังเยาว์พระชนม์ ได้ทรงขวนขวายในศีลและอุโบสถกรรม.
ลำดับนั้น พระชนกของพระกุมาร ทอดพระเนตรเห็นพระเกศา
หงอกโดยนัยก่อน จึงพระราชทานบ้านส่วยแก่ช่างกัลบก มอบราชสมบัติแก่
พระโอรสแล้ว เสด็จออกจากพระนครทรงผนวช ยังฌานให้เกิดแล้วไป
บังเกิดในพรหมโลก.

107
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 108 (เล่ม 74)

ฝ่ายพระเนมิราชทรงให้สร้างโรงทาน ๕ แห่ง คือที่ประตูพระนคร
๔ แห่ง ท่ามกลางพระนคร ๑ แห่ง ทรงบริจาคมหาทาน. ทรงบริจาค
วันละ ๕๐๐,๐๐๐ โรงทานละ ๑๐,๐๐๐. ทรงรักษาศีล ๕. ทรงสมาทาน
อุโบสถกรรมในวันปักษ์. ทรงให้มหาชนยึดมั่นในบุญมีทานเป็นต้น. ทรง
บอกทางสวรรค์ให้. ทรงคุกคามภัยในนรก. ทรงห้ามจากบาป. มหาชน
ตั้งอยู่ในโอวาทของพระเนมิราชนั้น กระทำบุญมีทานเป็นต้น จุติจาก
มนุษยโลกแล้วก็ไปบังเกิดในเทวโลก. เทวโลกเต็มไปด้วยทวยเทพ. นรก
ปรากฏดุจว่างเปล่า.
ก็ในครั้งนั้น พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศความที่อัธยาศัยในการให้
ของพระองค์กว้างขวางและความที่ทานบารมีบริบูรณ์ไม่มีขาดเหลือ จึงตรัส
พระดำรัสมีอาทิว่า :-
ในครั้งนั้นเราสร้างศาลา ๔ แห่ง มี
๔ มุข บริจาคทานแก่ เนื้อ นก และคน
เป็นต้น ณ ที่นั้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ตทา คือในเวลาที่เป็นพระเนมิราชนั้น.
บทว่า มาปยิตฺวาน คือให้สร้าง. บทว่า จตุสฺสาลํ คือโรงทานเชื่อมกัน
ใน ๔ ทิศ. บทว่า จตุมฺมุขํ คือประกอบด้วยประตู ประตูใน ๔ ทิศ.
เพราะไม่สามารถทำทาน ให้สิ้นสุดไปโดยประตูเดียวเท่านั้นได้และให้

108
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 109 (เล่ม 74)

ไทยธรรมถึงที่สุดได้ เพราะโรงทานใหญ่มากและเพราะไทยธรรมและผู้ขอ
มาก จึงต้องให้สร้างประตูใหญ่ ๔ ประตูใน ๔ ทิศ แห่งโรงทาน. ณ
โรงทานนั้นตั้งแต่ประตูถึงปลายประตูไทยธรรมตั้งอยู่เป็นกองใหญ่. ทาน
ย่อมเป็นไปเริ่มตั้งแต่อรุณขึ้นจนถึงเวลาเข้าไปตามปกติ. แม้ในกาลนอกนี้ก็
จุดประทีปไว้หลายร้อยดวง. ผู้ต้องการจะมาเมื่อใดก็ให้เมื่อนั้น. ทานนั้น
มิได้ให้แก่คนยากจน คนเดินทาง วณิพก และยาจกเท่านั้น ที่จริงแล้ว
มนุษย์ชาวชมพูทวีปทั้งสิ้น แม้ทั้งหมดก็รับและบริโภคทานนั้นเช่นเดียวกับ
ทานของพระมหาสุทัศนราช ด้วยสำเร็จแก่คนมั่งคั่ง และแม้มีสมบัติมาก
เพราะสละไทยธรรมมากมายและประณีต. จริงอยู่พระมหาบุรุษกระทำชมพู
ทวีปทั้งสิ้นให้เจริญงอกงาม แล้วบริจาคมหาทานในครั้งนั้น. ทรงบริจาค
ทานด้วยให้สำเร็จ แม้แก่สัตว์เดียรัจฉานทั้งหลายมีเนื้อและนกเป็นต้นนอก
โรงทาน เช่นเดียวกับมนุษย์. ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
บริจาคทาน ณ โรงทานนั้นแก่เนื้อ นก และคนเป็นต้น. ไม่บริจาคเฉพาะ
แก่สัตว์เดียรัจฉานเท่านั้น แม้แก่เปรตทั้งหลายก็ทรงให้ส่วนบุญทุก ๆ วัน.
ทรงบริจาคทานในโรงทาน ๕ แห่ง เหมือนในโรงทานแห่งเดียว. แต่ใน
บาลีกล่าวไว้ดุจแห่งเดียวว่า ในครั้งนั้นเราสร้างโรงทาน ๔ โรง มี ๔ มุข.
บทนั้นท่านกล่าวหมายถึงโรงทานท่ามกลางพระนคร.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงถึงไทยธรรม ณ โรงทาน
นั้นโดยเอกเทศ จึงตรัสว่า :-

109
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 110 (เล่ม 74)

เครื่องนุ่งห่ม ที่นอน ข้าว น้ำ และ
อาหาร.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อจฺฉาทนํ ได้แก่เครื่องนุ่งห่มหลายๆ อย่าง
มีผ้าทำด้วยเปลือกไม้และผ้าเนื้อละเอียดเป็นต้น. บทว่า สยนํ ได้แก่
ที่ควรนอนหลายอย่าง มีเสียงและบัลลังก์เป็นต้น และพรมทำด้วยขนแกะ
และเครื่องลาดที่ปักเป็นรูปสวยงามเป็นต้น. อนึ่งในบทนี้แม้ที่นั่งก็พึงกล่าว
ว่า ท่านให้ด้วย สยน ศัพท์นั่นเอง. บทว่า อนฺนํ ปานญฺจ โภชนํ
ได้แก่ ข้าวและน้ำมีรสเลิศต่าง ๆ ตามความชอบใจของสัตว์เหล่านั้น ๆ และ
ชนิดของอาหารต่าง ๆ ที่เหลือ. บทว่า อพฺโพจฺฉินฺนํ กริตฺวาน กระทำ
ไม่ให้ขาดสาย คือกระทำไม่ให้ขาดสายทั้งกลางวันและกลางคืนตั้งแต่เริ่ม
จนถึงสิ้นอายุ.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงความที่ทานนั้นเป็นไปแล้ว
โดยความเป็นทานบารมี ปรารภสัมมาสัมโพธิญาณ เพื่อจะทรงแสดงถึง
อัธยาศัย ของพระองค์ที่เป็นไปแล้วในกาลนั้นด้วยข้ออุปมา จึงตรัสพระดำรัส
มีอาทิว่า ยถาปิ เสวโก เปรียบเหมือนเสวกดังนี้. พระพุทธดำรัสนั้นมี
ความดังต่อไปนี้ เปรียบเหมือนบุรุษผู้เป็นเสวก เข้าไปหานายของตนด้วย
การคบหากันตามกาลอันควรเพราะเหตุแห่งทรัพย์ที่ควรได้ ย่อมแสวงหา
ความยินดีที่นายพึงให้ยินดีได้โดยอาการที่ให้ยินดีด้วยกายกรรม วจีกรรม
และมโนกรรมฉันใด แม้เราผู้เป็นโพธิสัตว์ก็ฉันนั้น ประสงค์จะเสพความ

110
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 111 (เล่ม 74)

เป็นพระพุทธเจ้าอันยอดยิ่ง เป็นเจ้าโลกพร้อมทั้งเทวโลก เพื่อให้เป็นที่
ยินดีแก่สัตวโลกนั้นจักแสวงหา ค้นหาพระสัพพัญญุตญาณอันได้ชื่อว่า
โพธิช เพราะเกิดแต่อริยมรรคญาณ กล่าวคือ โพธิ ด้วยอุบายต่าง ๆ
ในที่ทั้งปวงข้างหน้า ในภพทั้งปวง คือในภพที่เกิดแล้ว ๆ เล่า ๆ ทั้งปวง
จึงยังสัตว์ทั้งหลายให้อิ่มหนำด้วยทาน ด้วยการบำเพ็ญทานบารมี. เรา
ปรารถนาโพธิญาณ คือสัมมาสัมโพธิญาณอันอุดมนั้นจึงทำอย่างใดอย่างหนึ่ง
มีการบริจาคชีวิตเป็นต้น.
เพื่อแสดงถึงความกว้างขวางแห่งอัธยาศัยในการให้ไว้ในที่นี้ด้วยประ-
การฉะนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงกำหนดเทศนาไว้ด้วยทานบารมีเท่านั้น.
แต่ในเทศนาชาดก ท่านชี้แจงถึงความบริบูรณ์แม้แห่งศีลบารมีเป็นต้นของ
พระโพธิสัตว์นั้น. เป็นความจริงอย่างนั้นเมื่อพระโพธิสัตว์ตกแต่งพระองค์
ด้วยคุณมีศีลเป็นต้นตามนัยที่กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล แล้วทรงให้มหาชน
ตั้งอยู่ในศีลนั้น เทวดาผู้บังเกิดเพราะตั้งอยู่ในโอวาท จึงประชุมกัน ณ
เทวสภาชื่อสุธรรมา พากันกล่าวสรรเสริญพระคุณของพระมหาบุรุษว่า น่า
อัศจรรย์หนอ พวกเราได้รับสมบัตินี้เพราะอาศัยพระเนมิราชของพวกเรา.
เมื่อพระพุทธเจ้ายังมิได้อุบัติ มนุษย์อัศจรรย์เห็นปานนี้ก็ยังทำพุทธกิจให้
สำเร็จแก่มหาชนอุบัติขึ้นในโลก. ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัส
พระดำรัสมีอาทิว่า :-

111
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 112 (เล่ม 74)

น่าอัศจรรย์หนอ ได้มีผู้ฉลาดเกิดขึ้น
ในโลก ได้เป็นพระราชาพระนามว่าเนมิราช
เป็นบัณฑิต มีความต้องการด้วยกุศล.
ทวยเทพทั้งปวงมีท้าวสักกะผู้เป็นจอมเทพเป็นต้น ได้สดับดังนั้น
ประสงค์จะเห็นพระโพธิสัตว์. วันหนึ่ง เมื่อพระมหาบุรุษทรงรักษาอุโบสถ
ประทับอยู่เบื้องบนปราสาทอันประเสริฐ ประทับนั่งขัดสมาธิในปัจฉิมยาม
ทรงเกิดความปริวิตกขึ้นว่า ทานประเสริฐ หรือ พรหมจรรย์ประเสริฐ
พระโพธิสัตว์ไม่สามารถตัดสินความสงสัยของพระองค์ได้ ในขณะนั้น
ภพของท้าวสักกะแสดงอาการร้อน. ท้าวสักกะทรงรำพึงถึงเหตุนั้น ครั้น
ทรงเห็นพระโพธิสัตว์ทรงวิตกอยู่อย่างนั้นจึงทรงดำริว่า เอาเถิดเราจะตัดสิน
ความวิตกของพระโพธิสัตว์นั้น จึงเสด็จมาประทับอยู่ข้างหน้า พระโพธิสัตว์
ตรัสถามว่า ท่านเป็นใคร ? จึงทรงบอกว่า พระองค์เป็นเทวราชแล้วตรัส
ถามว่า มหาราชพระองค์ทรงดำริถึงอะไร ? พระโพธิสัตว์จึงตรัสบอกความ
นั้น. ท้าวสักกะเมื่อจะทรงแสดงให้เห็นว่าพรหมจรรย์นั่นแหละประเสริฐ
ที่สุด จึงตรัสว่า :-
บุคคลเกิดในตระกูลกษัตริย์ ก็เพราะ
ประพฤติพรหมจรรย์ต่ำ บุคคลเกิดเป็นเทวดา
ก็เพราะประพฤติพรหมจรรย์ปานกลาง บุคคล
บริสุทธิ์ ก็เพราะประพฤติพรหมจรรย์สูงสุด.

112
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 113 (เล่ม 74)

การเป็นพรหมมิใช่เป็นได้ง่าย ๆ เพียง
วิงวอนขอให้เป็น ผู้ที่จะเป็นพรหมได้นั้น
ต้องไม่มีเหย้าเรือน ต้องบำเพ็ญตบะ.
ในบทนั้นพึงทราบความดังนี้ ความประพฤติเพียงเว้นจากเมถุนใน
ลัทธิศาสนาเป็นอันมาก ชื่อว่า พรหมจรรย์ต่ำ. ด้วยพรหมจรรย์ต่ำนั้น
ย่อมเกิดในตระกูลกษัตริย์. ความประพฤติเพียงใกล้เคียงฌาน ชื่อว่า
พรหมจรรย์ปานกลาง. ด้วยพรหมจรรย์ปานกลางนั้น ย่อมเกิดเป็นเทวดา.
แต่การยังสมาบัติ ๘ ให้เกิด ชื่อว่า พรหมจรรย์สูงสุด. ด้วยพรหมจรรย์
สูงสุดนั้นย่อมบังเกิดในพรหมโลก. ชนภายนอกกล่าวพรหมโลกนั้นว่า
นิพพาน. ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า วิสุชฺฌติ ย่อมบริสุทธิ์. แต่ใน
พระศาสนา เมื่อภิกษุผู้มีศีลบริสุทธิ์ ปรารถนาหมู่เทพอย่างใดอย่างหนึ่ง
ชื่อว่าพรหมจรรย์ต่ำเพราะเจตนาในการประพฤติพรหมจรรย์ต่ำ. ด้วย
พรหมจรรย์ต่ำนั้น ย่อมเกิดในเทวโลกตามที่ตนปรารถนา. การที่ผู้มีศีล
บริสุทธิ์ยังสมาบัติ ๘ ให้เกิด ชื่อว่าพรหมจรรย์ปานกลาง. ด้วยพรหมจรรย์
ปานกลางนั้นย่อมเกิดในพรหมโลก. ส่วนผู้มีศีลบริสุทธิ์เจริญวิปัสสนาแล้ว
บรรลุพระอรหัต ชื่อว่าพรหมจรรย์สูงสุด. ย่อมบริสุทธิ์ด้วยพรหมจรรย์
สูงสุดนั้น. ด้วยประการฉะนี้ท้าวสักกะจึงพรรณนาว่า มหาราช การอยู่
ประพฤติพรหมจรรย์นั้นแหละมีผลมากกว่าทานร้อยเท่า พันเท่า แสนเท่า
บทว่า กายา คือหมู่พรหม. บทว่า ยาจโยเคน คือประกอบด้วยความ

113